LNCrawler

106. ตอนที่ 104

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 104

“บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ผมกำลังทำการปรับปรุงใหม่ ส่วนสามหลังที่เหลือนั้น ผมวางแผนที่จะเข้าซื้อ สองหลังทางด้านซ้าย ผมจะทุบกำแพง แล้วทำเป็นบ้านให้เด็ก ๆ ส่วนอีกหนึ่งหลัง ผมจะทำเป็นคาเฟ่ต์สำหรับคนรักสุนัข พวกเราจะไม่ซื้อสุนัข แต่ผมจะรับสุนัขที่ไม่มีบ้านมาดูแล ถ้าแม่ครูเห็นด้วยกับข้อเสนอของผม พวกเราก็ทำงานร่วมกัน ผลกำไรจากร้านคาเฟต์ ผมจะรับไว้สามสิบเปอร์เซ็นต์ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ มอบให้บ้านอบอุ่น”

สามสิบเปอร์เซ็นต์ที่แบ่งมา พสุธาก็จะใช้กับสุนัขที่นำมาเลี้ยง ร่วมกับเงินส่วนตัวของเขาด้วย

แม่ครูภาวนามองคฤหาสน์หลังงามผ่านแผนที่ดาวเทียม ที่พสุธาเปิดให้เธอดู เธอนิ่งอึ้งไป เพราะไม่คิดไม่ฝันเลยว่า จะมีใครที่นำคฤหาสน์หลังงามแบบนี้มาทำเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้

ไม่สิ ฟังจากคำพูดของเจ้าตัว เดิมทีบ้านหลังหนึ่งในนั้น กำลังดัดแปลงเป็นบ้านสุนัข เมื่อคิดแบบนี้แล้ว สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และสุนัขก็จะอยู่ในบ้านแบบเดียวกัน

ทว่าเมื่อมีความคิดนี้ แม่ครูภาวนาก็ไม่ได้รู้สึกว่าพสุธากำลังดูถูกพวกเธออยู่แต่อย่างใด

คาดว่าถ้ามีบ้านสุนัขแบบนี้ให้อยู่ ไม่ว่าใครก็อยากไปอยู่บ้านสุนัขทั้งนั้น!

แต่ว่า

“หมู่บ้านแบบนี้ จะเข้าจะออก ต้องได้รับการอนุญาต เปิดคาเฟ่ต์ในหมู่บ้านแบบนี้ คนข้างนอกจะเข้ามาใช้บริการได้ยังไงล่ะคะ” แม่ครูทักท้วงขึ้นมา

“ลูกค้าก็เป็นคนในหมู่บ้านนั่นแหละครับ” พสุธาวางแผนเอาไว้แล้ว เขาจะให้คุณวินิจปล่อยข่าวออกไป บอกว่าร้านคาเฟต์นั่นเป็นร้านของเขาเอง ไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีลูกค้า

มีคนที่อยากจะประจบเขาเต็มไปหมด!

ไม่ใช่ว่าพสุธาหลงตัวเอง แต่เหตุการณ์สองวันที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้ว

แต่แม่ครูไม่รู้เรื่องนี้ เธอกังวลว่าคนในหมู่บ้านจะไม่ชอบคาเฟต์แบบนี้

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ บ้านนั้นยังไงก็ซื้อไว้แล้ว ถ้าเปิดเป็นคาเฟต์แล้วไม่มีลูกค้าจริง ๆ ผมค่อยหาซื้อร้านนอกหมู่บ้าน แล้วย้ายคาเฟต์มาข้างนอกก็ได้” แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้แล้วไม่ใช่เหรอ

ปัญหาที่แก้ไขได้ด้วยเงิน มันย่อมไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว

แม่ครูฟังคำพูดสบาย ๆ ของพสุธา เธอก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าผู้ปกครองของเด็กหนุ่มคนนี้ รู้หรือเปล่าว่าเจ้าตัวใช้เงินเป็นเบี้ยขนาดนี้

“เป็นยังไงบ้างครับ พอใจในข้อเสนอของผมไหม” พสุธาพูดถามออกไป

“ข้อเสนอนี้ดีมากค่ะ แต่ดิฉันเกรงใจจริง ๆ ทำไมคุณถึงต้องทำเพื่อพวกเรามากขนาดนี้คะ” แม่ครูภาวนาพูดถาม แววตาของเธอแดงเรื่อ ซาบซึ้งใจกับความใจดีของพสุธา

