LNCrawler

104. ตอนที่ 103

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 103

“ขอแค่ผู้กองป้ายขี้ผึ้งที่ดวงตา ผู้กองก็จะได้รู้คำตอบ” พสุธายิ้มอ่อนโยนส่งให้นายตำรวจหนุ่ม แต่ผู้กองชาวีร์ขนลุกซู่ แล้วตัดสินใจว่า ต่อไปใครที่ยิ้มหวาน ๆ แบบนี้ เขาจะไม่เชื่อใจอีกต่อไป

“มันคืออะไร” ผู้กองนนทภัทรมองอย่างระแวง เขามีลางสังหรณ์ว่าสิ่งที่อยู่ในกระปุกนั่น ต้องไม่ใช่ของดีแน่

หรือว่าจะเป็นยาพิษ เจ้าเด็กนี่กล้าวางยาพิษตำรวจต่อหน้าต่อตาเลยเหรอ

พสุธาคล้ายรู้ความคิดของอีกฝ่าย เขาเปิดฝาแล้วใช้ขี้ผึ้งป้ายตาตัวเอง

พสุธามีทักษะมองเห็นผีอยู่แล้ว ใช้ขี้ผึ้งป้ายยาไป ก็ไม่มีอะไร เขาพูดยิ้ม ๆ

“ดูสิ ผมก็ยังปกติดี ไม่มีปัญหาอะไร ผู้กองตัวก็โต ไม่น่าจะขี้กลัวนะครับ” พสุธาคิดว่าวันหน้าเขายังต้องเจอกับเรื่องเช่นนี้อีกเยอะ ดังนั้นสะสมเครือข่ายเอาไว้ดีกว่า

ดีไม่ดี มีตำรวจมองเห็นผีเยอะขึ้น กรมตำรวจอาจจะต้องหน่วยพิเศษขึ้นมาก็ได้

อืม เรียกว่าหน่วยสืบวิญญาณก็ไม่เลวนะ

สืบหาเบาะแสจากวิญญาณยังไงล่ะ

พสุธาคิดแล้วก็รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ เขาแค่ต้องช่วยเพิ่มจำนวนประชากรตำรวจเห็นผีให้เยอะ ๆ

เห็นรอยยิ้ม และแววตาของพสุธา ผู้กองชาวีร์ก็รู้สึกว่ากรมตำรวจอาจจะตกอยู่ในอันตราย

ฝั่งผู้กองนนทภัทร เมื่อได้ยินคำพูดที่คล้ายท้าทายกันของพสุธา เขาก็คว้ากระปุกขี้ผึ้งไป แล้วป้ายที่ตาตัวเองอย่างเด็ดขาด

“เยี่ยมมาก เด็ดขาด กล้าหาญจริง ๆ” พสุธาชูนิ้วโป้ง พูดชื่นชมเหมือนชื่นชมเด็กอนุบาล ทำเอานายตำรวจหนุ่มหน้าตึง

พสุธาหัวเราเบา ๆ ก่อนจะพึมพำบางอย่างที่ผู้กองนนทภัทรไม่เข้าใจ แต่ผู้กองชาวีร์เคยได้ยินมาแล้วครั้งหนึ่ง

ตอนนั้นตัวเองเป็นผู้ประสบภัย ไม่ทันได้สังเกตอะไร แต่ตอนนี้เมื่อเห็นตอนที่พสุธาพึมพำบทสวดที่เขาฟังไม่ออก เขาก็รู้สึกว่าพสุธามีพลังบางอย่าง ที่ทำให้น่าเกรงขาม และดูอันตราย ต่างจากตอนปกติ

ผู้กองนนทภัทรไม่รู้ว่าพสุธากำลังพึมพำอะไร เขาอ้าปากจะถามว่าไหนคำตอบของคำถามที่เขาถามไปก่อนหน้านี้ ทว่ายังไม่ทันจะได้อ้าปาก เขาก็รู้สึกว่าดวงตาของเขามืดบอดไปชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นก็ตามมาด้วยแสงเจิดจ้าจนทำเอาเขาแสบตา

เป็นยาพิษจริง ๆ ด้วย!

