LNCrawler

102. ตอนที่ 100

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 100

“คุณวินิจ ขอโทษที่รบกวนเวลาตอนค่ำนะ บังเอิญผมเจออุบัติเหตุ ไม่ ๆ ไม่ใช่ ผมไม่ใช่ผู้ประสบเหตุ เป็นแค่คนเห็นเหตุการณ์ แล้วก็โทรศัพท์เรียกตำรวจ และกู้ภัย แล้วก็ช่วยอุ้มเด็กออกมาจากรถ อ้อ กล้องหน้ารถของผมบันทึกสถานการณ์ตอนเกิดเหตุเอาไว้ได้โดยบังเอิญ ตำรวจขอไปแล้ว เขาบอกว่าหลังจากนี้อาจจะมีการสอบถามเพิ่ม ผมให้นามบัตรคุณ กับทนายความเกษมไป คุณช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ผมด้วยนะ ตอนนั้นนอกจากผมแล้ว ยังมีบอดี้การ์ดของพ่อบุญธรรมของผมด้วย” ใจความสำคัญ อยู่ที่ประโยคท้ายนี่เอง

เพราะว่าตำรวจต้องการข้อมูลของพวกแฟรงค์ แต่พวกแฟรงค์นั้นมีตัวตนที่ไม่ธรรมดา บางคนถึงขั้นเคยเป็นทหารรับจ้างมาก่อน คนเหล่านี้ เผชิญหน้ากับตำรวจได้ แต่ไม่ควรเผชิญจะดีกว่า ดังนั้นแล้ว พสุธาจึงมอบนามบัตรของคุณวินิจ และทนายความเกษมไป เมื่อตำรวจได้เจอสองคนนี้ ก็จะรู้ถึงฐานะมหาเศรษฐีของเขา ถึงตอนนั้น ตัวตนของพวกแฟรงค์ก็จะไม่น่าสงสัยแล้ว

เพราะเขาเป็นมหาเศรษฐี ถึงต้องมีบอดี้การ์ดคอยติดตามไม่ใช่หรือไง

แม้ว่าการทำแบบนี้ จะทำให้ตำรวจยิ่งสงสัยเขามายิ่งขึ้น อาจจะคิดว่าเขาฟอกเงินเหมือนตำรวจที่มาสอบถามข้อมูลของเขา แต่ขอเพียงตำรวจตรวจสอบ ก็จะไม่พบพิรุธ หรือจุดที่น่าสงสัย เพราะระบบเชื่อถือได้มาก จัดการทุกอย่างอย่างถูกกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องภาษี

ดังนั้นพสุธาจึงไม่กลัวว่าตัวเองจะถูกตรวจสอบ แทนที่จะให้ตำรวจพุ่งเป้าไปที่พวกแฟรงค์ ไม่สู้ให้พุ่งเป้ามาที่เขาจะดีกว่า

ฝั่งคุณวินิจ ตอนแรกได้ยินว่าเจ้านายเจออุบัติเหตุ เขาก็ตื่นตระหนกจนร้องเสียงหลง แต่เมื่อได้ยินว่าเจ้านายของตัวเองไม่ใช่ผู้ประสบเหตุ แต่เป็นพลเมืองดี เขาก็โล่งใจ ก่อนจะรับปากว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้ให้ดี

คุณวินิจก็รู้ว่าพ่อบุญธรรมของพสุธานั้นไม่ธรรมดา เขาจึงเข้าใจความหมายของประโยคสุดท้ายได้อย่างชัดเจน

“ท่านประธานวางใจ ผมจะจัดการเองครับ” คุณวินิจพูดรับปากอีกครั้งหนึ่ง

“ผมเชื่อฝีมือคุณ จริงสิ คุณเมธาเป็นยังไงบ้าง”

“คุยรายละเอียดกันไป แต่ว่ายังรอการอนุมัติจากท่านประธาน ส่วนเรื่องเซ็นสัญญาเก็บความลับ และสัญญาห้ามแข่งขัน คุณเมธาตกลงครับ” คุณวินิจพูด ก่อนจะพูดอย่างตื่นเต้นว่า

