LNCrawler

101. ตอนที่ 99

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 99

“รบกวนคุณตรวจสอบความเรียบร้อยให้ผมสักหน่อยนะครับ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็รบกวนกดรับมอบงานให้ผมด้วย” พสุธาพูดกับท้องฟ้า ที่เป็นผู้ว่าจ้างของเขาในครั้งนี้

“ทำไมนายถึงพูดจาห่างเหินขนาดนั้นล่ะ พวกเราอายุเท่ากัน พูดแบบสบาย ๆ ก็ได้ พวกเรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ” เป็นเกรซที่พูดขึ้นมา ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น เธอยังถลาเข้ามาหาพสุธาด้วย ทำเอาพสุธาผงะถอยหลังไปหลายก้าว

เกรซไม่ได้สังเกตปฏิกิริยาของพสุธา ตอนนี้เธอคิดอยู่อย่างเดียว่า ‘ความคิดของฉันถูกต้อง วันหน้าเขาจะต้องได้เป็นท่านประธานแน่ ๆ คนอะไร แค่มองก็ออร่าเจิดจ้าจนแสบตาไปหมด เห็นชัด ๆ ว่าใบหน้าปฏิเสธความจน ดังนั้นเขาเกิดมาเพื่อเป็นคนรวย ถึงแม้ว่าจะมีอะไรผิดพลาดไปหลายปี แต่วันหน้าเขาต้องรวยแน่ ๆ’

เกรซมั่นใจในความคิดของตัวเองมาก

“มา ๆ เรามาแลกเบอร์โทรศัพท์กันเถอะ มหาวิทยาลัยของพวกเราก็อยู่ใกล้กัน วันหลังนัดไปเที่ยว ไปสังสรรค์ได้” เกรซหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา แล้วมองพสุธาอย่างคาดหวัง

พสุธานิ่งไปอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เพิ่มเพื่อนกับเกรซ และท้องฟ้า

ที่พสุธาไม่ได้ปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะความเกรงใจ แต่เป็นเพราะเขาเองก็ถูกชะตากับคนทั้งคู่อยู่เหมือนกัน แม้ว่าจะเจอกันได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่พสุธาก็พอจะมองออก ว่าทั้งสองคนนี้เป็นคนที่จริงใจ และรักพวกพ้อง

“ที่มหาวิทยาลัยผมมีเพื่อนผู้หญิงอยู่หนึ่งคน เธอร่าเริงเหมือนคุณเลย วันหลังหากมีโอกาส ผมจะแนะนำให้รู้จัก” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม

“พวกเราเป็นเพื่อนกันแล้ว ไม่ต้องพูดสุภาพขนาดนี้ก็ได้ ว่าแต่นายมีเพื่อนผู้หญิงด้วยเหรอ” เกรซถาม

“มีผู้หญิงหนึ่งคน และผู้ชายสองคน” เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง พสุธาจึงพูดตอบไปตามตรง

“เยี่ยมไปเลย วันหน้าถ้าพวกเรารวมกลุ่มไปเที่ยวกัน ฉันก็มีเพื่อนผู้หญิงให้คุยด้วยแล้ว” เกรซพูดด้วยความยินดี

ท้องฟ้ามองเพื่อนรักที่กระตือรือร้น เขาก็แอบเขินอยู่ไม่น้อย

เพื่อนของเขาออกตัวแรงเกินไปแล้ว! น่าขายหน้าจริง ๆ เลย

ท้องฟ้าลืมไปว่า ก่อนหน้านี้ตัวเองก็กระตือรือร้นที่จะพูดคุย และผูกมิตรกับพสุธาอยู่เหมือนกัน

“มืดแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” พสุธาพูด หลังจากที่มองเวลาแล้ว เขาเก็บอุปกรณ์ที่เขานำมาด้วยเรียบร้อย เตรียมที่จะเดินทางกลับ

“เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนสิ ฉันบอกแล้วนี่นาว่าจะให้เงินเพิ่มพิเศษ หยุด อย่าปฏิเสธ ฉันไม่ได้ให้เพราะสงสาร แต่ให้เพราะว่านายทำงานได้คุ้มเกินค่าจ้างจริง ๆ ห้องฉันตอนนี้ สะอาดยิ่งกว่าวันแรกที่ฉันเข้าอยู่เสียอีก พวกคราบอะไรก็หายหมด ที่สำคัญก็คือ กลิ่นหอมมาก หอมจนฉันอยากอยู่แต่ในห้อง ไม่ออกไปไหนเลย” ท้องฟ้าพูดพร้อมกับยัดเงินใส่มือของพสุธา

พสุธามองเงินในมือ ก็เห็นว่าเป็นธนาบัตรที่มีมูลค่าหนึ่งพันบาท หนึ่งใบ

“คุณให้เพิ่มเยอะไปหรือเปล่า” พสุธาอดที่จะถามไม่ได้

“ไม่เยอะหรอก น้อยไปด้วยซ้ำ” ท้องฟ้าพูดอย่างจริงใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณนะ” พสุธายิ้มร่า เขาเก็บเงินใส่กระเป๋าเสื้ออย่างมีความสุข

ท้องฟ้าเห็นพสุธายิ้มอย่างร่าเริง เขาก็กะพริบตาปริบ ๆ มองค้าง ปากก็พึมพำ

“ฉันเพิ่งเข้าใจประโยคที่ว่า ยิ้มจนโลกสดใสนั้นเป็นยังไง”

