LNCrawler

108. ตอนที่ 106

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 106

“ห้องนอนด้านล่างสามห้องนี้ ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับแม่ครู และคุณพี่เลี้ยงทั้งสาม ดังนั้นต้องลำบากสองท่านแชร์ห้องร่วมกันนะครับ แต่ว่าวางใจได้เลยครับ ที่บ้านหลังใหม่ จะจัดห้องส่วนตัวเอาไว้ให้อย่างแน่นอน”

สุรัสพูดแนะนำห้อง และอธิบาย

“พวกเราสามคนนอนห้องเดียวกันได้ค่ะ จริง ๆ นะคะ ไม่ต้องลำบากเลยค่ะ ห้องเก็บไว้แบ่งให้เด็ก ๆ ดีกว่า” พี่เลี้ยงสามคนรีบพูด ตอนที่อยู่บ้านอบอุ่น พวกเธอก็ใช้ห้องนอนร่วมกัน ถึงขนาดต้องเอาเด็กเล็กมานอนกับพวกเธอด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อได้ยินที่สุรัสพูด พวกเธอก็ซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก แต่ก็เกรงใจมากด้วยเช่นกัน

“ท่านประธานกล่าว่า สิ่งที่ท่านต้องเตรียม ท่านก็จะเตรียมให้ แต่สุดท้ายแล้ว จะจัดการอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับแม่ครูครับ” สุรัสพูดด้วยรอยยิ้มบาง

แม่ครูภาวนาก็มีสีหน้าซาบซึ้งใจไม่แพ้พี่เลี้ยงทั้งสามคน

“ขึ้นไปดูที่ชั้นสอง และชั้นสามกันเถอะครับ” สุรัสพูด ก่อนที่เขาจะย่อตัวลง แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นหนึ่งขึ้นมา

เด็กอายุสองขวบคนนี้ เป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดในบ้านอบอุ่นแล้ว และก็มีเด็กวัยสามขวบอีกสี่คน ที่เหลือก็อยู่ระหว่างเจ็ดถึงสิบเอ็ดขวบ อ้อ มีสิบสี่ปีอยู่หนึ่งคน สิบสามปีอยู่ห้าคน และสิบสองปีอยู่สามคน

เจ้าหนูน้อย เมื่อถูกคนแปลกหน้าอุ้ม ก็ไม่มีทางตื่นกลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะในความคิดของเขา พี่ชายแปลกหน้าคนนี้ เอารถไปรับพวกเขามาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่

พี่ชายเป็นคนดี!

สุรัสไม่รู้ว่าตัวเองได้ความดีความชอบไปแล้ว ในสายตาของเด็ก ๆ เขาอุ้มเด็กน้อย ส่วนแม่ครู และพี่เลี้ยงก็อุ้มและจูงเด็กเล็ก ๆ คนอื่น โดยมีบรรดาเด็กโตคอยชั่วเหลือด้วย

พวกเขาเดินขึ้นบันไดไปบนชั้นสองของบ้านด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ระคนคาดหวัง เพราะว่าหลังจากนี้ มันจะเป็นห้องนอนของพวกเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้นอนที่นี่แค่ไม่กี่คืน และต้องย้ายไปที่บ้านหลังใหม่อีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี

อย่างน้อยครั้งหนึ่งก็ได้นอนในบ้านที่สวยขนาดนี้!

