LNCrawler

107. ตอนที่ 105

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 105

“กำลังคิดว่าผมเสือกเรื่องครอบครัวของคนอื่นอยู่สินะครับ แต่ว่าไม่เป็นไร ผมยอมรับว่ากำลังยุ่งเรื่องของคนอื่นจริง ๆ แต่ช่วยไม่ได้ เวลาเห็นคนอกตัญญูแล้ว ต่อมเสือกของผมมันก็ทำงาน แล้วมันก็ไปกระตุ้นให้ผมอยากจะลงมือเล่นงานใครสักคน”

“ไม่กล้าครับ ไม่กล้าจริง ๆ ครับ ต่อให้ผมมีอีกร้อยชีวิต ผมก็ไม่กล้าจริง ๆ ครับ” เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา สีหน้าก็ซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม คราวนี้แม้แต่ความกล้าที่จะก่นด่าในใจก็ไม่มีอีกแล้ว เพราะแววตาของพสุธานั้นชัดเจนเอามาก ๆ ว่าเจ้าตัวต้องการที่จะลงมือกับเขาจริง ๆ

ชายวัยกลางคนตัวสั่นเทา กลัวจากก้นบึ้งหัวใจ แววตาของพสุธาเหมือนกับอสรพิษที่กำลังจ้องมองเหยื่อ หากว่าเขาเพียงแค่พลาดนิดเดียว ก็จะถูกฉกจนตาย

“ไม่กล้าก็ดีแล้ว ไม่กล้าก็ดีแล้ว เพราะผู้กล้ามักจะตายไวกว่าคนอื่นเสมอ” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะพูดต่อ

“คุณมีอะไรอยากจะพูดกับพ่อแม่ของคุณอีกไหม”

“ไม่ ไม่มีแล้วครับ ไม่มีแล้วจริง ๆ ครับ”

“ไม่มีแล้วก็เชิญกลับไปก่อนนะครับ ผมมีเรื่องจะพูดคุยกับคุณตาคุณยาย” พสุธาพูดเสียงสุภาพ ทว่าหลังจากถูกข่มขวัญ ไม่ว่าพสุธาจะพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน ก็ทำให้เขากลัวทั้งนั้น เมื่อพสุธา ‘เชิญ’ ให้เขาออกไป เขาก็รีบวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกไปทันที

“ขอโทษนะครับที่ผมก้าวก่ายไป แต่ว่าอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะสอดมือเข้าไปยุ่ง” เมื่อชายวัยกลางคนออกไปแล้ว พสุธาก็เปลี่ยนท่าทีกลับมาสุภาพอ่อนโยนเหมือนเดิม

“เอ่อ คือว่า ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันน่ะสิที่ต้องขอบคุณพ่อหนุ่ม ไม่อย่างนั้นเจ้าลูกอกตัญญูนั่น ก็คงจะทำร้ายตาแก่ของฉันไปแล้ว” หญิงชรารีบพูด หลังจากที่เธอตั้งสติได้แล้ว แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังคงไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดอยู่ดี

สรุปแล้วว่าเด็กหนุ่มที่มาทำความสะอาดบ้านให้เธอ เป็นใครกันแน่ ทำไมลูกชายของเธอถึงได้กลัวลนลานขนาดนั้น

เมื่อครู่ลูกชายของเธอบอกว่า เด็กหนุ่มคนนี้ เป็นเจ้าของตึกที่เจ้าตัวทำงานอยู่ และยังมีทรัพย์สินเป็นล้านล้านบาทด้วยใช่ไหม

เธอแก่แล้วหูเลยไม่ค่อยดี หรือว่าลูกชายของเธอพูดเหลวไหลไปเอง ถ้าเด็กหนุ่มตรงหน้าเธอมีทรัพย์สินมหาศาลถึงเพียงนั้น ยังจะต้องมาทำความสะอาดบ้านให้คนแก่ ๆ อย่างเธอไปเพื่ออะไร

ทว่าเมื่อเธอนึกถึงท่าทางที่เปี่ยมด้วยอำนาจ และความเผด็จการของพสุธาเมื่อครู่นี้ เธอก็ลังเลใจขึ้นมา

หรือว่าจะเป็นความจริง

“ขอบใจนายมาก” ชายชราที่วางมาดขรึมมาตลอด ก็พูดขอบคุณพสุธา

“ไม่เป็นไรครับ เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว ขอแค่คุณตาคุณยายไม่โกรธที่ผมก้าวก่ายก็พอ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะถามต่อ

“ได้ยินว่าคุณตาคุณยายเป็นครูมาก่อน ผมขอถามได้ไหมครับ ว่าพวกท่านเคยสอนระดับชั้นไหนมา” พสุธาวางแผนที่จะหาครูสอนให้เด็ก ๆ ที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า รวมถึงหาครูสอนพิเศษให้กับนะโม เพื่อให้เจ้าตัวสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีการศึกษาหน้าได้สำเร็จ