“ดิน ขออะไรสักอย่างได้ไหม” ท้องฟ้าพูดขึ้นมา หลังจากที่มองพสุธาอยู่ชั่วครู่หนึ่ง

“อะไรครับ ขอผมรู้ก่อนว่าเรื่องอะไร” พสุธาไม่ได้รับปากทันที กลัวว่าท้องฟ้าจะขอในเรื่องที่เขาให้ไม่ได้

“อยากบีบแก้มนายน่ะ ขอบีบได้ไหม”

“ฉันด้วย ฉันอดทนมานานแล้ว อยากบีบแก้มนายตั้งแต่ตอนที่เจอกันแล้ว แก้มนายน่าขยำมาก มีใครเคยบอกไหม”

พสุธาผงะถอยหลัง เมื่อเห็นท่าทางของคนทั้งคู่

จริง ๆ ด้วย คนพวกนี้จ้องจะทำมิดีมิร้ายแก้มของเขา เขาต้องรีบเรียนให้จบ ตั้งใจทำงาน เลื่อนตำแหน่งให้ตัวเองไว ๆ จากนั้นเขาจะทำเรื่องเสนอกฎหมาย ห้ามปองร้ายแก้มคนอื่น!

“ผมกลับก่อนนะครับ สวัสดี” พสุธามีหรือที่จะให้จับ เขารีบคว้าของของตัวเอง แล้วเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องทันที

“เดี๋ยวก่อนสิ อย่าเพิ่งไป เดี๋ยวพวกเราไปส่งนายเอง” ท้องฟ้าตะโกนบอก พลางคว้ากุญแจรถ จะขับไปส่งพสุธา โดยมีเกรซตามมาด้วยไม่ห่าง

พสุธาก็ไม่ได้รีบหนี เขาหยุดชะงัก ก่อนจะหันไปตอบ

“ขอบคุณครับ แต่ว่าผมกลับเองได้” พสุธาปฏิเสธความหวังดีจากอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ใช่เพราะเกรงใจ ด้วยเขาขับรถมาเองจริง ๆ และอีกอย่างหนึ่ง เขายังมีเรื่องสนุกให้ไปเล่น

พสุธาหมายถึงพวกปพนที่แอบตามเขา โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ายังไม่ทันจะได้ลงมือ แผนการของพวกปพนก็ล่มเสียก่อน เหตุเพราะบรรดาลูกน้องถูกผู้ปกครองส่งไปต่างประเทศ ไปด้วยท่าทาง ‘หนีตาย’ เลยด้วยซ้ำ

กลับมาที่ตอนนี้ เมื่อท้องฟ้าได้ยินคำพูดของพสุธา คิดว่าพสุธาเกรงใจ เขาจึงได้คะยั้นคะยอ

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องเกรง นายเอาของมาตั้งเยอะ เรียกรถไม่สะดวกหรอก กลับรถเมลก็ยิ่งไม่สะดวกเข้าไปใหญ่ ไปเถอะ ฉันกับเกรซไปส่งนายเอง”

“ไม่เป็นไรจริง ๆ ผมขับรถมาเอง” พสุธาเปิดเผยความจริงออกไป ทว่าท้องฟ้ายังคงไม่เชื่อ ทว่าเขาก็ไม่ได้เถียง พูดแค่ว่า

“งั้นพวกเราไปส่งนายที่รถ” ท้องฟ้าคิดว่าพสุธาโกหกเพราะเกรงใจ เดี๋ยวพอไปถึงลานจอดรถ ไม่มีรถของเจ้าตัว เขาจะได้ไปส่งเสียเลย

พสุธาลอบถอนหายใจ ก่อนที่จะนำทั้งสองคนไปที่ลานจอดรถ

ท้องฟ้า และเกรซเดินตามพสุธาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดที่หน้าเฟอร์รารี่สีแดงของพสุธา

แน่นอนว่าท้องฟ้า และเกรซ ไม่มีทางคิดว่ารถเฟอร์รารีราคาหลายสิบล้านคันนี้ จะเป็นรถของพสุธา ไม่ใช่ว่าพวกเขาดูถูก แต่คิดตามสามัญสำนึก คนที่ต้องเรียนไป ทำงานรับจ้างไป จะมีเงินไปซื้อรถหรูแบบนี้ได้ยังไงกัน

ทว่าต่อมาพวกเขาทั้งสองก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นพสุธาหยิบรีโมทรถขึ้นมากด

เสียงปลดล็อกรถที่ดังขึ้น และแสงจ้าจากไฟหน้า ทำให้พวกเขารู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นความจริง

“เฟอร์รารี่สีแดงคลาสสิค ให้ตายเถอะ นี่มันราคาหลายสิบล้านเลยนะเนี่ย” เกรซวิ่งถลาเข้าหาเฟอร์รารี่สีแดงของพสุธา เธอลูบคลำอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าจับแรงไปแล้วมันจะบุบ

อันที่จริงก็กลัวจริง ๆ นั่นแหละ เธอกลัวว่าถ้าจับแรง แล้วเกิดมันเป็นรอยขึ้นมา เธอจะไม่มีปัญญาชดใช้เอาได้

“นี่..รถของนายเหรอ” ท้องฟ้ากะพริบตาปริบ ๆ มองรถหรูตรงหน้าตัวเอง แล้วก็มองรีโมทรถที่อยู่ในมือของพสุธา จากนั้นก็มองไปยังอุปกรณ์ทำความสะอาด และท่าทางดีใจมีความสุขของพสุธา ตอนที่ได้รับเงินพิเศษหนึ่งพันบาท