หากเป็นคนอื่น เธอจะสงสัยในเจตนาของอีกฝ่าย แต่กับพสุธา เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจของเจ้าตัว

“ความจริงผมก็นับได้ว่าเป็นเด็กที่โตมาโดยไม่มีพ่อแม่คอยเลี้ยงดู พี่แค่พี่ชายที่คอยดูแล พวกเราใช้ชีวิตฝ่าฟันดิ้นรนอย่างยากลำบาก กว่าที่จะมีวันนี้ได้ ดังนั้นแล้ว เมื่อผมเคยได้รับโอกาสมาก่อน ผมก็อยากส่งต่อโอกาสให้กับเด็กคนอื่น ๆ หวังว่าวันหน้า พวกเขาจะกลายเป็นผมคนที่สอง คนที่สาม” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มบาง

แม่ครูฟังคำตอบของพสุธา เธอก็ยิ่งซาบซึ้งใจมากยิ่งขึ้น

“คุณเป็นคนดีจริง ๆ ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่เห็นคุณค่าของเด็ก ๆ” แม่ครูพูดของคุณเสียงสั่น

“พูดแบบนี้แล้ว แปลว่าแม่ครูตกลงรับข้อเสนอของผมใช่ไหมครับ วันนี้เลยดีกว่า พาเด็ก ๆ ย้ายไปที่บ้านใหม่กันเถอะครับ” พสุธารีบร้อนเป็นอย่างยิ่ง

“เอ่อ วันนี้เหรอคะ วันนี้ยังเร็วเกินไป พวกเรายังไม่ได้เก็บของเลย” แม่ครูภาวนาอึ้ง ไม่คิดว่าพสุธาจะรีบร้อนขนาดนี้

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวผมจ้างคนมาช่วยขนของ รับรองว่าเป็นคนที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ไม่มีของเสียหายอย่างแน่นอน” พสุธาพูดเสียงจริงจัง

แม่ครูภาวนามองข้าวของในบ้านแห่งนี้ พูดตามตรงว่า มันเก่า และชำรุดทรุดโทรม มีเพียงของแค่ไม่กี่ชิ้นที่สมบูรณ์ดี

พสุธาความจริงคิดว่าทิ้งไปก็ได้ ย้ายไปสถานที่ใหม่ ก็ซื้อของใหม่ แต่เขาก็รู้ว่าของบางอย่าง มันไม่ได้มีคุณค่าแค่การใช้สอย แค่ยังมีคุณค่าทางด้านจิตใจด้วย

“วันพรุ่งนี้แล้วกันนะคะ วันพรุ่งนี้พวกเราจะย้ายไป ส่วนบ้านหลังนี้..ฉันยกให้คุณค่ะ แม้ว่ามูลค่าของมันจะไม่มากนัก เทียบกับคฤหาสน์ทั้งสี่หลังของคุณไม่ได้แม้แต่หลังเดียว แต่มันก็เป็นสิ่งมีค่าที่สุดเท่าที่ดิฉันมีแล้วค่ะ” แม่ครูภาวนาพูดเสียงอาวรณ์

เธอไม่ได้อาวรณ์สถานที่ แต่อาวรณ์ความทรงจำที่มีกับสถานที่แห่งนี้

พสุธายิ้มบาง กุมมือแม่ครูภาวนา

“แม่ครูพูดผิดแล้วครับ สิ่งที่มีค่าที่สุดที่แม่ครูมี ก็คือจิตใจที่เมตตาอ่อนโยนครับ”

 

“คุณจะอยู่ที่นี่ต่อก็ได้นะ คุณคงอยากจะอยู่กับแม่ครู และน้อง ๆ ของคุณ” พสุธาพูดกับกีรติ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าไม่อยากจากที่นี่ไป แต่ตัวเขาเองนั้นต้องไปแล้ว เพราะว่ายังมีงานที่รับเอาไว้ช่วงบ่าย อีกทั้งยังต้องจัดการเรื่องคฤหาสน์อีกสามหลังที่ติดอยู่กับคฤหาสน์ของครอบครัวกิจอนันต์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการปรับปรุงบ้าน การเตรียมการต่าง ๆ อีก

แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ พสุธาจะมอบหมายให้คุณวินิจช่วยจัดการ

