109. ตอนที่ 107
ตอนที่ 107
ในคอนโดมิเนียมที่ตกแต่งสไตล์วัยรุ่น มีโมเดลรถแข่งมากมายจัดตั้งอยู่ในตู้กระจก ที่พื้นก็เกลื่อนไปด้วยขยะ และเสื้อผ้าที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ซักทำความสะอาด ท่ามกลางความสกปรกเหล่านี้ มีร่างร่างหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่
พสุธานั่งกอดอกอยู่บนโซฟา มองหัวทองที่คุกเข่าด้วยสีหน้าซีดเซียวอยู่ที่พื้น ใบหน้าของพสุธาเรียบนิ่ง ไม่บ่งบอกอารมณ์ แต่ในใจของเขาค่อนข้างที่จะอารมณ์ดี เพราะว่าตัวเองขู่คนจนอีกฝ่ายนั้นหวาดกลัวลนลานไปหมดแล้ว
“ทำไมถึงคุกเข่าอยู่กับพื้นล่ะ นั่นไม่ค่อยดีเลยนะ เจ้าของบ้านอย่างคุณไปนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นแบบนั้น” พสุธาพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายจะแปลกใจมาก แต่หัวทองก็รู้ว่ามันคือการเสแสร้ง
ชายคนนี้เสแสร้งเกินไปแล้ว! เจ้าตัวเป็นเสือชัด ๆ จะมาปลอมเป็นหมูเพื่ออะไร! ถึงขนาดปลอมเป็นพนักงานทำความสะอาด เพื่อมาแก้แค้นเขา แต่ว่านอกจากขับรถตามแล้ว เขาก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเจ้าตัวเลยนะ อย่าลงโทษเขาหนักเกินไปจะได้หรือเปล่า
หัวทองคิดอยู่ในใจ เขาเข้าใจผิด คิดว่าเพื่อจะมาเล่นงานตัวเอง ที่ขับรถตามพสุธาในวันนั้น ทำให้พสุธาปลอมตัวเป็นพนักงานทำความสะอาด แล้วมาที่นี่
หัวทองไม่รู้เลยว่ามันเรื่องบังเอิญจริง ๆ
แต่จะโทษหัวทองก็ไม่ได้ เพราะว่าหัวทองจะไปรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าโลกนี้จะมีมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินหลายล้านล้านบาท มาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดตามบ้านแบบนี้
“ผม ผมขอโทษครับ ได้โปรดยกโทษให้ผมด้วยครับ ต่อไปผมไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้วจริง ๆ ครับ” หัวทองพูดเสียงอ้อนวอน หลังจากที่เขายังถูกสายตาเจ้าเลห์ร้ายกาจของพสุธาจ้องมองไม่หยุด
หัวทองคิดว่าพสุธาลงมือทำร้ายร่างกายเขายังจะดีกว่า ดีกว่าที่เจ้าตัวเอาแต่นั่งกอดอก มองเขาด้วยสายตาแบบนั้น มันทำให้เขารู้สึกเหมือนมีงูร้ายจ้องเขาไม่หยุด มันน่ากลัวเกินไป
“หืม นายทำอะไรผิดกัน ฉันไม่ค่อยเข้าใจ” พสุธายังแสร้งโง่ต่อไป
หัวทองแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา การที่ให้เขาพูดเปิดโปงความผิดของตัวเองเนี่ย มันบีบคั้นจิตใจคนเรามากจริง ๆ
“ผมผิดไปแล้ว ผมไม่ควรสะกดรอยตามคุณ ไม่ควรไปหาเรื่องคุณ แต่ว่าผมยังไม่ได้ลงมือทำอะไรคุณเลยนะ ผมแค่ขับรถตามเฉย ๆ” ตอนท้ายหัวทองไม่วายแก้ตัวเสียงอุบอิบ
พสุธาแค่นเสียงในลำคอ ก่อนที่เขาจะพูดถามเสียงเนิบช้า
“อ้อ แล้วที่นายไม่ทำ เป็นเพราะอยู่ ๆ นายก็มีจิตสำนึกขึ้นมา หรือแค่ไม่กล้าล่ะ”
ก็ต้องไม่กล้าอยู่แล้วน่ะสิ!