ทำไมทุกอย่างมันดูขัดแย้งกันไปหมดเลยนะ สรุปแล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน

เกรซที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับรถอยู่นั้น เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อน เธอก็ผละออกจากรถแล้วมาสนใจพสุธาแทน

“ฉันว่าแล้ว ฉันคิดไว้แล้วว่านายต้องไม่ธรรมดา คิดว่าวันหน้านายต้องกลายเป็นท่านประธานแน่ ในละครสั้นก็เขียนบทแบบนี้ แต่ที่จริงแล้ว มันยังเวอร์ได้มากกว่าในละครสั้น ไม่ต้องรอวันหน้า เพราะตั้งแต่ตอนนี้นายก็เป็นท่านประธานแล้วใช่ไหม นายเป็นท่านประธานที่ปลอมตัวมาทดสอบสังคมแน่ ๆ” เกรซพูดด้วยสีหน้า ‘ฉันนี่มันฉลาดจริง ๆ นายหลอกฉันไม่ได้หรอก’

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ กับคำพูดของเกรซ ก่อนจะคิดว่า

‘ฉันเจอแฟนคลับตัวจริงของละครสั้นอีกแล้วสินะ’

“ผมไม่ได้ปลอมตัว แล้วก็ไม่ได้ทดสอบสังคมด้วย” ก็แค่กำลังทำภารกิจของระบบ ส่วนเรื่องแกล้งจน เขาไม่ได้แกล้งจนเลยนะ เขาไม่ได้พูดสักคำว่าเขาจน เป็นท้องฟ้าที่เข้าใจผิดไปเอง

“ถ้านายไม่ได้ปลอมตัว มาทดสอบสังคม แล้วทำไมนายถึงมาทำงานแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่มีเฟอร์รารี่ขับล่ะ” ท้องฟ้าถามอย่างไม่เข้าใจ

“ก็แค่ชอบไม่ได้เหรอครับ ต้องมีเหตุผลอื่นด้วยเหรอ” พสุธายังคงให้ตอบอย่างเรียบง่าย

“ความชอบของนายแปลกดีนะ” เกรซพูดแล้วยิ้มแห้ง ขณะที่ท้องฟ้ายังคงสับสนอยู่

“ไม่สิ นายรวยขนาดนี้ ทำงานแก้เบื่อก็ยังพอว่า แต่ทำไมพอฉันเพิ่มเงินให้นายพิเศษ นายถึงได้ดีใจนักล่ะ หนึ่งพันบาทสำหรับคนที่ขับเฟอร์รารี่อย่างนาย ควรจะเป็นแค่เศษเงินหรือเปล่า” ท้องฟ้าสับสนกับปฏิกิริยาของพสุธาจริง ๆ

“ไม่เห็นจะต้องแปลกใจเลยนี่ครับ ได้เงินเพิ่ม ใครบ้างจะไม่ดีใจ มีคนรังเกียจที่เงินเยอะเกินไปด้วยเหรอครับ” พสุธากะพริบตาปริบ ๆ เขาดูแปลกใจกับความแปลกใจของท้องฟ้า

ท้องฟ้านิ่งชะงักไป

“ตามตรรกะแล้วมันก็ใช่อย่างที่นายพูด แต่ฉันก็คิดว่านายแปลกอยู่ดี” ท้องฟ้าเกาหูเบา ๆ

“เอาเป็นว่านายเป็นคนรวยที่เห็นคุณค่าของเงินมากที่สุด เท่าที่พวกเราเคยเจอมา” เกรซพูดแทนเพื่อน แล้วก็หัวเราะแห้ง ๆ อีกครั้ง

“คนรวย ก็รวยเพราะเห็นคุณค่าของเงินเนี่ยแหละครับ มีเงินเยอะอยู่แล้ว ก็ยังพยายามหาเงินเพิ่ม ต่างกันที่บางคนก็เลือกวิธีการ บางคนก็ไม่เลือกวิธีการ” พสุธาพูดเรียบ ๆ

ท้องฟ้า กับเกรซคิดตามแล้วก็พยักหน้า

“วันนี้ถือว่าได้เรียนรู้จากนายอีกเรื่องแล้ว” ท้องฟ้าพูดแล้วทอดถอนใจ เขาคิดว่าเขายังต้องพยายามให้มากกว่านี้ อยากจะเก่ง และมองโลกตามความเป็นจริงได้สักครึ่งของพสุธา

“แบบนี้แล้ว พวกเรายังเป็นเพื่อนกับนายได้อยู่ไหม” เสียงถามอย่างประหม่าของเกรซ ทำให้พสุธายิ้มอย่างจนใจ

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ตราบใดที่พวกเราจริงใจต่อกัน พวกเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้” พสุธาพูดอย่างจริงใจ

เกรซยิ้มเขิน ก่อนจะใช้นิ้วพันกันแล้วพูดอย่างประหม่าว่า

“สารภาพตามตรงเลยนะ นอกจากจะถูกชะตากับนายแล้ว ที่ฉันตีสนิทนาย ก็เพราะคิดว่าวันหน้านายต้องได้เป็นท่านประธานแน่ ๆ ฉันอยากมีเพื่อนเป็นท่านประธานน่ะ”

พสุธาหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออกกับคำสารภาพที่ได้ยิน

เขาคิดจริง ๆ ว่าถ้าเกรซได้เจอกับน้ำทิพย์ ทั้งสองคนคงจะเข้ากันได้ดี ส่วนคนที่ปวดหัว ก็คือพวกเขา