“ห้องนอนทั้งยี่สิบห้องของชั้นสองและชั้นสาม ถูกจัดเตรียมไว้ในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด เพื่อที่เด็ก ๆ จะได้ไม่ต้องลำบากใจเวลาเลือกห้องกันน่ะครับ โดยหนึ่งห้อง จะสามารถนอนได้สี่คน ส่วนจะแบ่งกันอย่างไร ก็ตามการตัดสินใจของแม่ครูเลยครับ” สุรัสพูด ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน จากนั้นพวกเขาก็เห็นห้องนอนที่มีแสงสว่างส่องถึง มีตู้เสื้อผ้าสีขาว มีโต๊ะเครื่องแป้ง ชุดเครื่องนอนเป็นสีฟ้าพาสเทล ดูสดใส และนุ่มนวลอ่อนโยน เหมาะสมทั้งกับเด็กผู้หญิง และเด็กผู้ชาย

“ว้าว สวยจังเลย”

“ว้าว เตียงนุ่มจังเลย”

“หมอนหอมมากเลย”

เด็กน้อยวัยสาม สี่ขวบที่ยังไร้เดียงสาอยู่มาก เมื่อเห็นห้องนอนสวย ๆ พวกเขาก็สะบัดมือออกจากการเกาะกุมของพวกพี่ ๆ แล้ววิ่งไปปีนขึ้นเตียง กระโดดดึ๋ง ๆ อยู่บนเตียงอย่างมีความสุข และสนุกสนาน

“เด็ก ๆ ลงมา แม่ครูบอกว่ายังไง ถ้ายังไม่ได้ล้างเท้า จะขึ้นไปบนที่นอนไม่ได้นะ” แม่ครูพูดดุ แต่น้ำเสียงอ่อนโยนมาก ทำให้เด็ก ๆ แทบจะไม่กลัวกันเลย ทว่าถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยอมลงจากเตียงแต่โดยดี

สุรัสยิ้มให้กับความว่าง่าย และรู้ความของเด็ก ๆ เหล่านี้

“ห้องนอนห้องอื่น ผมคงไม่พาไปดูแล้วนะครับ เพราะว่ามันก็เหมือนกัน เดี๋ยวพวกเรากลับลงไปที่ข้างล่าง ไปดูที่ห้องครัวกัน ที่นั่นนอกจากอุปกรณ์ทำครัวแล้ว ยังมีวัตถุดิบด้วยนะครับ ท่านประธานสั่งให้คนเตรียมเอาไว้ และท่านประธานก็ฝากให้ผมถามว่า ต้องการแม่ครัวมาช่วยงานสักสองสามคนไหมครับ”

“ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้องจริง ๆ ค่ะ พวกเราทำกันเองได้ เด็ก ๆ ของพวกเราส่วนใหญ่แล้วทำอาหารเป็นกัน” แม่ครูรีบพูดทันที เธอซาบซึ้ง และเกรงใจจนไม่รู้จะหาคำพูดไหนมาขอบคุณพสุธาได้แล้ว พสุธาใส่ใจพวกเขามากจริง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเตรียมให้อย่างพิถีพิถัน ไม่มีร่องรอยของการทำไปอย่างส่ง ๆ เลยสักนิดเดียว

“ถ้าอย่างนั้นผมก็จะแจ้งท่านประธานให้ทราบตามนี้นะครับ แล้วก็เรื่องการเรียนของเด็ก ๆ ท่านประธานเชิญครูสองท่านมาสอนเด็ก ๆ ได้แล้วนะครับ ท่านหวังว่าต่อไป เด็ก ๆ จะสามารถไปโรงเรียนได้”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เป็นเอกที่เป็นเด็กที่โตที่สุด และกำลังอยู่ในวัยเรียน ก็ดวงตาเปล่งประกาย

ถ้ามีครูมาสอน เขาก็ไม่ต้องไปเรียนที่โรงเรียนแล้วน่ะสิ เขาสามารถเรียนกับคุณครูที่ถูกเชิญมาได้ จากนั้นเขาก็ค่อยไปสอบเทียบเอา เมื่อเขาไม่ต้องไปโรงเรียน เขาก็สามารถอยู่ช่วยงานที่บ้านได้

