LNCrawler

103. ตอนที่ 101

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 101

“กูนึกว่ามึงจะไปกับไอ้ดินซะอีก” เมื่อพสุธาขับรถออกไปทำงานแล้ว ศิลาก็ไปเรียน ในบ้านก็เหลือเพียงแค่นะโม ปฐพี เฮียโก้ และพันไมล์

เฮียโก้เป็นคนพูดประโยคเมื่อครู่นี้

“ถึงกูจะจีบดินอยู่ แต่กูก็ยังมีหน้าที่ของกู” ปฐพีหมายถึงการที่เขาไปเรียนรู้งานที่บริษัท

เพราะว่าไม่อยากถูกพสุธาทิ้งห่างจนเอื้อมไม่ถึง ปฐพีจึงต้องพยายามให้มาก เพื่อให้ตัวเองไม่ใช่แค่คุณชายตระกูลมหาเศรษฐี แต่ยังต้องเป็นมหาเศรษฐีเองด้วย

พสุธาไม่มีครอบครัวหนุนหลัง เจ้าตัวยังกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ แต่เขาในตอนนี้ ถ้าไม่มีครอบครัวคอยหนุนหลัง อย่าว่าแต่มหาเศรษฐีเลย แม้แต่คนรวยธรรมดา เขายังเป็นไม่ได้ด้วยซ้ำ

“แล้วมึงจะย้ายมาอยู่ที่นี่จริงเหรอ” เฮียโก้ถามปฐพี

“ย้ายสิ ทำไมจะไม่ย้ายล่ะ” ปฐพีพูดอย่างหนักแน่น เขาจะย้ายมาจริง ๆ

“งั้นกูก็จะย้ายมาด้วย”

“กูด้วย” พันไมล์ก็ไม่ยอมพลาดเหมือนกัน เขาหันไปพูดกับนะโมที่นั่งอ่านหนังสือเรื่องเครื่องยนต์อยู่

“พี่มาอยู่ที่นี่ จะพานายเล่นเกมเก็บแรงค์นะ”

“ถ้าเอาแต่เล่นเกม ไอ้ดินได้กินหัวผมแน่” นะโมพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

“ก็จริง ว่าแต่หินยังไปเรียนภาคพิเศษที่มหาวิทยาลัยเลย นายไม่สนใจไปเรียนต่อบ้างเหรอ” พันไมล์ถามนะโม

“ก็เรียนอยู่นะ นี่ไง ผมอ่านหนังสืออยู่เนี่ย” นะโมยกหนังสือที่ช่วยเพิ่มความรู้ด้านอาชีพให้พันไมล์ดู

“ไอ้โม มึงไม่ไปลงเรียนให้มันดี ๆ ไปเลยล่ะวะ” เฮียโก้ก็สงสัยเหมือนกัน จะบอกว่าขัดสนเรื่องเงินก็ไม่ใช่ เพราะตอนนี้ก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินกันแล้ว

หรือต่อให้นะโมไม่อยากใช้เงินพสุธาในการเรียนหนังสือ แต่เงินเดือนของนะโม ก็พอที่จะให้เจ้าตัวเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชนด้วยซ้ำ

“ปีหน้าเฮีย ปีหน้า ตอนนี้ของปูพื้นฐานให้แน่นก่อน เฮียก็รู้ว่าผมไม่ได้เรียนตามหลักสูตรมา ผมเรียนนอกระบบ เรื่องความรู้พื้นฐาน ยังขาดอยู่อีกไม่น้อยเลย” นะโมพูดอย่างจนใจ

“เอาแบบนี้สิ เดี๋ยวพี่ย้ายมาอยู่ที่นี่ แล้วพี่สอนพิเศษนายเอง” พันไมล์พูดเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น

“มึงอย่าดูถูกไอ้นี่นะ เห็นมันบ้า ๆ บอ ๆ แบบนี้ ที่จริงมันก็เก่งมากเหมือนกัน” เฮียโก้รีบพูด