“มีเพื่อนเป็นท่านประธาน จะสู้เป็นท่านประธานเองได้ยังไงล่ะ เธอไม่อยากเป็นท่านประธานหญิงบ้างเหรอ” พสุธาเริ่มใช้คำพูดเป็นกันเองกับอีกฝ่ายแล้ว เขาถูกใจความจริงใจของทั้งคู่จริง ๆ

“ท่านประธานหญิงเหรอ อืม ก็ไม่เลวนี่นา ใช่ ฉันเป็นท่านประธานหญิง แล้วก็เลี้ยงหนุ่มหล่อ ๆ สักหลายคน โอบซ้ายประคองขวา ฮี่ ๆ แค่คิดก็ฟินแล้ว” เกรซเริ่มจะตาลอยแล้ว

ท้องฟ้าสะกิดเพื่อน

“แบบนั้นจะดีเหรอ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบคนเจ้าชู้เหรอ”

“เจ้าชู้คือนอกใจ แต่ประธานหญิงอย่างฉัน ไม่เอาใจไปลงเล่นหรอกนะ” เกรซพูดแล้วก็เชิดหน้าขึ้น ราวกับว่าเป็นท่านประธานหญิงแล้วจริง ๆ

พสุธาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูด

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญประธานหญิงคิดวางแผนธุรกิจไปก่อน ส่วนฉันต้องขอตัวกลับก่อนแล้ว” พสุธามองดูนาฬิกา ก็พบว่าเกือบจะสองทุ่มแล้ว ถึงแม้ว่าวันพรุ่งนี้จะไม่ต้องไปเรียน แต่เขาก็ยังมีงานที่ต้องทำอยู่ดี

นอกจากนี้แล้ว ยังมีเรื่องสนุกรอเขาอยู่

จริงด้วย หมอนั่นไปไหนแล้ว

พสุธานึกถึงเรื่องที่ตัวเองถูกรถขับตามขึ้นมาได้ เขาก็มองหารถที่ตามเขามา เขาจำได้ว่ารถคันนั้นตามเข้ามาจอดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่ตอนนี้หายไปแล้ว

หายไปไหน รอนานจนกลับไปแล้ว หรือว่าไปซุ่มดักรออยู่ที่อื่น

ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยถามแฟรงค์ดูก็ได้

“ขับรถดี ๆ นะ ถ้าถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาบอกกันบ้างก็ได้นะ” ท้องฟ้าพูดกับพสุธา

พสุธาพยักหน้ารับเบา ๆ

“ได้ นายก็กลับขึ้นข้างบนไปเถอะ”

“โอเค ไว้เจอกันใหม่นะ นัดกัน ๆ”

“ได้” พสุธาก็ตกลงอย่างง่ายดาย เขารอจนพวกท้องฟ้ากลับเข้าไปด้านในแล้ว ค่อยหยิบโทรศัพท์ออกมาต่อสายหาแฟรงค์

“หมอนั่นไปไหนแล้ว” พสุธาส่งคำถามออกไป โดยไม่ต้องเกริ่นเรื่องก่อนเลย ซึ่งเขาเชื่อว่าแฟรงค์จะเข้าใจ

“กลับไปตั้งแต่นายน้อยเข้าไปด้านในได้ไม่นานแล้วครับ”

“ทำไมล่ะ” พสุธาถามอย่างสงสัย และแปลกใจ

“หมอนั่นถือว่าจมูกดีทีเดียว คุยโทรศัพท์กับแม่ของเพื่อนสายหนึ่ง ก็รู้สึกถึงอันตราย เผ่นหนีกลับไปแล้ว พวกพ้องของพวกหมอนั่น ถูกส่งไปต่างประเทศหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแค่คนที่ขับรถตามนายน้อย และปพน ปพนเองก็ถูกกักตัวอยู่ในบ้าน ไม่ให้ออกมา ดังนั้นวันนี้พวกมันก็คงจะมาหาเรื่องนายน้อยไม่ได้แล้ว” แฟรงค์พูดตอบ

พสุธาทำเสียงจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์

“ฉันกำลังรอเรื่องสนุกอยู่เลย ทำไมถึงไม่มีแล้วล่ะ” น้ำเสียงของพสุธาขึ้นจมูก

แฟรงค์ได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

สมกับเป็นนายน้อย ที่นายใหญ่ของเขาเลือกให้เป็นผู้รับช่วงต่อ ความกระหายในการใช้กำลังนั้นมีไม่น้อยเลยจริง ๆ

“จริงสิ คนของนายยังติดตามดุจฝันอยู่หรือเปล่า”

“ตามอยู่ตลอดครับ จริงสิ วันนี้ของปลอมก็มาที่ตึกนี้ด้วย นายน้อยเจอเหรอครับ” แฟรงค์ถาม

“ใช่ บังเอิญมาก หมอนั่นเป็นเพื่อนกับเจ้าของห้องที่เป็นนายจ้างฉันวันนี้”

“ของปลอมยังมีคนคบอีกเหรอครับ” แฟรงค์ถามอย่างสงสัย

พสุธาหัวเราะเบา ๆ กับคำปากร้ายของแฟรงค์

“หมอนั่นหลอกเจ้าของห้องน่ะ แต่ถูกฉันเปิดโปงจนต้องลากกระเป๋าหนีไปแล้ว บอกคนของนายให้จับตามองหน่อยสิ ถ้าหมอนั่นไปหลอกคนอื่นต่อ ก็ส่งหลักฐานไปเปิดโปง อย่าให้หมอนั่นหลอกใช้คนอื่นได้”