“พวกเราหรือ พวกเราสอนนักศึกษา” ชายชราเป็นผู้ตอบ หากเป็นก่อนหน้านี้ เขาคงจะไม่ตอบคำถามนี้ของพสุธา แต่พสุธาเป็นคนที่ยอมยื่นมือมาช่วยเหลือเขา หากเป็นคนอื่น ก็คงจะมองดูเฉย ๆ แล้วกล่าวว่าไม่อยากจะยุ่งเรื่องของคนในครอบครัว ดังนั้นแล้วการกระทำของพสุธา ทำให้เขารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก และแววตาที่ใช้มองพสุธา ก็อ่อนโยนมากขึ้น

“พ่อหนุ่มถามทำไมหรือ” หญิงชราถามบ้าง

“พอดีว่าผมเพิ่งจะรับจัดการดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งน่ะครับ เด็กที่นั่นอายุน้อยสุดคือสองขวบ มากสุดคือสิบสี่ปี บางคนไม่ได้ไปโรงเรียน ดังนั้นจึงอยากจะเชิญคุณครูไปสอนให้เด็ก ๆ ที่นั่นน่ะครับ” พสุธาตอบออกไปอย่างไม่ปิดบัง เพียงแต่ก็อดเสียดายไม่ได้ ที่สามีภรรยาชราคู่นี้ เป็นอาจารย์สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยมาก่อน ดังนั้นจึงไม่น่าเหมาะสมที่จะสอนเด็ก ๆ ที่นั่น

ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของความสามารถ แต่เป็นเรื่องของวิธีการสอน หรือรูปแบบการสอน

วิธีการสอนเด็กมหาวิทยาลัย กับวิธีการสอนเด็กประถม เด็กมัธยม มีความแตกต่างกันไม่น้อยเลย

“อยากจะให้พวกเราไปสอนสินะ” ชายชราพูดขึ้นมา

“ตอนแรกผมมีความคิดนั้นจริง ๆ ครับ แต่ว่าพวกท่านสอนนักศึกษามหาวิทยาลัยมาก่อน อาจจะไม่คุ้นชินกับการต้องสอนเด็กประถม หรือเด็กมัธยม กระทั่งเด็กอนุบาล” พสุธาพูด ก่อนจะพูดต่อว่า

“แต่หากคุณตาคุณยายมีครูมัธยม หรือครูประถม จะแนะนำก็ได้นะครับ เมื่อไปสอนที่นั่น ผมก็มีค่าตอบแทนให้ ถ้ามีปัญหาเรื่องที่พัก ผมก็จะจัดการแก้ปัญหาให้”

“จะหาคนอื่นไปทำไม พวกเราสองคนไปสอนก็ได้ เรื่องค่าตอบแทนน่ะช่างมันเถอะ รับผิดชอบเรื่องอาหารสามมื้อของพวกเราก็พอ” ชายชราพูดเสียงขรึม แต่แววตาเป็นประกาย

หลังจากเกษียณอายุ แล้วต้องอยู่บ้านเฉย ๆ ก็ทำให้ท่านรู้สึกเฉื่อยชา ว่างเปล่า นั่นมันเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเอาเสียเลย แต่จะให้ไปหางานทำใหม่ ด้วยวัยอย่างท่าน ก็ไม่มีมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนไหนเต็มใจรับหรอก

“คุณตาคุณยายจะไปเองหรือครับ” พสุธาถามอย่างไม่แน่ใจ

“ใช่น่ะสิ หรือคิดว่าพวกเราไม่คู่ควรเหรอ พวกเราเคยสอนที่สยามปราชญ์เลยนะ”

พสุธานิ่งอึ้งไป เมื่อได้ยินว่าก่อนจะเกษียณอายุ พวกท่านเคยเป็นอาจารย์สอนที่ไหนมาก่อน

มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ ไม่ใช่แค่นักศึกษาของที่นั่นที่เป็นระดับหัวกะทิของประเทศ เพราะว่าอาจารย์ผู้สอน ก็เป็นระดับหัวกะทิของประเทศ กระทั่งของโลกเสียด้วยซ้ำ

แต่ว่า

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ เพียงแค่เรื่องของวิธีการสอน..”