“รู้น่าเฮีย สอบเข้าสยามปราชญ์ได้ จะไม่เก่งได้ยังไง แต่ผมก็เกรงใจ ยังไงพี่ก็ต้องดูแลร้านอีกนี่” ประโยคหลัง นะโมพูดกับพันไมล์

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ตอนนี้ที่ร้านอยู่ตัวแล้ว พี่ไม่ต้องเข้าไปดูแลทุกวัน ผู้จัดการร้านมืออาชีพที่พี่จ้างมา เขาดูแลได้ พี่แค่ตรวจบัญชีทุกไตรมาสก็พอ” พันไมล์ไม่ได้บอกว่าตอนนี้เขาเตรียมที่จะเปิดร้านสาขาแล้ว ด้วยถึงแม้ตอนนี้พสุธาจะไม่ค่อยเข้าไปทำอาหารจานพิเศษให้ที่ร้าน แต่ลูกศิษย์ที่เจ้าตัวฝึกฝนฝีมือไว้ ก็แบกรับชื่อเสียงของร้านเอาไว้ได้ ทำให้ตอนนี้ลูกค้าแน่นร้านทุกวัน และส่วนมากก็มากันเป็นครอบครัว ไม่ใช่พวกนักศึกษาเหมือนก่อนหน้านี้

ลูกค้าที่มาเป็นครอบครัว ย่อมกระเป๋าหนักกว่านักศึกษาอยู่แล้ว เรื่องนี้ทำเอาพันไมล์ยิ้มกว้างอยู่หลายวัน และรู้สึกสะใจมากด้วย เพราะพ่อแม่ของเขาที่เคยดูถูกร้านของเขา ตอนนี้ก็ชื่นชมไม่หยุดปาก

“เรื่องตรวจบัญชี มึงจ้างหินสิ หินเก่งเรื่องบัญชี รับรองว่าถ้ามีอะไรผิดปกติ หินมองไม่นานก็เจอแล้ว” เฮียโก้พูดกับเพื่อนสนิทของตัวเอง

“มึงคิดว่ากำไรที่ร้านกู พอที่จะจ่ายค่าจ้างพี่ชายมหาเศรษฐีระดับล้านล้านไหม” พันไมล์พูดเสียงกลั้วหัวเราะ จริง ๆ เขาก็มีความคิดแบบที่เพื่อนพูดมาอยู่แล้ว แต่เขาคิดว่ารอให้ร้านของเขามันเติบโตกว่านี้ก่อน ถึงตอนนั้นค่อยสมศักดิ์ศรีของศิลา

พวกมึงคุยกันไป กูไปทำงานก่อนแล้ว” ปฐพีพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน

“มึงจะเข้าบริษัทแล้วเหรอ” พันไมล์ถามปฐพี เขารู้ว่าช่วงนี้ปฐพีไปเรียนรู้งานที่บริษัทแล้ว

“ใช่” ปฐพีตอบเสียงเรียบ ก่อนจะบอกลาอีกแล้ว แล้วค่อยเดินออกไป

“กูก็ต้องไปที่ค่ายมวยแล้ว” เฮียโก้ลุกขึ้นยืนบ้าง ก่อนจะพูดต่อ

“ไอ้ไมล์ มึงต้องเข้าร้านใช่ไหม ตอนนี้เสาร์อาทิตย์ มึงเปิดร้านทั้งวัน งั้นไอ้โมอยู่บ้านคนเดียว โม มึงไปนั่งเล่นที่ค่ายมวยไหม จะได้ไม่เหงา”

“ไม่ไปเฮีย ผมจะอยู่บ้านอ่านหนังสือเนี่ยแหละ” นะโมส่ายหน้าตอบ

“งั้นเดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อนเอง” พันไมล์รีบเสนอตัว

“พี่ต้องไปร้านไม่ใช่เหรอ” นะโมถามอย่างแปลกใจ

“ก็อย่างที่พี่บอกไปนั่นแหละ ที่ร้านมีผู้จัดการคอยดูแล พี่ไม่ต้องไปก็ได้”