“นายน้อย ทำไมต้องยุ่งยากขนาดนั้นด้วยล่ะครับ ส่งลงเรือ หรือไม่ส่งไปแอฟริกาก็จบแล้ว”

“นายก็เป็นจอมวางแผน ทำไมนายถึงคิดไม่ได้ล่ะ ว่าการฆ่าทางจิตใจ มันน่าสนใจกว่า ทุกครั้งที่หมอนั่นหาเหยื่อ แล้วหลอกเหยื่อได้สำเร็จ กำลังจะได้สิ่งที่ต้องการ จากนั้นก็พบว่าทุกอย่างที่ทำไปมันสูญเปล่า ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำ ๆ จิตใจของหมอนั่นจะต้องพังทลายลงสักวันแน่ ๆ ฉันอยากรู้ว่าหมอนั่นจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งได้สักแค่ไหน” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า ริมฝีปากจุดรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยมีความเย็นชา มองไปข้างหน้า ราวกับอสรพิษที่กำลังจับจ้องเหยื่อ แล้วลังเลว่าจะฉกลงไปตรงไหนดี เหยื่อถึงจะทรมานเพราะพิษนานที่สุด ไม่ตายอย่างรวดเร็วเกินไป

แฟรงค์ฟังคำพูดของนายน้อย เขาก็ไม่เพียงไม่รู้สึกว่ายุ่งยาก ยังชอบใจมากด้วยซ้ำ

สมกับเป็นนายน้อยที่เขาเคารพ!

พสุธาไม่รู้เลยว่าแผนการของตัวเอง ทำให้แฟรงค์เพิ่มความเคารพในตัวของเขามากยิ่งขึ้น จนอีกนิดจะกลายเป็นแฟนคลับเดนตายของเขาแล้ว

 

หลังวางสายจากแฟรงค์ พสุธาก็ขับรถจะกลับบ้าน แต่ระหว่างทาง เขาเจอร้านปลาหมึกย่างร้านหนึ่งที่น่ากินมาก และคิดได้ว่าเมื่อวันก่อน ศิลาบ่นอยากกิน เขาเลยจอดรถแล้วลงไปซื้อ

เฟอร์รารี่สีแดง เป็นที่สะดุดตา ยิ่งเมื่อประตูรถฝั่งคนขับเปิดออก แล้วพสุธาลงมาจากรถ ก็ยิ่งทำให้คนมองอย่างสนใจมากยิ่งขึ้น

“เคยได้ยินว่าคนขับรถหรู ส่วนมากเปิดประตูลงมาแล้วเป็นเสี่ยหัวล้าน แต่นี่เป็นหนุ่มน้อยน่ารัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนนี้คือส่วนน้อย หรือประโยคที่ว่านั่นมันไม่จริงกันแน่” มีคนคนหนึ่งพึมพำขึ้นมา เพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ ก็เบ้ปากอย่างอิจฉา

“อาจจะเป็นรถของเสี่ยหัวล้าน ที่ให้ยืมมาขับก็ได้” ประโยคนี้ไม่ใช่กำลังใส่ความว่าพสุธาเป็นเด็กเสี่ยอยู่หรอกเหรอ

พสุธาได้ยินเข้า เขาก็หันไปมองเจ้าของประโยค อดที่จะพูดตอบโต้ไปไม่ได้

“อิจฉาก็เป็นเรื่องปกตินะครับ แต่อิจฉาแล้วใส่ความคนอื่นมั่ว ๆ เนี่ย ระหว่างจะต้องไปยืนอยู่หน้าบัลลังก์ศาลนะครับ” พสุธาพูดจบ ก็ไม่รออีกฝ่ายตอบโต้ เดินไปหยุดที่หน้าร้านปลาหมึกย่างที่เขาหมายตาเอาไว้

“ขายยังไงเหรอครับ” พสุธาถามกับแม่ค้า

“ตัวใหญ่ไม้ละหนึ่งร้อยห้าสิบจ้ะ ส่วนพวกนี้ไม้ละยี่สิบบาทจ้ะ” แม่ค้าก็ตอบอย่างยิ้มแย้ม อารมณ์ดี

พสุธากวาดตามอง ก่อนจะเลือกปลาหมึกตัวใหญ่มาห้าไม้

“เอาห้าไม้นี้ครับ” พสุธาส่งให้กับแม่ค้า ก่อนจะควักเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

ใช่ ก็เงินที่ท้องฟ้าให้เขามานั่นแหละ พสุธาใช้อย่างไม่เขินอายใด ๆ

จะต้องอายทำไมล่ะ เงินนี่เขาใช้ผลงานแลกมานะ เงินจากหยาดเหงื่อแรงกายของเขา เขาก็ต้องใช้อย่างภูมิใจสิ

พสุธาอารมณ์ดีไม่เบา ลืมความขุ่นมัวที่ถูกดูหมิ่นเมื่อครู่ไปแล้ว ทางด้านของคนที่พูดดูถูกเขาเมื่อครู่นี้ ก็หนีหายไปไหนแล้วไม่รู้เช่นกัน

น่าจะเพราะถูกพสุธาขู่จนกลัวจริง ๆ

ระหว่างที่รอปลาหมึกย่าง พสุธาก็หาที่ว่าง ๆ ยืน แล้วหยิบโทรศัพท์มากดเล่น แต่เล่นไปได้สักพักหนึ่ง เขาก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินเสียงดังสนั่น และตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง

“กรี๊ดดดด รถชน”

“มีรถชนกัน สิบล้อชนรถเก๋งจนยับเลย”

“เมื่อกี๊มีให้เห็นบ้าง สิบล้อล้มทับคนที่กระเด็นออกมาจากรถเก๋ง ให้ตายเถอะ น่ากลัวจริง ๆ เลย คนนั้นคงไม่รอดแล้วใช่ไหม”

พสุธาได้ยินเสียงพูดของคนที่เริ่มวิ่งเข้าไปมุงดู และเขาเห็นแต่คนยกโทรศัพท์มาถ่ายคลิปวิดีโอ

พสุธารีบหยิบโทรศัพท์มาต่อสายเรียกรถพยาบาล

“สวัสดีครับ เกิดอุบัติเหตุรถสิบล้อชนกับรถยนต์ ก่อนจะพลิกคว่ำ คาดว่ามีผู้บาดเจ็บสาหัส เนื่องจากกระเด็นออกจากรถ แล้วถูกรถสิบล้อล้มทับครับ สถานที่เกิดเหตุคือ......” พสุธาแจ้งรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ ก่อนที่เขาจะต่อสายหาตำรวจต่อไป

เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว พสุธาก็เดินเข้าไปดู เผื่อว่ามีอะไรที่เขาพอจะช่วยได้บ้าง

เมื่อพสุธาเดินเข้าไป ก็เห็นว่ามีรถที่ประสบอุบัติเหตุมากกว่าสองคัน หนึ่งคือรถบรรทุกสิบล้อ แล้วก็มีรถยนต์อีกสามคันที่ถูกชนจนเสียหาย บางคันถึงขั้นรถหงายท้องเลย

พสุธามองอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้จ้า เขารีบมองหาทันที ไม่นานนักเขาก็เจอหาต้นตอของเสียงเจอ

“เจ้าหนูน้อย ไม่ต้องร้องนะ เดี๋ยวฉันช่วยหนูเอง” พสุธาพูดปลอบเด็กที่ร้องให้อยู่บนคาร์ซิท ที่ติดตั้งอยู่ที่เบาะหลังของรถ ด้านหน้า มีคนขับเป็นชายหนุ่ม และข้าง ๆ เป็นหญิงสาวที่สลบไปแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นพ่อแม่ของเด็กคนนี้

พสุธาไม่กล้าเคลื่อนย้ายพ่อแม่ของเด็ก เพราะกลัวว่าตัวเองจะเคลื่อนย้ายมั่วซั่ว แล้วทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม แต่เขาออกแรงงัดประตู แล้วสำรวจตัวเด็ก เมื่อเห็นว่าไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง นอกจากมีเศษกระจกบาดผิวหนัง เขาก็ค่อย ๆ อุ้มเด็กลงมา

เด็กยังอายุราว ๆ สองขวบเท่านั้น

“แม่ แม่จ๋า พ่อจ๋า ฮือออ” เด็กน้อยเรียกร้องหาพ่อแม่อย่างขวัญเสีย

พสุธารีบปลอบ ก่อนจะเห็นว่าคนเป็นแม่เด็กนั้นเหมือนจะยังไม่หมดสติเสียทีเดียว เธอพูดเสียงอ่อนแรง

“ลูก...”

“ลูกของคุณปลอดภัยดี คุณตั้งสติดี ๆ นะครับ อดทนอีกนิดนะครับ ผมเรียกรถพยาบาลแล้ว อีกไม่นานก็คงจะมาถึง” พสุธารีบพูดปลอบใจเธอ กลัวว่าเธอจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว แล้วสิ้นใจไปก่อน

หญิงสาวพึมพำ

“ขอบ...คุณ”

“ไม่เป็นไร เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว” พสุธาพูดเบา ๆ เขารู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรเธอมากกว่านี้ได้ ได้แต่รอให้รถพยาบาลมาถึง

ระหว่างที่พสุธากำลังอุ้มเด็กอยู่นั้น แฟรงค์ก็เดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับบอดี้การ์ด

“นายน้อย คนอื่น ๆ ถูกช่วยออกมาจากรถแล้ว นอกจากคนที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ รอให้ทีมแพทย์หรือกู้ภัยมาเคลื่อนย้ายเอง”

แฟรงค์พูดรายงานกับเจ้านาย ตั้งแต่ที่เขาเห็นว่าพสุธาเดินเข้ามาช่วยผู้ประสบเหตุ โดยไม่ต้องรอรับคำสั่ง เขาก็นำบอดี้การ์ดส่วนหนึ่งเข้ามาช่วยเหลือทันที

“พวกนายดูหน่อยสิ พอจะช่วยสองคนนี้ออกมาจากรถได้หรือเปล่า” พสุธารีบชี้ไปยังพ่อแม่ของเด็ก ที่ยังติดอยู่ในรถ

พวกแฟรงค์ก็รีบทำตามคำสั่งทันที ก่อนจะพูดตอบ

“นายน้อย ผู้หญิงช่วยลงมาได้ แต่ผู้ชายขาติดอยู่ในใต้เบาะ รอกู้ภัยมาจัดการ น่าจะดีกว่า”

“งั้นก็ช่วยพาผู้หญิงลงมา” พสุธาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และไม่นาน พวกแฟรงค์ก็ช่วยเหลือผู้หญิงออกมาจากรถได้สำเร็จ