“พ่อหนุ่มให้พวกเราไปลองสอนดูก่อนก็ได้ ถ้าหากว่าพวกเราสอนไม่ดี พ่อหนุ่มก็ไม่ต้องเกรงใจที่จะบอก” หญิงชราพูดขึ้นบ้าง เธอก็เหมือนสามีของเธอ ที่คิดถึงการสอนหนังสือ

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณคุณตาคุณยายนะครับ แต่ว่าเรื่องของค่าตอบแทน จะเป็นเพียงอาหารสามมื้อไม่ได้อย่างเด็ดขาด ผมขอตอบแทนน้ำใจของคุณตาคุณยาย เป็นเงินเดือนละห้าหมื่นได้ไหมครับ ถ้าคุณตาคุณยายไม่รับไว้ ผมคงไม่สบายใจที่จะรบกวนพวกท่าน” พสุธาพูดอย่างอ่อนน้อม

“เอาเถอะ เมื่อพ่อหนุ่มยืนกราน พวกฉันก็จะรับ แต่ห้าหมื่น นั่นมันเยอะเกินไปแล้ว พวกเราสองคนไม่ได้ต้องการเงินเยอะขนาดนั้นหรอก ให้พวกเราเพียงแค่ห้าพันก็พอแล้ว ตกคนละสองพันห้า นี่ยังเยอะกว่าเบี้ยคนชราที่รัฐบาลให้อีกนะ”

พสุธาชะงักไปเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย แล้วเขาก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เป็นการหัวเราะที่แฝงความหดหู่เอาไว้ สำหรับคุณภาพชีวิตของคนชราในประเทศนี้ ก่อนที่เขาจะพูดว่า

“ไม่ได้หรอกครับ พวกท่านต้องได้รับเงินตอบแทนที่สมศักดิ์ศรี คนละห้าหมื่นบาทนั้น เหมาะสมแล้วครับ”

คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้คู่สามีภรรยาตื่นตะลึง

“อะไรนะ คนละห้าหมื่นหรือ ฉันคิดว่าห้าหมื่นนั้นสำหรับพวกเราสองคนที่คิดรวมกันแล้ว ไม่ได้หรอก ไม่ได้หรอก เดือนหนึ่งรวมกันก็หนึ่งแสนแล้ว มันเยอะเกินไป ค่าจ้างขนาดนี้ ไปจ้างพวกหนุ่มสาวก็ยังมีคนแย่งกันหัวร้างข้างแตก” หญิงชราอึ้งไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปฏิเสธ

แต่พสุธาก็ยังคงยืนกราน ก่อนที่จะตกลงกันลงตัว อยู่ที่เดือนละสามหมื่นบาท สองคนก็หกหมื่นบาทต่อเดือน

จำนวนเงินเพียงแค่นี้ ถือว่าเล็กน้อยสำหรับพสุธา พสุธายังคิดว่าตัวเองได้เปรียบมากเสียด้วยซ้ำ

มีอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์อยู่ใกล้ตัว เพื่อนของเขายังจะสอบเข้าเรียนที่นั่นไม่ติดได้เหรอ!

 

“พัฒน์พงศ์ รักษ์พนา ผู้จัดการทั่วไปบริษัทซัน แคปปิตอล ฉันอยากให้พวกนายล่อไปที่คาสิโนสักหน่อย” พสุธาต่อสายหาแฟรงค์ แล้วพูดถึงความต้องการของตัวเอง

“นายน้อยต้องการให้จัดการยังไงครับ” แฟรงค์พูดถาม เขาหมายถึงเมื่อล่อลวงอีกฝ่ายไปที่คาสิโนของแก๊งพวกเขาได้แล้ว

“ทำให้หมดตัว ให้หมอนั่นต้องเอาบ้าน เอาสินทรัพย์ทั้งหมดไปจำนอง เมื่อหมดตัวแล้ว ก็ท้าพนันต่อ ครั้งนี้เอามือเป็นของพนัน”

“นายน้อยต้องการตัดมือมันทิ้งเลยหรือครับ” แฟรงค์ถาม และอยากรู้ขึ้นมาว่า ‘ไอ้โง่’ คนไหน ที่มันทำให้นายน้อยโกรธ

“ไม่หรอก แค่ต้องการให้มันกลัวจนเลิกเล่นการพนันก็เท่านั้น ส่วนทรัพย์สินของมันที่ยึดมาได้ ฉันต้องการ ค่าเสียหาย ฉันรับผิดชอบเอง” พสุธาไม่ได้ต้องการเล่นงานลูกชายของสองสามีภรรยาจนตาย เพราะว่าอย่างไรนั่นก็เป็นลูกชายคนเดียวของท่าน อีกทั้งยังมีลูกมีเมียที่ต้องดูแล

เขาก็แค่ต้องการให้ลูกอกตัญญูคนนั้น กลับตัวกลับใจ กลับมาใช้ชีวิตอย่างเข้าที่ข้างทางเหมือนเดิม

“ทราบแล้วครับ แต่เรื่องค่าเสียหาย นายน้อยเป็นนายน้อย อย่าว่าแต่เงินแค่นั้นเลยครับ ต่อให้นายน้อยต้องการเงินทั้งหมดของคาสิโน ก็ยังได้” แฟรงค์พูดอย่างกระตือรือร้น

พสุธาหัวเราะ ก่อนที่จะพูดออกไป

“ได้ ไว้วันไหนฉันขาดเงิน ฉันจะไปขอจากนาย”

