105. ตอนที่ 103
ตอนที่ 103
“เป็นยังไงบ้าง เชื่อผมแล้วหรือยัง ว่าผมน่ะรวยมาก รวยพอที่จะซื้อตึกทั้งหลังมาทำเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้”
พสุธาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การอวดรวยครั้งแรกของเขา จะเป็นการอวดรวยกับผี!
แต่เพื่อความสำเร็จของภารกิจ เขาทำได้!
“ผมเชื่อแล้วว่าคุณรวยจริง ๆ แต่ว่า เพราะอะไรคุณถึงต้องช่วยผมเรื่องนี้ล่ะ” วิญญาณหนุ่มพูดถาม
พสุธาฟังคำพูดของอีกฝ่ายออก เจ้าตัวกำลังบอกว่า
‘เชื่อแล้วว่ารวย แต่ไม่เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า’
“จะบอกว่าผมช่วยคุณก็ไม่ถูกเสียทีเดียว อย่างไรผมก็มีแผนการที่จะช่วยเหลือเด็กยากไร้อยู่แล้ว ผู้ช่วยของผมกำลังตรวจสอบสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแต่ละแห่ง เราต้องการสนับสนุนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ถูกกฎหมาย และไม่ได้ใช้เด็กกำพร้าเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการหาเงิน หรือฟอกเงิน ดังนั้นแล้ว การที่ผมบอกว่าจะช่วย ก็ไม่ได้หมายความว่าช่วยคุณ แต่ช่วยเหลือเด็กพวกนั้น แปลว่าต่อให้วันหน้า ไม่มีคุณ ผมก็ยังช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นต่อไป” พสุธาตอบอย่างจริงจัง ก่อนที่จะกดโทรศัพท์ต่อสายหาคุณวินิจ
“สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของคุณชื่ออะไรนะ” พสุธาถาม ขณะที่กำลังรอสายคุณวินิจอยู่
“บ้านอบอุ่นครับ”
“โอเค” พสุธาตอบรับ แล้วพอดีกับที่คุณวินิจรับสาย
“สวัสดีครับท่านประธาน”
“คุณวินิจ ผมมีเรื่องอยากจะให้คุณช่วยจัดการ คุณมีเวลาว่างไหม ตอนนี้เลย” พสุธาถามออกไป
“สะดวกครับ ท่านประธานสั่งมาได้เลยครับ”
“ผมอยากให้คุณตรวจสอบดูสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านอบอุ่น ได้ยินว่าที่นั่นกำลังเจอปัญหาถูกไล่ที่ เพราะได้นำที่ดินและบ้านไปจำนองเอาไว้ เหมือนว่าเจ้าหนี้จะต้องการขายที่ดินนั้นให้ไปทำห้างสรรพสินค้า คุณตรวจสอบดูหน่อยว่าใครเป็นเจ้าหนี้บ้านอบอุ่น แล้วตรวจสอบดูว่าที่ตรงนั้น จะทำเป็นห้างสรรพสินค้าของเครือไหน” พสุธาสั่งงานออกไป
“ได้ครับท่านประธาน” คุณวินิจรับคำ ก่อนที่จะไปดำเนินตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้านาย
เมื่อพสุธาวางสาย เขาก็หันไปหาวิญญาณหนุ่ม
“อีกไม่นานก็น่าจะได้รู้ผลลัพธ์แล้ว”
“คุณจะช่วยจริง ๆ เหรอ” วิญญาณหนุ่มได้ยินในสิ่งที่พสุธาพูด เขาก็เริ่มเชื่อขึ้นมาแล้ว แม้ว่าจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ใด ๆ
บางทีอาจจะเพราะรู้ว่าพสุธาเป็นความหวังสุดท้ายของตัวเองแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาจะต้องคว้าความหวังครั้งนี้เอาไว้
“ผมจะไม่พูดสัญญาแล้ว แต่คุณรอดูได้เลย” พสุธาพูดพลางยักไหล่ และเขาพูดจบยังไม่ทันไร ทีมนิติเวช และทีมพิสูจน์หลักฐานก็ได้มาถึงแล้ว
ผู้กองชาวีร์ เดินน้ำกลับเข้ามา ส่วนนิติบุคคล ถูกกันออกไปข้างนอกแล้ว
“คุณไม่แปลกใจแล้วเหรอ ว่าพวกเขาเข้ามาทำไมกัน” พสุธากระซิบถามวิญญาณหนุ่ม