เมื่อผู้เป็นแม่ถูกช่วยออกมาจากรถ เจ้าหนูน้องที่พสุธาอุ้มอยู่ก็ดิ้นรนจะไปหาแม่ของตัวเองทันที

“ชู่ส์ เด็กดี แม่ยังเจ็บอยู่ ให้แม่อุ้มไม่ได้นะ ให้แม่นอนพักก่อน” พสุธาพูดปลอบ

พสุธาปลอบเด็กอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียง

“คนไหนคือพสุธา”

พสุธาหันไปมอง ก็เห็นว่าเป็นนายตำรวจคนหนึ่ง นอกจากนี้แล้วยังมีนายตำรวจอีกหลายคน บางคนก็ไปหาคนขับรถบรรทุก บางคนก็ไปหาพลเมืองดีคนอื่น และบางคนก็ถ่ายภาพบันทึกหลักฐานที่เกิดเหตุ เรียกได้ว่าทุกคนมีงานทำ

“ผมครับ” พสุธายกมือขึ้น

“คุณใช่ไหมครับที่เป็นคนโทรศัพท์แจ้งความ” ตอนที่พสุธาโทรศัพท์ไปแจ้งเหตุ ก็ได้ถูกถามชื่อเอาไว้ และพสุธาก็ตอบไปตามความจริง

เขารู้ว่านี่เป็นหนึ่งในขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่

“คุณก็เป็นผู้ประสบเหตุด้วยเหรอครับ” นายตำรวจพูดถาม แต่สายตามองไปยังพวกแฟรงค์ที่ยืนอยู่ด้านหลังของพสุธา อันที่จริงไม่ได้มองแฟรงค์ เพราะแฟรงค์มีภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนนักวิชาการ มากกว่ามาเฟีย แต่บอดี้การ์ดคนอื่น ๆ นั้นดูเหมือนพวกมาเฟียจริง ๆ แล้วสัญชาตญาณของนายตำรวจคนนี้ก็ค่อนข้างดี

“ไม่ใช่ครับ พอดีผมจอดรถซื้อของอยู่ แล้วได้เห็นอุบัติเหตุ ก็เลยโทรศัพท์แจ้งครับ อ้อใช่ ผมไม่เห็นตอนชนนะครับ ผมได้ยินเสียงกรีดร้อง แล้วก็เสียงรถชนกัน ก็เลยหันไปดู ตอนหันไปก็เห็นว่ารถสิบล้อพลิกคว่ำแล้ว” พสุธาอธิบายรายละเอียด

“แล้วเด็กคนนี้” นายตำรวจจดบันทึกคำพูดของพสุธา แล้วถามถึงเด็กที่พสุธาอุ้มอยู่

“เป็นเด็กที่มากับรถคันนี้ครับ จริงสิ คนขับยังติดอยู่ในรถ ขาของเขาติดอยู่ใต้เบาะ พวกเราไม่กล้าเคลื่อนย้ายมั่ว ๆ รบกวนคุณตำรวจช่วยเรียกคนมาช่วยหน่อยนะครับ” พสุธาตอบกลับไป แต่สิ้นเสียงของเขาไม่ทันไร ทีมกู้ภัยก็มาถึงพอดี ไม่นานก็มีทีมมาช่วยคนขับที่ยังติดอยู่ในรถ

“เด็กคนนี้คุณเป็นคนช่วยออกมาหรือ” นายตำรวจถามต่อ

“ใช่ครับ ผมได้ยินเสียงเด็กร้อง ก็เลยเดินมาดู เห็นว่าเด็กไม่ได้บาดเจ็บถึงภายใน สามารถเคลื่อนย้ายได้ ผมจึงได้อุ้มออกมาครับ ส่วนผู้หญิงคนนั้น เป็นเพื่อน ๆ ของผมที่ช่วยลงมา เด็กคนนี้เรียกเธอว่าแม่” พสุธาไม่ได้บอกว่าหญิงสาวเป็นแม่ของเด็กหรือเปล่า แต่เขาบอกในสิ่งที่เขาได้ยินเท่านั้น

ถามว่ามันต่างกันไหม แน่นอนว่ามันต่างกันมากทีเดียว โดยเฉพาะว่าหากคำพูดของเขา จะมีผลต่อการใช้เป็นหลักฐานในคดีความ

“คุณรอบคอบมากจริง ๆ” นายตำรวจพูดออกมา

ไม่รู้ว่าชมที่พสุธาสำรวจความปลอดภัยก่อนที่จะช่วยเหลือ หรือชมคำพูดที่รอบคอบของพสุธา

“เป็นสิ่งที่ควรทำครับ” แต่ไม่ว่าจะชมเรื่องไหน พสุธาก็ตอบกลับไปเช่นนี้อยู่ดี

“คุณยังเป็นนักศึกษาอยู่ใช่ไหม”

“ครับ ผมเรียนอยู่ที่สยามปราชญ์ ปีหนึ่ง คณะนิติศาสตร์” พสุธาพูดตอบรายละเอียดออกไปทีเดียว เพราะรู้ว่าเดี๋ยวอีกฝั่งก็ต้องถามอยู่ดี

นายตำรวจจดบันทึกพร้อมกับพูดว่า

“มิน่าล่ะ”

พสุธาไม่ได้ถามว่า ‘มิน่าล่ะ’ อะไร

“แล้วนี่เพื่อน ๆ ของคุณหรือ” นายตำรวจถามต่อ เขามองไปยังแฟรงค์ และบอดี้การ์ด

พสุธายิ้ม

 