หัวทองโพล่งตอบอยู่ในใจ แต่ว่าเขาไม่ได้พูดออกมา
พสุธาแค่นเสียงในลำคออีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะพูด
“ต่อไปถ้ากล้าสะกดรอยตามฉันอีก ฉันจะทำให้นายไปไหนมาไหนอีกไม่ได้เลย” พสุธาพูดจบก็ลุกขึ้นยืน
หัวทองที่ถูกขู่จนคอหด ก็คิดว่าพสุธาจะกลับแล้ว ทว่าเขาก็ต้องงงงันไป เมื่อพสุธาเดินไปหยิบบอุปกรณ์ทำความสะอาดที่เจ้าตัวนำมาด้วย
“คุณจะทำอะไรครับ” หัวทองรีบถามทันที
“ทำอะไร ก็ทำความสะอาดน่ะสิ ฉันรับงานมาแล้วไม่ใช่หรือไงล่ะ” พสุธาย่นคิ้ว เขามองหัวทองด้วยสายตาที่แสดงออกว่า ‘ถามอะไรโง่ ๆ’
หัวทองได้ยินคำตอบ เขาก็นิ่งอึ้งไป
“ไม่ ไม่ใช่สิ คุณเป็นพนักงานทำความสะอาดจริงเหรอ ไม่ว่า..” หัวทองพูดแล้วก็ชะงักไป
“ไม่ใช่ว่าอะไร” พสุธาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
หัวทองกลืนน้ำลายในลำคออึกหนึ่ง ก่อนจะพูดตอบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า
“ไม่ใช่ว่าคุณปลอมตัวมาเพื่อแก้แค้นผมเหรอ” หัวทองกลั้นใจพูดออกไป
พสุธาเป็นฝ่ายนิ่งอึ้งไปบ้าง ก่อนที่เขาจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วพูดว่า
“นายนี่มันสำคัญตัวเองดีจริง ๆ เลยนะ ถ้าฉันจะเล่นงานนาย จำเป็นต้องวางแผนอะไรด้วยหรือไง แค่ฉันพูดประโยคเดียว ก็ส่งนายไปนอนคุยกับรากมะม่วงได้แล้ว”
หากเป็นคนอื่นพูดประโยคนี้ หัวทองจะหัวเราะเยาะเย้ย ว่าอีกฝ่ายพูดจาโอ้อวด แต่พอเป็นพสุธา คิดถึงสายตาของพสุธา เขาก็เชื่อว่านี่ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นเรื่องจริง
หัวทองกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะพูดอย่างประจบประแจงว่า
“ใช่ ๆ ลูกพี่ใหญ่อย่างคุณพสุธา จะมาสนใจมดตัวเล็ก ๆ ที่แค่สะกิดก็ตายแล้วอย่างผมทำไมกัน”
พสุธามองหัวทองที่เพียงพริบตาเดียว ก็เปลี่ยนเขาเป็นลูกพี่ใหญ่แล้ว
ช่างรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางจริง ๆ
พสุธาคร้านจะสนใจหัวทองแล้ว เขาขยับมือจะทำงานของตัวเอง ทว่า
“พี่ใหญ่ ๆ ให้ผมทำเอง ผมทำเอง พี่ใหญ่แค่นั่งดูอยู่เฉย ๆ ก็พอ” หัวทองเห็นว่าพสุธาจะทำความสะอาดห้องให้เขาจริง ๆ เขาก็เหงื่อตก หากพ่อของเขารู้ว่าเขานั่งกระดิกขามองดูพสุธาทำความสะอาด เกรงว่าขาทั้งสองข้างของเขาคงจะต้องถูกตีจนหักแน่ ๆ ดีไม่มี พ่ออาจจะตัดขาเขาทิ้งเลยก็ได้ ดังนั้นแล้วเพื่อความปลอดภัยของขาเขา เขาจะนั่งดูเฉย ๆ ไม่ได้ เขาต้องแย่งมาทำเอง