“นายน้อยไม่ขอ นายใหญ่ก็พร้อมมอบทุกอย่างให้นายน้อยอยู่แล้วครับ ขอแค่นายน้อยรับนายใหญ่ไปเลี้ยงดูก็พอ”

 

“ลูคัส สาวคนนั้นมองมึงตาละห้อยแล้ว ไม่สนใจสักหน่อยหรือวะ” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมา แล้วส่งสายตามองไปยังโต๊ะที่อยู่ไม่ไกล

“หรือถ้ามึงไม่สนใจผู้หญิง หนุ่มน้อยตรงนั้นก็พร้อมจะให้มึงเล่นสนุกด้วยนะ” ชายอีกคนก็ชี้ไปยังอีกด้านหนึ่ง

ลูคัสที่ถูกเพื่อนลากมาร่วมวงสังสรรค์ เขาก็ปฏิเสธอย่างไม่สบอารมณ์

“กูจะนอนกับใคร จะเอากับใคร ต้องให้พวกมึงมาเสือกด้วยไหม”

“ก็พักนี้กูไม่เห็นมึงจะเรียกหาใครเลยนี่หว่า อย่าบอกนะว่ามึง ‘ลุก’ ไม่ขึ้นแล้ว” วิลเลียม เพื่อนสนิทของลูคัสพูดขึ้นมา เขาแกล้งทำสีหน้าหยามเหยียด

“ทำไม มึงอยากจะลองนอนกับกูดูหรือไง” ลูคัสเหยียดรอยยิ้มถามออกไป

“ไอ้เหี้ย อย่าพูดอะไรน่ากลัวแบบนั้นสิวะ” วิลเลียมเผยสีหน้าผะอืดผะอมในทันที

ลูคัสแค่นเสียงในลำคอ

“กูถามจริง ๆ ทำไมอยู่ ๆ มึงไม่ควงใครแล้วล่ะวะ หรือว่ามีตัวจริงแล้ว” ไคโอ เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง พูดถามอย่างจริงจัง

พวกเขาอยู่ในแวดวงเดียวกัน คบหากันมานานหลายปี เคยเห็นลูคัสเปลี่ยนคู่ควงอยู่บ่อย ๆ และเป็นชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่ต่อต้านการแต่งงานอย่างชัดเจน ทว่าช่วงหลังมานี้ ไม่มีข่าวลูคัสกับใครเลย ดังนั้นพวกเขาจึงอดที่จะแปลกใจไม่ได้

“เป็นไปไม่ได้ มันเคยบอกว่าจะไม่แต่งงานนี่ ใช่ไหม” ประโยคแรกวิลเลียมคัดค้าน ก่อนที่เขาจะหันไปขอคำยืนยันจากลูคัส

“ใช่ กูไม่แต่งงาน”

“พูดถึงเรื่องแต่งงาน ถึงมึงไม่อยากแต่งงาน แต่มึงก็ต้องมีลูกนะ ไม่อย่างนั้นใครจะมาสืบทอดตำแหน่งของมึง” ไคโอ ที่แต่งงานแล้ว มีลูกแล้ว และก็หย่าแล้ว พูดถึงสิ่งที่พวกเขาต้องรับผิดชอบ

ต้องมีผู้สืบทอด

“แล้วใครบอกว่ากูไม่มีลูก ก็มีลูกแล้ว ลูกกูเป็นเด็กดี น่ารัก อ่อนโยน สดใสร่าเริง” ลูคัสพูดอย่างโอ้อวด

เพื่อนสองคนของลูคัสมีสีหน้าตื่นตะลึงในทันที

“กูไม่รู้ว่าจะตกใจเรื่องไหนก่อนดี เรื่องที่มึงมีลูกแล้ว หรือเรื่องที่ลูกมึงมีนิสัยแบบนั้น ถ้าได้ยีนจากมึงมา ก็ไม่น่าจะมีนิสัยแบบนั้นได้นะ” วิลเลียมพูดอย่างจริงจัง ราวกับว่านี่เป็นงานวิจัยที่ต้องการข้อถกเถียง

“กูเห็นด้วย คิดสภาพลูกของมึงสดใสร่าเริงไม่ออก แค่เป็นลูกของมึง ก็น่าจะต้องรู้สึกหดหู่แล้วหรือเปล่า” ไคโอพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ผลก็คือได้รับฝ่าเท้าใหญ่ ๆ ของลูคัสเป็นการตอบแทน

“ลูกมึงน่ะสิที่หดหู่ ลูกกูรักกูจะตาย”

 

“นายน้อยไม่ขอ นายใหญ่ก็พร้อมมอบทุกอย่างให้นายน้อยอยู่แล้วครับ ขอแค่นายน้อยรับนายใหญ่ไปเลี้ยงดูก็พอ”

“อย่าพูดเรื่องอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้เลย” พสุธารีบปฏิเสธ ก่อนที่จะกดตัดสายทิ้งทันที ราวกับกลัวว่าถ้าเขาตัดสายทิ้งช้ากว่านี้ เขาจะต้องรับลูคัสมาเลี้ยงดูจริง ๆ