ผู้กองนนทภัทรคิดเอาเองว่าอาการผิดปกตินี้ เกิดจากการที่ถูกยาพิษ เขากุมดวงตา อ้าปากจะเอาเรื่องพสุธา ทว่าต่อมา อาการเจ็บปวดที่ดวงตาของเขาก็หายไป ราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผู้กองนนทภัทรขยับตาเบา ๆ อย่างมึนงง

“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมตาขะ ของ...” ผู้กองนนทภัทรถามอย่างร้อนใจในตอนแรก แต่ทว่าเขายังพูดไม่ทันจบประโยค สีหน้าของเขาก็แข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้าง มองไปยังข้างพสุธาอย่างตื่นตะลึง

“ผะ ผี ผี!” ผู้กองนนทภัทรพูดได้เพียงแค่นี้ ก็เป็นลมล้มพับไปเลย ดีที่ผู้กองชาวีร์ และลูกทีมของเขารับเอาไว้ได้ทัน

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ แล้วพูดเสียงซื่อว่า

“ท่านเจ้าที่ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด เขาเห็นก็ยังเป็นลมไปแล้ว ขี้กลัวกว่าพวกคุณตอนนั้นอีกนะ”

ผู้กองชาวีร์ยิ้มขื่น เขาไม่รู้ว่าจะขอบคุณสำหรับคำชม หือว่าจะร้องไห้ดี

“คุณช่วยปลุกเขาให้ตื่นเถอะ จะได้ทำภารกิจให้เสร็จสิ้น” พสุธาพูดกับผู้กองชาวีร์ เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับมา

“เอ่อ ได้ครับ” ผู้กองชาวีร์ก็รับคำสั่ง ราวกับว่าพสุธาคือผู้บังคับบัญชาการของตัวเอง ช่วยกันปลุกผู้กองนนทภัทรให้ตื่นขึ้นมา

“เมื่อกี๊นี้ เหมือนกูฝันว่าเห็นผีเลย” ผู้กองนนทภัทรฟื้นขึ้นมา ก็พูดเสียงล่องลอย

“ไม่ใช่ความฝันหรอกเพื่อน ยินดีต้อนรับมึงเข้าสู่สมาคมคนเห็นผีนะ!”

 

“สรุปแล้วก็คือ คดีฆาตกรรมชาวต่างชาติที่มึงปิดคดีไปได้ตอนนั้น เป็นเพราะได้คุณพสุธาชี้เบาะแส และแจ้งเรื่อง แล้วยังทำให้มึงมองเห็นผีมาตั้งแต่ตอนนั้น และนับจากนั้น ที่มึงปิดคดีใหญ่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เก่งขึ้นผิดหูผิดตา จนทำเอาวงการตำรวจเขาลือกันมั่วไปหมด ก็คือมึงสืบหาเบาะแสจากผีน่ะเหรอ” ผู้กองหนุ่มที่ได้ยินเรื่องราวจากปากของเพื่อน ก็พูดทวนกึ่งสรุปใจความออกมา ดวงตาของเขายังคงมีความไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อมองไปยังเจ้าที่ และวิญญาณคู่รักที่อยู่ใกล้กับพสุธา และยังมีวิญญาณที่กระโดดตึกไปมาหลายรอบแล้ว เขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องโกหก

“แล้วผมจะมองเห็นผีอีกนานแค่ไหนครับ” ผู้กองนนทภัทรคิดว่า มันน่าจะมีระยะเวลาหมดฤทธิ์ ทว่า

“ไม่นานหรอกครับ แค่ตลอดชีวิตเท่านั้น” สิ้นคำพูดนี้ของพสุธา ผู้กองนนทภัทรก็เป็นลมไปอีกรอบหนึ่ง ผู้กองชาวีร์ต้องเหนื่อยปลุกอีกรอบ

“คุณเป็นลมง่ายจัง หาโอกาสไปตรวจสุขภาพดูสักหน่อยไหมครับ” เมื่อผู้กองนนทภัทรฟื้นขึ้นมา พสุธาก็พูดถามไป

ผู้กองนนทภัทรรู้สึกอยากใช้กำลังกับประชาชนเป็นครั้งแรก

คิดว่าปัญหาของเขามันอยู่ที่สุขภาพเหรอ!

