LNCrawler

10. ตอนที่ 9

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 9

“คุณพสุธาครับ คุณยอดเยี่ยมกว่าที่ผมคิดเอาไว้อีกนะครับ แต่ผมสงสัยมาก ว่าคุณรู้ได้ยังไงครับ ว่ามีคนทุจริตในบริษัท” เสียงของพิชัยดังลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์ออกมา

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่เข้าใจเท่าไรนัก

อีกฝ่ายโทรศัพท์มาหาเขา เมื่อเขากดรับ และพูดได้เพียงแค่สองคำ คือ ‘ฮัลโหล’ อีกฝ่ายก็ร่ายยาวกลับมาด้วยประโยคนั้น

เขารู้อะไร ใครทุจริต เกิดอะไรขึ้นกันแน่

พสุธาสงสัยอยู่ในใจ

“ผมไม่เข้าใจ” พสุธาพูดตอบกลับไปตรง ๆ แต่สำหรับพิชัย เขาคิดว่าพสุธากำลังแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอยู่

“ฮ่า ๆ ใช่ ๆ คุณพสุธาไม่รู้ คุณพสุธาไม่ได้เข้ามาที่บริษัทเลย จะรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน ฮ่า ๆ ทุกอย่างเป็นความบังเอิญ ใช่แล้ว เป็นความบังเอิญ คุณพสุธาวางใจได้เลยครับ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้แน่นอน คนที่ทุจริต ผมจะส่งมันเข้าคุก มันจะไม่มีเวลาไปแก้แค้นคุณพสุธาแน่นอนครับ” พิชัยพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

พสุธายังคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ดี จนกระทั่งพิชัยวางสายไป

พสุธามองโทรศัพท์ที่หน้าจอดับไปแล้ว สมองก็ทบทวนคำพูดของพิชัย ก่อนที่จะคาดเดาได้

ดูเหมือนว่าที่บริษัทจะมีคนทุจริตสินะ แล้วเกี่ยวอะไรกับเขา ทำไมพิชัยพูดเหมือนว่าเขาเป็นคนเปิดโปงเรื่องทุจริตนี้เอง

เดี๋ยวนะ หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับหินซื่อบื้อของเขา

วันนี้หินซื่อบื้อไปสมัครงาน หรือว่าจะไปเจอความผิดปกติอะไรเข้า ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็น่าจะเจอความผิดปกติเกี่ยวกับบัญชีของบริษัท เพราะว่าพี่ชายของเขาไปสมัครงานตำแหน่งพนักงานบัญชี แล้วความผิดปกตินี้ ก็เป็นเพราะมีคนทุจริต หลังจากที่พี่ชายของเขาเจอ ก็คงจะบอกกับคนที่สัมภาษณ์งาน ดังนั้นแล้วจึงเปิดโปงเรื่องมีการทุจริตออกมา

ถ้าเป็นอย่างที่เขาคิดจริง ๆ และที่พิชัยพูดแบบนั้นออกมา ก็หมายความว่าเจ้าตัวคิดว่าเขาส่งพี่ชายไปสมัครงานที่แผนกบัญชี เพื่อเปิดโปงเรื่องนี้ ใช่ไหม

พสุธาคิดแล้วก็รู้สึกว่าที่ตัวเองคิดนั้น มีความเป็นไปได้สูงจริง ๆ

และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็หมายความว่าพี่ชายของเขาเยี่ยมยอดมาก

บัญชีของบริษัทใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ด้านอินเทอร์เน็ต ถ้ามีการทุจริตและตกแต่งบัญชี จะต้องทำอย่างแนบเนียนมากแน่ ๆ ตรวจสอบเป็นเดือน ๆ ก็ไม่แน่ว่าจะพบเจอ แต่พี่ชายของเขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน ก็ตรวจเจอ นี่มันระดับเทพเลยนะ

“หรือว่าความฉลาดของหินซื่อบื้อ จะถูกเอาไปใช้กับเรื่องบัญชีหมดแล้ว เรื่องอื่น ๆ เจ้าตัวถึงได้ซื่อบื้อขนาดนั้น” พสุธาพึมพำกับตัวเอง และเขาคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก

อยากเปิดสำนักงานตรวจสอบบัญชีให้กับหินซื่อบื้อจังเลย แต่จะเปิดได้ พี่ชายของเขาต้องไปเรียนเพิ่มเติมด้านการตรวจสอบบัญชีก่อน และก็สอบรับใบอนุญาต