หลังจากที่พสุธาวางสายโทรศัพท์จากแฟรงค์ โทรศัพท์ของเขาก็มีคนต่อสายเข้ามา เป็นคุณวินิจนั่นเอง

“ท่านประธาน เรื่องบ้านอบอุ่น จัดการเรียบร้อยแล้วครับ ได้โฉนดที่ดินกลับมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนบ้านสามหลังที่ขนาบข้างคฤหาสน์กิจอนันต์ ผมก็ได้ไปเจรจาแล้วครับ พวกเขายินดีที่จะขายในราคาสองร้อยล้านบาทครับ”

“โอเค ขอบคุณคุณมาก ที่ช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ผม เรื่องค่าใช้จ่าย ผมจะโอนไปทันที”

“เป็นเรื่องที่ผมสมควรทำอยู่แล้วครับ” คุณวินิจรีบพูดทันที ก่อนจะพูดต่อว่า

“เรื่องทีมขนย้าย ผมได้ติดต่อทีมขนย้ายบ้านมืออาชีพแล้วครับ ส่วนรถที่จะพาเด็ก ๆ ไปบ้านใหม่ ผมจะให้รถบัสของบริษัทไปช่วย ท่านประธานคิดว่าอย่างไรครับ”

“ได้ ตามที่คุณพูดมาเลย พามาที่บ้านหลังข้าง ๆ บ้านของผมก่อนนะ พวกเขาจะต้องอยู่ที่นั่นไปก่อน ก่อนที่คฤหาสน์สี่หลังนั้นจะปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย”

“คฤหาสน์สามหลังที่เพิ่งติดต่อซื้อมา อยู่ในสภาพที่ดีมากครับ ปรับปรุงแค่เล็กน้อย รวมถึงเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ ก็สามารถเข้าอยู่ได้ ผมคาดว่าใช้เวลาไม่เกินสามวันครับ”

“ถ้าอย่างนั้น ข้าวของที่บ้านอบอุ่น เอาที่แค่จำเป็นมาก่อน ส่วนที่เหลือ ค่อยขนย้ายตอนที่เข้าไปอยู่บ้านใหม่ จะได้ไม่ต้องย้ายไปย้ายมาหลายรอบ”

“ได้ครับ ว่าแต่ท่านประธานครับ ที่ดินผืนนี้ ท่านประธานจะถือครองเอาไว้เอง หรือจะส่งให้บ้านอบอุ่น หรือว่าจะขายต่อครับ มีนายหน้าติดต่อมา ต้องการซื้อที่ดินผืนนั้นครับ”

“นายหน้าคนไหน คุณมีรูปหรือเปล่า ส่งมาให้ผมดูสักหน่อย” พสุธานึกถึงชายสองคนที่วางแผนจะเล่นงานเขา เพื่อแย่งชิงที่ดิน

“ผมจะส่งให้ท่านประธานในภายหลังครับ”

“ได้” พสุธาตอบตกลง ก่อนที่จะขอตัววางสาย

หลังวางสายจากคุณวินิจ พสุธาก็สตาร์ทรถ ก่อนจะขับกลับบ้าน ทว่าเขาขับรถออกจากคอนโดมิเนียมมาได้ไม่เท่าไร ก็ถูกรถจักรยานยนต์คันหนึ่งขับปาดหน้า ทำเอาเขาต้องเหยียบเบรกกะทันหัน

โชคดีที่รถหรูมีสมรรถนะที่ดีมาก และพสุธาก็มีปฏิกิริยาตอบสนองเร็ว ไม่อย่างนั้นเขาคงจะเหยียบเบรกไม่ทัน และทำให้เกิดอุบัติเหตุไปแล้ว

“รีบขนาดนี้ ทำไมไม่ไปตั้งแต่เมื่อวานนะ” หม่อมหลวงศศิน ที่นั่งอยู่ข้างหลัง พูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

พสุธาตอนแรกที่ยังอารมณ์ขุ่นมัว เมื่อได้ยินคำพูดของหม่อมหลวงศศิน เขาก็หลุดหัวเราะออกมา

“นายไปเรียนคำพูดแบบนี้มาจากที่ไหนน่ะ” วิญญาณที่มีอายุร้อยกว่าปีนี้ เรื่องดี ๆ ไม่ไปเรียนรู้ แต่เป็นเรียนรู้การพูดเสียดสีมา

“นายท่าน คนคนนั้นไม่มีจิตสำนึกเลย ขับรถแบบนี้ ถ้าทำให้คนอื่นเกิดอุบัติเหตุ ตัวเองจะรับผิดชอบไหวเหรอ” หม่อมหลวงศศินพูดเสียงขึ้นจมูก

