100. ตอนที่ 98
ตอนที่ 98
ดุจฝันเคยคิดว่า คนที่ตัวเองเกลียดมากที่สุด ก็คือพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเอง ที่คอยตามราวีรีดไถเงินตัวเอง สร้างความอับอายให้ตัวเองอย่างยิ่งยวด ทั้งยังทำให้ดาวิกาที่เคยรักเขาทะนุถนอมเขา เปลี่ยนเป็นเกลียด และรังเกียจเขา
ทว่าตอนนี้ดุจฝันเปลี่ยนความคิดแล้ว คนที่เขาเกลียดที่สุดไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงอีกต่อไป ทว่าเป็นคนที่ยืนยิ้มอย่างไม่แยแสอยู่ตรงหน้าเขา ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะทำลายชีวิตของเขาไป
พสุธามองสายตาเกลียดชัง และคลั่งแค้นของดุจฝัน เขาก็ยังคงยิ้มอย่างเฉยเมย ไม่แยแสต่อความรู้สึกของดุจฝันเลยสักนิด แล้วก็ไม่กลัวว่าดุจฝันจะมาเล่นงานตัวเองด้วย
พสุธารู้ตัวเองดี ว่าในตอนนี้ตัวเองมีพลังอำนาจอยู่ในมือมากแค่ไหน ขอเพียงเขาเอ่ยปากคำเดียว ก็สามารถทำให้ดุจฝันหายไปจากสายตาเขาได้ตลอดชีวิตแล้ว รวมถึงหายไปจากโลกนี้ด้วย
แต่เขาเป็นพลเมืองดี ที่ให้ความเคารพกฎหมายอย่างเข้มงวด เขาจะไม่ทำแบบนั้นหรอก
ดุจฝันไม่รู้ความคิดของพสุธา แต่ลำพังแค่สีหน้าไม่แยแสของพสุธา ก็ทำให้ดุจฝันเกือบหลุดออกจากเปลือกนอกที่สร้างเอาไว้แล้ว
แต่อาจจะเพราะเล่นละครมานานแล้ว ถึงทำให้ดุจฝันยังคงตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จต่อได้
“ดิน ฉันรู้ว่านายเกลียดฉัน คิดว่าฉันมาแย่งสิ่งที่เป็นของนายไป แต่ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ ตอนนั้นฉันไม่รู้อะไรเลย นายยกโทษให้ฉันได้ไหม อย่าเกลียดฉันอีกต่อไปเลยนะ” ดุจฝันพูดแล้วก็ก้มหน้า หยดน้ำตาไหลรินจากหางตาลงมาที่แก้ม
พสุธาอยากจะปรบมือเบา ๆ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าดุจฝันมีความฉลาดอยู่บ้าง
ฉลาดตรงที่ไม่พูดถึงเรื่องข้อเท็จจริงที่เขาพูดเปิดโปงไปเลยสักนิด แต่เบี่ยงประเด็นไปว่าเขาโกรธเกลียดอีกฝ่าย เพราะเขาอิจฉาที่ถูกอุ้มผิดตัว และเพราะอิจฉา รวมถึงโกรธแค้นดุจฝัน จึงสร้างเรื่องโกหกขึ้นมา
หากคนที่ไม่มีหลักการ ไม่มีจุดยืนใด ๆ มาฟังคำพูดนี้ ก็คงจะเอนเอียงตามคำพูดของดุจฝันได้ไม่ยากเลยจริง ๆ
“นายเข้าใจผิดแล้ว เรื่องถูกอุ้มผิดตัว ฉันไม่เคยโกรธแค้นใครเลย และยิ่งไม่อิจฉานายด้วย กระทั่งฉันคิดว่าดีด้วยซ้ำ ที๋ฉันถูกอุ้มผิดตัว เพราะมันทำให้ฉันมีพี่ชายที่แสนดี และมีเพื่อนที่แสนจะจริงใจกับฉัน ชีวิตที่ผ่านมาของฉัน แม้ว่าจะลำบากไปบ้าง แต่ฉันก็มีความสุขดี เมื่อมีความสุขอยู่แล้ว ฉันก็ไม่จำเป็นต้องอิจฉาใครเลย” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า
คำพูดเหล่านี้ เขาไม่ได้พูดเพื่อโต้เถียงกับดุจฝัน แต่เขากำลังพูดความจริงจากใจ
ดุจฝันไม่เชื่อคำพูดของพสุธา คิดว่าพสุธาพูดเพื่อให้ตัวเองดูดีเท่านั้น ใครมันจะไปทนกับความลำบากได้