เฮ้อ ให้ไปเรียนต่อตอนนี้ หินซื่อบื้อต้องไม่ยอมแน่

พสุธาคิดแล้วก็อ่อนใจกับพี่ชายของตัวเอง

ช่างเถอะ แค่หินซื่อบื้อยอมเปลี่ยนงาน ก็ถือว่าดีแล้ว ค่อย ๆ เกลี้ยกล่อมไปก็แล้วกัน

พสุธาปล่อยวาง ก่อนจะกลับไปทำอาหารรอพี่ชายของตัวเองกลับมา แต่เขาทำอาหารยังไม่ทันเสร็จ พี่ชายของเขาก็กลับมาแล้ว

“พี่ช่วย” ศิลาที่เดินเข้าห้องมา ได้กลิ่นอาหาร ก็รีบเดินไปยังประตูหลัง เปิดไปยังพื้นที่ที่ทำเป็นครัว แล้วถกแขนเสื้อ เตรียมจะช่วยน้องชายทำอาหารในทันที

พสุธาหันมอง ก่อนจะขมวดคิ้ว

“เสื้อยับยู่ยี่ เหงื่อออกเต็มไปหมด นั่งรถเมลกลับมาใช่ไหม” พสุธาจ้องพี่ชายเขม็ง จ้องจนศิลาเหงื่อตกยิ่งกว่าเดิม

“พี่ออกจากบริษัท แล้วรถเมลผ่านมาพอดี พี่ก็เลยขึ้นรถเมล” ศิลาไม่กล้าโกหกน้องชาย ได้แต่ตอบตามความจริง

พสุธาอยากตีพี่ชาย แต่เขาก็หักห้ามใจ

“หินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ”

“พี่ช่วย” ศิลาไม่ยอม แต่ถูกน้องชายจ้องเขม็ง จึงได้แต่เดินเตาะแตะ คอตก ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

ศิลารีบอาบน้ำ เพื่อที่จะได้ออกมาช่วยพสุธาทำอาหาร ทว่าตอนที่เขาออกมา พสุธาก็ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“เยอะเกินไปหรือเปล่าครับ พวกเรากินกันแค่สองคนเองนะ” ศิลาพูด เมื่อเห็นอาหารมากมายวางเรียงรายตรงหน้าเขา แต่กลิ่นหอม ๆ นั่น ก็ทำให้เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

“ฉลองทั้งที จะทำน้อยได้ยังไงล่ะ อีกอย่างหนึ่ง ดินชวนไอ้โมมาด้วย”

“นะโมมาด้วยเหรอ ดีเลย พี่ไม่ได้เจอนะโมหลายวันแล้ว” ศิลายิ้มดีใจที่จะได้เจอเพื่อนน้องชาย ที่เขาถือว่าเจ้าตัวเป็นน้องชายของเขาอีกคน

พูดยังไม่ทันไร นะโมก็มาถึงพอดี ในมือของเจ้าตัวมีถุงอาหารอยู่สองสามอย่าง

“กูทำอาหารเยอะแล้ว มึงยังจะเอามาอีกทำไม” พสุธาพูดกับเพื่อนสนิท

“กับข้าววัด กูไม่ได้เสียเงินซื้อ มันเหลือเยอะ กูเลยหยิบติดมือมาด้วย” นะโมพูดตอบ พลางเดินไปที่ด้านหลัง ไปหยิบจานมาใส่กับข้าว

นะโมมาที่นี่หลายครั้งแล้ว คุ้นเคยดี เลยไม่วางตัวเป็นแขก

“กับข้าวร้านป้าพรแน่เลยแบบนี้” พสุธามองหน้าตาอาหาร แล้วเขาก็จำได้ทันที

“เออ อร่อยที่สุดในย่านนี้ แต่สู้ฝีมือมึงไม่ได้อยู่ดี ถ้ามึงเปิดร้านนะ รับรองป้าพรเจ๊งแน่” นะโมไม่ได้อวยเพื่อน เขาก็เป็นอีกคนที่ติดใจรสมือของเพื่อนสนิท

“หึหึ เพราะงั้นกูถึงไม่เปิดร้านไง ไม่อยากไปแย่งอาชีพป้าพร” พสุธาโกหก ที่จริงเขาอยากเปิดร้านใจจะขาด แต่ระบบจะให้เขาเป็นเด็กล้านจานให้ได้ แล้วเขาจะทำยังไงได้ล่ะ!