พสุธาส่ายหน้า

“ก็แค่คิดถึงความสนุกของตัวเอง ไหนเลยจะนึกถึงความเดือดร้อนของคนอื่น คนแบบนี้ ถ้าไม่เห็นโลงศพ ก็ไม่หลั่งน้ำตาหรอก” พสุธาพูดแล้วก็ไม่สนใจเรื่องนี้อีก เขาไม่อยากอารมณ์เสียกับคนแบบนี้มากเกินไป วันนี้เขามีเรื่องให้ต้องจัดการจนเหนื่อยไปหมดแล้ว

ทว่าพสุธาขับต่อมาอีกได้ไม่ไกลเท่าไรนัก ก็เห็นว่าข้างหน้ามีการจราจรติดขัด เห็นหลายคนมุงดูอยู่ ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้น

“นายท่าน ดูนั่นสิ!” หม่อมหลวงศศินชี้ให้พสุธามองไปยังจุดจุดหนึ่ง พสุธามองตามไป ก็เห็นชายคนหนึ่งที่อยู่ในชุดแบบเดียวกับคนที่ขับรถปาดหน้าเขาไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้เจ้าตัวอยู่ในสภาพคอหัก

ใช่แล้ว คอหัก และที่พสุธาเห็นก็ไม่ใช่คน แต่เป็นวิญญาณ

พสุธาไม่รู้ว่าความรู้สึกของตัวเองตอนนี้เป็นเช่นไร คนที่ขับรถอย่างไม่ระมัดระวัง จนเกือบจะทำให้เขาต้องประสบอุบัติเหตุ แต่ตอนนี้เจ้าตัวกลับประสบอุบัติเหตุเสียเอง

และน่าจะเสียชีวิตคาที่ด้วย

“นี่มัน..” คุณพร้อมก็รู้สึกพูดไม่ออกอยู่เหมือนกัน

พสุธาไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเบี่ยงรถไปใช้อีกช่องทางหนึ่ง ไม่ได้หันกลับไปมองอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอีก

ไม่สงสาร และไม่สมน้ำหน้า หวังเพียงว่าเหตุการณ์แบบนี้ ต่อไปจะเกิดขึ้นให้น้อยลงสักหน่อย และไม่เกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดของเขา

 

“ซื้ออะไรมาเยอะแยะวะน่ะ” นะโมถามพสุธาอย่างอึ้ง ๆ เมื่อเขาเห็นรถคันใหญ่ขนของเข้าไปในคฤหาสน์หลังข้าง ๆ ซึ่งปกติแล้วเอาไว้ใช้จอดรถของพสุธาเท่านั้น

“พวกเครื่องนอน”

“เครื่องนอน? เครื่องนอนอะไรครับ ทำไมต้องซื้อเยอะขนาดนั้น” พันไมล์ถามขึ้นมาบ้าง ขณะที่ปฐพีก็สงสัยเช่นกัน

“พอดีไปเจอบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งมีปัญหา จะถูกไล่ที่น่ะ ก็เลยอาสาแก้ไขปัญหา ด้วยการหาบ้านใหม่ให้ ระหว่างที่รอย้ายเข้าบ้านใหม่ ก็ให้ย้ายมาพักที่นั่นไปก่อน” พสุธาหมายถึงคฤหาสน์ที่ลูคัสซื้อให้เขา

“มึงหมายถึงบ้านเด็กกำพร้าทั้งบ้าน ไม่ใช่แค่เด็กกำพร้าหนึ่งคน?” เฮียโก้ทวนถาม

“ใช่สิ บ้านอบอุ่น มีเด็กแปดสิบคน แม่ครูหนึ่งคน และพี่เลี้ยงอีกสามคน รวมทั้งหมดแปดสิบสี่คน” พสุธาแจกแจงตัวเลขที่แน่ชัดให้ฟัง

“เยอะขนาดนั้นเลย บ้านหลังนั้นจะพอพักเหรอครับ” พันไมล์ถามอย่างสงสัย

“พออยู่แล้วครับ แน่นอนว่าไม่สามารถนอนหนึ่งคนหนึ่งห้องได้หรอก” พสุธาไม่ได้บอกว่าบ้านอบอุ่นที่พวกเด็ก ๆ อยู่กันในตอนนี้ มีขนาดเล็กกว่าคฤหาสน์หลังข้าง ๆ นั่นเป็นไหน ๆ เด็ก ๆ ยังอยู่กันมาได้เลย

“แล้วพวกเขาจะย้ายเข้ามาวันไหน พี่อยากไปช่วยจัดการเรื่องที่พัก” ศิลาพูดอย่างกระตือรือร้น

“มาวันพรุ่งนี้ หลังจากเลิกเรียน หินก็ไปเล่นกับเด็ก ๆ สิ มึงด้วยโม พรุ่งนี้ว่าง ๆ ไปเล่นกับเด็ก ๆ ได้นะ อ้อ กูหาครูสอนพิเศษได้แล้ว พวกท่านจะมาสอนให้เด็ก ๆ แต่กูจะขอให้สอนให้มึงด้วย รับรองว่ามึงต้องสอบเข้าสยามปราชญ์ได้แน่ ๆ”