มีพี่ชาย มีเพื่อน จะไปสู้มีเงินได้ยังไง เมื่อมีเงิน อยากได้พี่ชายกี่คนก็ได้ อยากได้เพื่อนมากแค่ไหนก็มากเท่านั้น
ดุจฝันเถียงพสุธาอยู่ในใจ แต่ภายนอกยังแสร้งทำเป็นเหยื่ออยู่ดี
“ทำไมนายพูดแบบนั้นล่ะ นายดีใจที่ถูกอุ้มผิดตัว ถ้าพ่อแม่มาได้ยินเข้า พวกเขาจะเสียใจเอาได้นะ”
“ตอนที่เขารู้ว่าอุ้มลูกผิดคน เขาก็ไม่ได้เสียใจนี่นา ยังมีท่าทางรำคาญใจด้วยซ้ำ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มบาง
ขณะที่ดุจฝันผู้ได้รับผลประโยชน์ ทำตัวเป็นเหยื่อ แต่พสุธาที่เสียผลประโยชน์ กลับมีท่าทางสบาย ๆ ราวกับว่าเรื่องที่พูดออกมานั้นไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
ท้องฟ้ามองดุจฝัน แล้วก็มองพสุธา เขามองสลับกันอยู่สองสามรอบ ก็ถอนหายใจ
“นายบอกว่าพอพ่อแม่รู้ว่านายไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ ก็ไล่นายออกมา แต่ว่าเท่าที่ฉันรู้มา ครอบครัวกิจอนันต์ ลงนามในหนังสือสัญญาตัดขาความสัมพันธ์นะ” ท้องฟ้าไม่ได้พูดว่าพสุธาบอกกับเขา แต่พูดคลุมเครือให้ฟังเหมือนเขาสืบรู้มาด้วยตัวเอง
ดุจฝันมีสีหน้าแข็งค้าง แม้แต่น้ำตาก็หยุดไหล ก่อนที่เจ้าตัวจะพูด
“ฉันบอกว่าพวกเขาไล่ฉันออกมา แต่ไม่ได้บอกว่าพวกเขารับลูกชายแท้ ๆ กลับไปนะ” ดุจฝันพูดเสียงแผ่ว
ท้องฟ้าชะงักไป ก่อนจะหัวเราะออกมา แต่เป็นเสียงหัวเราะเยาะ
“สรุปว่าฉันโง่ที่คิดเองเออเองสินะ”
“ไม่ใช่ ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นนะ ฉันแค่คิดว่านายคงเข้าใจผิด” ดุจฝันพยายามจะแก้ตัว เขาส่งสายตาอาฆาตให้กับพสุธา
พสุธาจุดรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะลงมือทำความสะอาดต่อ
เขาอยากเปิดโปงดุจฝัน แต่ก็ทิ้งงานไม่ได้เหมือนกัน
ดุจฝันเห็นพสุธากลับไปทำงานแล้ว เจ้าตัวก็คิดว่าตัวเองได้โอกาสแล้ว รีบชวนท้องฟ้าเข้าไปคุยกันในห้องนอน เป็นการส่วนตัว
ท้องฟ้าส่ายหน้าปฏิเสธ
“เราคุยกันตรงนี้นี่แหละ ในเมื่อเรื่องมันเกี่ยวข้องกับดินด้วย พวกเราก็ควรจะให้ดินมีส่วนร่วมด้วยสิ”
“แต่เขาทำงานอยู่ อีกอย่างเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นเพื่อนของเราด้วยเหรอ ฉันขอคุยกับนายส่วนตัวก่อน ในฐานะเพื่อนได้ไหม” ดุจฝันอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร แน่นอนว่านี่เป็นการเสแสร้ง
“ถ้านายเห็นฉันเป็นเพื่อน นายตอบมาตรง ๆ นายโกหกฉันใช่ไหม” ท้องฟ้ากำลังให้โอกาสดุจฝัน หากดุจฝันยอมสารภาพความจริง และขอโทษอย่างจริงใจ เขาและดุจฝันก็ยังจะเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ แต่ถ้าดุจฝันยังคงโกหก
ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดายแล้ว เขาไม่ยอมเป็นเพื่อนกับคนที่ชอบโกหกหลอกลวง