“งั้นก็ดี มึงอยู่เป็นเพื่อนไอ้โมมันหน่อย กูไปก่อน ตอนเย็นเจอกัน” เฮียโก้พูดจบแล้วก็เดินออกจากบ้านไป ในบ้านจึงเหลือแค่พันไมล์ กับนะโม

แต่ยังไม่ทันไร เสียงโทรศัพท์ของพันไมล์ก็ดังขึ้นเสียก่อน เมื่อพันไมล์หยิบขึ้นมาดู เห็นว่าคนที่โทรศัพท์มาหาเขา ก็คือมารดาของเขานั่นเอง สีหน้าพันไมล์ก็แสดงความเบื่อหน่ายออกมาทันที

“ไม่รับเหรอครับ” นะโมถาม เขาเห็นพันไมล์เอาแต่จ้องโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย แต่ไม่ยอมกดรับสาย

“ไม่อยากรับ” ไม่เพียงแค่พูด แต่พันไมล์ยังกดตัดสายทิ้ง แล้วก็ปิดเครื่องหนีไปเลย

เขาคิดว่าถ้าเขาแค่ตัดสาย ด้วยนิสัยอย่างมารดาของเขา ต้องโทรศัพท์มาอีกหลายสายแน่ หรือจนกว่าเขาจะยอมรับสายนั่นแหละ

นะโมเห็นพันไมล์ทั้งตัดสาย ทั้งปิดเครื่องหนี เขาก็แปลกใจมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้พูดถามออกไป

แต่นะโมไม่ถาม พันไมล์ก็ยังพูดออกมาอยู่ดี

“นายว่าพี่ดูเหมือนคนจะหาแฟนไม่ได้เหรอ นี่พี่ก็เพิ่งจะอายุยี่สิบเท่านั้นเอง แม่พี่เริ่มบังคับไปดูตัวกับลูกของเพื่อนคนนั้น คนนี้แล้ว” พันไมล์บ่นกึ่งระบายให้กับนะโมได้ฟัง

นะโมย่นคิ้วเล็กน้อย

“ดูตัวเหรอครับ นึกว่ามีแต่ในละครสั้นที่ไอ้ดินชอบดูซะอีก ในชีวิตจริงก็มีด้วยเหรอเนี่ย หรือโลกนี้จะเป็นโลกละครเหมือนที่ไอ้ดินชอบพูดจริง ๆ” นะโมพูดด้วยน้ำเสียงสงสัย เขาเริ่มสงสัยขึ้นมาจริง ๆ แล้ว

พันไมล์มุมปากกระตุก ก่อนจะพูด

“สงสัยแม่พี่ดูละครสั้นมากไปเหมือนกัน เลยไปจดจำพฤติกรรมมา” พันไมล์พูดเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ก็เป็นการหัวเราะที่แฝงความเหนื่อยใจเอาไว้อย่างชัดเจน

นะโมมองพันไมล์อย่างแปลกใจ พันไมล์ในสายตาของเขา คือคนที่เป็นคนสบาย ๆ ไม่คิดอะไรมาก ดูจะไม่มีเรื่องที่ทำให้เจ้าตัวเดือดเนื้อร้อนใจ แต่ตอนนี้เขาพบว่าอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น

บางทีภายใต้ท่าทางขี้เล่น และสบาย ๆ ของเจ้าตัว ก็มีความทุกข์ใจซ่อนเอาไว้อยู่ในนั้น

“ถ้าแบบนั้นพี่ก็ทำเหมือนในละครสั้นสิ จ้างแฟนปลอม ๆ มารับหน้าสักคน” นะโมพูดเล่น เพื่อคลายบรรยากาศ ทว่า

“เฮ้ย ความคิดดี ว่าแต่จะจ้างใครดี” พันไมล์สนใจความคิดของนะโม จากนั้นเขาก็คิดว่าเขาจะจ้างใครจากไหนมาเป็นแฟนปลอม ๆ ของเขาดี คิดไปคิดมา สายตาก็มาหยุดอยู่ที่นะโม