“ผมตายแล้ว เขามาเก็บศพผม” โปรแกรมเมอร์หนุ่มพูดตอบ น้ำเสียงสงบนิ่ง แต่ก็แฝงความเจ็บปวด เสียใจ และเสียดายเอาไว้อย่างลึกซึ้ง
พสุธาแปลกใจ ก่อนหน้านี้เจ้าตัวเหมือนจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองตายแล้ว ทำไมถึงรู้ขึ้นมาแล้วล่ะ
“คุณรู้ตอนไหน” พสุธาถามออกไปอย่างแปลกใจ
“ผมรู้ตั้งแต่แรกแล้ว ผมแค่ยอมรับไม่ได้ เพราะว่าผมเป็นห่วงบ้านอบอุ่น ห่วงน้อง ๆ ห่วงแม่ครู แต่ว่าเมื่อคุณสัญญากับผม ว่าจะดูแลพวกเขาแทนผม ผมก็เริ่มวางใจได้แล้ว”
พสุธาพูดไม่ออก ตอนแรกเขาคิดว่าจะต้องมีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น ต้องใช้กำลังสักหน่อย หากว่าอีกฝ่ายรู้ตัวว่าตายแล้ว แล้วเกิดคลุ้มคลั่งอาละวาดขึ้นมา
ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะยอมรับเรื่องนี้อย่างสงบ และมีสติมาก
“คุณเสียชีวิตได้ยังไง” ประโยคนี้พสุธาไม่ได้ถาม แต่เป็นผู้กองนนทภัทรที่เดินเข้ามาถาม หลังจากเขายืนมองพสุธาคุยกับวิญญาณผู้ตายอยู่นานสองนานแล้ว
ตอนที่พสุธาคุย เขาคุยต่อหน้าคนที่เห็นผี และเมื่อตอนที่ลูกทีมของผู้กองนนทภัทรมาถึง เขาก็ทำเป็นสวมหูฟังไร้สาย พูดเสียงกระซิบ คนอื่นเห็น ก็คิดแค่ว่าเขาคุยโทรศัพท์อยู่ แต่ว่าผู้กองนนทภัทรเป็นมือใหม่ เขาพูดโพล่งออกมา ทำให้ลูกทีมของเขา ที่ไม่รู้อะไรด้วย หันมามองเขาเป็นตาเดียว
“ผู้กองจะถามหาสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ตายใช่ไหมครับ ตอนนี้ยังยืนยันไม่ได้ ต้องรอการชันสูตรก่อนครับ” แพทย์นิติเวชพูดตอบ เขาคิดว่าผู้กองนนภัทรถามเขาเอง แต่ว่าแค่พูดผิดไปเท่านั้น
ผู้กองชาวีร์ลอบส่ายหน้ากับความมือใหม่ของเพื่อนสนิท ส่วนผู้กองนนทภัทรที่เพิ่งรู้สึกตัว ก็ได้แต่ตามน้ำไป
“ใช่ คุณตรวจดี ๆ หน่อย” ผู้กองนนภัทรพูดแล้วก็หันมามองวิญญาณหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้เขาส่งสายตาถาม
วิญญาณหนุ่มรับรู้ แต่เขาก็หดหู่ใจ คิดว่าตัวเองเป็นคนแรกหรือเปล่า ที่ตายแล้วยังต้องมาให้ปากคำกับตำรวจ ถึงสาเหตุการตายของตัวเอง
“ผมไม่ได้ถูกฆาตกรรม ผมนั่งทำงานอยู่ อยู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บที่หน้าอก ดวงตาพร่าเบลอ จากนั้นก็จบแล้ว ผมน่าจะหัวใจวายตาย” โปรแกรมเมอร์หนุ่มตอบอย่างหดหู่ใจ
ผู้กองนนทภัทรเมื่อได้ยินคำตอบจากปากของผู้เสียชีวิตเอง ท่าทางเคร่งขรึมของเขาก็ผ่อนคลายเอง
“คุณถูกเจ้านายกดดันให้ทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อนหรือเปล่า” ผู้กองนนทภัทรพูดถามเสียงเบา ขณะที่พูด เขาก็มองพสุธา เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าเขาคุยกับพสุธา
“ผมกดดันตัวเอง ผมอยากได้โบนัส” โปรแกรมเมอร์หนุ่มพูดตอบพลางส่ายหน้า
ผู้กองนนทภัทรก็พูดถามอีกหลายประโยค ก่อนจะถูกแทรกด้วยผู้กองชาวีร์
“ไหน ๆ มึงก็จัดการเรื่องต่อได้แล้ว กูพาลูกน้องกูไปก่อน มีคดีเข้ามา”
“เออ ไปเถอะ” ผู้กองนนทภัทรไล่เพื่อน ที่ก่อนหน้านี้เขามีความรู้สึกอยากจะเลิกคบอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย
ก็ข้อหาที่ไม่ยอมเตือนเขา จนเขาต้องกลายเป็นคนเห็นผีนั่นแหละ!