และระหว่างที่รอปรับปรุงคฤหาสน์พวกนั้น เขาก็จะให้แม่ครู และเด็ก ๆ รวมถึงผู้ดูแลคนอื่น ๆ ไปอยู่คฤหาสน์หลังที่ลูคัสซื้อเอาไว้ให้เขาก่อน ที่นั่นก็กว้างใหญ่พอที่จะรองรับเด็กทั้งแปดสิบคนได้

ใช่แล้ว บ้านอบอุ่นมีเด็กกำพร้าที่อยู่ภายใต้การดูแลแปดสิบคน จำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับสถานเลี้ยงเด็กกกำพร้าอื่น ๆ แต่เมื่อคิดว่าแปดสิบคนนี้ เป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง พสุธาก็รู้สึกว่า แค่คนเดียวก็เยอะเกินไปแล้ว เพราะบนโลกนี้ ไม่มีเด็กคนใดที่สมควรถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง

กลับมาที่ตอนนี้ เมื่อกีรติได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็รีบพูดขอบคุณทันที เขารู้ว่าถ้าไม่มีคำสั่งของพสุธา เขาก็ต้องติดตามพสุธาไป ไม่สามารถรั้งตัวอยู่ที่นี่ได้ ตอนนี้การคงอยู่ของเขา ถูกผูกติดอยู่กับพสุธาแล้ว พสุธาให้เขาไปไหน เขาก็ต้องไปที่นั่น

“ขอบคุณ ขอบคุณนายท่าน” กีรติเปลี่ยนคำเรียกขานพสุธาแล้ว เขาเรียกตามวิญญาณคู่รัก

“ไม่เป็นไร คุณอยู่กับพวกเขาก็ระวังด้วย อย่ามีอารมณ์ด้านลบมากนัก ไม่อย่างนั้นมันจะส่งผลกระทบต่อพวกเขา” พสุธาพูดเตือน

“ทราบแล้วครับ” กีรติก็ไม่ได้อยากทำร้ายคนที่ตัดเองรัก และเคารพ ดังนั้นเขาจึงน้อมรับคำเตือนของพสุธาไว้ และตั้งใจที่จะระมัดระวังอย่างเต็มที่

“งั้นคุณก็อยู่ที่นี่ไปก่อน วันพรุ่งนี้ผมจะส่งคนมาช่วยย้ายของ แล้วก็พาทุกคนไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่” พสุธาพูดก่อนที่จะออกจากบ้านอบอุ่นมา

ก่อนจะขึ้นรถ พสุธามองดูเด็ก ๆ ที่แอบชะเง้อคอมองเขา เขาส่งยิ้มกลับไป ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดสั่งซื้อไก่ทอดนายพลมาให้เด็ก ๆ ได้กินกัน

เมื่อสั่งซื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว พสุธาก็ขึ้นรถ แล้วขับออกไปป

หลังจากที่พสุธากลับออกไปได้ไม่นาน แม่ครูก็เรียกรวมตัวพี่เลี้ยง และเด็ก ๆ ทั้งหมด

เด็กเล็ก ๆ ยังคงไม่รู้เรื่องที่เกิดกับบ้านอบอุ่น แต่มีเด็กโตอยู่เก้าคนที่รู้เรื่องนี้ รวมถึงพี่เลี้ยงอีกสามคนด้วย พวกเขาต่างมีสีหน้ากังวลใจ คิดว่าแม่ครูจะมาประกาศข่าวร้าย

แม่ครูเห็นสีหน้าของพวกเด็ก ๆ เธอก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ ก่อนจะพูด

“วันนี้พวกเราจะต้องเก็บของกัน แล้ววันพรุ่งนี้พวกเราจะย้ายไปบ้านหลังใหม่” แม่ครูประกาศออกไปอย่างไม่อ้อมค้อม แต่นั่นทำให้เด็กที่ไม่รู้เรื่อง เกิดความสับสนมึนงง ส่วนคนที่รู้เรื่อง ต่างก็ร้องไห้โฮออกมา

“แม่ครูครับ พวกเราต้องไปจริง ๆ เหรอ พวกเราไม่ไปไม่ได้เหรอครับ” โตโต้ หนึ่งในเก้าของเด็กที่โตแล้ว เขาพูดด้วยน้ำเสียงเครียดขึง