“ผมไม่อยากเห็นผีแล้ว มีวิธีแก้ไหมครับ” ผู้กองนนทภัทรกัดฟันถาม

“มีครับ” พสุธาพยักหน้าหงึกหงัก

ผู้กองชาวีร์ และบรรดาลูกทีมที่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนแล้ว ก็กอดอกกลั้นหัวเราะ

“งั้นคุณช่วยทำให้ผมหยุดมองเห็นผีที”

“อ้อ อยากช่วยนะครับ แต่ผมทำไม่เป็น”

เส้นเลือดที่ขมับผู้กองหนุ่มเต้นตุบ ๆ

“คุณบอกว่ามีวิธี”

“มีวิธี ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะรู้นี่ครับ อย่างผมก็รู้ว่ามีวิธีสร้างยานอวกาศ แต่ผมก็สร้างไม่เป็น มันก็แบบนั้นแหละครับ”

ผู้กองนนทภัทรฟังคำตอบแล้วหันไปหาผู้กองชาวีร์

“ตำรวจพลั้งมือฆ่าประชาชน ติดคุกกี่ปี”

 

สุดท้ายแล้วผู้กองหนุ่มก็ไม่ได้ลงไม้ลงมือกับพสุธา เขากัดฟันข่มความโมโห แล้วเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ตามเหตุที่พสุธาแจ้งมา

เมื่อเริ่มการปฏิบัติหน้าที่ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งขรึม

แน่นอน ไม่มีใครยิ้มได้ เมื่อนึกถึงหนึ่งชีวิตที่เสียไป แม้ว่าจะเป็นคนที่พวกเขาไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า แต่เมื่อได้ยินว่าเจ้าตัวเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ไม่ว่าใครก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าใจ แม้แต่คนที่มีจิตใจแข็งกระด้างอย่างนายตำรวจหลาย ๆ คน

พสุธาเดินตามขบวนตำรวจ และเจ้าหน้าที่นิติบุคคลไปยังห้องที่เกิดเหตุ

การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นไปอย่างเงียบที่สุด เพราะนิติบุคคลก็ไม่อยากให้ลูกบ้านรู้เรื่องนี้ เกรงว่าลูกบ้านจะหวาดกลัวจนต้องย้ายหนี ส่วนตำรวจนั้น การที่ไม่มีใครมามุงดู ก็ทำให้พวกเขาทำงานกันได้ง่าย

เมื่อมาถึงหน้าห้อง พสุธาก็หยิบถุงมือสีขาวออกมาสวม

พวกผู้กองชาวีร์เห็น พวกเขาก็ตาเป็นประกาย เพราะรู้ดีว่าถุงมือสีขาวของพสุธา เป็นถุงมือที่ไม่ธรรมดา พวกเขาเผยรอยยิ้มประจบในทันที

“คุรพสุธา คุณดูสิว่าพอจะแบ่งขายถุงมือให้พวกเราได้หรือเปล่า”

“ทำไมต้องซื้อจากเขา ฉันก็มีเผื่อเอาไว้” ผู้กองนนทภัทรพูดขึ้นมา ก่อนที่พสุธาจะได้ตอบอะไร ไม่เพียงแค่พูด เขายังหยิบซองถุงมือออกมาด้วย

ผู้กองชาวีร์มองถุงมือที่เพื่อนส่งให้ด้วยสายตารังเกียจ

“มึงจะไปรู้อะไร ถุงมือของคุณพสุธามันจะเป็นถุงมือธรรมดา ๆ ไปได้ยังไง มันเป็นถุงมือที่ป้องกันอันตรายจากผีโว้ย” ประโยคหลัง ผู้กองชาวีร์พูดเสียงกระซิบ