น่าเสียดายที่ดุจฝันไม่รับรู้ถึงโอกาสนี้เลย เจ้าตัวรีบพูดตอบด้วยความเร็ว
“ฉันสาบาน ฉันไม่ได้โกหกนายจริง ๆ นะ ฉันถูกอุ้มสลับตัวจริง ๆ ฉันถูกไล่ออกจากบ้านจริง ๆ”
ฉันถูกอุ้มสลับตัวก็เป็นเรื่องจริง
ถ้าถูกไล่ออกจากบ้าน เพราะคฤหาสน์ของตระกูลถูกยึดทรัพย์ นั่นก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน แล้วแบบนี้จะพูดว่าฉันโกหกได้ยังไง
ดุจฝันยิ้มเยาะอยู่ในใจ แต่ท้องฟ้ามองดุจฝันด้วยสายตาผิดหวัง
“ฉันให้โอกาสนายแล้ว แต่นายก็ยังเลือกที่จะโกหก ฉันรู้ความจริงหมดแล้ว เรื่องที่ทำไมช่วงนี้ นายถึงได้ไม่ไปอยู่กับพวกรวม และยังรู้ด้วยว่า ตั้งแค่วันที่พ่อแม่แท้ ๆ ของดินได้เจอกับดินแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ไล่นายไปไหน ยังคงถือว่านายเป็นลูกชายแท้ ๆ ของพวกเขา พานายออกงานเลี้ยงมากมาย มีไม่กี่วันมานี้นี่เอง ที่พวกเขาไม่ได้พานายไป แต่นั่นก็เป้นเพราะพวกเขาล้มละลายแล้ว จึงไม่อาจร่วมงานเลี้ยงของเหล่าเศรษฐีได้ ดุจฝัน ฉันจะเป็นเพื่อนกับใครก็ได้ แต่ฉันจะไม่เป็นเพื่อนกับคนที๋โกหกหลอกลวงกัน แล้วมองว่าฉันเป็นนโง่” ท้องฟ้าพูดเสียงผิดหวังระคนขมขื่น แม้ว่าเขาและดุจฝันเพิ่งจะได้สนิทสนมกันไม่นาน แต่ก่อนหน้านี้ เขก็ประทับใจในตัวดุจฝันอยู่ไม่น้อย กับความเรียบร้อย อ่อนโยนของเจ้าตัว
แต่ดูแล้ว ภาพลักษณ์นั่น ก็คงจะเป็นภาพลักษณ์ที่สร้างมันขึ้นมาเสียมากกว่า
ดุจฝันได้ยินว่าท้องฟ้ารู้ความจริงแล้ว ก็นิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าแล้วแค่นหัวเราะ
“นายจะพูดมากมายไปทำ ก็แค่ไม่อยากคบกับคนที่มีพ่อแม่แท้ ๆ ยากจนแบบฉัน แต่มีสิทธิ์อะไร คนรวยอย่างพวกนายมีสิทธิ์อะไรมาถูกฉัน ก็แค่คนที่เกิดในครอบครัวที่ดีไม่ใช่เหลือ ถ้าไม่มีครอบครัวคอยหนุนหลัง พวกนายก็สู้ฉันไม่ได้ เปรียบกับฉันไม่ได้แม้แต่เศษฝุ่น” ดุจฝันพูดแล้วก็หัวเราะเสียงดัง หัวเราะมีมีความบ้าคลั่งผสมกับความอิจฉาริษยา
ดุจฝันรู้ว่าตอนนี้เสแสร้งต่อไปก็ไร้ประโยชน์ เขาถูกเปิดโปงโดยไอ้คนน่ารังเกียจนั่นแล้ว สักวัน ขาจะต้องทำให้มันเสียใจแน่
ดุจฝันคิดอย่างคลั่งแค้นใจ ส่วนท้องฟ้ามองดุจฝันอย่างไม่อยากจะเชื่อ ว่าเจ้าตัวจะก้าวร้าวได้ขนาดนี้
“สารเลว พวกน่ารังเกียจ พวกแกเอาแต่คอยดูถูกฉัน รังแกฉัน ขัดขวางไม่ให้ฉันได้ดี คอยดูเถอะ สักวันหนึ่งฉันจะต้องทำให้พวกแกแหงนหน้ามองฉันให้ได้ ฉันจะเหยียบพวกแกให้จมดินเลย คอยดูก็แล้วกัน” ดุจฝันพูดจบก็กระชากกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แล้วเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้องด้วยความเกลียดชัง
พสุธาที่ทำงานของตัวเองอยู่ ได้ยินคำพูดของดุจฝัน เขาก็อดที่จะพึมพำขึ้นมาไม่ได้
“ดูละครนสั้นไปกี่เรื่องเนี่ย ถึงขนาดท่องบทได้คล้องขนาดนี้”
คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้ท้องฟ้าที่กำลังเศร้าใจอยู่ หลุดหัวเราะออกมาได้
“ขอบใจนะ” ท้องฟ้าพูดกับพสุธา
“ขอบใจผมเรื่องอะไร” พสุธาหันไปมองอย่างแปลกใจ
“เรื่องที่ทำให้ฉันไม่ต้องเป็นคนโง่ ถูกดุจฝันหลอกเอาน่ะสิ” ท้องฟ้าพูดเสียงซึม
พสุธาหยุดงานในมือชั่วคราว แล้วหันไปมองท้องฟ้าด้วยสายตาสงสัย
“คุณดูเสียใจมาก คุณกำลังเสียใจเพราะอะไร” พสุธาคิดว่าถ้าท้องฟ้าเสียใจเพราะต้องแตกหักกับดุจฝัน เขาคิดว่าท้องฟ้านั้นเกินเยียวยาแล้ว
เป็นคนดีได้ แต่อย่าดีจนถึงขั้นโง่สิ
เห็นสายตาเคลือบแคลงใจของพสุธาที่มองมา ท้องฟ้าก็รู้ว่าพสุธากำลังคิดอะไรอยู่ เขารีบพูด
“อย่าเข้าใจผิด ฉันไม่ได้เสียใจที่ต้องตัดขาดกับดุจฝัน ฉันแค่เสียใจที่ความจริงใจของฉันมันไร้ค่า” ท้องฟ้าคิดว่าเมื่อตัวเองมอบความจริงใจไปแล้ว อีกฝ่ายก็จะมอบความจริงใจตอบกลับมา
“ความจริงใจของคุณไม่ได้ไร้ค่า แต่คุณเอาความจริงใจของคุณไปมอบให้ผิดคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นค่าความจริงใจของคุณ และไม่ใช่ทุกคนที่คู่ควรจะได้รับความจริงใจจากคุณ คุณอย่ามอบความจริงใจให้คนอื่นง่าย ๆ สิ เพราะว่าความจริงใจ ก็มีต้นทุนเหมือนกันนะ” พสุธาไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาถึงได้อยากจะให้คำแนะนำกับท้องฟ้า อาจจะเป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจ และใจดีของเจ้าตัว
คนแบบนี้ เมื่อออกไปเจอสังคมจริง ๆ เข้า จะน่าสงสารมาก เพราะถูกความเป็นจริงที่ไม่สวยงามทำร้ายเอา
“ฉันเข้าใจแล้ว ว่าแต่นายก็อายุเท่าฉัน ทำไมนายถึงคิดอะไรแบบนี้ได้ล่ะ นายเหมือนคนผ่านโลกมาเยอะจริง ๆ” ท้องฟ้าพูด แล้วมองพสุธาด้วยสายตาชื่นชม
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าพสุธาน่าสงสาร และน่าเห็นใจ แต่ตอนนี้เขาไม่คิด และไม่รู้สึกแบบนั้นแล้ว เพราะในสายตาของเขา พสุธาคือคนที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง
“เป็นเพราะผมฉลาดน่ะครับ” พสุธาตอบเสียงกลั้วหัวเราะ เขาไม่อยากให้บรรยากาศมันอึมครึมอีกต่อไป
คนอย่างดุจฝัน ไม่คู่ควรให้พวกเขาต้องไปเสียอารมณ์ด้วยหรอก
ท้องฟ้าชะงักไปขั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา
“นายฉลาดกว่าฉันจริง ๆ ด้วย” ท้องฟ้าพูดเสียงใส เขาไม่ดูหดหู่เหมือนเมื่อครู่นี้แล้ว ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้พูดอะไรกันต่อ ก็มีเสียงกริ่งดังขึ้นเสียก่อน
“ฉันไปดูก่อนนะว่าใครมา” ท้องฟ้าพูดกับพสุธา ก่อนที่จะวิ่งออกไป
พสุธาก็ไม่ได้ยืนเฉย ๆ รอท้องฟ้า เขาทำงานของเขาต่อไป
ไม่นานพสุธาก็ได้ยินเสียงเอะอะ
“ไหน มันอยู่ไหน หน็อย มันหน้าด้านจริง ๆ แย่งแฟนเพื่อนกูคนหนึ่ง แล้วยังมาหลอกเพื่อนกูอีกคน คิดว่าฉายามือตบของกู กูซื้อมันมาหรือไง”
“เกรซ ไม่ใช่ ฟังก่อน..”
“ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ฉันไม่ยอมให้นายถูกนังชาเขียวนั่นหลอกหรอกนะ” เกรซโวยวายเสียงดัง ไม่ยอมฟังคำพูดของท้องฟ้า จนกระทั่งเธอเดินเข้ามาเจอพสุธาที่กำลังทำความสะอาดอยู่
“อีดุจ..มึง” เกรซคิดว่าพสุธาคือดุจฝัน ก็พุ่งเข้าไปกระชากแขน ทว่าเมื่อเห็นหน้าพสุธาชัด ๆ เธอก็ชะงักค้างไป
“อ้าว ไม่ใช่นังชาเขียวนั่นนี่ แล้วนายเป็นใคร มาอยู่ในห้องเพื่อนของฉันได้ยังไง” เกรซพูดถาม
“ผมเป็นพนักงานทำความสะอาดจากแอปพิเคชันมาสเตอร์คลีนครับ มาทำความสะอาดห้อง” พสุธาพูดตอบออกไป แล้วดึงแขนของตัวเองออกมาจากมือของเกรซอย่างแนบเนียน
ตอนที่เกรซกระชากแขนของเขา เธอออกแรงไม่น้อยเลยทีเดียว ทว่าไม่ได้ทำให้พสุธารู้สึกเจ็บแต่อย่างใด กลับกัน เป็นมือของเกรซที่แดงขึ้นมา เหมือนว่าเจ้าตัวไปกระชากเข้ากับท่อนเหล็ก แต่เพราะความมึนงง ทำให้เกรซไม่ทันรู้สึกถึงความผิดปกติ
“เอ่อ อ้อ แล้วนายเห็นคนอื่นบ้างหรือเปล่า” เกรซถามเสียงอึกอัก รู้สึกเขินอายไม่น้อยกับความเข้าใจผิดของตัวเอง
“ดุจฝันกลับไปแล้ว ฉันจะบอก เธอก็ไม่ฟัง” ท้องฟ้าได้โอกาส ก็พูดรวดเดียว กลัวว่าเพื่อนจะไม่ฟังอีก
เมื่อเกรซได้ยินท้องฟ้าพูดอย่างนั้น เธอก็มีสีหน้าหงุดหงิดขึ้นมาอีก
“สรุปนายให้มันมาอยู่ด้วยจริง ๆ สินะ ทำไมนายถึงได้โง่ขนาดนี้ หมอนั่นมันเป็นชาเขียว ชาเขียวกลิ่นดอกบัวขาวด้วย”
“เอาเถอะ เธออย่าอารมณ์เสียเลย ฉันก็ไม่ได้ให้เขาพักด้วยแล้วนี่ไง” ท้องฟ้าพูดปลอบ
“ทำไมอยู่ ๆ ถึงเปลี่ยนใจ หรือแค่หลอกฉัน” เกรซหรี่ตาคาดคั้น
“ไม่ได้หลอกเธอจริง ๆ ฉันรู้ว่าดุจฝันโกหก ก็เลยถามหาความจริงจากเขา เขาก็โกรธแล้วลากกระเป๋ากลับไปเลย” ท้องฟ้าพูดตอบ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก
“อย่างนั้นเหรอ ในที่สุดนายก็ตาสว่างสักทีนะ” เกรซพูดอย่างดีใจ จากนั้นเธอก็อารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อยเลย เธอหันกลับมาสนใจพสุธาอีกครั้งหนึ่ง
“ว้าว เพิ่งสังเกต นายเป็นนักศึกษาเหรอ เรียนอยู่ที่ไหนล่ะ” เกรซพูดถาม เพราะว่าพสุธาปลดเนคไทด์ และเข็ดขัดออกไปแล้ว ทำให้เธอไม่เห็นตรามหาวิทยาลัย
เกรซถามพสุธา แต่ท้องฟ้าเป็นคนตอบเอง เขาพูดตอบอย่างกระตือรือร้น
“เรียนที่สยามปราชญ์ คณะนิติ แล้วยังมีอีกนะ เขาเป็นคนที่ทำคะแนนสอบเข้าได้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ” ท้องฟ้าพูดอย่างภูมิใจ ราวกับว่าเป็นเรื่องของเขาเอง