“หึหึ ไม่คุยไร้สาระกับมึงแล้ว พี่หิน ยินดีด้วยที่ได้งานใหม่ แล้วยังได้ทำบริษัทใหญ่ด้วย” นะโมพูดกับพสุธา ก่อนจะหันมายกแก้วโค้กแทนเหล้า แสดงความยินดีกับศิลา

“ขอบใจนะ ไว้พี่เงินเดือนออก พี่จะเลี้ยงข้าวนะ” ศิลาพูดอย่างใจดี

“ตกลง เดี๋ยวล้างท้องรอเลย” นะโมตอบตกลงอย่างไม่เกรงใจเช่นกัน

ศิลายิ้มอย่างดีใจที่นะโมตกลง ก่อนที่เขาจะเริ่มตักอาหารให้น้องชายบ้าง ให้นะโมบ้าง

“หินกินของตัวเองด้วย อย่ามัวแต่ตักให้คนอื่น” พสุธาดุพี่ชาย

หินที่ถูกดุ ก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารบ้างในทันที

“มึงดุจนกูคิดว่ามึงต่างหากที่เป็นพี่ ไม่ใช่พี่หิน” นะโมส่ายหน้าใส่เพื่อน

“ดินไม่ได้ดุ ดินแค่เป็นห่วงพี่” หินรีบพูดทันที

นะโมถอนหายใจ

“เอาเถอะ ถือว่าผมเสือกเองก็แล้วกัน อีกคนตี อีกคนเต็มใจโดนตี งั้นผมก็ไม่ยุ่งแล้ว” นะโมพึมพำ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอาหาร ไม่สนใจสองพี่น้องอีก

พสุธาหัวเราะในลำคอ แล้วไม่สนใจนะโม แล้วอ้าปากจะถามพี่ชายเรื่องเกี่ยวกับที่พิชัยโทรศัพท์มาหาเขา ทว่าเขายังไม่ทันจะได้พูดออกไป ก็ได้ยินเสียงรถยนต์หลายคันแล่นเข้ามา แล้วก็มีเสียงจากลำโพงรถว่า

“ขอแสดงความยินดีกับคุณพสุธา ที่ได้เป็นผู้โชคดี ได้รับรางวัลที่หนึ่ง รถยนต์ไฟฟ้ามูลค่าเจ็ดแสนบาท ขอแสดงความยินดีกับคุณพสุธา ที่ได้เป็นผู้โชคดี ได้รับรางวัลที่หนึ่ง รถยนต์ไฟฟ้ามูลค่าเจ็ดแสนบาท”

พสุธาได้ยินเสียงนี้ เขาก็มุมปากกระตุก เพราะเขาจำเสียงได้

นี่ไม่ใช่เสียงของวินิจเหรอ อย่าบอกนะว่าเจ้าตัวมาด้วยตัวเอง ทั้งยังเล่นใหญ่แบบนี้อีก

ขณะที่พสุธากำลังกุมขมับอยู่นั้น พี่ชายกับเพื่อนสนิทก็มองเขาตาโต

“ไอ้ดิน นั่นมึงหรือเปล่า เอารถยนต์มาให้มึงจริง ๆ เหรอ!” นะโมตะโกนถามเสียงดัง ก่อนจะวิ่งออกมาดูข้างนอก ก็เห็นว่ามีรถยนต์ไฟฟ้าดีขาวผูกริบบิ้นสีแดงอยู่หนึ่งคัน และมีรถกระบะอีกหลายสองคัน บนรถกระบะมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ ในมือของเจ้าตัวมีไมโครโฟน

พสุธา และศิลาที่ออกมาดู ก็เห็นภาพเดียวกับที่นะโมเห็น

วินิจที่ถือไมโครโฟนกล่าวแสดงความยินดีกับพสุธา เมื่อเห็นพสุธาออกมา เขาก็จำพสุธาได้จากรูปถ่าย รีบกระโดดลงมาจากรถ

“ขอแสดงความยินดีกับคุณพสุธาครับ คุณเป็นผู้โชคดี ได้รับรางวัลที่หนึ่งจากการส่งสลากเข้ามาชิงโชค ได้รับรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่าเจ็ดแสนบาทครับ” วินิจแม้จะงุนงงว่าทำไมเจ้านายของตัวเองมาอยู่ในที่โทรม ๆ แบบนี้ แต่เขาก็ยังแสดงละครได้อย่างแนบเนียน