ทว่าตอนที่มือของหัวทองยื่นไป เสียงเย็น ๆ ของพสุธาก็ดังขึ้น
“ลองแตะของของฉันดูสิ ดูว่ามือของนายจะยังอยู่ดีไหม” พสุธาปกติไม่เคยข่มขู่ใคร แต่พอเป็นหัวทองแล้ว ก็ได้รับสิทธิ์ถูกขู่จากพสุธาอย่างไม่อั้น
หัวทองได้ยินคำขู่ ก็รีบเอามือซุกแขนทันที ก่อนจะพูดเสียงเบาหวิว
“แต่ว่า แต่ว่าถ้าไม่ให้ผมช่วยอะไร ผมนั่งดูพี่ใหญ่ทำงานคนเดียว ผมก็ไม่สบายใจนะครับ” กลัวว่าจะถูกพ่อฆ่าตาย
ประโยคหลังหัวทองไม่ได้พูดออกไป
ฝั่งพสุธาเมื่อได้ยินที่หัวทองพูด เขาก็ลอบกลอกตา ก่อนจะพูดว่า
“ถ้าเห็นแล้วไม่สบายใจ งั้นก็นอนหลับตาไปสิ จะได้ไม่เห็น”
คำพูดของพสุธา ทำให้หัวทองคล้อยตาม
“จริงด้วย แค่หลับตาก็ไม่เห็นแล้ว ไม่สิ ยังไงก็ได้ยินเสียง เอาแบบนี้ดีกว่า ผมลงไปนั่งรอข้างล่าง พี่ใหญ่ก็ค่อย ๆ ทำไปนะ” พูดจบแล้วหัวทองก็คว้าคีย์การ์ดของห้อง แล้ววิ่งฉิวหนีออกไปทันที
ก็ไม่รู้ว่าต้องการความสบายใจ หรือความปลอดภัยกันแน่ ถึงได้หนีไปอย่างรวดเร็วขนาดนั้น
เมื่อลงมาถึงชั้นล่างแล้ว หัวทองก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อหาพี่สาวของเขาทันที เขาต้องโทรศัพท์ซ้ำอยู่สามรอบ กว่าพี่สาวของเขาจะกดรับสาย
“แกโทรฯหาฉันทำไมนักหนาฮะ ไม่ใช่ฉันบอกไปแล้วเหรอ ว่าวันนี้ฉันมีธุระสำคัญ” คนเป็นพี่ตวาดเสียงแหว หลังจากกดรับสาย ทว่าคนเป็นน้องชายนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจเลย เพราะมีเรื่องที่เขาต้องการจะพูดมากกว่า
“พี่ พี่รู้ไหมว่าพี่จ้างใครมาทำความสะอาดห้องให้ผม ทำเอาผมตกใจจนเกือบจะช็อกตายเลยนะ พี่สารภาพมาเถอะ พี่วางแผนฆ่าผม เพื่อที่ตัวหารสมบัติจะน้อยลงใช่ไหม” หัวทองพูดออกไปอย่างรัวเร็ว
“พูดบ้าอะไรของแก ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่อง” พี่สาวพูดเสียงสับสน แต่เธอไม่ยอมรับหรอกว่า เธอจงใจเลือกพสุธา ก็เพราะต้องการให้น้องชายเห็นว่า ขณะที่เจ้าตัวกำลังใช้ชีวิตอย่างเสเพลไม่มีความหมาย ก็ยังมีคนรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าตัว ที่ต้องทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ
“พี่ พี่ไม่รู้เหรอว่าคุณพสุธาเป็นใคร” หัวทองกัดฟันถามพี่สาว
“รู้สิ ก็พนักงานทำความสะอาด ที่ฉันจ้างมาจากแอปฯ มิสเตอร์คลีนยังไงล่ะ”