ผู้กองนนทภัทรต้องการจะบอกว่าเพื่อนพูดเพ้อเจ้อ แต่เมื่อนึกได้ว่าพสุธาเพิ่งจะลงมือทำอะไรกับเขาไป เขาก็กลืนคำพูดนั้นลงคอ แล้วมองไปยังถุงมือของพสุธา ก่อนจะถอดถุงมือของตัวเองออกอย่างเงียบ ๆ แล้วจ้องพสุธาอีกครั้ง

พสุธาแสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาของตำรวจทั้งหลาย เขาพึมพำ

“ของฟรีไม่มีในโลก ยิ่งของดี ยิ่งไม่ฟรี”

“เท่าไร ว่ามาเลย ผมจ่ายไม่อั้น” ผู้กองชาวีร์รู้ดีที่สุดว่ามันคุ้มค่าขนาดไหน

พวกเขาปิดคดีได้ บางคดีก็ได้เงินรางวัล ทั้งยังผลงาน ทำให้เลื่อนขั้นได้ ให้พวกเขาจ่ายแพงกว่านี้ก็ยังไหว!

“ช่างเถอะ ถือว่าคุณทำเพื่อประชาชน ครั้งนี้ผมจะให้ฟรีก็แล้วกัน” พสุธาพูดจบก็หยิบถุงมือหลายคู่ออกมาส่งให้กับพวกนายตำรวจทั้งหลาย

แต่ละคนรับไปด้วยความดีใจ ถืออย่างทะนุถนอม ราวกับว่ามันเป็นของล้ำค่าหายาก

อันที่จริงในสายตาของพวกเขา มันก็เป็นของล้ำค่าจริง ๆ นั่นแหละ

นอกจากแบ่งถุงมือให้กับนายตำรวจทั้งหลายแล้ว พสุธายังยื่นถุงมือให้กับนิติบุคคลที่มาช่วยนำทาง และเปิดประตูให้ด้วย

นิติบุคคลหนุ่มก็รับไป แล้วพูดขอบคุณพสุธาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม จากนั้นเขาก็ทำการไขประตู

เพียงแค่ประตูเปิด ก็ได้กลิ่นโชยออกมา พสุธาหยิบหน้ากากอนามัยขึ้นมาสวม คนอื่น ๆ ก็หยิบหน้ากากอนามัยมาสวมด้วยเช่นกัน ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องพร้อมกัน

ความจริงแล้ว พสุธาสมควรถูกกันเอาไว้ข้างนอก เพราะเขาไม่ใช่ทั้งญาติผู้ตาย แล้วก็ไม่ใช่ตำรวจด้วย ทว่าบรรดาตำรวจทั้งหลาย พากันพร้อมใจแกล้งลืมไป พวกเขาคิดว่าการมีพสุธาอยู่ด้วย มันอุ่นใจกว่า

เมื่อเข้าไปในห้อง เดินไปถึงส่วนของห้องโถง พวกเขาก็เห็นร่างร่างหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ที่พื้นข้างโต๊ะคอมพิวเตอร์ บนโต๊ะมีทั้งคอมพิวเตอร์ และโน๊ตบุ๊คที่ยังคงเปิดเครื่องอยู่

นิติบุคคลเห็นแค่นี้ แต่พสุธา และนายตำรวจทั้งหลาย เห็นว่ายังมีชายที่รูปร่าง และแต่งกายเหมือนกับชายที่นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้น นั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์ มือของเจ้าตัวขยับอยู่บนแป้นพิมพ์ คล้ายกับกำลังพิมพ์อะไรบางอย่าง ทว่านิ้วมือของเจ้าตัวไม่สามารถแตะโดนแป้นพิมพ์ได้ กลายเคลื่อนไหวนั้นจึงเป็นการสูญเปล่า