“เอ่อ นี่ผมเป็นผู้โชคดีจริง ๆ เหรอ” พสุธาก็แกล้งทำเป็นตกใจ

“ใช่แล้วครับ พวกเราไม่หลอกลวง รถยนต์ก็ถูกจัดส่งมาแล้ว ขอเพียงคุณพสุธาเซ็นรับ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น”

“ไอ้ดิน เรื่องจริงเหรอ ไม่ใช่มิจฉาชีพใช่ไหม มึงดูดี ๆ นะ ไม่ใช่ว่าเซ็นไปแล้ว ถูกโกงจนเป็นหนี้หัวโตนะ” นะโมกระซิบกระซาบกับเพื่อน ด้วยความเป็นเด็กกำพร้า เติบโตมาในชุมชนแออัด ได้เห็นความสกปรกโสมมมาเยอะ ดังนั้นนะโมจึงระมัดระวัง

แต่ว่านะโมยังระมัดระวังขนาดนี้ พสุธาจะไม่ระวังได้ยังไง แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เขารู้ดีว่าความจริงของเรื่องนี้เป็นยังไง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ระแวงว่าจะโดนหลอกเลย

พสุธารับเอกสารมาอ่านอย่างรวดเร็ว เมื่อพบว่าไม่มีปัญหา เขาก็เซ็นชื่อรับรถ

“เรียบร้อยแล้ว นับจากนี้รถยนต์คันนี้เป็นของคุณพสุธาแล้วครับ พวกเราขอตัวกลับก่อน หวังว่าครั้งหน้า จะได้ต้อนรับคุณพสุธาอีกนะครับ” วินิจเห็นว่าพสุธาส่งสายตาขับไล่แล้ว เขาก็รีบกล่าวลาอย่างรู้ความ ทั้งยังไม่วายทิ้งคำประจบเอาไว้อีกด้วย

พสุธาส่ายหน้ากับความประจบของวินิจ เพื่อที่จะประจบเขา เจ้าตัวลงทุนเดินทางมาเล่นละครฉากนี้กับเขาด้วยตัวเอง

ดูเหมือนว่าเขาจะต้องขึ้นเงินเดือนให้แล้ว

คิดแล้วพสุธาก็ขมขื่นในใจ คนอื่นเป็นลูกน้อง ยังได้เงินเดือนหกหลัก ส่วนเขาเป็นเจ้าของตึกใหญ่โต ต้องล้างจานแลกเงินวันละสองร้อย

ระบบเฮงซวย ระบบเลือดเย็น!

“หิน รถคันนี้ให้หินเอาไว้ขับไปทำงานแล้วกัน” พสุธาพูดกับศิลา ที่ตอนนี้ยังยืนนิ่งเป็นหินสมชื่อ

ศิลายังไม่อยากจะเชื่อ ว่าจะมีรถยนต์มาส่งถึงบ้านเขาจริง ๆ

“ดิน นี่เป็นเรื่องจริงเหรอ ทำไมถึงได้รถยนต์มาล่ะ” ศิลาถามอย่างสับสน

“เขาก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าดินโชคดีได้รับรางวัล คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าแค่ส่งชื่อไปชิงโชคเล่น ๆ จะได้รับรางวัลใหญ่ ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีโชคดีกับเขาบ้างแล้วนะ” พสุธาพูดตอบอย่างลื่นไหล โกหกได้อย่างคล่องแคล่ว

“มึงโชคดีจริง ๆ เอาโชคมาแบ่งกูบ้างซิ” นะโมพูดแล้วก็โถมเข้ากอดพสุธา หวังว่าจะแบ่งโชคลาภจากพสุธาได้บ้าง แต่ก็ถูกพสุธายันออก

“ขนลุก ไปเลยมึง” พสุธาพูดกับนะโม ก่อนจะหันไปหาพี่ชายอีกครั้ง

“หินไปลองรถดูสิ” พสุธายื่นกุญแจรถให้พี่ชาย

“นี่ มันเป็นของดิน ดินเอาไว้ใช้สิ” ศิลาปฏิเสธอย่างรวดเร็ว และไม่เหนือความคาดหมายของพสุธา