พันไมล์จ้องใบหน้าที่มองแล้วสบายตาสบายใจของนะโม โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นของนะโม มันเปิดเผย ซื่อตรง ไม่มีความคลุมเครือ หรือลึกลับอะไร ทำให้คนที่อยู่ด้วยนั้นสบายใจอย่างง่ายดาย

“พี่...มองผมทำไม” นะโมถามอย่างประหม่าขึ้นมา เมื่อพันไมล์เอาแต่จ้องหน้าเขา

“นายมีแฟนหรือยัง” พันไมล์ถามนะโม

“หา..เอ่อ ยังไม่มี” นะโมตอบกลับอย่างงง ๆ เมื่ออยู่ ๆ พันไมล์ก็ถามแบบนี้ขึ้นมา ก่อนที่เขาจะฉุกใจขึ้นมา

“อย่าบอกนะว่าพี่จะให้ผมไปเป็นแฟนปลอม ๆ รับมือกับแม่พี่น่ะ”

“ถ้าใช่ล่ะ นายสนใจไหม พี่ไม่ได้ให้นายช่วยฟรี ๆ หรอกนะ พี่จะจ่ายเงินให้” พันไมล์รีบถามทันที ดวงตาเปล่งประกายแวววาว

แทนที่จะไปหาคนอื่นมาแกล้งเป็นแฟน ไม่สู้จ้างนะโมดีกว่า ยังไงเขากับนะโมก็สนิทกัน เขาคิดว่าการแกล้งเป็นแฟนกับนะโม จะทำให้เขาสบายใจมากกว่า และเมื่อเขาสบายใจ การแสดงก็น่าจะสมจริงมากกว่าด้วย

“ผมแค่เสนอไปเล่น ๆ พี่เอาจริงเหรอเนี่ย” นะโมตื่นตะลึง

“เอาจริงสิ นะ นายช่วยพี่หน่อย” พันไมล์อ้อนวอน

“ถ้าผมช่วยพี่ แม่พี่จะไม่เล่นงานผมหรอกเหรอ” นะโมนึกถึงละครสั้นที่พสุธาชอบดู เขาจำได้ว่ามันมีฉากกลั่นแกล้งจากมารดาของพระเอก และก็จากคู่หมายของพระเอก

“อ่า นั่นสิ พี่ลืมคิดไป งั้นก็ไม่เป็นไร” พันไมล์ก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้มาก่อน เมื่อนะโมถามถึง เขาจึงค่อยคิดขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงล้มเลิกแผนการอย่างง่ายดาย

ไม่ควรลากใครมาเดือดร้อนด้วย ยิ่งเป็นคนใกล้ตัวก็ยิ่งไม่ได้

นะโมเห็นพันไมล์หดหู่ใจ เขาก็กัดฟันตอบตกลง

“ไม่เป็นไร คนอย่างไอ้โม ก็ไม่ยอมให้ใครมารังแกง่าย ๆ หรอก เดี๋ยวผมแกล้งเป็นแฟนพี่เอง” นะโมพูดอย่างฮึกเหิมขึ้นมา

“ไม่เอาแล้ว นายอย่ามาต้องวุ่นวายเพราะพี่เลย ทำงานก็เหนื่อยพอแล้ว ถ้าต้องมารับมือกับใครอีก นายได้เหนื่อยตายพอดี ถึงตอนนั้นน้องดินต้องเล่นงานพี่จนยับแน่”

“แค่ผมไม่เป็นไร ดินมันก็ไม่ทำอะไรหรอก” นะโมพูดอย่างมั่นใจ

พันไมล์มองนะโมอย่างไม่ค่อยจะเชื่อ แต่สุดท้ายเขาก็ตอบตกลงที่จะให้นะโมแกล้งเป็นแฟนของเขา