“ไม่ กูบอกตอนไหนว่ากูอยากเรียนพิเศษ” นะโมพูดเสียงดังทันที

“มึงไม่ต้องบอกหรอก กูรู้ใจมึงดี” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะพูดต่อ

“อาจารย์ทั้งสองท่านเคยสอนที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์มาก่อน นี่เป็นโอกาสที่ดีมาก มึงต้องคว้าเอาไว้ให้ได้นะ” ครั้งนี้พสุธาพูดอย่างจริงจัง เขาไม่อยากให้เพื่อนไม่เห็นค่า ในสิ่งที่คนมากมายอยากได้ แต่ไม่สามารถหามาได้

นะโม และคนอื่น ๆ เมื่อได้ยินว่าครูสอนพิเศษที่พสุธาหามา เป็นถึงอดีตอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ พวกเขาก็ตื่นตะลึงพรึงเพริดในทันที เพราะในที่นี้ นอกจากนะโมแล้ว พวกเขาก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักศึกษาของที่นั่น ย่อมรู้ดีกว่าใคร ๆ ว่าอาจารย์ที่นั่นนั้นเก่งกาจแค่ไหน

“เข้าใจแล้ว มึงสบายใจได้ กูไม่ทำให้ความพยายามของมึงสูญเปล่าหรอก” นะโมก็เลิกโอดครวญ เขาพูดให้คำมั่นสัญญา

พสุธาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะชวนทุกคนไปช่วยกันจัดห้องให้กับเด็ก ๆ ที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้ และทุกคนก็เต็มใจเป็นอย่างยิ่ง

 

“สวัสดีครับแม่ครูภาวนา ผมสุรัส เป็นผู้ช่วยของผู้ช่วยพิเศษของท่านประธาน ผมได้รับมอบหมายให้มาช่วยทุกคนย้ายไปยังบ้านหลังใหม่ครับ” สุรัสที่ได้รับมอบหมายงานมาจากคุณวินิจอีกที เขาก็ปฏิบัติต่อแม่ครูภาวนาอย่างสุภาพ ให้เกียรติ และนับถือ

คนที่สามารถเสียสละทรัพย์สินมากมาย ยอมทนลำบาก เพื่อโอบอุ้มเด็ก ๆ ที่ถูกทอดทิ้ง ควรค่าแก่การถูกเคารพนับถือแล้ว

ท่านประธานของเขาก็เช่นกัน

พวกเขารู้มาตลอดว่าท่านประธานของตัวเองนั้น เป็นคนที่ใจกว้าง และไม่เอาเปรียบลูกน้อง แต่ตอนนี้เขาได้รู้แล้ว ท่านประธานของเขาไม่เพียงแค่ใจกว้างเท่านั้น แต่ยังใจดีมากอีกด้วย

คฤหาสน์หลังหนึ่ง บอกจะให้คนอื่นเข้าไปอยู่ ก็ให้เขาไปอยู่เลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ทุ่มทุนซื้อคฤหาสน์อีกสามหลัง เพื่อเด็กกำพร้าเหล่านี้

ฝั่งแม่ครูภาวนา เธอก็ค่อนข้างงุนงงกับตำแหน่งของชายตรงหน้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่กระทบต่อความกระตือรือร้นของเธอ เธอยิ้มต้อนรับ และพูดขอบคุณ

“ไปกันเถอะครับ ขึ้นรถกัน เอาเฉพาะของใช้ส่วนตัวไปกันก่อนนะครับ พวกที่เหลือค่อยขนย้ายไปบ้านหลังใหม่ที่กำลังเตรียมการปรับปรุงอยู่ คาดว่าไม่น่าจะเกินสามวัน ก็สามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้แล้วครับ” สุรัสพูดตามที่เขารู้มา

“แบบนั้น รอไปที่นั่นทีเดียวเลย ไม่ดีกว่าหรือคะ จะได้ไม่ต้องรบกวนพวกคุณหลายรอบ” แม่ครูภาวนาถามอย่างเกรงใจ

“ท่านประธานอยากให้ย้ายไปวันนี้เลยครับ ท่านห่วงความปลอดภัยของพวกเด็ก ๆ” สุรัสไม่ได้พูดอย่างชัดเจนว่าห่วงความปลอดภัยของเด็ก ๆ ในเรื่องอะไร แต่แม่ครูภาวนาก็พอจะเดาได้ เธอนึกถึงท่าทีของนายหน้าสองคนที่มาคุยกับเธอเมื่อวานนี้ สีหน้าของเธอก็เผือดสีไป ไม่มีความลังเลใจอีก บอกให้เด็ก ๆ พากันขึ้นรถบัสที่สุรัสนำมา