“แม่ครูคะ พวกมันจะยึดบ้านของเราจริง ๆ เหรอคะ ทำไมพวกมันถึงได้ใจร้ายขนาดนี้ พวกนายทุนหน้าเลือด” แจ่มจันทร์ พี่เลี้ยงเด็กที่อุทิศตนให้กับบ้านอบอุ่นมาหลายปี พูดอย่างโกรธแค้น และเสียใจ

“แม่ครูครับ พวกเราจะย้ายไปที่ไหนกันหรือครับ” เป็นเอก เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปี เด็กที่โตที่สุดในบ้านแห่งนี้ พูดถามขึ้นมา เขามีท่าทางสุขุมที่สุดในหมู่เด็ก ๆ เพราะคิดว่าตัวเองนั้นโตแล้ว ต้องช่วยแม่ครูแบ่งเบาภาระ ดูแลน้อง ๆ ตามที่รับปากกีรติเอาไว้

กีรติมองเป็นเอกที่ต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย เขาก็ยิ้มอย่างขมขื่น

สำหรับเด็กกำพร้าอย่างพวกเขา ไม่สามารถทำตัวเป็นเด็กไร้เดียงสาได้นาน พวกเขาถูกบังคับให้ต้องรีบโต เพื่อที่จะเอาชีวิตรอดต่อไปให้ได้

“อย่าเพิ่งเสียใจกันไป พวกเราได้เจอคนใจดีท่านหนึ่ง เขาจะพาเราไปอยู่บ้านหลังใหม่ เป็นบ้านที่สวย และกว้างใหญ่กว่าบ้านหลังนี้ พรุ่งนี้เขาจะส่งคนมาพาพวกเราย้ายไป”

“แม่ครู เรื่องจริงเหรอคะ พวกเราจะได้ย้ายไปบ้านหลังใหญ่จริง ๆ เหรอคะ” สาวน้อยวัยเจ็ดขวบคนหนึ่งพูดถามขึ้นมา ใบหน้าไร้เดียงสาของเธอนั้นมีรอยยิ้มดีใจ และคาดหวัง

เธอเคยเห็นในโทรทัศน์ บ้านหลังใหญ่ ๆ ที่สวยงามราวกับปราสาทในการ์ตูน

“ใช่ พวกเราจะย้ายไปที่นั่นกัน” แม่ครูเชื่อว่าพสุธาจะไม่โกหกเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ปิดบังเด็ก ๆ

เมื่อได้ยินคำยืนยันจากแม่ครู เด็ก ๆ ก็ดีใจกันเป็นอย่างมาก แต่เด็กโตทั้งเก้าคน และพี่เลี้ยงอีกสามคน ยังมีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ พวกเขาไม่กล้าคิดว่าจะเป็นเรื่องจริง

ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อแม่ครู แต่ไม่กล้าเชื่อว่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา

นอกจากแม่ครูแล้ว บนโลกนี้ยังมีคนใจดีอยู่จริง ๆ หรือ

แม่ครูยังไม่ได้อธิบายอะไร ก็มีเสียงกริ่งดังขึ้นที่หน้าบ้าน พวกเด็กโตต่างก็ตัวเกร็งกันขึ้นมา ตอนนี้ขอเพียงได้ยินเสียงกริ่งดังที่หน้ารั้วบ้าน พวกเขาก็จะรู้สึกหวาดหวั่นไปหมดแล้ว กลัวว่าจะเป็นพวกมาไล่ที่ยึดบ้าน

“ผมไม่ดูเองครับ” เป็นเอกขันอาสา ก่อนจะเดินออกไปดู จากนั้นเขาก็แปลกใจ เพราะเห็นว่าคนที่มากดกริ่งนั้น สวมชุดสีแดง และมีสัญลักษณ์ของแบรนด์อาหารฟาสต์ฟู้ดแบรนด์หนึ่ง

ไก่ทอดนายพล!