“คุณพสุธาใส่ใจกับพวกเด็ก ๆ มาเลยนะคะ” แม่ครูภาวนาพูดเสียงอ่อนโยน

“ท่านประธานใส่ใจกับทุกคนที่ท่านเห็นว่าเป็นคนของท่านครับ” สุรัสพึมพำแก้ไขคำพูดของแม่ครูภาวนา ซึ่งก็ไม่มีใครได้ยินชัด

แม่ครูภาวนามองสุรัสเป็นเชิงถาม ว่าเมื่อครู่นี้เจ้าตัวพูดอะไร แต่ว่ายังไม่ทันที่สุรัสจะได้พูดตอบ เขาก็ได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามา

สุรัสจึงรีบลงไปดู แล้วก็เห็นว่าเป็นชายหนุ่มสองคนที่ก้าวลงมาจากรถ

พวกแม่ครู และพวกเด็ก ๆ ที่เดินตามมา ก็เห็นด้วยเช่นกัน

“คุณนะโม คุณพันไมล์ สวัสดีครับ ผมสุรัสครับ เป็นผู้ช่วยของผู้จัดการใหญ่ หมายถึงผมเป็นผู้ช่วยของคุณวินิจครับ” สุรัสรีบแนะนำตัวเอง

“สวัสดีครับ ว่าแต่เหมือนพวกเราจะยังไม่เคยเจอกันมาก่อน คุณรู้จักผมด้วยหรือครับ” นะโมถามออกไปอย่างแปลกใจ

“ผมเคยเจอคุณนะโมนะครับ ตอนที่ตามท่านประธานมาขับรถกลับไปในคืนนั้น แล้วก็คุณนะโม และคุณศิลา ก็ไปกินเลี้ยงกับพวกเราด้วย” สุรัสพูดแก้ไข

“จริงด้วย ผมลืมไปเลย ขอโทษจริง ๆ นะครับ” นะโมรีบพูดขอโทษทันที เขารู้สึกว่ามันเสียมารยาทไม่น้อย แต่ที่มากกว่านั้นก็คือ กลัวว่าจะทำให้พสุธาดูไม่ดีไปด้วย

“คุณนะโมเกรงใจไปแล้วครับ” สุรัสรีบพูด ก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่อง

“คุณนะโมครับ ท่านนี้คือแม่ครูภาวนา เป็นผู้ก่อตั้งบ้านอบอุ่นครับ สามท่านนี้เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ๆ ของบ้านอบอุ่นครับ”

“ทุกคนครับ ท่านนี้คือคุณนะโม และคุณพันไมล์ เป็นเพื่อนกับท่านประธานครับ” สุรัสแนะนำให้คนของบ้านอบอุ่น รู้จักนะโม และพันไมล์ด้วย

พวกเขาทั้งสองฝ่ายรีบทักทายกันอย่างกระตือรือร้น

“พวกเรามารบกวนหรือเปล่าครับ พอดีว่าอยากจะมาดูว่ามีอะไรให้ช่วยบ้าง จัดของกันเสร็จหรือยังครับ ให้พวกเราช่วยจัดดีไหมครับ” นะโมถามออกไป

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ ไม่เป็นไร ของที่พวกเรานำมามีไม่เยอะค่ะ แค่ของที่คุณพสุธา และพวกคุณจัดเตรียมเอาไว้ให้ นั่นก็ดีมากแล้วค่ะ” แม่ครูภาวนาพูดอย่างเร่งรีบ

นะโมสัมผัสได้ถึงความเกรงอกเกรงใจที่อีกฝ่ายมีให้ เขาก็เข้าใจ ดังนั้นเขาจึงยิ้ม

“งั้นพวกเราไม่ช่วยแล้ว แต่ว่าพวกเราอยู่บ้านกันแค่สองคน ก็ค่อนข้างเหงา มีเด็กคนไหนอยากมาเล่นกับพวกเราบ้างไหม” นะโมหันไปหาเด็ก ๆ แล้วก็มีเด็กหลายคนที่กรูกันเข้ามาหาพวกเขา