เมื่อเด็กได้ขึ้นรถบัสของบริษัท พวกเขาก็ตื่นเต้นกันเป็นอย่างมาก ตื่นเต้นที่ได้ขึ้นรถ และตื่นเต้นที่จะได้ก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย

แต่ละคนตื่นเต้นจนกระทั่งมาถึงคฤหาสน์หลังงาม ก็เบิกตากว้าง

“ว้าว นี่มันคือวังนี่นา”

“ในวังมีองค์หญิงใช่ไหม”

“หนูอยากเป็นองค์หญิง” หนูน้อยคนหนึ่งพูดขึ้นมา เด็กชายอีกคนก็พูดขึ้นบ้าง

“ผมก็อยากเป็นองค์หญิงเหมือนกัน”

คำพูดที่ไร้เดียงสานี้ ทำให้สุรัสยิ้มออกมา

“เด็ก ๆ ร่าเริงกันดีนะครับ” สุรัสพูดกับแม่ครู

“ต้องขอบคุณคุณพสุธา ที่ทำให้พวกเขามีความสุขกันขนาดนี้” แม่ครูพูดอย่างซาบซึ้งใจ ก่อนจะถามหาพสุธา

“ท่านาประธานไปทำงานครับ ทำให้วันนี้มาต้อนรับพวกคุณเองไม่ได้ แต่ว่าเดี๋ยวพี่ชาย และเพื่อน ๆ ของท่านประธานน่าจะมาเยี่ยมนะครับ” สุรัสพูดบอก

“ฉันจะรอต้อนรับค่ะ” แม่ครูก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้ต้อนรับคนใกล้ชิดของพสุธา

“พวกเราอย่าเพิ่งพูดอะไรกันตรงนี้เลยครับ เข้าไปดูข้างในเถอะ ท่านประธาน และเพื่อน ๆ ของท่านช่วยกันจัดเตรียมเอาไว้” คำพูดนี้ของสุรัส ทำให้แม่ครูภาวนา และพี่เลี้ยงอีกสามคน รู้สึกอึ้งมาก

พวกเขาไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของพสุธา แต่ลำพังแค่สามารถยกคฤหาสน์แบบนี้ให้คนอื่นเข้ามาอยู่ได้ง่าย ๆ เจ้าตัวก็ต้องมีทรัพย์สินมหาศาลอย่างแน่นอน แล้วคนที่รวยขนาดนั้น มาลงมือจัดเตรียมที่พักให้พวกเขาเอง นี่มันให้เกียรติกันเกินไปแล้ว

พวกเธอรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งกว่าเดิม แต่ครั้งนี้ไม่ได้พูดขอบคุณออกมา

พวกเธอคิดว่าแค่ขอบคุณคงไม่พอ พวกเธอต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง เพื่อตอบแทนบุญคุณครั้งนี้

สุรัสรู้ว่าพวกเธอคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พาคนจากบ้านอบอุ่นเข้าไปในคฤหาสน์

“ที่นี่มีทั้งหมดสามชั้น ชั้นแรกมีห้องนอนอยู่สามห้อง มีห้องโถงเอาไว้ต้อนรับแขก มีห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องครัว โดยจะแยกเป็นครัวสยาม และครัวฝรั่ง นอกจากนี้ก็มีห้องน้ำสามห้อง ไม่รวมมห้องน้ำที่อยู่ในห้องนอน ส่วนชั้นสองและชั้นสาม จะห้องนอนชั้นละสิบห้อง และแต่ละชั้นมีพื้นที่ส่วนกลางเอาไว้ให้นั่งเล่นด้วยกัน”

เมื่อได้ยินจำนวนห้องนอน แต่ละคนก็อ้าปากค้าง พี่เลี้ยงคนหนึ่งยังอดไม่ได้ที่จะหลุดปากออกมาว่า

“แน่ใจนะว่านี่คือบ้าน ไม่ใช่โรงแรม ห้องเยอะขนาดนี้!”

“บ้านครับ บ้าน หลังข้าง ๆ นั่นก็เป็นบ้านของท่านประธาน ท่านประธานพักอยู่ที่นั่นครับ”

“อ๋า” พี่เลี้ยงคนเดิมร้องเสียงหลง เพราะตอนที่มาถึง เธอก็ได้เห็นคฤหาสน์หลังข้าง ๆ แล้ว พบว่ามันสวย และใหญ่กว่าหลังนี้อีก

“ทำไมถึงมีวังสองหลังเลยล่ะคะ” หนูน้อยคนหนึ่งถามขึ้นมาอย่างไร้เดียงสา ในอ้อมแขนของเธอ ยังมีกระต่ายตัวโปรดอยู่

สุรัสได้ยินคำถามนี้ เขาก็ถามในใจว่า

‘เขาสามารถพูดความจริงเลยได้หรือเปล่า ว่าคฤหาสน์หลังนี้ พ่อบุญธรรมของท่านประธานซื้อเอาไว้ให้จอดรถโดยเฉพาะ!’