เกรซได้ยินคำพูดของท้องฟ้า เธอก็มองพสุธาอย่างแปลกใจ
“จริงเหรอเนี่ย นายเก่งขนาดนี้ ทำไมไม่ไปหางานเป็นติวเตอร์ล่ะ ไม่สิ หน้าตาอย่างนายเนี่ย เข้าวงการบันเทิงได้สบายเลยนะ ถึงแม้นายจะมีแก้มกลม ๆ ที่ทำให้ดูเหมือนเด็กอยู่บ้างก็เถอะ” เกรซพูดแล้วมองพสุธาเหมือนมองตุ๊กตาแมว เธออยากขยำแก้มกลม ๆ ของพสุธา
“ผมชอบงานนี้น่ะครับ” พสุธาพูดตอบออกไป แล้วก้าวถอยหลังอย่างแนบเนียน เขาสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายจากเธอ
เธอปองร้ายแก้มของเขา สายตาของเธอเหมือนกับสายตาของน้ำทิพย์ไม่มีผิด
“นายนี่ใช้หน้าตาหาเงินได้ แต่ก็ยืนยันจะใช้ความสามารถสินะ ไม่เหมือนคนบางคน หน้าตาก็แค่พอใช้ได้ ความสามารถก็ไม่มี แต่ชอบทำตัวเป็นนังชาเขียว” เกรซพูดอย่างรังเกียจ
พสุธาไม่ต้องเสียเวลาคิด ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเธอหมายถึงใคร แต่เขาไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป
เขาจะไม่พูดหรอกว่าเขาและดุจฝัน เป็นเด็กที่ถูกอุ้มสลับตัวกัน เขาไม่ใช่คนที่จะพูดเรื่องนี้บ่อย ๆ อันที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเห็นว่าท้องฟ้ามีความจริงใจ และเจ้าตัวก็ใจดี รวมถึงหวังดีต่อเขา เขาก็คงจะไม่พูดเรื่องนี้ แม้ว่าเขาอยากจะเปิดโปงดุจฝันก็ตาม
ยังมีอีกหลายวิธี ที่เขาจะทำให้ดุจฝันลำบากได้
พสุธาไม่พูดเรื่องนี้ แต่ขอตัวไปทำงานต่อ เพราะรู้สึกว่าตัวเองเสียเวลาไปมากทีเดียว
เมื่อพสุธาไปทำงานต่อแล้ว เกรซก็หันมาคาดคั้นเพื่อน
“เล่ามาเดี๋ยวนี้เลยอยู่ ๆ ทำไมนายถึงตื่นรู้ขึ้นมาได้”
“เธออย่าเวอร์นักสิ อีกอย่างเธอก็เป็นคนบอกฉันเอง เรื่องที่ดุจฝันแย่งแฟนเพื่อนน่ะ” ท้องฟ้าพูดกึ่งจริงกึ่งเท็จ
“ฉันว่าไม่ใช่ ฉันนึกออกแล้ว ตอนนั้นอยู่ ๆ นายก็โทรศัพท์มาถามฉันเรื่องของดุจฝัน กับแก๊งของโรม แสดงว่าตอนนั้นนายต้องรู้อะไรมาใช่ไหม” เกรซคาดเดาได้อย่างรวดเร็ว ทำเอาท้องฟ้ากลัวไม่น้อย
นี่น่ะเหรอสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณของผู้หญิง ทำไมมันถึงได้มีประสิทธิภาพขนาดนี้
“ใช่ พอจะรู้มาบ้าง ก็เรื่องที่เจ้าตัวบอกว่าตัวเองถูกพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาสิบกว่าปี ไล่ออกจากบ้าน พอรู้ว่าเจ้าตัวไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ แต่เป็นลูกที่ถูกอุ้มสลับตัวมา”