“แล้วพี่รู้ไหม ว่าพนักงานทำความสะอาดคนนี้ มีทรัพย์สินหลายล้านล้านบาท” แล้วยังเป็นคนที่น้องชายของพี่เกือบจะไปหาเรื่องด้วยแล้ว
ประโยคหลังหัวทองไม่กล้าพูดออกไป เพราะกลัวว่าพี่สาวจะตีตัวเองจนขาหัก
“พูดเพ้อเจ้ออะไรของแก แกคิดว่าฉันเรียนมาน้อยหรือไง ถึงได้แต่งเรื่องแบบนี้มาหลอกฉัน” คนเป็นพี่สาวไม่เชื่อที่น้องชายพูดเลยแม้แต่น้อย
ก็ใครจะไปเชื่อลงล่ะ ว่ามีมหาเศรษฐีระดับล้านล้านมาทำงานรับจ้างทำความสะอาด
“ผมไม่ได้เพ้อเจ้อ ถ้าพี่ไม่เชื่อ พี่ลองไปที่หน้าเว็บไซต์ตรวจสอบผู้ถือหุ้นแต่ละบริษัทดูสิ แล้วกรอกกชื่อพสุธา กัมปนาท ลงไป แล้วพี่จะรู้ว่าผมพูดจริงหรือหลอก” หัวทองพูดอย่างไม่พอใจ ที่พี่สาวไม่เชื่อคำพูดของเขา
ฝั่งคนเป็นพี่สาว เมื่อได้ยินน้องชายพูดแบบนี้ เธอก็ชะงักไป ก่อนจะพูด
“ได้ ฉันจะไปตรวจสอบดูก่อน” พูดจบเธอก็ตัดสายทิ้งไป
“ที่รัก ขอยืมแลปท็อปของคุณสักหน่อยสิคะ” คนที่พูดจาห้วนกระด้างกับน้องชายเมื่อครู่นี้ ก็เปลี่ยนเป็นเสียงหวานเมื่อพูดกับแฟนหนุ่ม
“ฟอนต์โทรศัพท์มาเหรอ” แฟนหนุ่มพูดถาม พลางยื่นแลปท็อปให้กับแฟนสาวของตัวเอง
อ้อ ฟอนต์ ก็คือชื่อเล่นของหัวทองนั่นเอง ชื่อจริงของหัวทองก็คือ อักษร
“ใช่ค่ะ โทรศัพท์มาพูดจาเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้ บอกว่าพนักงานทำความสะอาดที่ฟ้าจ้างมา ที่จริงแล้วเป็นมหาเศรษฐี ที่รักคิดว่ามันเป็นไปได้เหรอ” อัปสรพูดแล้วก็ส่ายหน้า ส่วนมือก็กำลังเข้าเว็ปไซต์ที่น้องชายบอกมา เมื่อเธอเข้าไปแล้ว ก็พิมพ์ชื่อของพสุธาลงไป
“หืม หรือว่าน้องชายของฟ้าจะดูละครสั้นมากเกินไป” แฟนหนุ่มของอัปสรพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะชะงักไป เมื่อเห็นแฟนสาวอ้าปากค้าง ทำตาโต ราวกับว่าเจอเรื่องน่าตกใจอะไร
“ฟ้า ฟ้า เป็นอะไรไปน่ะ ฟ้า” เขารีบเรียกแฟนสาว แล้วถามอย่างเป็นห่วง
อัปสรที่ได้ยินเสียงแฟนหนุ่ม สติของเธอก็กลับมาหลังจากเตลิดไปแล้ว เมื่อเห็นข้อมูลที่ปรากฏขึ้นมา หลังจากที่เธอใส่ชื่อของพสุธาลงไป
นี่เธอตาฝาดหรือเปล่า เมื่อคืนนอนน้อยเกินไป ก็เลยเห็นภาพหลอนใช่ไหม จะเป็นไปได้ยังไงที่พนักงานทำความสะอาดคนหนึ่ง จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ หรือระดับโลก
แค่หุ้นของเลสต์เน่ ก็ทำให้เธอตื่นตะลึงได้พอแล้ว ยังมีหุ้นของทาร์เลสอีก แล้วไหนจะหุ้นบริษทรักษาความปลอดภัย นั่นมันเข้าครอบครองหุ้นได้ยากมากเลยนะ!