ผู้กองชาวีร์ถูกเพื่อนหมางเมิน เขาก็ไม่ได้สะท้านสะเทือนอะไร หันมาหาพสุธา แล้วพูดด้วยรอยยิ้มประจบ
“คุณพสุธาพวงกุญแจฟองน้ำยังมีเหลืออยู่บ้างไหมครับ พวกผมต้องการเพิ่ม”
“ของเก่าหมดแล้วเหรอครับ เพิ่งจะผ่านไปแค่สิบวันเท่านั้น” เหมือนว่าจะนาน แต่ที่จริงแล้วเพิ่งจะผ่านไปแค่สิบวัน นับตั้งแต่พวกเขาจัดการเรื่องคดีฆาตกรรมอันนา และในวันนั้น เขาก็ทำฟองน้ำยันต์ขายให้ไปยี่สิบแผ่น แบ่งได้คนละสองแผ่น ยันต์ผืนหนึ่ง ควรจะใช้ได้นานใช่ไหม
“เมื่อวานนี้พวกเราทำคดีใหญ่คดีหนึ่ง พวงกุญแจฟองน้ำของพวกเราหลายคนก็เสียหายไปแล้ว เหลือติดตัวอีกแค่หนึ่งชิ้น ดังนั้นจึงอยากจะซื้อสำรองเอาไว้ เพื่อความอุ่นใจน่ะครับ” ผู้กองชีวร์อธิบาย
ผู้กองนนทภัทรตอนแรกไม่เข้าใจ ว่าพสุธาขายพวงกุญแจฟองน้ำอะไร แต่ฟังไปฟังมา เขาก็พอจะคาดเดาได้ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นที่เข็มขัดของเจ้าตัว ก็พบว่ามีพวงกุญแจฟองน้ำห้อยอยู่
“ผมก็ต้องการด้วย” แม้ว่าจะยังไม่ได้พิสูจน์อนุภาพของฟองน้ำยันต์ แต่ผู้กองนนทภัทรก็ได้เห็นตอนที่พสุธาหยิบขนไก่ และผงซักฟอกออกมาจากอากาศ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกได้ว่า พสุธาเป็น ‘ยอดฝีมือ’ ตัวจริง
และเป็นยอดฝีมือที่นับจากนี้ไป เขาต้องเกาะติดเจ้าตัวให้แน่น เพราะไม่อย่างนั้น ชีวิตของเขาคงดำเนินต่อไปได้ลำบาก
ฝั่งพสุธา เมื่อได้ยินคำถามของผู้กองชาวีร์ เขาก็พูดตอบตกลงที่จะขายให้
พสุธาหาที่ซ่อนตัวจากทุกคน ยกเว้นสองผู้กองที่ยืนยันจะเดินตามพสุธให้ได้ เมื่อพสุธาเดินแยกตัวออกมาได้สำเร็จ พร้อมกับนายตำรวจหนุ่มทั้งสองนาย เขาก็พลิกฝ่ามือ จากนั้นพวงกุญแจฟองน้ำยันต์หลายสิบอัน ก็ปรากฏอยู่ในมือเขา
“กฎเดิม ผมขายให้พวกคุณครึ่งราคา ชิ้นละห้าร้อยบาท อยากได้กี่ชิ้นก็แจ้งมาได้เลย นี่คิวอาร์โค้ดสำหรับง่ายเงิน”
ผู้กองนนทภัทร มองคนที่ก่อนหน้านี้ยังอวดว่าตัวเองรวย รวยพอจะเลี้ยงดูบ้านสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้ แต่ตอนนี้กำลังยืนขายพวงกุญแจอยู่ ท่าทางคล่องแคล่วราวกับว่าขายของมานับไม่ถ้วนแล้ว
“ผมเอาสิบชิ้น ผมจะเอาไปแบ่งให้พ่อแม่ผมด้วย”
“ผม ผมเอายี่สิบชิ้น ผมจะแบ่งให้พ่อแม่ แล้วก็ลูกเมียของผม”
“ของผมขอห้าชิ้นก่อน เงินเดือนเดือนนี้ของผมหมดแล้ว แหะ ๆ”
ลูกทีมของผู้กองชาวีร์ตามมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ แต่ละคนแย่งกันส่งเสียงขอซื้อพวงกุญแจ
พสุธายิ้มเล็กน้อย เมื่อได้ยินจำนวนชิ้นที่แต่ละคนต้องการ
อืม ธุรกิจของเขาเฟื่องฟูดีจริง ๆ