“งั้นเริ่มงานตั้งแต่วันนี้เลยไหม วันนี้ที่บ้านพี่มีจัดงานเลี้ยง แม่พี่โทรศัพท์ตามให้พี่ไปร่วมงาน ก็เพราะเชิญคุณหนูคุณชายบ้านต่าง ๆ มาให้พี่ดูตัว พี่พานายไปเปิดตัว จะได้ตัดความหวังทุกคนไปเลย” พันไมล์ถามความสมัครใจของนะโม

“เปิดตัวในงานเลี้ยงเลยเหรอพี่ ผมจะไม่ทำอะไรให้พี่ต้องขายหน้าใช่ไหม” นะโมเริ่มกังวลขึ้นมา เขาไม่เคยไปร่วมงานเลี้ยงคนรวยมาก่อน กลัวจะทำอะไรขายหน้า

“ไม่ต้องห่วงหรอก เป็นพวกงานเลี้ยงค็อกเทล เดินถือเครื่องดื่มคุยกับคนนั้นที คนนี้ที แต่นายไปกับพี่ ไม่ต้องคุยกับใคร คุยกับพี่ก็พอ”

“งั้นก็ได้ แต่เดี๋ยวผมต้องไปเปลี่ยนชุดก่อน ดีนะมีชุดออกงานอยู่บ้าง” คำว่าอยู่บ้างของนะโม ก็คือเต็มตู้เสื้อผ้า รวมถึงที่ยังไม่ได้หยิบออกจากกล่องด้วย

ทุกชุดล้วนแล้วแต่เป็นของที่พ่อบุญธรรมของพสุธาส่งมา ซึ่งเมื่อส่งให้พสุธา ก็จะมีอีกสองชุดในแบบเดียวกัน แต่เป็นไซซ์ของนะโม และศิลา

เรียกได้ว่าลูคัสปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันจริง ๆ

“แต่ผมไม่รู้จะแต่งตัวแบบไหนดี พี่ไปช่วยผมเลือกไหม” นะโมชวนพันไมล์ไปช่วยเขาเลือกชุด

“ได้ แต่จริง ๆ นายแต่งแบบไหนก็น่าดูทั้งนั้นแหละ” พันไมล์พูดออกไป

นะโมชะงักไปกับคำพูดของพันไมล์ เขารู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าอากาศมันร้อน ๆ

แอร์เสียหรือเปล่าเนี่ย

 

พสุธาไม่รู้เลยว่าแมวส้มของเขา กำลังจะปลอมตัวเป็นแฟนหมาป่าเจ้าเล่ห์แล้ว ตอนนี้เขากำลังขับรถไปที่บ้านของผู้ว่าจ้าง ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเมือง

จากข้อมูล ผู้จ้างเป็นโปรแกรมเมอร์วัยสามสิบปี ทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงคิดว่าที่อีกฝ่ายนัดหมายเวลาสิบเอ็ดนาฬิกา ก็เพราะว่าเจ้าตัวจะได้ตื่นสาย ๆ ในวันหยุดงาน

ทว่าเมื่อพสุธาไปถึงคอนโดมิเนียมของเจ้าตัว เขาก็ติดต่อเจ้าตัวไม่ได้ เบอร์โทรศัพท์ที่แจ้งเอาไว้ ก็ไม่มีใครรับสาย

พสุธาคิดว่าเจ้าตัวอาจจะยังไม่ตื่น หรือบางทีอาจจะทำธุระส่วนตัวอยู่ จึงไม่ได้ยิน ดังนั้นตามกฎของแอฟพลิเคชันแล้ว เขาต้องรออีกสิบห้านาที จากเวลานัดหมาย ถ้าถึงตอนนั้นยังติดต่อผู้ว่าจ้างไม่ได้ เขาสามารถกดยกเลิกงาน โดยแนบเหตุผล และหลักฐานไปได้ ทางแอปพลิเคชันจะตรวจสอบข้อมูลเอง ถ้าพบว่าที่เขาแจ้งไปเป็นความจริง เขาจะได้รับสามสิบเปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างที่ตกลงกันเอาไว้ และไม่ถูกหักคะแนน