“ดินเพิ่งจะอายุสิบแปด จะขับรถอะไรล่ะ อีกอย่างหนึ่งที่ทำงานดินก็อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง หินต่างหากที่ต้องใช้รถ” พสุธาพูดแล้วยัดกุญแจรถใส่มือพี่ชาย

“แต่ว่าเดี๋ยวดินก็ไปเรียนแล้ว ขับรถไปมหาวิทยาลัยไง” ศิลายื่นกุญแจคืนให้น้องชาย เขารู้ว่าสังคมในมหาวิทยาลัยก็ค่อนข้างจะซับซ้อน และส่วนใหญ่ก็ดูกันที่ภายนอก เขาไม่อยากให้น้องชายของเขาโดนดูถูก

“ไม่เป็นไร มหาวิทยาลัยของดินเป็นทางผ่านไปบริษัทหินอยู่แล้ว หินไปส่งดินตอนเช้า แล้วตอนเย็นค่อยแวะรับดินก็ได้” พสุธาหลอกพี่ชาย เขาวางแผนจะซื้อคฤหาสน์ที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย จะต้องขับรถไปเรียนอีกทำไม อีกอย่างต่อให้เขาจะให้ศิลาไปส่งเขาจริง ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าศิลาจะไปรับส่งเขาได้ทุกวัน ตารางเรียนของเขาไม่ได้เรียนเช้าเลิกเย็นเหมือนกันทุกวันสักหน่อย

“แต่ว่า..” ศิลากำลังจะแย้งอีก เขาคิดว่าถ้าพสุธาขับรถเอง เจ้าตัวจะได้ไปไหนมาไหนได้สะดวก บางทีอาจจะไปเที่ยวกับเพื่อนหลังเลิกเรียน จะได้ขับรถไป แต่เขายังพูดไม่ทันจบ พสุธาก็พูดขึ้นมาก่อน

“ดินยังขับรถไม่แข็งเลยนะ หินไม่กลัวว่าดินขับรถเองแล้วจะเกิดอุบัติเหตุเหรอ” พสุธาโกหกพี่ชายอีกครั้ง และใช้ไม้ตายอีกแล้ว

ศิลาเมื่อได้ยินคำพูดของน้องชาย เขาก็นิ่งไป ก่อนจะยอมรับรถยนต์เอาไว้แต่โดยดี

“พี่จะเก็บเงินให้ดินไปเรียนขับรถนะ ถ้าดินขับคล่องแล้ว พี่จะคืนรถให้ดิน”

“ก็ได้” พสุธาตอบรับไปอย่างนั้น รถยนต์คันนี้เขาตั้งใจซื่อให้พี่ชาย เขาไม่มีทางรับคืนอยู่แล้ว

ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะไม่แนบเนียน เขาจะซื้อรถราคาแพงกว่านี้ให้พี่ชายด้วยซ้ำ

“หินไปตรวจรถสิ แล้วจะได้กลับเข้าไปกินข้าวต่อ” พสุธาพูดกับพี่ชาย ไม่สนใจสายตาที่มองมาอย่างอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนบ้าน

ทว่าพสุธาไม่สนใจ แต่เพื่อนบ้านไหนเลยจะปล่อยเขาไป รีบเข้ามารุมล้อมถามเรื่องรถ บางคนก็ถามว่าพสุธาส่งชิงโชคอะไรไป ทำไมถึงได้รถยนต์มา บางคนก็ขอยืมรถอย่างหน้าด้าน ๆ

“ไม่ให้ยืม ไม่เคยได้ยินเหรอ เมียกับรถ ห้ามให้คนอื่นยืมเด็ดขาด” พสุธาปฏิเสธเสียงแข็ง ขณะเดี่ยวกันก็คิดว่าจะต้องย้ายบ้านแล้ว ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ถูกรบกวนจนไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแน่ ๆ

เมื่อคิดได้อย่างนี้ พสุธาก็ถือโอกาสที่ศิลา และนะโมไปตรวจสอบรถ เขาไปโทรศัพท์หาวินิจ ถามเรื่องความคืบหน้าของบ้าน

“ผมกำลังจะแจ้งท่านประธานอยู่พอดีครับ มีคฤหาสน์หลังหนึ่งที่ตรงกับความต้องการของท่านประธาน อยู่ไม่ไกลจากบริษัทเท็นซี และมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ เป็นคฤหาสน์บนพื้นที่สิบไร่ ตัวคฤหาสน์มีพื้นที่ราว ๆ สามไร่ มีสิบห้าห้องนอน สามสิบห้องน้ำครับ สามสระว่ายน้ำ มีโรงจอดรถติดแอร์ ที่จอดรถได้สามสิบคันครับ”