“ผมขอด้วยห้าชิ้น” ผู้กองนนทภัทรพูดขึ้นมา พสุธามองเจ้าตัวอย่างแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร พยักหน้าตอบตกลง เขาส่งของ อีกฝ่ายส่งเงิน การซื้อขายเป็นอันเสร็จสิ้น
หลังจากที่ทำการค้าขายเสร็จแล้ว เสียงโทรศัพท์ของพสุธาก็ดังขึ้น เป็นคุณวินิจนั่นเองที่ติดต่อมา
“ท่านประธาน ได้เรื่องแล้วครับ บริษัทที่รับจำนองบ้านและที่ดินของบ้านอบอุ่น คือบริษัท ซัน แคปปิตอล บังเอิญมาก ที่สำนักงานของพวกเขาอยู่ที่ตึกเกรซ ผมได้ลงไปคุยกับเขาแล้ว เขายินดีจะขายต่อหนี้ให้กับพวกเราครับ ส่วนเรื่องโครงการสร้างห้างสรรพสินค้า บ้านในละแวกนั้นถูกตระกูลทรัพย์รุ่งโรจน์กว้านซื้อไป เพื่อสร้างห้างสรรพสินค้า ตอนนี้เหลือแค่ที่ดินของบ้านอบอุ่นเท่านั้น ที่ยังไม่ลงตัวครับ”
“พวกเขากดดันให้ขายหรือเปล่า” พสุธาถามออกไป
“พวกเขาเสนอเงินในราคาที่ยุติธรรมครับ ให้ถึงสามสิบล้านเลย แต่ว่าทางบ้านอบอุ่น ไม่อยากขาย พวกเขากลัวว่าจะหาสถานที่ใหม่ไม่ทันครับ” คุณวินิจทำงานได้ดีมาก เขาหาคำตอบสำหรับเรื่องที่พสุธาต้องการรู้มาหมดแล้ว
“ได้ งั้นคุณก็ซื้อหนี้นั้นมาก่อน”
“ให้ใช้นามของซอร์ อินเวสท์เมินท์ ซื้อหรือเปล่าครับ”
“ไม่ต้อง ซื้อในชื่อส่วนตัวของผม เดี๋ยวผมจะโอนเงินให้คุณ คุณให้ทนายความเกษมช่วยเรื่องกฎหมายด้วย”
“ทราบแล้วครับท่านประธาน” คุณวินิจพูดแล้วก็วางสายไป
พสุธาหันไปหาวิญญาณโปรแกรมเมอร์ที่มาปรากฏตัวอยู่ข้าง ๆ เขา
“คุณคงได้ยินแล้วใช่ไหมครับ ผมให้คนของผมซื้อหนี้มาแล้ว เมื่อจัดการเสร็จ ผมจะโอนคืนให้กับแม่ครูของคุณ แต่ว่า ถ้าถามผม ผมแนะนำให้ย้ายสถานที่ใหม่ สามสิบล้าน พวกคุณสามารถนำเงินจากที่ขายที่นั่น แล้วเอามาใช้ดูแลเด็ก ๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้ ส่วนสถานที่ใหม่ ผมจะช่วยจัดหาให้ รับรองว่าได้มาตรฐานแน่นอน” พสุธาพูดออกไป
เขากำลังคิดอยู่ว่าจะยกคฤหาสน์หลังที่ลูคัสซื้อให้ ให้ทำเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าดีไหม หรือว่าจะใช้คฤหาสน์ของบ้านกิจอนันต์
แต่ที่นั่นเขาต้องการทำเป็นบ้านสุนัข หากให้เด็ก ๆ ย้ายเข้าไปอยู่ จะไม่ค่อยดีหรือเปล่า
พสุธาครุ่นคิด ก่อนที่เขาจะตัดสินใจได้
ถ้าอย่างนั้นเขาก็ซื้อคฤหาสน์อีกหลังที่อยู่ข้าง ๆ กันไปเลยสิ
บ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านเด็กกำพร้า บ้านอีกหลังก็เป็นบ้านสุนัข จากนั้นเขาก็จากเด็ก ๆ ให้เลี้ยงสุนัขให้เขา นี่ก็ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งสองทางเลยไม่ใช่เหรอ
พสุธาคิดแล้วก็เสนอกับกีรติดู
วิญญาณโปรแกรมเมอร์ เมื่อได้ยินข้อเสนอของพสุธา เขาก็มองพสุธาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
ทำไมวิธีการแก้ปัญหาของคนคนนี้ ถึงดูฟุ่มเฟือยนัก
แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อเสนอนี้ เป็นข้อเสนอที่ดีมากจริง ๆ
“แต่ว่าหมู่บ้านนั้น ผมจำได้ว่าเป็นหมู่บ้านคนมีเงิน เพื่อนบ้านจะโอเคกันเหรอครับ” กีรติถามอย่างไม่มั่นใจ
“จะไปยากอะไรกัน ก็ซื้อบ้านที่ขนาบข้างบ้านทั้งสองหลังนั้นไปด้วยเลยสิ” พสุธาพูดราวกับว่าเขากำลังจะซื้อขนมห่อละห้าบาทสิบบาท ไม่ใช่คฤหาสน์หลังละเป็นร้อยล้าน
“ไปเถอะ แบบนี้นี่แหละ พวกเราไปบ้านอบอุ่นกัน” พสุธาพูดอย่างกระตือรือร้น
กีรติเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา จากตอนแรกที่เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ตอนนี้ก็เชื่อถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และเขาก็ตอบตกลงที่จะตามพสุธาไปยังบ้านที่เลี้ยงดูเขา จนทำให้เขาเติบโตมาได้ถึงทุกวันนี้
ทว่าพอจะก้าวออกจากห้อง ก็เหมือนมีพลังบางอย่างมาฉุดรั้งเขาเอาไว้ ทำให้เขาไปไหนไม่ได้เลย
พสุธามองแล้วก็นึกขึ้นได้ เจ้าตัวยังไม่มีญาติมาทำพิธีเชิญดวงวิญญาณ จึงออกไปจากที่นี่ไม่ได้
“คุณไว้ใจผมไหม ติดตามผมออกไปจากที่นี่ หรือว่าต้องการให้ผมเชิญพระมาทำพิธีเชิญดวงวิญญาณของคุณ” พสุธาถามออกไป
“ผมจะไปกับคุณ” กีรติตอบอย่างหนักแน่น เขาไม่กลัวว่าวิญญาณของตัวเองจะหลงทาง เขาหวังเพียงแต่ว่าปัญหาของบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า จะถูกแก้ไขโดยเร็ว
“ได้ งั้นคุณก็ไปกับผม” พสุธาพูดจบแล้ว มือของเขาก็ปรากฏไม้ขนไก่ และผงซักฟอกอีกครั้ง เขาตวัดไม้ขนไก่ที่จุ่มผงซักฟอกแล้ว ไปที่อากาศ วาดอักขระบางอย่างลงไป ปากก็พึมพำบทสวด
“ไปกันเถอะ น่าจะไปได้แล้วนะ” พสุธาพูดแล้วก้าวออกจากห้อง กีรติก็ลอยตามไป ครั้งนี้เขาออกจากห้องได้สะดวก ไม่ถูกพลังงานบางอย่างขัดขวางอีกแล้ว
พสุธาถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วพากีรติเดินจากไป
การจากไปของพสุธา ทิ้งสายตาเป็นคำถามของพวกตำรวจทั้งหลายเอาไว้
“เมื่อกี๊คนนั้นเขาทำอะไรน่ะ เล่นมายากลเหรอ”
“น่าจะใช่นั่นแหละ อยู่ ๆ ก็มีไม้ขนไก่ กับผงซักฟอกมาอยู่ในมือ ถ้าไม่ใช่มายากล ก็ผีหลอกแล้ว”
“ปากเสีย ใครเขาให้พูดเรื่องผีตอนนี้” แม้ว่าจะเป็นตำรวจที่เผชิญหน้ากับคดีคนตายมาหลายครั้ง แต่ก็ยังกลัวผีอยู่ดี
ผู้กองนนทภัทรที่ได้ยินคำพูดของลูกน้อง เขาก็แค่นเสียงในลำคอ
“เชื่อฉันเถอะ คนบางคนก็หลอกเก่งยิ่งกว่าผี” ดูสิ เขาเพิ่งจะถูกหลอกให้มองเห็นผีไปไม่ใช่เหรอ พอเขามองเห็นผี เจ้าตัวก็ขายอุปกรณ์ป้องกันผีกับเขา นี่มันมิจฉาชีพชัด ๆ