ระหว่างที่นั่งรอ พสุธาก็ไม่ได้โทรศัพท์หาเจ้าของห้องอีก แต่เขานั่งคุยกับเจ้าที่แทน

ใช่ เจ้าที่ของคอนโดมิเนียมโครงการนี้

“เจ้าหนุ่ม เอ็งเข้าไปได้คนเดียวนะ ที่ตามเอ็งมาด้วยน่ะ เข้าไปไม่ได้” ท่านเจ้าที่พูดกับพสุธา สายตาก็มองวิญญาณคู่รักที่ตามพสุธาออกมา ส่วนบุญมี และอันนา พสุธาให้อยู่ในบ้าน

“ท่านเจ้าที่อยู่ที่นี่มานานแล้วหรือยังครับ ลูกบ้านที่นี่เป็นยังไงบ้าง คงจะเอาของอร่อย ๆ มาถวายเยอะเลยใช่ไหม” พสุธาไม่ได้พูดตอบเรื่องนั้น แต่เขาเปลี่ยนเรื่องไปพูดเรื่องอื่นแทน

เมื่อพูดถึงอาหารเซ่นไหว้ ท่านเจ้าที่ก็มีสีหน้าหมองทันที

“เอ็งดูที่ศาลของข้าสิ เห็นไหมว่ามีแต่น้ำแดง กับหัวหมู ข้ากินจนเบาหวาน กับไขมันอุดตันเส้นเลือดแล้ว”

“หา เป็นเจ้าที่ก็มีโรคด้วยเหรอ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ

“มีสิวะ เฮ้อ ผลไม้ที่เอามาให้ก็มีแต่ซ้ำ ๆ เดิม ๆ ข้ากินจนเบื่อแล้ว อีกอย่างเป็นผลไม้ที่กินแล้วเพิ่มน้ำตาลในเลือดทั้งนั้น” ท่านเจ้าที่ดูโศกเศร้ามาก

“งั้นท่านอยากกินอะไรล่ะ เดี๋ยวผมจะเอามาถวาย” พสุธาถามเจ้าที่ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมจะกดสั่งซื้อ

“ลูกบ้านของข้าเคยซื้อหมูตุ๋นเห็ดหอมของร้านสนามเด็กเล่นมาให้ข้า อร่อยจนข้าลืมไม่ลง น่าเสียดาย ที่หลังจากวันนั้นเจ้าหนูนั่นก็ย้ายออกไปแล้ว ทำเอาข้าไม่ได้กินอีกเลย”

พสุธาชะงักไป หมูตุ๋นเห็นหอมของร้านสนามเด็กเล่น? นั่นไม่ใช่เมนูพิเศษของร้านหรอกเหรอ เป็นสูตรของเขาเอง ตอนแรกเขาก็ทำเอง แต่ตอนหลังสอนให้กับลูกศิษย์ทั้งห้าคนไปแล้ว ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องเข้าไปที่ร้านทุกวันแล้ว

“บังเอิญจังเลย นั่นเป็นสูตรของผมเอง วันหลังผมจะทำมาถวายนะครับ” พสุธาพูด

ท่านเจ้าที่ก็ขยับคิ้วอย่างแปลกใจ

“สูตรของเอ็งเรอะ เจ้าหนุ่ม”

“ใช่ครับ เห็นแบบนี้ ผมทำอาหารอร่อยมากนะ ไม่เชื่อลองถามพวกเขาดู” พสุธาพยักเพยิดหน้าไปยังวิญญาณคู่รัก

“อร่อยมากครับ อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยทานมาเลยทีเดียว” หม่อมหลวงศศินพูดตอบ คุณพร้อมกับช่วยยืนยันอีกเสียงหนึ่ง

“อย่างนั้นเรอะ อย่างนั้นข้าจะรอนะ เอ็งอย่าผิดคำพูดเสียล่ะ” ท่านเจ้าที่กลืนน้ำลายอึกใหญ่