“พวกเขาเป็นเพื่อนที่คอยดูแลผมน่ะครับ”

“เพื่อนของคุณมีแต่คนตัวโต ๆ นะครับ เดี๋ยวผมต้องข้อมูลเพื่อนของคุณด้วย เผื่อว่ามีเรื่องที่จำเป็นต้องสอบถาม” ไม่ใช่ว่าเขาพุ่งเป้าไปที่บอดี้การ์ดของพสุธา แต่นี่เป็นหนึ่งในขั้นตอนการทำงานด้วยเช่นกัน เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น บางคนก็เป็นพลเมืองดีเข้าช่วยเหลืออย่างจริงใจ แต่บางคนก็ถือโอกาสนี้ในการซ้ำเติมผู้เสียหาย โดยการหยิบฉวยของมีค่าไป ดังนั้นจึงต้องขอข้อมูลติดต่อเอาไว้ก่อน หากมีความจำเป็น พวกเขาจะได้ติดต่อได้ถูก

“ได้ครับ แล้วผมไปได้หรือยังครับ ผมสั่งซื้อปลาหมึกเอาไว้ ตอนนี้น่าจะย่างเสร็จแล้ว” เมื่อมีเจ้าหน้าที่มาดูแลแล้ว พสุธาก็ไม่คิดว่าตัวเองจำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป

อยู่ไปก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ ดีไม่ดีจะเป็นการขวางการทำงานของผู้เชี่ยวชาญเสียมากกว่า

“ผมขอข้อมูลส่วนตัวคุณด้วยนะครับ อ้อ แล้วก็คุณบอกว่าคุณจอดรถเพื่อซื้อของ รถของคุณจอดอยู่ตรงไหนครับ มีกล้องหน้ารถหรือเปล่า พอจะบันทึกเหตุการณ์ของอุบัติเหตุไว้ได้หรือไม่” นายตำรวจถามหาหลักฐาน

“จริงสิ น่าจะบันทึกเอาไว้ได้ ถ้าอย่างนั้นคุณให้คนตามผมไปเอาคลิปที่กล้องหน้ารถก็ได้ครับ” พสุธาให้ความร่วมมืออย่างดี

“เดี๋ยวผมไปเองครับ” นายตำรวจพูด แล้วผายมือเชิญให้พสุธาเดินนำไป ระหว่างทาง เขาก็ยังถามข้อมูลของพสุธา

“คุณไปที่ไหนมาครับ แล้วกำลังจะไปที่ไหน” นายตำรวจถาม

“ไปทำงานมาครับ กำลังจะกลับบ้าน” พสุธาให้คำตอบ เขารู้ว่านายตำรวจไม่ได้ถามเพราะสอดรู้สอดเห็น แต่เป็นคำถามทั่วไปของกระบวนการนี้ เหมือนตอนที่เขาโดนตำรวจโบกรถให้หยุด ก็ได้รับคำถามนี้

“ใช้เส้นทางนี้ประจำหรือเปล่าครับ”

“ใช่ครับ มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่แถวนี้ ที่พักของผมก็อยู่แล้วนี้”

“คุณเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ไม่ทราบว่างานที่คุณทำคืองานอะไรครับ”

“รับจ้างทำความสะอาดที่พักครับ” พสุธาพูดตอบ พอดีกับที่มาถึงรถของเขา

นายตำรวจที่ได้ยินคำตอบ ก็ชะงักไป

“รับจ้างทำความสะอาดที่พักเหรอครับ”

“ใช่ครับ ผมรับงานในแอฟพลิเคชันมาสเตอร์คลีน” พสุธาพูด ก่อนที่จะกดรีโมทเปิดรถ

ฝั่งนายตำรวจมองรถที่ส่งเสียงปลดล็อก มองไปยังบอดี้การ์ดที่เดินตามหลัง แล้วทวนคำพูดของพสุธา

“คุณหมายถึงคนรับจ้างทำความสะอาดแบบที่ผมเข้าใจหรือเปล่า คล้าย ๆ แม่บ้านพ่อบ้านใช่ไหม”

“ใช่แล้ว นั่นแหละครับ” พสุธาพูดตอบ เขาส่งเด็กให้ตำรวจ จากนั้นก็เข้าไปในรถ เพื่อหยิบหยิบเมมโมรี่การ์ดออกมาจากกล้องหน้ารถ

นายตำรวจรับเด็กมาอุ้มอย่างงง ๆ เพราะยังตั้งตัวไม่ทันกับคำตอบที่ได้ยิน และสิ่งที่ได้เห็น

“นี่ครับ” พสุธายื่นเมมโมรี่การ์ดให้กับตำรวจ ก่อนจะตามด้วยนามบัตรสองใบ

“นี่เป็นนามบัตรของผู้ช่วยผม แล้วก็ทนายความส่วนตัวของผม ถ้าคุณมีเรื่องอะไรที่ต้องการสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อกับสองคนนี้ได้เลยครับ” พสุธาพูดขณะที่ยื่นนามบัตรของคุณวินิจ และทนายความเกษมให้กับนายตำรวจ

นายตำรวจมองนามบัตร จากนั้นก็พูดถามพสุธาอย่างจริงจัง

“คำพูดของคุณ กับสิ่งที่ผมเห็น ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าคุณฟอกเงิน”

“อ้อ ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกครับที่สงสัย แต่ผมไม่เคยฟอกเงิน ผมฟอกแต่น้ำยาล้างจาน”