“หนูเองค่า พี่ชายหล่อ เล่นกับหนูนะคะ” หนูน้อยวัยเจ็ดขวบ พูดอย่างฉอเลาะน่ารัก

“พี่เล่นซ่อนแอบไหมครับ เล่นซ่อนแอบ” เด็กผู้ชายอีกคนก็เสนอขึ้นมาอย่างคาดหวัง เขาคิดว่าบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ เวลาที่เขาซ่อน จะต้องไม่ถูกหาเจอง่าย ๆ เหมือนที่บ้านหลังเดิมแน่ ๆ

“พี่ชาย ทำไมพี่ตัวสูงจังเลย หล่อมากด้วย” เด็กชายอีกคนก็ถามพันไมล์อย่างไร้เดียงสา แต่ทำเอาพันไมล์ยิ้มกว้างจนหุบไม่ได้เลยทีเดียว

“หนุ่มน้อย นายตาถึงมาก” พันไมล์ย่อตัวลงพูดชมอย่างอารมณ์ดี แต่ว่า

“ถึงไหนเหรอครับ” เด็กน้อยเอียงคอถามอย่างสงสัย 

พันไมล์พูดตอบไม่ถูก เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือน ที่บอกว่า ‘ตาถึง’ เนี่ย สรุปแล้วมันถึงไหน

เห็นพันไมล์อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ นะโมก็หัวเราะคิกคักออกมา ทำเอาพันไมล์มันเขี้ยวจนต้องบีบแก้มเจ้าตัว

“มีแฟนดี ๆ ที่ไหนเขาหัวเราะเยาะแฟนบ้าง ฮึ” พันไมล์ทำเสียงในจมูก

นะโมเกือบจะสำลักเสียงหัวเราะของตัวเอง เมื่อได้ยินคำพูดของพันไมล์

“แฟนปลอม ๆ เถอะ” นะโมพูดแก้เสียงลอดไรฟัน ก่อนจะนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานนี้ และนั่นก็ทำให้เขารู้เลยว่า ละคนสั้นก็ไม่ได้ไร้สาระเสียทีเดียว เพราะเหตุการณ์ที่เกิดในละครสั้นนั้น เกิดขึ้นกับเขาด้วยจริง ๆ

เมื่อพันไมล์พาเขาเข้าไปในงานเลี้ยง และแนะนำกับทุกคนว่าเขาเป็นแฟนของเจ้าตัว สายตาของคนในงานก็มองเขาอย่างสำรวจทันที จากนั้นก็ตามมาด้วยคำถามที่เกี่ยวข้องกับสถานะทางสังคมของเขา

เช่นเรียนอยู่ที่ไหน ทำงานอะไร พ่อแม่ทำธุรกิจอะไร

และเมื่อเขาพูดความจริงออกไป ว่าเขาไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว แต่ทำงานเป็นช่างซ่อมรถยนต์ ส่วนเรื่องพ่อแม่ทำธุรกิจอะไร เขาก็ไม่รู้ เพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ของตัวเองเป็นใคร

แน่นอนว่าเมื่อตอบคำถามเหล่านี้ออกไปเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือสายตาจากสำรวจ เปลี่ยนเป็นดูถูกดูแคลน แม้ว่าคำพูดจะไม่ได้หยาบคาย แต่กิริยาท่าทางที่เมินเฉย หรือกระทั่งใช้หางตามองเขา นั่นก็สามารถบอกได้ดี

ทว่าถึงจะโดนดูถูกเหยียดหยาม โดนเมินเฉย ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนะโมเลยสักนิดเดียว ด้วยเจ้าตัวนั้นรู้ดีที่สุด ว่าตอนนี้ตัวเองเป็นอย่างไร อีกทั้งเขาเคยเจอกับการดูถูกที่มากมายยิ่งกว่านี้ เขาก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้