“ไก่ทอดที่สั่งไว้ มาส่งแล้วครับ” พนักงานพูดตะโกนข้ามรั้ว

เป็นเอกมีสีหน้าสับสน เขารีบวิ่งไปที่รั้วบ้าน แล้วพูดว่า

“ส่งผิดหรือเปล่าครับ พวกเราไม่ได้สั่ง” เป็นเอกมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าพวกเขาไม่ได้สั่งไก่ทอดชื่อดังนี้มา

ตอนนี้ด้วยสถานะทางการเงินของบ้านนี้ อย่าว่าแต่ไก่ทอดเลย แม้แต่เนื้อหมู พวกเขายังแทบจะไม่มีเงินซื้อด้วยซ้ำ

“บ้านเลขที่ 19 หมู่ 21 .... ใช่ไหมครับ” พนักงานทวนเลขที่บ้าน

“ใช่ครับ” เป็นเอกขมวดคิ้ว เพราะพนักงานพูดเลขที่บ้านมาถูกต้อง

“ถ้าอย่างนั้นก็ส่งถูกแล้วครับ ชื่อผู้สั่งคือคุณพสุธา จ่ายเงินแล้ว ไม่มีเก็บปลายทางครับ” พนักงานพูด ก่อนจะหยิบอาหารมากมายออกมาจากกล่องท้ายรถ แล้วส่งให้กับเป็นเอก

เป็นเอกก็ยื่นมือไปรับอย่างงง ๆ ตอนที่ตั้งสติได้ พนักงานก็ขับรถกลับออกไปแล้ว

“มีอะไรหรือเปล่าลูก” แม่ครูภาวนาเดินออกมา แล้วถามกับเป็นเอก

“แม่ครู มีไก่ทอดมาส่งครับ เขาบอกว่าคุณพสุธาสั่งให้มาส่งที่บ้านของเรา มีอะไรเข้าใจผิดหรือเปล่าครับ” เป็นเอกถามอย่างสับสน

แม่ครูไม่ได้พูดตอบทันที เธอยื่นมือไปรับถุงอาหารมาครึ่งหนึ่ง แบ่งเบาจากเป็นเอก ก่อนจะพูดตอบ

“เป็นคุณใจดี ที่จะให้ที่พักพิงใหม่แก่พวกเรา ที่แม่ครูพูดถึงก่อนหน้านี้ยังไงล่ะ” แม่ครูพูดตอบเสียงอ่อนโยน

เป็นเอกเมื่อได้ยินอย่างนั้น เขาก็มีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมา

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ได้ส่งผิดสินะครับ พวกน้อง ๆ ก็กินไก่ทอดนี้ได้แล้วใช่ไหมครับ”

“ใช่แล้ว เป็นเอกของแม่ครู ก็กินได้เหมือนกันนะลูก”

เป็นเอกพยักหน้าอย่างดีใจ ความเคร่งขรึมโตกว่าวัยเมื่อครู่นี้ ถูกแทนนที่ด้วยความไร้เดียงสา

ตั้งแต่เกิดมา พวกเขาเคยแต่เดินผ่านร้าน เคยแต่ได้เห็นในโทรทัศน์ เคยได้เห็นบ้านข้าง ๆ สั่งมากิน แต่พวกเขาไม่เคยเลย ไม่เคยรู้เลยว่าไก่ทอดชื่อดังนี้ อร่อยขนาดไหน

“ไปเถอะ เอาไปแบ่งให้น้อง ๆ กินกัน” แม่ครูพูด เป็นเอกก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้าน เมื่อประกาศข่าวดีเรื่องนี้ เด็ก ๆ ทั้งหลายก็แสดงความตื่นเต้นดีใจกันออกมา

กีรติมองดูเด็ก ๆ ที่ตื่นเต้นเพราะได้กินไก่ทอดนายพล เขาก็รู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นมาจุกที่อยู่ลำคอ รู้สึกว่าตัวเองช่างไม่ได้เรื่องเสียเหลือเกิน เพราะว่าไม่เคยมีเงินมากพอจะซื้อไก่ทอดแบบนี้ให้น้อง ๆ ได้กินเลย

“อร่อยไหม” แม่ครูภาวนาถามเด็ก ๆ เสียงเครือ เธอก็สะท้อนใจเหมือนกัน ที่เห็นเด็ก ๆ กินไก่กันอย่างมีความสุข

“แม่ครู กิน” เจ้าหนูน้อยวัยสามขวบ ยื่นไก่ทอดมาป้อนแม่ครู แม่ครูก็อ้าปากงับคำหนึ่ง ไม่ให้เด็กน้อยต้องเสียน้ำใจ ก่อนจะบอกให้เด็ก ๆ กินกันต่อ

 