“ผมว่าผมคาดเดาได้แล้ว ว่าโรงงานที่ท่านประธานให้สร้าง เป็นโรงงานเกี่ยวกับอะไร ท่านประธาน ท่านประธาน ท่านประธานสายตาเฉียบคมจริง ๆ ครับ คุณเมธาไปร่วมงานเลี้ยงเพื่อหานักลงทุนอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีใครสนใจเขาเลย มีแต่ท่านประธานที่มองเขาแวบเดียว ก็สนใจในตัวเขาทันที”

คุณวินิจชื่นชมในสายตาที่เฉียบคมของพสุธาจริง ๆ ขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นกับเรื่องที่เขาคาดเดาได้

เรื่องโรงงานที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการสร้างนั้น เขาสงสัยมาตลอดเลยว่าจะเป็นโรงงานสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทไหน เจ้านายของเขาถึงได้ให้ความสนใจมาก และถึงขั้นเก็บเป็นความลับ แม้แต่กับเขา ทว่าตอนนี้เขาจะเดาได้แล้ว

นั่นก็คือ เซมิคอนดักเตอร์!

เซมิคอนดักเตอร์ เป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมากในอุสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีนี้ ประเทศของพวกเขาก็ถูกกีดกันมาโดยตลอด ไม่สิ ต้องบอกว่าหลายประเทศถูกกีดกัน มีเพียงไม่ถึงห้าประเทศ ที่ครอบครองเทคโนโลยีนี้ แล้วครองตลาด กอบโกยเงินไปได้มหาศาล

ถ้าเจ้านายของเขาก้าวเข้าสู้ธุรกิจนี้ และประสบความสำเร็จ ทรัพย์สินที่เจ้านายของเขาครอบครองอยู่ตลอดนี้ จะกลายเป็นทรัพย์สินส่วนน้อย เมื่อเทียบกับกำไรที่จะได้จากเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ แค่คิดคุณวินิจก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นตาลายแล้ว

ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้น คือเขามีหุ้นของซอร์ กรุ๊ปอยู่ในมือหนึ่งเปอร์เซ็นต์

ฟังนะ มันคือซอร์ กรุ๊ป ไม่ใช่ซอร์ อินเวสท์ เมินท์ โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังสร้าง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของซอร์ กรุ๊ป ดังนั้นแล้ว ผลกำไรที่จะได้จากธุรกิจนี้ เขาเองก็จะได้รับด้วย

ตอนนี้ซอร์ กรุ๊ป มีแค่ คาร์พิท เซอร์วิส ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทลูก อย่างซอร์ อินเวสท์เมินท์ เท่านั้น ที่ทำเงินได้ ทำให้หุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของเขา มีมูลค่าอยู่ที่หนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาท แต่ถ้าเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ ของเจ้านายประสบความสำเร็จ หุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในมือของเขา ก็จะมีมูลค่าเป็นหมื่นล้าน หรือกระทั่งแสนล้าน

แค่คิด คุณวินิจก็เกือบจะเป็นลมแล้ว ไม่คิดไม่ฝันเลยว่า ตัวเองจะมีโอกาสได้เป็นมหาเศรษฐีกับเขาด้วยเหมือนกัน

อันไรนะ ถ้ามีเงินแล้ว เขาก็ไม่ต้องเป็นผู้ช่วยท่านประธานแล้ว ลาออกไปทำธุรกิจเองเลย

ขอโทษนะ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะทำแบบนั้น เป็นผู้ช่วยพิเศษของท่านประธาน เขายังมีโอกาสเป็นมหาเศรษฐีแสนล้าน เขาจะโง่ไปทำธุรกิจเองทำไมกัน! โอกาสของเขา มีกี่คนที่อยากได้ แต่ไม่ได้น่ะ

ทางฝั่งพสุธา เขาก็ไม่ได้แปลกใจที่คุณวินิจเดาออก กลับกัน ถ้าคุณวินิจยังเดาไม่ได้ เขาก็ต้องพิจารณาตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษของเจ้าตัวใหม่แล้ว

“แล้วเรื่องอะไรที่รอให้ผมตัดสินใจ” พสุธาไม่ได้เฉลยว่าคุณวินิจเดาถูกหรือไม่ เขาเปลี่ยนไปถามอีกเรื่องแทน

“เรื่องเงินเดือน และสวัสดิการต่าง ๆ ครับ คุณเมธาเสนอขอมาที่ห้าแสน”

“เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ คราวหลังคุณตัดสินใจได้เลย ขอแค่อย่ากดเงินเดือนก็พอ เงินเดือน ให้ตามความสามารถ อย่างคุณเมธา เงินเดือนเริ่มต้นสามล้าน คอนโดมิเนียมขนาดหนึ่งร้อยตารางเมตรหนึ่งห้อง รถประจำตำแหน่งหนึ่งคัน ค่าครองชีพสามแสนบาทต่อเดือน ค่าน้ำมันรถแยกต่างหาก”

พสุธาเสนอเงินเดือนที่สูง ก็เพราะว่าเมธามีความสามารถจริง ๆ อีกทั้งเงินเดือนที่สูงขนาดนี้ ก็แลกมากับอิสระของเมธา เมธาจะต้องทำงานที่บริษัทของเขาอย่างน้อยสิบปี และหากลาออก ก็ห้ามทำธุรกิจประเภทเดียวกัน หรือเข้าร่วมกับบริษัทอื่น ที่เป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน เป็นเวลาสามปี หากผิดสัญญา จะต้องจ่ายค่าปรับมหาศาล รวมถึงสัญญาเก็บความลับด้วย หากว่าเปิดเผยความลับจนบริษัทสูญเสียผลประโยชน์ เมธาจะต้องรับผิดชอบความเสียหายนั้น ซึ่งไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน

คุณวินิจได้ฟังเงินเดือน และสวัสดิการที่เมธาได้รับ เขาก็ไม่รู้สึกว่าพสุธาให้มากเกินไป เพราะอย่างไรก็ตาม พสุธานั้นใจกว้างกับลูกน้องแบบนี้อยู่แล้ว ขอแค่เพียงตั้งใจทำงาน ท่านประธานจะตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ ไม่มีทางให้ต้องน้อยใจ และเพราะแบบนี้ คุณวินิจถึงได้ตั้งมั่นว่าจะทำงานอย่างถวายหัวให้กับพสุธา

“เรื่องใบสมัครของผู้ช่วยพิเศษ คุณช่วยเร่งทีนะครับ ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากนัดสัมภาษณ์วันจันทร์เลย” พสุธาตัดสินใจที่จะสัมภาษณ์เอง

“วันจันทร์อาจจะกระชั้นชิดไปนะครับ เพราะว่าเราต้องแจ้งผู้สมัครล่วงหน้า ให้เวลาเตรียมตัว หรืออย่างน้อยก็ต้องมีเวลาเตรียมการเดินทาง”

“ถ้าอย่างนั้นก็วันพุธหน้าก็ได้” พสุธายอมเลื่อนออกไป

“ท่านประธานครับ วันศุกร์นี้บริษัทสถาปนิกจะเข้ามานำเสนอผลงาน ท่านประธานจะเข้าร่วมด้วยหรือเปล่าครับ ผมอยากให้ท่านประธานมานะครับ ท่านประธานจะได้ถามข้อมูลจากทีมสถาปนิกได้เลย” คุณวินิจพูดถาม

“ได้ มีทั้งหมดกี่บริษัทนะ” พสุธาถามออกไป

คุณวินิจคิ้วกระตุก ท่านประธานของเขาจะไม่ใส่ใจเกินไปแล้ว

“มีสามบริษัทครับ”

“โอเค คุณส่งข้อมูลคร่าว ๆ ของแต่ละบริษัทมาให้ผมด้วยนะ ผมจะทำความเข้าใจกับองค์กรของพวกเขาก่อน”

“ได้ครับท่านประธาน” คุณวินิจรู้สึกดีใจขึ้นมา ในที่สุดท่านประธานก็มีความใส่ใจในธุรกิจของตัวเองแล้ว!

พสุธาคุยกับคุณวินิจอีกสองสามประโยค ก่อนที่เขาจะวางสาย และเตรียมที่จะขับรถกลับบ้าน ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เข้าเกียร์ โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เมื่อพสุธาหยิบขึ้นมาดู ก็เห็นว่าเป็นปฐพีนั่นเองที่โทรศัพท์มา

“พี่เห็นข่าวแล้ว นายไม่เป็นอะไรใช่ไหม ได้รับบาดเจ็บด้วยหรือเปล่า” ทันทีที่พสุธากดรับสาย เสียงขรึมของปฐพีก็ดังขึ้นมาทันที

พสุธาชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง เพราะยังไม่เข้าใจว่าปฐพีพูดถึงเรื่องอะไร แต่วินาทีถัดมา เขาก็นึกออก

ดูเหมือนว่าข่าวอุบัติเหตุ จะได้รับการรายงานไปตามสื่อต่าง ๆ แล้ว และคงจะมีรูปเขาติดไปด้วย ตอนที่เขาไปช่วยคน อีกทั้งเขายังเป็นคนโทรศัพท์แจ้งตำรวจ และเรียกรถพยาบาล ทำให้ได้รับความสนใจ

อันที่จริงมีนักข่าวมาขอสัมภาษณ์เขา แต่เขาปฏิเสธไป ไม่คิดว่าจะมีรูปของเขาติดไปในข่าวด้วย

“ไม่ได้เป็นอะไรครับ ผมสบายดีทุกอย่าง ผมแค่ไปช่วยคนเจ็บเท่านั้น” พสุธาตอบกลับไปอย่างใจเย็น

“แน่ใจนะ พี่ไม่วางใจเลย พี่ไปดูให้เห็นเองกับตาดีกว่า ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน” ปฐพีดูจะร้อนใจเป็นอย่างมาก แต่มันก็เพราะว่าเขาเป็นห่วงพสุธามากเช่นกัน

“ผมไม่เป็นอะไรจริง ๆ ครับ ตอนนี้อยู่ใกล้ ๆ จุดเกิดเหตุนั่นแหละ แต่ผมกำลังจะขับรถกลับบ้าน ถ้าคุณป๋าอยากมา ก็ไปที่บ้านเลยก็ได้ครับ ผมกำลังจะกลับอยู่แล้ว” พสุธารู้ว่าถ้าปฐพีไม่ได้เห็นว่าเขาไร้รอยขีดข่วนกับตาตัวเอง เจ้าตัวก็คงจะไม่วางใจ ดังนั้นเขาจึงชวนเจ้าตัวไปบ้านเสียเลย

พอดีเลย เขาจะให้ปฐพีได้กินของอร่อย ที่เจ้าตัวไม่เคยกินมาตลอดชีวิต

ยาแก้แพ้ที่เขาได้มาจากระบบ และให้ปฐพีกิน นอกจากจะช่วยให้หายจากอาการแพ้น้ำประปาแล้ว ยังช่วยให้หายจากอาการแพ้อาหารทะเลอีกด้วย

“ตกลง” ปฐพีก็ตกลงทันที

“พี่ค้างคืนที่นั่นเลยนะ” ปฐพีพูดต่อ

“ย้ายมาอยู่ด้วยกันเลยไหมครับ” พสุธาแกล้งแหย่ แต่ว่า

“ตกลงครับ คืนนี้พี่เอาเสื้อผ้าไปบางส่วนก่อน แล้วพรุ่งนี้พี่ค่อยขนของอื่นไป” ปฐพีก็จริงจังมาก ทำเอาพสุธากะพริบตาปริบ ๆ

“เป็นไปได้ไหมครับ ว่าเมื่อครู่นี้ผมแค่พูดเล่นเท่านั้น” พสุธาพูดอย่างจนใจ

“เป็นไปได้ แต่พี่ไม่รับฟังครับ พี่ถือว่านายชวนพี่แล้ว” ปฐพีพูดอย่างเอาแต่ใจ

พสุธาเหมือนได้กลับไปเจอปฐพีในตอนแรก ๆ อีกครั้ง ตอนนั้นเจ้าตัวก็ดูกวนประสาท และเอาแต่ใจแบบนี้นี่แหละ

“เอาเถอะครับ เอาที่สบายใจเลย” พสุธาพูดเสียงจนใจ แต่ที่จริงแล้ว เขาก็ไม่ได้รังเกียจ หากว่าปฐพีจะมาอยู่ที่บ้านเขาด้วย

บ้านของเขาหลังใหญ่เกินไป อยู่กันแค่สามคน กับผีอีกสามตน ก็ออกจะเงียบเหงาเกินไปอยู่บ้างจริง ๆ

ไหน ๆ ปฐพีก็จะมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นเชิญเฮียโก้ กับพันไมล์มาด้วยดีไหมนะ

พสุธาผุดความคิดนี้ขึ้นมา ก่อนจะรีบปฏิเสธ

แต่นั่นมันเหมือนชวนหมาป่าเจ้าเล่ห์เข้าบ้านไม่ใช่เหรอ บ้านเขามีกระต่ายกับแมวนะ!