ผู้กองนนทภัทรผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สุดท้ายแล้วเขาก็เป็นมือใหม่ เพิ่งเคยเห็นร่าง และวิญญาณที่แยกออกจากกันเป็นครั้งแรก

หลังจากที่ตั้งสติได้ ผู้กองนนทภัทรก็เดินไปยังร่างของผู้เสียชีวิต เขายื่นมือไปอังที่ใต้จมูกของผู้ตาย จากนั้นก็พบว่าไม่มีลมหายใจแล้วจริง ๆ

“ยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว” ผู้กองนนทภัทรพูดเสียงขรึม ก่อนที่เขาจะหยิบโทรศัพท์มาเรียกทีมนิติเวชของตัวเอง ให้มาเก็บศพ อย่างไรคอนโดมิเนียมแห่งนี้ ก็อยู่ในพื้นที่ความดูแลของเขา

“ขอข้อมูลของผู้เสียชีวิตให้ผมด้วย รวมถึงข้อมูลของห้องนี้ ใครเป็นเจ้าของห้อง ผู้เสียชีวิต หรือว่ามีเจ้าของห้องคนอื่น และในช่วงนี้ ใครที่มาห้องนี้บ้าง ผมขอข้อมูลทั้งหมด รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณนี้ด้วย” ผู้กองนนทภัทรพูดกับนิติบุคคล

แม้ว่าพวกเขาจะได้รู้จากท่านเจ้าที่แล้ว ว่าเป็นการเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย และมันหมายถึงการเสียชีวิตตามธรรมชาติ ไม่ใช่การฆาตกรรม แต่ก่อนที่จะได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากแพทย์นิติเวช เขาก็ต้องทำตามกระบวนการทางกฎหมาย

นิติบุคคลตอบรับคำขอนี้ ก่อนจะพูด

“พวกคุณช่วยอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ไหมครับ เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อลูกบ้านคนอื่น ๆ” นิติบุคคลพูดถาม

“คนตายทั้งคน เป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้ว ผมได้แต่รับปากว่า จะไม่พูดอะไรที่สมควรพูด หรือไม่พูดอะไรที่เกี่ยวข้องกับรูปคดี” นายตำรวจหนุ่มพูดตอบ นั่นนทำให้เจ้าหน้าที่นิติบุคคลมีสีหน้าสิ้นหวังเล็กน้อย

พสุธาไม่สนใจบทสนทนาของทั้งสองฝ่าย ตอนนี้เขาสนใจเพียงแค่วิญญาณของผู้เสียชีวิตเท่านั้น ที่ตั้งแต่พวกเขาเข้ามา อีกฝ่ายก็ไม่ได้หันมาสนใจเลยแม้แต่น้อย ยังคงนั่งพิมพ์งานอย่างเร่งรีบ แม้ว่าจะไม่มีผลลัพธ์อะไรเลยก็ตาม

ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังคงต้องนั่งทำงานอยู่หรือ

หรือว่าจิตสำนึกสุดท้ายก่อนตาย ยังยึดติดกับงานที่ทำไม่เสร็จ

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะบอกว่าเจ้าตัวเป็นคนที่ทุ่มเทกับงานมาก ๆ ดี หรือสงสัยว่าเจ้านายที่ทำงานของผู้เสียชีวิต ต้องบีบคั้นพนักงานถึงขั้นไหนกัน ถึงได้แม้ว่าจะเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังยึดติดกับงานอยู่ดี

คิดถึงเรื่องนี้ พสุธาก็นึกถึงวิญญาณที่เขาเห็นตอนอยู่ข้างล่างตึก วิญญาณตนนั้นกระโดดตึกซ้ำ ๆ อยู่หลายรอบ พสุธาลองถามท่านเจ้าที่ดู ก็ได้เหตุผลว่า

เป็นเพราะอีกฝ่ายฆ่าตัวตาย ดังนั้นทุกวันในเวลาที่เจ้าตัวฆ่าตัวตาย วิญญาณก็จะกระโดดตึกซ้ำไปซ้ำมาแบบนั้นราว ๆ หนึ่งชั่วโมง จากนั้นถึงจะไม่ถูกควบคุมอีก

พสุธาเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ทำเอาเขาหันไปมองคุณพร้อม และหม่อมหลวงศศิน

หม่อมหลวงศศินก็ฆ่าตัวตาย ทุกวันต้องทำการซ้ำเหตุการณ์เดิมด้วยหรือเปล่า

และก็ได้คำตอบว่า หม่อมหลวงศศินก็เคยทำเช่นกัน ทว่าตั้งแต่พสุธาย้ายเข้ามาอยู่ เขาก็ไม่ถูกบังคับให้ย้อนรอยช่วงเวลานั้นอีกแล้ว และนั่นก็ทำให้เจ้าตัวดีใจมาก เพราะทุกครั้งที่เจ้าตัวต้องย้อนรอยเหตุการณ์เดิมทุกวัน คุณพร้อมจะเจ็บปวดใจด้วย

พสุธาคิดตามคำพูดของหม่อมหลวงศศิน เขาก็เข้าใจอย่างชัดเจน

การได้เห็นคนรักฆ่าตัวตายตามตัวเองซ้ำ ๆ กันทุกวัน ใครบ้างจะไม่หัวใจแหลกสลาย ต่อให้เห็นเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ก็ไม่อาจทำใจให้ชินชาได้

กลับมาที่ตอนนี้ ระหว่างที่รอทีมแพทย์นิติเวช และทีมพิสูจน์หลักฐานมาถึง ผู้กองนนทภัทรก็ตรวจดูภายในห้อง พสุธาอาศัยจังหวะนี้ กระซิบกับผู้กองชาวีร์ว่า

“ผมอยากจะคุยกับวิญญาณผู้ตายสักหน่อย คุณช่วยพาเจ้าหน้าที่นิติบุคคลออกไปสักหน่อยได้ไหมครับ” พสุธาขอความช่วยเหลือ ต่อหน้านายตำรวจที่มองเห็นผี เขาก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังความลับอะไร แต่เจ้าหน้าที่นิติบุคคลที่ไม่รู้อะไรด้วย เขาก็ไม่อยากทำให้อีกฝ่ายตกใจ รวมถึงทำให้ตัวเองกลายเป็นคนบ้าในสายตาอีกฝ่ายด้วย

“ได้ครับ” ผู้กองชาวีร์ก็ให้ความร่วมมือแต่โดยดี ก่อนจะเดินไปหาเจ้าหน้าที่นิติบุคคล พูดอยู่สองสามประโยค พวกเขาก็เดินออกไปด้วยกัน

เมื่อเจ้าหน้าที่นิติบุคคลออกไปแล้ว พสุธาก็เดินเข้าไปสำรวจวิญญาณ เขาพบว่าอีกฝ่ายอาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าตัวเองตายไปแล้ว

“คุณกีรติ” พสุธาส่งเสียงเรียกเจ้าตัว ทว่าวิญญาณโปรแกรมเมอร์หนุ่ม ก็ยังคงไม่สนใจพสุธา

พสุธาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่จะหยิบไม้ขนไก่ และผงซักฟอกออกมา ตามด้วยแผ่นใยขัดที่ไม่มีฟองน้ำ จากนั้นเขาก็เขียนอักขระลงไปบนแผ่นใยขัด ก่อนจะนำไปแปะไว้ที่ด้านหลังของวิญญาณหนุ่ม

เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น อีกฝ่ายก็ดูไม่เลื่อนลอยไร้สติเหมือนเดิม เจ้าตัวหันมาสนใจพสุธา

“คุณเป็นใคร เข้ามาที่ห้องของผมได้ยังไง” วิญญาณหนุ่มถามอย่างสับสน

“ผมเป็นพนักงานทำความสะอาดจากแอปฯมาสเตอร์คลีน ที่คุณจ้างมา” พสุธาแนะนำตัวออกไป

“อ้อ คุณนี่เอง ว่าแต่คุณเข้ามาในห้องของผมได้ยังไง ผมยังไม่ได้ออกไปรับคุณเลยนี่” วิญญาณหนุ่มยังคงแปลกใจอยู่มาก และมองพสุธาด้วยสายตาระแวง