พสุธาเห็นแบบนั้น เขาก็ยิ้ม ก่อนจะพูดว่า

“ท่านเจ้าที่ สองตนนี้เป็นบริวารของผมเอง ผมพาเขาเข้าไปด้วยไม่ได้เหรอ”

“เข้าไปสิ พาเข้าไปได้ แต่อย่าไปทำร้ายลูกบ้านข้านา ไม่อย่างนั้นข้าจะเล่นงานเอ็ง” ท่านเจ้าที่โบกมือคล้ายตัดรำคาญ ส่วนพสุธาก็ลอบยิ้ม

คิดเอาไว้แล้ว ไม่มีอะไรที่ของอร่อยจะเอาชนะไม่ได้หรอก!

หลังจากนั้นพสุธาก็คุยกับเจ้าที่ต่ออีกหลายเรื่อง ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของบรรดาเจ้าที่ทั้งหลายในละแวกนี้ เขาพบว่ามีการแข่งขันผลงานด้วย

เพิ่งรู้เจ้าที่ก็ต้องมีเคพีไอเหมือนกัน

“ว่าแต่เอ็งมาหาใครที่นี่ล่ะ” ท่านเจ้าที่คล้ายเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ จึงได้พูดถามพสุธา

“ผมเหรอครับ ลูกบ้านคนหนึ่งของที่นี่ จ้างผมมาทำความสะอาดน่ะครับ แต่ว่าผมโทรศัพท์หาเขา แล้วไม่มีคนรับสายเลย” พสุธาพูดจบแล้ว ก็หยิบโทรศัพท์มาเปิดแอปพลิเคชัน เข้าไปในโปรไฟล์ของผู้ว่าจ้าง เปิดรูปภาพของเจ้าตัวให้ท่านเจ้าที่ดู

“ท่านพอจะจำลูกบ้านคนนี้ได้ไหมครับ เขาอยู่หรือเปล่า” พสุธาสอบถามดู

เมื่อท่านเจ้าที่มองรูปในโทรศัพท์มือถือของพสุธา ท่านก็ทำสีหน้าแปลกไป

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” พสุธาก็จับสีหน้าคนได้ดี เขารีบถามทันที

“เจ้าหนุ่มนั่นจ้างเอ็งไว้นานหรือยัง”

“ผมกดรับงานไว้หลายวันก่อนครับ” พสุธาตอบไป

“ถึงว่าล่ะ” ท่านเจ้าที่เงียบไป ก่อนจะพูดต่ออีก

“ไหน ๆ เอ็งก็คุยกับข้าได้ งั้นข้าก็บอกเอ็งนี่แหละ ไม่ต้องโทรศัพท์หาเจ้าหนุ่มนั่นแล้ว โทรศัพท์แจ้งตำรวจกับกู้ภัยเถอะ”

“หมายความว่ายังไงครับ” พสุธาสังหรณ์ใจไม่ดี

“ก็เจ้าหนุ่มนั่นน่ะ หัวใจวายตายไปสองวันแล้ว ยังไม่มีใครรู้เลย ข้าไปเข้าฝันบอกผู้ดูแล ไอ้เจ้านั่นก็ไม่สนใจเลยสักนิด ไอ้หนุ่มนั่นก็น่าเวทนา อยู่ที่นี่มาหลายปี ข้าไม่เคยเห็นมีญาติมาหาเลยสักครั้ง” ท่านเจ้าที่พูดด้วยน้ำเสียงเวทนาจริง ๆ ส่วนพสุธานั้นตัวแข็งทื่อไปแล้ว

เจอคนตายในห้องอีกแล้ว!