“ที่นี่น่ะเหรอ” พสุธาพูดพึมพำ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ ตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่เลวเลยจริง ๆ แต่ตัวบ้านนั้นทรุดโทรมไปมากแล้ว เขามองออกว่าบ้านหลังนี้ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่แรก มันถูกดัดแปลงมาจากบ้านพักอาศัยทั่วไปมากกว่า เนื่องด้วยมันก็มีลักษณะคล้ายกับบ้านหลังที่อยู่ใกล้เคียงกัน
ขณะที่พสุธากำลังคิดอยู่นั้น เขาก็เห็นสตรีอายุราว ๆ ห้าสิบปีคนหนึ่งเดินออกมา สีหน้าแววตาของเจ้าตัวเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ดั่งเช่นคนที่กำลังเผชิญปัญหาอันยากลำบากอยู่ ข้าง ๆ เจ้าตัวเป็นชายสองคน แต่งกายด้วยชุดสูท พสุธาคาดเดาว่าน่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างห้างสรรพสินค้า
พวกเขาเดินคุยกันออกมา จนกระทั่งออกมาถึงประตูรั้ว และเจอกับรถของพสุธาที่จอดอยู่
ต่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นทำเลที่ไม่เลว แต่การมีรถหรูราคาหลายสิบล้านมาจอด ก็เป็นเรื่องที่โดดเด่นมากจริง ๆ ชายในชุดสูทที่เดินออกมาจากบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า ก็มองรถหรูของพสุธาอย่างตื่นตะลึง
“แอสตัน มาร์ติน รถหรูราคาหลายสิบล้าน ทำไมถึงมาจอดอยู่ที่นี่ได้”
“นี่มันรุ่นที่มีจำกัดแค่หนึ่งร้อยห้าสิบคันทั่วโลกไม่ใช่เหรอ ทำไมมาจอดอยู่ที่นี่ได้เนี่ย อย่าบอกนะว่าเป็นแขกของบ้านนี้” ชายชุดสูทอีกคนหนึ่งคาดเดาขึ้นมา ก่อนที่เพื่อนที่มาด้วยกันจะส่ายหน้า
“ไม่หรอกมั้ง คนรวยแบบนั้นจะมาที่นี่ทำไมกัน” แต่สิ้นเสียงนี้ ประตูรถของพสุธาก็ถูกเปิดออก พสุธาก้าวลงมาจากรถ ขณะที่วิญญาณของกีรตินั้นลอยไปอยู่ตรงหน้าแม่ครูแล้ว เขาเอ่ยเรียกแม่ครู่เสียงสั่น ก่อนจะทรุดตัวลงกราบแทบเท้าแม่ครู
น่าเศร้าที่ไม่ว่าจะเสียงของเขา หรือการกระทำของเขา ก็ส่งไปไม่ถึงแม่ครู
พสุธามองกีรติด้วยความรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะปรับอารมณ์ แล้วพูดทักทายแม่ครูอย่างสุภาพ
“คุณคือแม่ครูภาวนาใช่ไหมครับ”
“เอ่อ ใช่ค่ะ คือดิฉันเอง” แม่ครูภาวนาพูดตอบด้วยน้ำเสียงประหม่า เพราะเธอเห็นรถหรูของพสุธา และได้ยินคำพูดของชายอีกสองคน ดังนั้นจึงรู้ว่าพสุธานั้นรวยมาก
แล้วคนที่รวยขนาดนี้ มาที่นี่ทำไม
“ผมเป็นเพื่อนกับกีรติน่ะครับ ได้รู้ถึงปัญหาที่บ้านอบอุ่นกำลังเผชิญอยู่ ผมจึงคิดจะมาช่วยแก้ไขน่ะครับ ไม่ทราบว่าแม่ครูพอจะให้โอกาสผมได้แสดงฝีมือบ้างไหมครับ” พสุธาพูดอย่างอ่อนโยน และน่ารัก
แม่ครูมองพสุธาอย่างตื่นตะลึง ไม่คิดว่าเด็กที่เธอเลี้ยงดูมา จะมีเพื่อนที่ร่ำรวยขนาดนี้ อีกทั้งเจ้าตัวยังต้องการยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไข ทั้งยังมาด้วยทัศนคติที่สุภาพมาก สุภาพจนเธอเกรงใจมากเช่นกัน