 

“ดิน ไม่เป็นอะไรใช่ไหม พี่เพิ่งเห็นในข่าว กำลังจะโทรศัพท์หาอยู่พอดีเลย” เมื่อพสุธากลับถึงบ้าน พี่ชายของเขาที่ในมือถือโทรศัพท์อยู่ ก็วิ่งถลาเข้ามาหาเขา จากนั้นก็จับตัวเขาหมุนไปหมุนมา สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ

“กูกับพี่หินเพิ่งจะเห็นข่าว มึงเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า” นะโมก็ห่วงเพื่อนไม่แพ้กัน แต่เขามีท่าทางที่สงบกว่าพสุธา

บางทีอาจจะเป็นเพราะเขารู้ว่า ถ้าพสุธาได้รับบาดเจ็บจริง ๆ เจ้าตัวจะหาข้ออ้าง และไม่ยอมกลับบ้าน เพื่อไม่ให้พวกเขาได้เห็นแผล แล้วต้องเป็นห่วง

ถ้าเจ้าตัวกลับบ้านมา นั่นหมายถึงปลอดภัยดี

“ไม่เป็นอะไร ๆ แค่เข้าไปช่วยคนเจ็บเฉย ๆ ไม่ได้เจ็บตรงไหน” พสุธาตอบคำถามเดิมอีกครั้งหนึ่ง

“ตอนนั้นกลัวหรือเปล่า พี่เห็นในข่าวยังรู้สึกกลัวเลย ดินอยู่ตรงนั้น ได้เห็นกับตา ต้องกลัวมากแน่ ๆ คืนนี้จะนอนหลับฝันร้ายไหม” ศิลายิ่งถามก็ยิ่งกังวลใจ

พสุธาส่ายหน้าพูดเสียงปลอบ

“ไม่เป็นไรหรอก ตอนที่เกิดเหตุน่ะ ทันได้ยินแค่เสียง หันไปอีกทีก็เห็นพวกรถเสียหายแล้ว”

“แต่ก็ยังเห็นคนเจ็บใช่ไหมล่ะ” ศิลาพูดเถียง

พสุธายิ้มบาง

“ไม่น่ากลัวหรอก อย่าลืมสิว่าดินมองเห็นผีได้นะ” เขาเคยเห็นผีที่มีสภาพน่ากลัวมาตั้งเยอะ จะไปกลัวอะไรกับภาพคนเจ็บ

มีแต่ความเห็นใจเสียมากกว่า

“มันเหมือนกันเหรอ” ศิลากะพริบตาปริบ ๆ

“ไม่เหมือนหรอก แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวจริง ๆ นั่นแหละ” พสุธาตอบ ก่อนจะพูดต่อ

“พอ ๆ ไม่ต้องพูดเรื่องนี้กันแล้ว ดินซื้อปลาหมึกย่างมา หินบ่นอยากกินอยู่ไม่ใช่เหรอ ซื้อมาเผื่อมึงด้วย” พสุธาหันไปหานะโม

“งั้นเดี๋ยวกูเอาไปจัดใส่จานเอง”

“ได้ เออ ลืมไป เดี๋ยวคุณป๋าจะมานะ เขาเห็นข่าวแล้วเป็นห่วง คืนนี้ก็จะนอนที่นี่ด้วย” พสุธาพูดบอก

“เมื่อคืนพี่ป๋าก็ค้างที่นี่ ถึงขนาดมีห้องส่วนตัวไว้ให้แล้ว มึงวางแผนจะชวนเขามาอยู่ที่นี่เลย เมื่อไรล่ะ” นะโมพูดเสียงกรุ้มกริ่ม ยิ้มให้เพื่อนแบบมีเลศนัย แต่ว่า

“ชวนแล้ว เขาบอกพรุ่งนี้จะขนของมา”

 