แต่ถึงนะโมจะไม่สะดุ้งสะเทือน และไม่ให้ค่ากับการกระทำเหล่านั้น แต่พันไมล์ไม่ใช่ เขาโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตำหนิคนเหล่านั้นอย่างไม่ไว้หน้า ก่อนจะพานะโมกลับออกจากงาน โดยไม่ไปลามารดาของตัวเองด้วยซ้ำ นี่ก็ทำให้มารดาของเขาโกรธมากเช่นกัน

แต่พันไมล์ไม่สนใจเลย ตอนที่นะโมถามว่าไม่กลัวท่านโกรธเหรอ พันไมล์ก็บอกว่า

‘หนึ่งปีมีสามร้อยหกสิบห้าวัน เขาโกรธพี่ไปแล้วสามร้อยหกสิบสี่วัน ส่วนอีกหนึ่งวันเขาก็โกรธเหมือนกัน แต่โกรธจนหน้ามืดเลยน่ะ’

นะโมได้ยินคำตอบนี้ ก็ไม่รู้ว่าควรจะเห็นใจใครดี ระหว่างคนที่ถุกแม่โกรธตลอดเวลา กับคนที่ถูกลูกทำให้โกรธ

กลับมาที่ตอนนี้ก่อน พันไมล์มองนะโมที่อยู่ ๆ ก็นิ่งไป เขาเอ่ยเรียก

“โม น้องโม นะโม!” พันไมล์ต้องเรียกถึงสามครั้ง กว่าที่นะโมจะหันมาสนใจเขา

“พี่เรียกทำไม” นะโมกะพริบตาปริบ ๆ

“เห็นเหม่อไป คิดอะไรอยู่” พันไมล์ถาม

“เปล่าพี่ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย พวกเราเล่นกับเด็ก ๆ ต่อเถอะ” นะโมตอบแล้วก็เปลี่ยนเรื่อง

พันไมล์มองนะโมอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก แต่เมื่อเจ้าตัวไม่บอก เขาเองก็จะไม่คาดคั้น ดังัน้นแล้วเขาจึงเล่นกับเด็ก ๆ ตามที่นะโมชักชวน

 

ทางฝั่งของบ้านอบอุ่น ตอนนี้ก็มีความอบอุ่นสมชื่อ แต่ในอีกสถานที่หนึ่ง ก็มีชายผมทองคนหนึ่งกำลังถูกพี่สาวของเจ้าตัวบีบเนื้อที่เอวอยู่

“ฉันบอกนายแล้วว่าวันนี้มีคนเข้ามาทำความสะอาดคอนโด ทำไมนายถึงยังไม่ตื่น ยังเอาแต่นอนอยู่ล่ะ ถ้าฉันไม่เอะใจแล้วแวะมาดู คนทำความสะอาดคงจะเข้ามาไม่ได้ เพราะนายยังไม่ตื่นเนี่ย!” คนเป็นพี่สาวยิ่งพูด ก็ยิ่งออกแรงบิดเนื้อมากขึ้น ทำเอาหัวทองร้องเสียงโหยหวน

ใช่แล้ว หัวทอง ก็คือชายหนุ่มคนเดียวกันกับที่ขับมอเตอร์ไซด์ตามสะกดรอยพสุธา เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา และนับได้ว่าเป็นผู้รอดพ้นจากความตายอย่างหวุดหวิด เพราะเป็นคนที่มีลางสังหรณ์ค่อนข้างดี เมื่อรู้สึกว่าพสุธาไม่ใช่คนธรรมดา เขาจึงถอนตัวอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงตอนนี้ ก็ยังไม่ได้ติดต่อกับปพนเลยด้วยซ้ำ