“คุณเป็นเพื่อนกับกีรติเหรอคะ แล้วเขาอยู่ที่ไหนคะ ทำไมถึงไม่ได้มากับคุณด้วย” แม่ครูถามหาลูกศิษย์ของเธอ
“อย่าเพิ่งบอกท่านว่าผมตายแล้ว ตอนนี้ท่านกำลังทุกข์ใจอยู่ ได้โปรดอย่าเพิ่งเพิ่มเรื่องสะเทือนใจให้ท่าน” กีรติอ้อนวอนพสุธา
พสุธาก็ตั้งใจไว้อยู่แล้ว ว่าเขาจะปิดบังเรื่องการตายของกีรติไปก่อน
“เขาไปทำงานในที่ห่างไกลน่ะครับ ตอนนี้ยังกลับมาไม่ได้ ต้องรออีกสักพักน่ะครับ จริงสิ ผมลืมแนะนำตัวไป ผมชื่อพสุธาครับ แม่ครูเรียกดินก็ได้”
“คุณพสุธา ขอบคุณนะคะที่มีน้ำใจมาถึงที่นี่ แต่ว่าเรื่องปัญหาของที่นี่ มันเรื่องใหญ่เกินไป ดิฉันเกรงใจเกินกว่าจะขอคำช่วยเหลือค่ะ” แม่ครูพูดเสียงเศร้าใจ
“ผมรู้จากกีรติแล้วครับ ผมเจรจากับบริษัทซัน แคปปิตอลแล้ว ตอนนี้ผมไถ่ถอนที่ดินและบ้านหลังนี้คืนมาแล้ว รอเอกสารจัดการเรียบร้อย ผมจะส่งมันกลับมาให้กับแม่ครูนะครับ”
สิ้นคำพูดของพสุธา แม่ครูก็ตื่นตะลึง ส่วนชายอีกสองคนที่ลอบฟังอยู่ พวกเขาก็มีสีหน้ามืดครึ้มทันที
พวกเขามาเจรจาซื้อที่ดินแปลงนี้ ซึ่งแน่นอนว่าถูกปฏิเสธมา ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้กลุ้มใจมากนัก ด้วยรู้ว่าที่ดินแปลงนี้ ติดจำนองอยู่กับบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง ขอเพียงพวกเขาไปซื้อหนี้นั้นมา แล้วจัดการอะไรอีกสักหน่อย ก็สามารถครอบครองที่ดินผืนนี้ได้แล้ว
แต่ว่าตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะได้ยินอะไรไป ที่ดินผืนนี้ถูกไถ่ถอนออกมาแล้วเหรอ แล้วแบบนี้พวกเขายังจะทำภารกิจซื้อที่ดินผืนนี้ได้สำเร็จอยู่หรือไม่
พวกเขามองไปยังพสุธา ชัดเจนว่าเป็นเด็กหนุ่มคนนี้ที่สร้างเรื่องยุ่งยากให้พวกเขา
“หมอนี่ รู้หรือเปล่าว่ากำลังตั้งตัวเป็นศัตรูกับใคร” ในสายตาของพวกเขา แม้ว่าพสุธาจะขับรถหรูอย่างแอสตัน มาร์ติน ที่มีมูลค่าหลายสิบล้าน แต่เจ้าตัวก็ไม่น่าจะรวยเท่ากับตระกูลทรัพย์รุ่งโรจน์ ที่มีทรัพย์มูลค่ากว่าเก้าหมื่นล้านบาท
ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่า ทรัพย์สินของพสุธา มากกว่าเก้าหมื่นล้านบาทไปหลายเท่าตัว
“จัดการเลยไหม”
“อย่าเพิ่งสร้างปัญหา กลับไปตรวจสอบดูก่อน” พวกเขาตอบโต้กัน ก่อนจะพากันกลับไป รีบไปเพื่อไปตรวจสอบข้อมูลของพสุธา
ขณะที่สองคนนั้นพูดคุยกัน คำพูดก็ถูกได้ยินโดยวิญญาณคู่รัก และถูกส่งต่อไปที่พสุธา
แววตาของพสุธาพลันเย็นชาขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่ก็กลับกลายเป็นใสซื่อเหมือนเดิม เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังมีแม่ครูยืนอยู่ตรงนี้