พสุธาคิดยังไม่ทันไร เสียงของระบบก็ดังขึ้น

‘ตรวจพบภารกิจพิเศษ ช่วยทำให้ความปรารถนาสุดท้ายของชายหนุ่มผู้อาภัพเป็นจริง หากภารกิจสำเร็จ ได้รับคะแนนความลำบากสองพันคะแนน ได้รับกล่องสุ่มรางวัลระดับทองคำหนึ่งกล่อง และทักษะพิเศษหนึ่งทักษะ’

พสุธากดรับภารกิจอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาติดต่อแจ้งความ เขาเลือกที่จะโทรศัพท์หาผู้กองชาวีร์

พสุธาคิดว่าถ้าเขาโทรศัพท์แจ้งตำรวจคนอื่น มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะถึงอย่างไร เขากับผู้ตายก็ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน แต่กับผู้กองชาวีร์ ที่รู้ความสามารถของเขาดี อีกทั้งตอนนี้เจ้าตัวก็มีความสามารถในการเห็นผี พสุธาจึงคิดว่าจะคุยกันได้ง่ายกว่า

แล้วก็เป็นอย่างที่พสุธาคิด เพราะเขาติดต่อไปไม่ทันไร ผู้กองชาวีร์ก็มาพร้อมกับลูกทีม และตำรวจที่เขาไม่เคยเจอหน้าอีกหนึ่งคน

“พื้นที่นี้ไม่ได้อยู่ในความดูแลของผม แต่โชคดีที่ผมมีเพื่อนที่ดูแลพื้นที่นี้อยู่ เลยประสานงานมาด้วยกัน” ผู้กองชาวีร์พูดกับพสุธา แล้วก็แนะนำเพื่อนตำรวจของเจ้าตัวให้พสุธาได้รู้จัก

พสุธารู้สึกว่าอีกฝ่ายหน้าตาคุ้น ๆ มาก เหมือนว่าเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

“สวัสดีครับผู้กองนนทภัทร” พสุธาทักทายกลับไป หลังจากที่ผู้กองชาวีร์แนะนำอีกฝ่ายให้เขารู้จักแล้ว

“คุณพสุธารู้ได้ยังไงครับ ว่ามีผู้ตาย” ผู้กองนนทภัทรถามพสุธา

พสุธามองผู้กองชาวีร์

“เอาน่า มึงจะสงสัยทำไมเรื่องนี้ เชื่อกูก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง กูจะบอกให้นะ ช่วงนี้ที่กูปิดคดีได้เร็ว ก็เพราะมีคุณพสุธาคอยช่วยนี่แหละ” ผู้กองชาวีร์หมายความว่า ตั้งแต่ที่พสุธาทำให้เขามองเห็นผี เขาก็สามารถปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความช่วยเหลือจากผี ๆ ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ทำให้เขามีผลงานอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้ใกล้จะได้เลื่อนขั้นอีกแล้ว

ผู้กองนนทภัทรได้ยินคำพูดของเพื่อนร่วมรุ่น และเพื่อนสนิท ก็มองพสุธาอีกครั้งอย่างประเมิน ด้วยสายตาของตำรวจ และด้วยลางสังหรณ์ของตำรวจ เขาพบว่าพสุธาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่เรียบง่ายอย่างที่เห็นแน่ ๆ เจ้าตัวมีความลึกลับอย่างบอกไม่ถูก

เห็นสายตาที่มองมา พสุธาก็เอียงคอน้อย ๆ แล้วยิ้มบาง ๆ แต่เป็นยิ้มที่ทำให้ผู้กองชาวีร์รู้สึกว่าเพื่อนของเขาจะได้ก้าวเข้าสู่โลกเดียวกันกับเขาแล้ว

“สงสัยผมเหรอครับ อยากรู้ว่าผมรู้ได้ยังไง ถ้าอย่างนั้นผมจะทำให้ผู้กองเห็นด้วยตัวเอง ดีไหมครับ” พสุธาพูดแล้วก็หยิบขี้ผึ้งตลับเดิมที่เคยใช้กับพวกชาวีร์ออกมา

ผู้กองชาวีร์เห็นแล้ว ก็รู้ว่าที่เขาสังหรณ์ใจนั้นเป็นจริง

นาทีนี้ เขาไม่รู้ว่าจะเตือนเพื่อน หรือจะรอต้อนรับเพื่อนเข้าสู่โลกของคนเห็นผีด้วยกันดี