และก็ตัดสินใจแล้วด้วยว่า หลังจากนี้จะไม่ติดต่ออีกเลยด้วย

หลังจากที่มีลางสังหรณ์ใจว่าพสุธาจะไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป หัวทองก็สืบหาตัวตนที่แท้จริงของพสุธาไปทั่ว เที่ยวถามคนนู้นคนนี้ สืบไปถึงมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ เข้าไปตีสนิทกับนักศึกษาคนหนึ่งที่นั่น จากนั้นก็หลอกล่อจนอีกฝ่ายเล่าเรื่องของพสุธาออกมาอย่างไม่รู้ตัว

ความจริงเรื่องของพสุธา นักศึกษาที่สยามปราชญ์เองก็รู้ไม่มาก พวกเขารู้แค่ว่าพสุธารวยมาก เป็นเจ้าของหุ้นมากมาย มีทรัพย์สินหลายล้านล้าน แต่ข้อมูลเพียงเท่านี้ ก็ทำให้หัวทองตกใจกลัวจนลนลานได้แล้ว

พระเจ้า เขาเกือบหาเรื่องตายแล้วจริง ๆ คนที่มีทรัพย์สินขนาดนั้น เขาไปล่วงเกินไปได้เหรอ

อย่าว่าแต่เขาล่วงเกินไม่ได้เลย แม้แต่พ่อของเขาที่เป็นประธานบริษัท มีทรัพย์สินในครอบครองหลายหมื่นล้าน ก็ยังล่วงเกินไม่ได้เช่นกัน

ยิ่งคิด หัวทองก็ยิ่งตกใจกลัว เมื่อนึกว่าเมื่อวานตัวเองสะกดรอยตามอีกฝ่าย เขาก็กลัวว่าพสุธาจะมาเอาเรื่อง เมื่อคืนนี้จึงนอนไม่หลับทั้งคืน เพิ่งจะมาเผลอหลับไปตอนเช้าวันนี้ แล้วเขาก็ถูกพี่สาวปลุกขึ้นมา

กลับมาที่ตอนนี้ก่อน

“พี่ เลิกบิดเถอะ บิดอีกเนื้อก็จะหลุดแล้ว” หัวทองรีบพูดกับพี่สาวของตัวเอง น้ำเสียงอ้อนวอน ขอให้พี่สาวเมตตาปราณี อย่าบิดเนื้อที่เอวของเขาอีกต่อไปเลย

คนเป็นพี่สาว เมื่อเห็นน้องชายอ้อนวอนแล้ว ก็ยอมปล่อยมือ จากนั้นเธอก็กอดอก

“ฉันนัดพนักงานทำความสะอาดเอาไว้ตอนสิบโมง นี่ก็ใกล้จะได้เวลาแล้ว เดี๋ยวเขาก็น่าจะมาถึงแล้ว แกก็ไปอาบน้ำอาบท่า แล้วลงไปรับเขาด้วยก็แล้วกัน”

“ไม่สิ ก็แค่พนักงานทำความสะอาดไม่ใช่เหรอ ทำไมผมต้องอาบน้ำ แล้วลงไปรับเขาด้วย”

“แกจะไม่อาบน้ำก็ได้ แต่ยังต้องลงไปรับเขา เพราะถ้าแกไม่ลงไปรับเขา แล้วเขาจะขึ้นมาได้ยังไงล่ะ เขามีคีย์การ์ดเข้าห้องแกหรือไง” คนเป็นพี่สาวเลิกคิ้วถาม

หัวทองจึงได้เข้าใจว่า พี่สาวไม่ได้ให้เขาไปประจบพนักงานทำความสะอาด แต่ที่ให้ไปรับ ก็เพราะถ้าเขาไม่รับ อีกฝ่ายก็เข้ามาไม่ได้

“ก็ได้ เดี๋ยวจะลงไปรับก็แล้วกัน อันที่จริงพี่เป็นคนเรียกมา พี่ก็น่าจะรับขึ้นมาเองนะ”