“ไถ่ออกมาแล้วหรือคะ จริง ๆ หรือ” แม่ครูถามเสียงสั่น เธอแทบไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นความจริง
“จริง ๆ ครับ คิดว่าเย็นวันนี้ก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย” ความจริงควรจะใช้เวลาหลายวัน แต่เมื่อมีเงิน ก็สามารถย่นระยะเวลาดำเนินการได้
ใครบอกว่าเงินซื้อเวลาไม่ได้ นี่ก็ซื้อได้แล้วไม่ใช่เหรอ
“แบบนี้ ก็หมายความว่าพวกเราไม่ต้องย้ายแล้วใช่ไหมคะ” แม่ครูพูดเสียงสั่น
“ตามหลักแล้ว ก็เป็นแบบนั้นแหละครับ แต่พวกเราเข้าไปคุยกันก่อน ผมมีข้อเสนอบางอย่างมา ดูว่าแม่ครูจะเห็นด้วยหรือเปล่า แน่นอนครับว่าเป็นแค่ข้อเสนอเท่านั้น ถ้าแม่ครูไม่เห็นด้วย ผมก็ไม่บังคับ และบ้านและที่ดิน ก็ยังจะถูกส่งมอบให้กับแม่ครูต่อไป” พสุธาอธิบายเอาไว้ก่อน เพื่อให้แม่ครูสบายใจ
ซึ่งตอนแรกแม่ครูก็ไม่สบายใจเหมือนกัน แต่เมื่อได้ยินคำยืนยันหนักแน่นของพสุธา เธอก็ผ่อนคลายขึ้นมา และพาพสุธาเดินเข้าไปในบ้าน เพื่อฟังข้อเสนอของพสุธา
“น้ำค่ะพี่ชายสุดหล่อ” เด็กน้อยที่ดูแล้วอายุยังไม่ถึงสิบปี เดินเข้ามาพร้อมกับแก้วน้ำเย็น ๆ แล้วเสิร์ฟให้กับพสุธาด้วยคำพูดอันน่ารัก
พสุธายิ้มออกมา
“ขอบครับหนูน้อย” พสุธาพูดขอบคุณอย่างอ่อนโยน แล้วก็นึกเสียใจที่ตัวเองคิดไม่รอบคอบ มาทั้งทีน่าจะซื้อของติดมือมามอบให้เด็ก ๆ ด้วย ตอนนี้ก็เลยไม่มีของตอบแทนเลย
แต่เจ้าหนูน้อยก็ไม่ได้รอของตอบแทนจากพสุธา เธอกลับออกไปด้วยท่าทางเขินอายตามประสาเด็กไร้เดียงสา
พสุธามองเธออีกชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาหาแม่ครู แล้วก็พูดข้อเสนอที่เขาเคยพูดไว้กับกีรติก่อนหน้านี้
แม่ครูได้ยินข้อเสนอของพสุธา เธอก็เกิดความลังเลใจขึ้นมา
พูดตามตรงก็คือ ข้อเสนอของพสุธานั้นดีมาก ติดเพียงแค่บ้านหลังนี้ เป็นบ้านที่เธอผูกพัน และเธอก็ไม่อยากที่จะขายมันทิ้ง
“จริง ๆ ไม่ขายก็ได้นะครับ เก็บเอาไว้ก็ได้ แต่พาเด็ก ๆ ย้ายไปบ้านหลังใหม่ ช่วยผมดูแลสุนัข บางทีอาจจะเปิดเป็นคาเฟ่ต์ ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้อาชีพ ถ้ามีเด็กที่สนใจ ผมจะจ้างหาครูสอนทำอาหาร ทำเครื่องดื่ม ทำขนมมาให้” พสุธาพูดขึ้นมา
ตอนแรกเขาเสนอให้ขาย เพราะเห็นว่าเก็บเอาไว้ ก็ไม่คุ้ม ถ้าเกิดว่าเจ้าของโครงการห้างสรรพสินค้าตัดสินใจไม่ซื้อที่ดินแปลงนี้ แต่สร้างห้างสรรพสินค้าขึ้นมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อบ้านหลังนี้ ภายหลังต่อให้อยากขาย ก็ขายไม่ได้ราคาเท่านี้แล้ว
ทว่าเมื่อเขาได้ยินคำพูดที่ชายสองคนนั้นพูด เขาก็คิดว่าไม่ขายก็ดีเหมือนกัน
อยากสร้างปัญหาให้เขาอย่างนั้นเหรอ ลองดูสิว่าใครจะสร้างปัญหาได้เก่งกว่ากัน