พสุธาไม่รู้ว่าเขาได้สานฝันของเด็ก ๆ ให้สำเร็จไปหนึ่งอย่าง หลังจากที่ขับรถออกมาได้ราว ๆ สิบห้านาที เขาก็มาถึงจุดหมายปลายทาง คอนโดมิเนียมขนาดเจ็ดสิบตารางเมตร เจ้าของห้องเป็นคู่สามีภรรยาวัยเกษียณ เมื่อพสุธามาถึง ก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากคนเป็นภรรยา ทว่าคนเป็นสามี มีท่าทางเคร่งขรึมเย็นชา

พสุธารู้ว่าความเคร่งขรึมเย็นชานั้นไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ตัวเอง แต่เป็นบุคลิกของเจ้าตัว ที่หล่อหลอมมาจากการเป็นครู

ตอนที่ยังทำงานอยู่ ต้องเป็นคุณครูเจ้าระเบียบที่เด็ก ๆ เกรงกลัวแน่ ๆ

พสุธาคิดอย่างขำ ๆ อยู่ในใจ ก่อนจะเริ่มทำความสะอาด

เมื่อพสุธาทำความสะอาดไปได้ชั่วครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงชื่นชมจากเจ้าของห้องหญิงวัยชรา

“เอ๋ พ่อหนุ่มนี่ทำความสะอาดได้เก่งจริงเชียว เก่งกว่าคนแก่ ๆ อย่างฉันเสียอีก แม่สอนมาหรือพ่อหนุ่ม” หญิงชราถามอย่างชื่นชม

“พี่ชายผมสอนมาครับ” หากเขาจะมอบความดีความชอบให้ใครสักคน คนคนนั้นก็ต้องเป็นพี่ชายเพียงคนเดียวของเขาอย่างศิลาอยู่แล้ว

ใช่ มอบความดีความชอบให้กับศิลา แล้วก็มอบหนังหน้าไฟให้กับลูคัส

พสุธามอบแต่สิ่ง ‘ดี ๆ’ ให้อย่างเท่าเทียมกัน

หญิงชราเมื่อได้คำตอบ เธอก็พูดชื่นชมอีกหลายประโยค ก่อนจะพูดอย่างทอดถอนหายใจ ถึงลูกชายของเธอเอง

จากนั้นพสุธาถึงได้รู้ว่า สองสามีภรรยาไม่ได้อยู่กันตามลำพัง แต่ลูกชายของเธอก็อยู่ห้องข้าง ๆ นี่เอง เขาซื้อห้องให้กับพ่อแม่ ส่วนตัวเองก็อยู่กับภรรยาและลูกชายวัยเจ็ดขวบอีกหนึ่งคน

ที่หญิงชราทอดถอนใจ ก็เพราะว่าถึงแม้ว่าห้องจะอยู่ข้าง ๆ กัน แต่นาน ๆ ครั้งเธอจะได้พบหน้าลูกชาย ด้วยเจ้าตัวนั้นมักจะยุ่งเรื่องงานอยู่เสมอ

ฟัง ๆ ไปแล้ว พสุธาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเรื่องของลูกชายเจ้าตัว เกี่ยวข้องอะไรกับทักษะในการทำความสะอาดของเขา

หลังจากที่ฟังต่อไปอีกสักพัก พสุธาก็ได้เข้าใจว่า ที่จริงมันไม่เกี่ยวอะไรกันหรอก หญิงชราคนนี้แค่อยากหาคนรับฟังความคับข้องใจของเธอก็เท่านั้นเอง

พสุธาก็รับฟังเธออย่างตั้งใจ จากนั้นเขาก็ยังได้รู้อีกว่า ลูกชายของเธอ เป็นผู้จัดการแผนกทั่วไปของบริษัท ซัน แคปปิตอล

บังเอิญอย่างเหลือเชื่อจริง ๆ เขาเพิ่งได้ยินชื่อบริษัทนี้ไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้เอง ตอนนี้ก็ได้เจอญาติของผู้จัดการทั่วไปของที่นั่นแล้ว

และหลังจากนั้น พสุธาก็ได้รู้ว่ายังมีเรื่องบังเอิญยิ่งกว่านี้อีก

ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก และมีชายวัยกลางคนที่แต่งตัวภูมิฐานเดินเข้ามา เจ้าตัวคล้ายยังไม่สังเกตเห็นว่าในห้องแห่งนี้ นอกจากบิดามารดาของตัวเองแล้ว ยังมีพสุธาอยู่ด้วยอีกคน