“ถ้าฉันว่าง ฉันจะมาเสียเวลากับแกอยู่ตรงนี้ไหม ฉันมีธุระสำคัญ ต้องรีบไปแล้ว เป็นเพราะน้องชายไม่ได้เรื่องอย่างแกแท้ ๆ ทำให้ฉันเกือบจะไปสายแล้ว” คนเป็นพี่สาวพูดบ่น ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มหน้าผากน้องชายครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับออกไปจากห้อง

หัวทองมองพี่สาว เขาลอบเบ้ปากตามหลัง แต่เมื่อพี่สาวหันมา เขาก็ฉีกยิ้มอย่างหน้าเบี้ยว ๆ

“ยิ้มบ้าบออะไรของแก ดูไม่ได้เลยสักนิด” คนเป็นพี่สาวพูดทิ้งไว้ ก่อนจะเดินออกไปแล้วไม่หันกลับมามองอีก

บางทีอาจจะเป็นเพราะรอยยิ้มของน้องชายมันทำลายสายตาของเธอมากเกินไป

ผมทองหุบยิ้มฉับ เขาทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟาชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไปล้างหน้าแปรงฟัน

ช่างเถอะ ไปรับคนอื่นเขา ก็ต้องให้ปากสะอาดหน่อย

หลังจากที่หัวทองล้างหน้าแปรงฟันเสร็จได้ไม่ทันไร เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น

“มาถึงแล้วเหรอ รอที่ล็อบบี้ก่อนแล้วกัน ฉันจะรีบลงไป” หัวทองพูด แต่เขาก็ไม่ได้รีบอย่างที่ปากพูด ยังเอ้อระเหยลอยชาย ทำให้พสุธาต้องรออยู่เกือบสิบนาที เจ้าตัวถึงค่อยปรากฏตัว

ทว่าเมื่อหัวทองเห็นว่าคนที่จะมาทำความสะอาดคอนโดมิเนียมให้เขา และคนที่เขาปล่อยให้รอเกือบสิบนาทีคือพสุธา ขาของเขาก็อ่อนยวบลงทันที

พสุธาที่ตอนแรกจำหัวทองไม่ได้ เมื่อเขาเห็นหัวทองมีสีหน้าเกรงกลัวเขา แค่เห็นหน้าเขา เจ้าตัวก็หน้าซีดเหงื่อตก ดูเหมือนขาจะอ่อนแรงด้วย

เพราะอะไรกัน

พสุธาหรี่ตามองหัวทอง เขาคิดว่าคนที่กลัวเขา ย่อมต้องเป็นคนที่รู้จักสถานะทางการเงินของเขา และในขณะเดียวกัน ก็เคยล่วงเกินเขาเอาไว้ด้วย

พสุธาคิดไปคิดมา เขาก็ค่อยนึกออก

นี่มันคนที่ขับรถสะกดรอยตามเขาเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมานี่นา

เมื่อพสุธาคิดว่าอีกฝ่ายหนีกลับไปก่อนที่เขาจะได้ ‘เล่น’ ด้วย แววตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นแววตาอสรพิษที่จับจ้องเหยื่อในทันที

พสุธาเดินหน้าเข้าหาหัวทอง ขณะที่หัวทองก็ก้าวถอยหลังอย่างช้า ๆ พสุธาเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้หยุด เขายังเดินต่อ พลางพูดว่า

“บังเอิญจริง ๆ เลย ไม่คิดว่าหลังจากที่คุณขับรถตามสะกดรอยผมแล้วชิ่งหนีกลับไปก่อน พวกเรายังจะได้มาเจอกันอีกแบบนี้” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ แต่เป็นเสียงกลั้วหัวเราะที่เขย่าประสาทของหัวทองเป็นอย่างยิ่ง

หัวทองตอนนี้เขานึกเสียใจแล้ว

ทำไมเมื่อครู่นี้เขาถึงไม่เชื่อพี่สาว อาบน้ำแต่งตัวให้มันดี ๆ เพราะถึงเขาจะถูกเล่นงานจนตาย ก็ยังตายในสภาพที่ดี!