“ใจกลางเมือง มีที่คฤหาสน์หลังใหญ่ที่สร้างบนพื้นที่ขนาดนั้นด้วยเหรอ” พสุธาแปลกใจ เพราะว่าที่ดินใจกลางเมือง มีราคาแพงมาก หนึ่งตารางเมตร ยังแพงกว่าทองคำ

“คฤหาสน์เป็นวังเก่าที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เจ้าของคนปัจจุบันซื้อต่อมาจากเจ้าของเดิม แล้วทำการรีโนเวตใหม่ครับ ทว่าเพิ่งจะรีโนเวตเสร็จ ยังไม่ทันจะได้เข้าอยู่ ธุรกิจของเขาก็เกิดปัญหา ต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน จึงได้ประกาศขายบ้านครับ” วินิจให้คำอธิบายแก่พสุธา

“อ้อ บังเอิญจัง ว่าแต่เขาขายเท่าไร รีบร้อนขายขนาดนี้ คงจะไม่เรียกราคาสูงเกินจริงหรอกใช่ไหม” พสุธาถาม

“เขาต้องการขายในราคาสองพันห้าร้อยล้านครับ”

“สองพันล้าน ถ้าเขาตกลง ผมจ่ายเงินวันนี้เลย” พสุธาพูดประโยคเดียว ก็ตัดราคาไปห้าร้อยล้านเลย

“ผมจะลองคุยดูครับ” วินิจรับคำสั่ง และทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

พสุธาวางสายจากวินิจ ก็พอดีกับที่ศิลา และนะโมเดินกลับเข้ามา

“เป็นยังไงบ้าง รถไม่ได้โดนย้อมแมวมาใช่ไหม” พสุธาถาม ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าวินิจไม่กล้าทำอย่างนั้น

“โคตรเจ๋ง ข้างในกว้างพอสมควร กูดูแล้ว รถใหม่แน่นอน” นะโมที่มีความสามารถในการซ่อมรถยนต์ เขาตรวจสอบดูก็รู้ว่าเป็นรถใหม่ ไม่เคยผ่านการใช้งาน

“ดีมาก” พสุธาพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะชวนศิลา และนะโมกินอาหารต่อ

พวกเขากินอาหารจนหมด ศิลาก็อาสาล้างจาน โดยมีนะโมคอยช่วย พสุธาที่อยู่ว่าง ๆ ก็เล่นโทรศัพท์ ก่อนจะได้รับสายจากวินิจ บอกว่าคนขายคฤหาสน์นั้นตกลงแล้ว

“หิน ดินจะออกไปทำธุระข้างนอกแป๊บนึงนะ” พสุธาตะโกนบอกพี่ชาย และไม่รอให้อีกฝ่ายตอบอะไรกลับมา เขารีบออกจากบ้านในทันที

พสุธาขึ้นรถแท็กซี่ไปยังคฤหาสน์ที่เขาต้องการซื้อ เมื่อไปถึง ก็พบว่าวินิจ ข้าง ๆ วินิจยังมีคนยืนอยู่อีกสี่คน คนหนึ่งแต่งตัวด้วยชุดสูท พสุธาเดาว่าน่าจะเป็นเจ้าของบ้าน ส่วนอีกสามคนใส่สวมชุดหมี

“ท่านประธานมาถึงแล้ว นี่คุณศรรามครับ เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ ส่วนสามคนนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มาตรวจสอบบ้านครับ” วินิจรีบกล่าวทันที

พสุธาทักทายศรรามที่มองเขาอย่างอึ้ง ๆ แล้วก็ทักทายผู้เชี่ยวชาญทั้งสาม

“คุณต้องการซื้อบ้านหลังนี้จริง ๆ เหรอครับ” ศรรามพูดถาม มองพสุธาอย่างกังขา

พสุธาเด็กเกินไป ชุดที่ใส่ก็มองดูออกว่าเป็นชุดที่ซื้อตามร้านทั่วไป ราคาไม่กี่สิบบาท หรืออย่างมากก็ไม่เกินสองสามร้อย