“พ่อแม่ จ้างคนมาทำความสะอาดเหรอ ทำไมต้องจ้างด้วย ห้องเล็ก ๆ แค่นี้ทำเองไม่ได้หรือไงกัน รู้ไหมว่าตอนนี้เงินมันหายากแค่ไหน”

พสุธานิ่งอึ้งไปเลย ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้

“ฉันก็ไม่ได้ใช้เงินของแกสักหน่อย ฉันใช้เงินบำนาญของฉันจ้างมา ทำไม แม้แต่เงินบำนาญของฉัน ฉันก็ใช้ไม่ได้หรือไง!” ชายชรากระแทกไม้เท้า พูดเสียงไม่พอใจ

“พ่อก็รู้ว่าตอนนี้ผมขาดเงินอยู่ พ่อมีเงิน พ่อก็เอามาให้ผมยืนก่อนสิ อะไรที่มันประหยัดได้ ก็ต้องประหยัด” ชายวัยกลางคนพูดตอบโต้

พสุธาคิ้วกระตุก นี่เขาเจอคนที่หน้าด้านอีกคนแล้วเหรอเนี่ย

คนเป็นลูกแบบไหนกัน ที่รีดไถเงินเกษียณอายุของบิดามารดา

“ให้แกยืมเหรอ ฉันคงเป็นควายไปแล้วน่ะสิ ถึงจะให้แก่ยืมเงิน ให้แกเอาเงินของฉันไปเข้าบ่อน ไสหัวไปซะ ถ้าแกไม่ไสหัวไป ฉันจะแจ้งตำรวจให้ไปจับแกถึงบ่อน” ชายชราขู่บุตรชาย นั่นทำให้บุตรชายโมโหมาก เงื้อมือขึ้นจะทำร้ายร่างกายบิดา

พสุธาเห็นแบบนั้น เขาก็รีบพุ่งเข้าไปดึงแขนของชายวัยกลางคนคนนั้นเอาไว้ทันที

“คุณจะทำอะไรน่ะ คิดจะทำร้ายบุพการีของตัวเองหรือไง!” พสุธาตวาดเสียงกร้าว

ชายวัยกลางคนนที่ถูกขัดขวาง ก็ยิ่งทวีความโมโห ตวาดอย่างหยาบคายว่า

“มึงเป็นใคร มาเสือกเรื่องอะ...” เจ้าตัวพูดไม่ทันจบ เสียงก็หายไปเสียก่อน เมื่อได้เห็นเต็ม ๆ สองตา ว่าตัวเองกำลังด่าใครอยู่

“คุณ คุณ..มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ” พูดเสียงสั่น ใบหน้าแววตาที่กร้าวร้าวดุดันเมื่อครู่นี้ เปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา

ปฏิกิริยาของบุตรชาย ทำให้ผู้เป็นพ่อแม่มองอย่างแปลกใจ ขณะที่พสุธานั้นเพียงแค่เลิกคิ้วเล็กน้อย

“ดูเหมือนว่าคุณจะรู้จักผมนะ” น้ำเสียงของพสุธาเย็นชา

แม้ว่าเขาจะตัดขาดกับพ่อแม่ของเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขายินดีที่จะเห็นลูกทุกคนทำตัวเนรคุณ

ก่อนหน้านี้พสุธาได้ยินจากปากของญิงชรา เกี่ยวกับเรื่องของชายวัยกลางคนคนนี้ ซึ่งนอกจากเรื่องที่นาน ๆ ทีจะได้พบหน้าลูกชายแล้ว เธอก็ไม่ได้พูดเรื่องเสื่อมเสียอะไรของลูกชายเลย เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าเธอมีความรัก และความปรารถนาดีให้กับบุตรชายของเธอ

น่าเสียดาย ความรักของเธอ เหมือนถูกนำไปให้หมากิน เมื่อเจอกับลูกเนรคุณแบบนี้

ฝั่งชายวัยกลางคน เมื่อได้ยินคำถามและน้ำเสียงอันเย็นชาของพสุธา เขาก็แข้งขาสั่น

“ผม ผมเคยเห็นคุณที่ตึก ผมขอโทษครับ ผมขอโทษ ผมไม่ควรจะหยาบคายใส่คุณ คุณพสุธาอย่าเอาเรื่องผมเลยนะครับ ผมขอร้อง” ชายวัยกลางคนพูดตอบ ก่อนจะละล่ำละลักเอ่ยขอร้องอย่างหวาดกลัว