พสุธาได้คำตอบแล้วว่า อีกฝ่ายยังไม่รู้ตัวจริง ๆ ว่าตัวเองตายไปแล้ว

“คุณ..ทำงานอยู่ตลอดเลยเหรอ” พสุธาถามออกไป

“ใช่สิ งานนี้สำคัญกับผมมาก ถ้าผมทำสำเร็จ ผมจะได้โบนัสก้อนโต นำไปให้แม่ครู แม่ครูก็จะได้นำไปไถ่จำนองบ้านและที่ดิน น้อง ๆ ที่นั่นก็ไม่จำเป็นต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว” โปรแกรมเมอร์หนุ่มพูดเสียงมีความหวัง

พสุธาพอจะคาดเดาคำตอบได้แล้ว ว่าอะไรที่ทำให้เจ้าตัวยึดติดกับงานขนาดนี้ และความต้องการสุดท้ายก่อนสิ้นใจของเจ้าตัวคืออะไร

มันไม่ใช่การทำงานให้สำเร็จ แต่เป็นการที่เจ้าตัวสามารถนำเงินไปให้แม่ครูไถ่จำนองบ้าน และที่ดิน

จากคำพูดของท่านเจ้าที่ และคำพูดของเจ้าตัว พสุธาพอจะคาดเดาได้ว่า บ้านและที่ดินที่เจ้าตัวต้องการไถ่จำนองออกมา น่าจะเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และแม่ครูที่เจ้าตัวพูดถึง น่าจะเป็นผู้ดูแล หรือไม่ก็เจ้าของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น

“เพื่อเงินไปไถ่จำนองบ้าน และที่ดิน คุณจึงทำงานหนักมาตลอดเลยใช่ไหม แล้วคุณไม่กลัวเหรอว่า คุณจะทำงานหนักจนเกินไป จนร่างกายตัวเองย่ำแย่เสียเอง” พสุธาถามต่อ เขายังไม่ได้เปิดเผยความจริงกับวิญญาณหนุ่ม ว่าเจ้าตัวนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว

“ผมไม่มีทางเลือก คุณก็น่าจะรู้ คนที่เกิดมาหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเรา มีทางเลือกไม่มากนักหรอก เมื่อพยายามจะให้ได้มาซึ่งอะไรบางอย่าง ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนออกไป”

พสุธาได้ยินคำตอบแล้ว ก็เม้มริมฝีปาก ก่อนจะพูดถามต่อ

“จากที่คุณพูด คุณมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าใช่ไหม”

“ใช่ แม่ครูบอกผมว่าผมถูกนำมาวางไว้หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แม่ครูก็รับผมไปดูแล ส่งเสียให้การศึกษา จนผมมีวันนี้ได้ แต่ตอนี้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากำลังอยู่ในวิกฤติ มีผู้บริจาคไม่มากนัก เงินไม่เพียงพอต่อการซื้ออาหารให้กับเด็ก ๆ ที่นั่น หลายปีก่อนแม่ครูเอาบ้านและที่ดินไปจำนอง ทำให้ตอนนี้เจ้าหนี้ต้องการยึดที่นั่น แล้วรื้อทิ้ง เพื่อนำไปสร้างห้างสรรพสินค้า ทำไมล่ะ ห้างที่ให้คนรวยเดินซื้อของมีตั้งเยอะแล้ว แต่บ้านของเด็ก ๆ มีเพียงแค่ที่นั่นที่เดียวเท่านั้น ทำไมพวกเขาถึงละเว้นไม่ได้ล่ะ”