“หืม เรื่องนี้น่ะเหรอ ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน ได้ยินว่าหมอนั่นพูดเรื่องนี้ไปทั่วเลย แต่ฉันมีเพื่อนที่อยู่วงใน ว่ากันว่าความจริงแล้ว หมอนั่นไม่ได้โดนไล่ออกมาเลย ตอนที่ครอบครัวนั้นเจอลูกแท้ ๆ น่ะ ก็ไม่ได้ยอมรับ ยังพาหมอนั่นไปโอ้อวดใครต่อใคร ทำเอาหลายคนรังเกียจไปเลย” เกรซพูดออกมาบ้าง ก่อนจะสงสัย
“ว่าแต่ว่า อยู่ ๆ นายรู้ได้ยังไงว่านังชาเขียวนั่นโกหก ขนาดเรื่องที่มันแย่งแฟนโรม นายยังไม่รู้ แต่รู้เรื่องนี้น่ะนะ” เกรซแปลกใจอย่างแท้จริง
ท้องฟ้าก็เป็นคนโกหกไม่เป็น เมื่อเพื่อนถาม เขาก็ตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ว่า
“ฉันเจอกับคนที่ถูกอุ้มสลับตัวกับดุจฝันน่ะ”
“อะไรนะ มีเรื่องบังเอิญขนาดนี้ด้วยเหรอ นายไปเจอมาที่ไหน เขาเป็นยังไงบ้าง หล่อไหม” เกรซถามอย่างตื่นเต้น
ท้องฟ้ามองเพื่อน แล้วก็รู้สึกว่าเธอกระตือรือร้นจนเกินไป
“เดี๋ยวสิ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหล่อหรือไม่หล่อล่ะ” ท้องฟ้าสงสัยจริง ๆ
“ทำไมล่ะ ฉันก็แค่อยากรู้ สรุปแล้วหล่อหรือไม่หล่อ” ในหัวเกรซจินตนาการถึงพระเอกนิยาย
ถูกอุ้มผิดตัว ที่จริงแล้วพ่อแม่ตัวเองเป็นเศรษฐี แต่พอความจริงเปิดเผย ก็ไม่ได้รับการยอมรับ พ่อแม่รักลูกตัวปลอมมากกว่า นี่มันสูตรสำเร็จพระเอกนางเอกในละครสั้นเลยไม่ใช่เหรอ ไม่แน่ว่าตัวจริงอาจจะหล่อเหมือนพระเอกละครก็ได้
“หล่อไหมน่ะเหรอ หล่อนะ หล่อมากด้วย แต่ฉันคิดว่าน่ารักมากกว่า แก้มกลม ๆ ของเขานั่นน่าบีบจริง ๆ” ท้องฟ้าพูดตอบเสียงใสซื่อ
เกรซชะงักไป เขาทวนคำพูดของเพื่อน แล้วก็ฉุกใจคิดอะไรขึ้นมาได้
“อย่าบอกนะ ว่าพ่อบ้านที่นายจ้างมาทำความสะอาด ก็คือเด็กที่ถูกอุ้มสลับตัวกับนังชาเขียวนั่น”
“ทำไมนายรู้ล่ะ!” ท้องฟ้าถามอย่างตื่นตะลึง แต่นั่นก็เป็นคำตอบสำหรับข้อสงสัยของเกรซด้วยเช่นกัน
“งั้นก็แปลว่าเรื่องจริงสินะ ไม่ได้แล้ว ฉันต้องตีสนิทเขาเอาไว้ นายก็ด้วย พวกเรามาตีสนิทเขาเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยเถอะ” เกรซพูดอย่างมุ่งมั่น
“หา ฉันก็อยากเป็นเพื่อนกับเขานะ แต่ทำไมถึงต้องตีสนิทด้วยล่ะ” ท้องฟ้าไม่เข้าใจความคิดของเพื่อน
“นายไม่คิดเหรอว่าเรื่องของเขาเหมือนกับตัวเอกในละครสั้นมาก ฉันว่านะ วันข้างหน้าเขาต้องเป็นประธานบริษัทแน่ ๆ พวกเรารีบตีสนิทตั้งแต่ตอนนี้ วันหน้าก็มีเพื่อนเป็นท่านประธานแล้ว!”