เขาได้ยินว่าเจ้าของตึกเกรซไม่พอใจบริษัทหนึ่งที่เช่าสำนักงานอยู่ ก็ขึ้นค่าเช่า ทำให้บริษัทนั้นต้องย้ายออก จากนั้นไม่นานก็ถูกประกาศว่าล้มละลาย

ถ้าพสุธาเกิดไม่พอใจเขา และใช้เหตุผลนี้ไปขึ้นค่าเช่ากับบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ถึงตอนนั้นเขาก็คงจะรักษางานนี้เอาไว้ไม่ได้แล้ว

พสุธาได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ใบหน้าของเขาก็ทวีความเย็นชามากยิ่งขึ้น

หมอนี่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าความผิดของตัวเองอยู่ที่ไหน

“ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ได้ตระหนักเลยนะ ว่าใครคือคนที่คุณทำผิดด้วย ใครคือคนที่คุณควรจะขอโทษ เห็นคุณแยกแยะถูกผิดไม่ได้แบบนี้ ผมเป็นห่วงบริษัทซัน แคปปิตอลจริง ๆ ดูเหมือนว่าในฐานะผู้ให้เช่า ผมต้องแสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อผู้เช่าบ้างแล้ว” พสุธาพูดด้วยสีหน้าเยือกเย็น และพูดจาข่มขู่อย่างชัดเจน

สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการของบริษัทสินเชื่อได้ ชายวัยกลางคนก็ย่อมไม่ใช่คนโง่ เขารีบทรุดตัวลงกอดขาผู้เป็นบิดามารดา 

“พ่อครับ แม่ครับ ผมขอโทษ ผมรู้ตัวแล้วว่าผิด พ่อแม่ช่วยพูดกับคุณพสุธาหน่อยสิครับ ขอร้องให้เขาอย่าเอาเรื่องผมเลย พ่อครับ แม่ครับ ถ้าผมตกงาน ใครจะดูแลพ่อแม่ แล้วใครจะดูแลลูกเมียผมล่ะ” พูดขอร้องอ้อนวอน ไม่เหลือความกร้าวร้าวดุดันอย่างเมื่อครู่นี้เลย

คู่สามีวัยชรา ตอนนี้ก็เต็มไปด้วยความสับสน ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมลูกชายอกตัญญูของพวกเขา ถึงได้ดูจะหวาดกลัวพนักงานทำความสะอาด ที่เขาจ้างมามากนัก ถึงขั้นคุกเข่าอ้อนวอนเลย

“นี่มันเรื่องอะไรกัน พ่อหนุ่มเป็นใครกันแน่” หญิงชราถามอย่างไม่เข้าใจ

“แม่ เขาคือคุณพสุธา เจ้าของตึกเกรซ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยเป็นล้านล้าน แม่ แม่ช่วยผมพูดหน่อยสิ ขอร้องให้ผมหน่อยสิ ผมรู้สึกผิดแล้วจริง ๆ”

พสุธามองก่อนจะพูดว่า

“คุณไม่ได้รู้สึกผิดหรอก คุณแค่กลัวต่างหาก แต่ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่คุณกลัว คุณก็จะจำได้ว่าถ้าต่อไปคุณกล้าสร้างปัญหาให้กับคุณตาคุณยายสองท่านนี้ ผมก็จะสร้างปัญหาให้คุณเหมือนกัน” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนฟังขนลุกเกรียวด้วยความหวาดกลัว

แต่ภายใต้ความหวาดกลัว ก็ยังมีความไม่พอใจอยู่

มึงจะเสือกทำห่าอะไรวะ แค่มีเงินเยอะกว่าคนอื่น ก็คิดว่าจะยุ่งเรื่องของคนอื่นยังไงก็ได้เหมือนกัน

พสุธาเห็นแววตาของเจ้าตัว เห็นมือที่กำเข้าหากันแน่น เขาก็ยิ้มกว้างมากกว่าเดิม

“กำลังคิดว่าผมเสือกเรื่องครอบครัวของคนอื่นอยู่สินะครับ แต่ว่าไม่เป็นไร ผมยอมรับว่ากำลังยุ่งเรื่องของคนอื่นจริง ๆ แต่ช่วยไม่ได้ เวลาเห็นคนอกตัญญูแล้ว ต่อมเสือกของผมมันก็ทำงาน แล้วมันก็ไปกระตุ้นให้ผมอยากจะลงมือเล่นงานใครสักคน”