“กล้ากินจริง ๆ เหรอครับ” พสุธาถามปฐพี เมื่อเจ้าตัวตกลงที่จะลองกินปลาหมึกดู

อันที่จริงต้องบอกว่าปฐพีดูจะกระตือรือร้นมาก มากกว่าพสุธาเสียอีก

“กล้าสิครับ ยาที่นายให้พี่ มันดีมากเลยนะ พี่หายจากอาการแพ้น้ำประปาแล้ว เรื่องแพ้อาหารทะเล ก็จะต้องหายด้วยเหมือนกันแน่ ๆ แต่ถ้าเกิดว่ามันไม่หาย ก็ไม่เป็นไร พี่มียาติดตัวอยู่ ถ้าอาการแพ้กำเริบ ก็ค่อยเอามากิน” ปฐพีพกยารักษาอาการแพ้ติดตัวเอาไว้ตลอด เพราะว่าหากเขาเผลอไปกินอาหารที่มีส่วนผสมของอาหารทะเลเข้า จะได้กินยาได้ทัน

เมื่อเห็นว่าปฐพีมีความมั่นใจ พสุธาที่มั่นใจในยาของระบบอยู่แล้ว จึงไม่ได้พูดอะไรอีก ปล่อยให้ปฐพีได้กินปลาหมึกย่างหอม ๆ

“เป็นยังไงบ้างครับ” พสุธาถามออกไป เมื่อปฐพีกินปลาหมึกย่างเข้าไปหนึ่งชิ้นแล้ว

“อร่อย แต่พี่ว่าถ้านายทำเอง จะต้องอร่อยกว่านี้แน่ ๆ” ปฐพียังไม่เคยกินอาหารทะเลฝีมือพสุธาเลย

“เอาไว้แน่ใจแล้ว วันหน้าผมจะทำให้ทานครับ” พสุธาพูดตอบด้วยรอยยิ้ม และเขาคิดว่าถ้าพันไมล์ และเฮียโก้รู้เรื่องนี้ เจ้าตัวจะต้องมีความสุขอย่างแน่นอน

ไม่ได้มีความสุขที่เพื่อนสนิทหายจากอาการแพ้อาหารทะเล แต่มีความสุข ที่ในที่สุด อาหารที่พสุธาทำให้พวกเขาทุกวัน ก็จะมีอาหารทะเลแล้ว!

“ถ้าไม่รังเกียจ คุณป๋าเอาส่วนของผมไปทานได้เลยนะครับ” พสุธาเลื่อนจานของตัวเองออกไป เขากินไปแค่คำเดียวเท่านั้น แต่ปฐพีกินส่วนของเจ้าตัวไปเกือบจะหมดแล้ว และดูมีความสุขมาก เขาจึงอดไม่ได้ที่จะยกส่วนของตัวเองให้

“พี่ไม่รังเกียจหรอก แต่จะแย่งของนายกินได้ยังไงล่ะ” ปฐพีปฏิเสธ เขามีแต่จะอยากให้คนที่ชอบได้กินอิ่ม ๆ แล้วเขาจะไปแย่งอาหารของพสุธาได้ยังไงล่ะ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมกินอย่างอื่นได้” นอกจากปลาหมึกย่างแล้ว ยังมีอาหารอื่น ๆ ที่นะโมแวะซื้อก่อนจะกลับบ้านมาด้วย ซื้อมาเป็นมื้อเย็นให้กับพสุธา

ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นมื้อดึกถึงจะถูก

ปฐพีลังเลใจเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยกจานปลาหมึกของพสุธามากินอย่างมีความสุข

พสุธายิ้มบาง ๆ ดีใจที่เห็นปฐพีได้กินของอร่อย

 

เช้าวันถัดมา เป็นวันเสาร์ที่สดใสสำหรับคนวัยทำงาน และคนวัยเรียนหลาย ๆ คน เพราะไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน หรือไปเรียน แม้แต่พสุธาเอง ที่รับงานทำความสะอาดเอาไว้ ก็ยังไม่ต้องตื่นแต่เช้า เพราะว่าเขานัดเอาไว้ตอนสิบเอ็ดโมง

หมายถึงเจ้าของห้องน่ะ สะดวกให้เขาเข้าไปทำความสะอาดตอนสิบเอ็ดโมง คาดว่าก็เพราะไม่ต้องการตื่นเช้ามาเปิดประตูให้เขาเหมือนกัน

เมื่อพสุธาลงชั้นล่าง ก็เห็นว่าในบ้านของเขา มีแขกที่คุ้นหน้าคุ้นตาดีเพิ่มมาอีกสองคน

ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเฮียโก้ และพันไมล์นั่นเอง

เมื่อทั้งคู่เห็นพสุธา เฮียโก้ก็พูดขึ้นมาก่อนเลยว่า

“กูก็จะเอาห้องด้วยเหมือนกัน กูจะย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย”

พสุธาได้ยินคำพูดของเฮียโก้ เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่าปฐพีพูดออกไปแล้วอย่างแน่นอน เขาเงยหน้ามองเพดาน แล้วกลอกตาไปมา

“เฮียต้องซ้อมมวยทุกวันไม่ใช่หรือไง”

“กูไม่ได้ซ้อมทั้งคืน ซ้อมเสร็จแล้วก็มานอนที่นี่สิวะ” เฮียโก้พูดอย่างดื้อรั้น ขณะที่พันไมล์นั้นมีท่าทางสงบเสงี่ยมกว่ามาก

“ตั้งแต่ที่น้องดินพาคนไปจับผีที่คอนโดวันนั้น พี่ก็ไม่กล้าอยู่ที่นั่นอีกเลย”

พสุธาได้ยินคำพูดของพันไมล์ เขาก็เห็นใจเจ้าตัว แต่ก็อยากจะบอกด้วยว่า ผีที่เจ้าตัวกลัวน่ะ ไม่ได้อยู่ห้องตรงข้ามกับเจ้าตัวแล้ว แต่มาอยู่ที่นี่ ดังนั้นการที่เจ้าตัวย้ายมาที่นี่ จึงไม่ใช่การย้ายหนีผี แต่ย้ายมาหาผีเลยต่างหาก

“ที่นี่ก็มีผีครับ พี่ไม่กลัวเหรอ” พสุธาถามออกไป

พันไมล์หน้าซีด แต่ต่อมาเขาก็พูดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า

“แต่ผีที่นี่ มีน้องดินคอยคุมอยู่ น่าจะไม่น่ากลัวนะ”

“ทำไมฟังดูเหมือนผมเป็นหัวหน้าแก๊งผีเลยล่ะครับ” พสุธาพูดอย่างจนใจ

“แล้วไม่ใช่เหรอ” เฮียโก้พูดขึ้นมาบ้าง

พสุธาหัวเราะเบา ๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่กลัวเหรอว่าเกิดทำให้ผมโมโหขึ้นมา แล้วผมจะสั่งให้สมุนผีของผมไปจัดการพี่น่ะ” พสุธาแสร้งทำสีหน้าข่มขู่

“จะกลัวอะไร มึงน่ากลัวยิ่งกว่าผีอีก บรรดาลูกเศรษฐีไม่เอาไหนทั้งหลาย ยังหนีมึงออกนอกประเทศไปหมดแล้ว”

“ใส่ร้ายกันแล้วเฮีย ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

“ใช่ มึงไม่ได้ทำอะไรเลย แต่แค่มึงอยู่เฉย ๆ ก็ทำให้คนอื่นกลัวมึงได้แล้วเนี่ย จะไม่บอกว่ามึงน่ากลัวกว่าผีได้ยังไง” เฮียโก้พูดแล้วมองพสุธา เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย เพราะว่าก่อนหน้านี้ พสุธายังเป็นแค่เด็กน้อยที่เขาเอ็นดู ทว่าตอนนี้ เจ้าตัวกลายเป็นคนที่แม้แต่มหาเศรษฐียังกลัว

ทางด้านปฐพี เมื่อเขาได้ยินคำพูดของเฮียโก้ แววตาของเขาก็เข้มขึ้นมา

เรื่องที่ปพนหาเรื่องพสุธา เขาก็รู้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้เขาจึงได้ทำการเตือนไปแล้วครั้งหนึ่ง

ปฐพีเตือนยังไงน่ะหรือ ก็คือการทำให้หุ้นของบริษัทพ่อของปพนตกไปหลายสิบจุดในวันเดียวน่ะสิ

ทั้งยังส่งข้อความเตือนด้วยความหวังดีไปถึงบิดาของปพนด้วยว่า

‘ถ้ายังไม่สั่งสอนลูกชายของตัวเองให้ดี คราวหน้าจะไม่ใช่แค่หุ้นร่วงไม่กี่จุด แต่ตัวคนก็อาจจะต้องร่วงจากเก้าอี้ผู้บริหารด้วย’