นี่คือคนที่จะมาซื้อคฤหาสน์ของเขาด้วยเงินสองพันล้านจริง ๆ หรือ

“ครับ ผมมาถึงนี่แล้ว จะเป็นเรื่องล้อเล่นได้ยังไงล่ะครับ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะสอบถามเรื่องความเรียบร้อยของคฤหาสน์ เมื่อผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ทำสัญญาซื้อขายในทันที

สัญญาซื้อขายนี้ พสุธาก็ไม่ต้องกลัวโดนโกง เพราะว่าคนที่ร่างสัญญา เป็นทนายความมืออาชีพ เมื่อทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว พสุธาก็โทรศัพท์หาธนาคาร ให้ดำเนินการโอนเงินสองพันล้านให้กับศรราม เมื่อศรรามได้รับแจ้งว่ามีเงินเข้าบัญชีสองพันล้าน เขาจึงได้มองพสุธาด้วยสายตาตื่นตะลึง

ถึงตอนนี้เอง เขาถึงได้เชื่ออย่างสนิทใจว่าพสุธามีเงินซื้อบ้านของเขาจริง ๆ

คนเราดูที่ภายนอกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

พสุธาไม่สนใจสีหน้าตื่นตะลึงของศรราม เขาบอกว่าวันพรุ่งนี้เขาจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เลย บอกเสร็จเรียบร้อยก็กลับออกไปอย่างไม่รีรอ

 

“ดินไปไหนมา” เมื่อพสุธากลับถึงบ้าน พี่ชายของเขาก็ส่งคำถามนี้มาทันที

“มึงกลับมาสักที พี่ชายมึงอยู่ไม่สุข เดินพล่านเหมือนมดเดินบนหม้อร้อน ๆ เลย” นะโมพูดพลางกลอกตา เขาเหนื่อยปลอบคนขี้กังวลอย่างศิลา

“ไปดูบ้านเช่ามา ว่าจะย้ายบ้านไปอยู่ใกล้ ๆ กับมหา’ลัย แล้วก็ที่ทำงานของหินด้วย” พสุธาตอบ

“มึงจะย้ายไปอยู่ใจกลางเมืองเลยเหรอ ค่าเช่าที่นั่นต้องแพงมากแน่ ๆ มึงจะแบกภาระไหวเหรอ” นะโมถามอย่างเป็นห่วง ไม่มีความคิดจะดูถูกเพื่อนเลยแม้แต่น้อย

“ไม่แพงหรอก ค่าเช่าแค่สองพันเท่านั้น มึงไปอยู่กับกูด้วยก็ได้นะ” พสุธาก็ไม่อยากทิ้งเพื่อนสนิทคนนี้ ชักชวนไปด้วยกัน

“ไม่เอาหรอก จะไปเบียดมึงทำห่าอะไร” นะโมไม่อยากห่างเพื่อน แต่ก็ไม่อยากรบกวนเพื่อนด้วยเช่นกัน

“ไม่เบียดหรอก บ้านที่กูเช่ามีตั้งยี่สิบห้องนอน กู หิน แล้วก็มึง อยู่กันสามคน ไม่แน่ว่าวันวันหนึ่งจะเดินเจอกันด้วยซ้ำ” พสุธาพูด

“ยี่สิบห้องนอน! มึงแน่ใจนะว่านั่นคือบ้าน ไม่ใช่วัง แต่สองพันนั่นไม่ใช่ว่าเช่าได้แค่ห้องแคบ ๆ เหรอวะ” แม้ว่าจะไม่ได้เรียนสูง แต่นะโมก็รู้เรื่องไม่น้อย เขารู้ว่าห้องเช่าแถวใจกลางเมือง ต่อให้เป็นห้องซอมซ่อ ผุ ๆ พัง ๆ ราคาก็ยังหลายพันบาท

“เป็นคฤหาสน์ ที่ให้เช่าถูก เพราะมีคนตายในบ้าน ขายก็ไม่มีคนกล้าซื้อ ปล่อยเช่าก็ไม่มีใครกล้าเช่า แต่กูไม่กลัว กูกล้าเข้าไปอยู่” พสุธาโกหกอย่างลื่นไหล เขาหันไปหาศิลา

“หินกลัวไหม”

“ไม่กลัว มีดินอยู่ด้วย”

“ใช่ มีมึงอยู่ ผีที่ไหนจะกล้าหลอก มึงน่ากลัวกว่าผีอีก”