ยิ่งพูด วิญญาณหนุ่มก็ยิ่งทวีความโศกเศร้า ทำให้พลังงานด้านลบแผ่ออกมา หากว่าทุกคนไม่มีถุงมือ และฟองน้ำยันต์ที่พสุธาเคยให้ไว้ พวกเขาจะต้องได้รับผลกระทบแน่

“คุณเป็นคนกตัญญู เมื่อมีความกตัญญูจะต้องได้รับผลตอบแทน ผมจะช่วยคุณจัดการเรื่องบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าเอง ผมรับรองว่าเด็ก ๆ ที่นั่น จะได้รับการดูแลอย่างดี รวมถึงแม่ครูของคุณด้วย” พสุธาพูดคำสัญญาออกไป เขาไม่ได้ให้คำสัญญาบ่อยนัก แต่เมื่อเอ่ยปากบอกไปแล้ว เขาก็จะทำมันให้สำเร็จ

“คุณ? ไม่ใช่ผมดูถูกคุณ แต่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จะไถ่ถอนออกมา ต้องใช้เงินห้าล้าน อีกทั้งในแต่ละเดือน มีค่าใช้จ่ายอย่างต่ำหนึ่งแสนบาท คุณจะดูแลไหมหรือ” โปรแกรมเมอร์หนุ่มคิดว่า ตัวเองเงินเดือนห้าหมื่นบาท ยังไม่สามารถทำให้เด็ก ๆ ที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าอยู่อย่างกินอิ่มนอนอุ่นได้ แล้วพสุธาที่ทำงานรับจ้างทำความสะอาด จะทำได้อย่างไร

“งานรับจ้างทำความสะอาดเป็นแค่งานอดิเรกแก้เบื่อของผม คุณดูนี่สิ คุณคิดว่าพนักงานรับจ้างทำความสะอาดสักกี่คน ที่จะมีรถแบบนี้ได้” พสุธาหยิบกุญแจรถของตัวเองขึ้นมาโชว์ วันนี้เขาขับแอสตัน มาร์ติน รุ่นที่มีเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบคันทั่วโลกมา

เมื่อโปรแกรมเมอร์หนุ่มเห็นกุญแจรถ แม้ว่าเขาจะไม่รู้จักรถมากนัก แต่เห็นสัญลักษณ์บนนั้น เขาก็สามารถบอกได้ว่าเป็นรถของแบรนด์ใด

“แอสตัน มาร์ติน ของจริงเหรอ” โปรแกรมเมอร์หนุ่มตกใจ

อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่โปรแกรมเมอร์หนุ่ม แต่นายตำรวจทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้กองนนทภัทร ต่างก็ตกใจ

เด็กคนนี้รวยขนาดนี้ แล้วมาทำงานแบบนี้ทำไม มีเวลาว่างมากนักเหรอ

ผู้กองนนทภัทรคิดอยู่ในใจ

พสุธาไม่รู้ความคิดของผู้กองนนทภัทร ไม่อย่างนั้นเขาคงจะถามว่า งานแบบนี้น่ะ มันคืองานแบบไหน ทำไมฟังดูแล้วเหมือนไม่ใช่งานที่ดี แต่นี่มันก็งานสุจริตนะ หลายคนใช้งานนี้เลี้ยงครอบครัว ส่งเสียลูกหลานเรียนหนังสือด้วยซ้ำ

กลับมาที่คำถามของวิญญาณหนุ่ม

พสุธาพยักหน้า

“แน่นอนว่าของจริง ถ้าคุณไม่เชื่อเรื่องกุญแจรถ งั้นผมให้คุณดูเงินในบัญชีก็แล้วกัน” พูดจบแล้ว พสุธาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันธนาคารให้กับกีรติได้ดู

วิญญาณหนุ่มมองเลขศูนย์ที่ยาวเหยียดอย่างลายตา

“เป็นยังไงบ้าง เชื่อผมแล้วหรือยัง ว่าผมน่ะรวยมาก รวยพอที่จะซื้อตึกทั้งหลังมาทำเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้”

พสุธาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การอวดรวยครั้งแรกของเขา จะเป็นการอวดรวยกับผี!