“มีอะไรหรือเปล่าฟ้า” แฟนหนุ่มของอัปสรยังคงถามอีกครั้ง
อัปสรกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะหันหน้าจอแลปท็อปไปให้แฟนหนุ่มดู จากนั้นปฏิกิริยาที่เธอเห็น ก็ไม่ต่างอะไรจากตอนที่แฟนหนุ่มเห็นเธอเมื่อครู่นี้เลยสักนิดเดียว
“มุมมองที่มีต่อโลกนี้ของผมพังทะลายแล้ว บนโลกนี้มีคนแบบนี้ได้ยังไง ชีวิตคนรวยมันน่าเบื่อเกินไปเหรอ ถึงได้ต้องมาใช้ชีวิตลำบากลำบนแบบนี้!”
แฟนหนุ่มของอัปสรพูดเสียงขื่น ระคนอิจฉา ขณะที่อัปสรนั้นคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าของเธอซีดลงทันที
ฟังจากคำพูดเมื่อครู่นี้ ดูเหมือนว่าน้องชายของเธอจะกลัวพสุธามาก แต่ว่ากลัวเพราะอะไรล่ะ คงไม่ใช่เพราะเคยไปหาเรื่องพสุธามาหรอกใช่ไหม
เมื่อคิดถึงวีรกรรมที่ผ่านมาของน้องชาย อัปสรก็ไม่กล้าคาดหวังเลย ว่าสิ่งที่เธอคิด อาจจะไม่ใช่ความจริง
เร็วกว่าความคิด อัปสรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาน้องชาย จากนั้นเธอก็คาดคั้นว่าทำไมเจ้าตัวถึงได้รู้จักพสุธาได้ ทั้งยังดูจะกลัวพสุธามากขนาดนั้น
หัวทองเมื่อได้ยินคำถามของพี่สาว เขาก็อึกอัก ๆ ไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจเล่าความจริงให้พี่สาวได้ฟัง
“แต่พี่ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเขาเลยจริง ๆ นะ ผมแค่สะกดรอยตามเขาไปที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งเท่านั้น ตอนหลังผมสังหรณ์ใจไม่ดี ก็เลยขับรถกลับ ไม่ได้ทำอะไรเขาเลยสักนิดเดียว ถ้าเขาจะเอาเรื่อง พี่ต้องช่วยผมนะ” หัวทองอ้อนวอนพี่สาว
แต่คนเป็นพี่นั้น
“ฉันจะบอกเรื่องนี้กับพ่อ นายก็ไปขอร้องพ่อดูเอาเองก็แล้วกัน”
ไม่ใช่ว่าเธอต้องการจะฟ้าง แต่เรื่องนี้มันใหญ่เกินไป ใหญ่เกินกว่าที่เธอจะตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง
น้องชายของเธอไปหาเรื่องมหาเศรษฐีเข้าให้ อีกฝ่ายมีทรัพย์สินมากกว่าครอบครัวของธอหลายเท่าตัว หากต้องการจะล้มครอบครัวเธอ ก็เป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว ดังนั้นแล้ว แม้ว่าจะรู้สึกผิดกับน้องชาย แต่เธอก็ต้องรายงานเรื่องนี้ให้ผู้เป็นพ่อได้ฟัง ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก
เมื่อเธอวางสาย เธอก็โทรศัพท์ไปหาพ่อของเธอ เล่าเรื่องที่หัวทองเล่าให้เธอฟังเมื่อครู่นี้ ให้ผู้เป็นพ่อได้ฟัง หลังจากที่เธอเล่าจบแล้ว ก็ได้ยินเสียงแก้วแตก จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงสบถ ก่อนที่สายจะถูกตัดไป
อัปสรนิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง
“คิดอะไรอยู่ครับ” แฟนหนุ่มของอัปสรพูดถาม เมื่อเห็นคนรักนิ่งงันไปอีกแล้ว
“กำลังคิดว่าจะจองโรงพยาบาล หรือโลงศพให้กับเจ้าฟอนต์ดี”
“ไอ้พวกเจ้าเล่ห์นั่น คิดไม่ถึงเลยว่าจะไม่ยอมเตือนฉัน ฉันก็ว่าแล้วเชียว อยู่ ๆ ทำไมถึงได้เร่งรีบส่งลูกชายไปต่างประเทศกันนัก ที่แท้แล้วเพราะรู้ว่าพวกมันไปสร้างหายนะมานี่เอง” ในห้องหนังสือ ชายวัยกลางคนที่อยู่หลังโต๊ะทำงาน ทุบโต๊ะแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เมื่อเขาไปสืบหาเรื่องราวหลังจากที่ได้รับโทรศัพท์จากลูกสาว
ความจริงกระจ่างแล้ว! เป็นเพราะไอ้เด็กกร่างอย่างปพน ที่ยั่วยุเด็กหนุ่มลูกหลานเศรษฐีคนอื่น ๆ ให้ไปหาเรื่องพสุธา
นั่นคือพสุธานะ พสุธาที่ครอบครองทรัพย์สินหลายล้านล้านบาท พสุธาที่พวกเขาสืบอย่างไร ก็หาไม่ได้ว่าเจ้าตัวใช้วิธีการใด ถึงสามารถเข้าครอบครองหุ้นได้อย่างรวดเร็ว และมากมายถึงเพียงนั้น คนที่มีวิธีการมากมายแบบนี้ พวกเขาไปหาเรื่องด้วยไหวเหรอ แล้วเจ้าลูกชายตัวดีของเขา ดันไปขับรถสะกดรอยตามเจ้าตัวเนี่ยนะ ดีที่คุณพสุธาไม่จับมันหักขาตั้งแต่เมื่อวันก่อน
อธิชาตินวดสันดั้งจมูกของตัวเองเบา ๆ ก่อนประตูห้องหนังสือของเขาจะถูกเคาะ
“คุณพี่คะ” เสียงนุ่มนวลของผู้เป็นภรรยาดังขึ้นมา
“เข้ามา” อธิชาติพูดเสียงขรึม
“เป็นอะไรไปคะ ทำไมสีหน้าถึงดูไม่ค่อยดี” อาริยาถามผู้เป็นสามีของเธอ
“ฉันจะมีสีหน้าที่ดีได้ยังไงล่ะ ในเมื่อลูกชายตัวดีของเธอไปก่อเรื่องอีกแล้ว ครั้งนี้ยิ่งดีนัก ไปหาเรื่องคนที่แม้แต่ฉันก็ยังไม่สามารถพูดอะไรได้ ถ้าเขาไม่สั่งให้ฉันพูด” อธิชาติพูดเสียงขรึม นึกโทษภรรยาที่เอาแต่ตามใจลูกชายจนเสียคน
อริยาเมื่อได้ยินคำพูดของสามี สีหน้าของเธอก็พลันเปลี่ยนเป็นไม่ดีด้วยเช่นกัน
“ยังมีคนที่ทำให้คุณต้องกลัวเกรงขนาดนั้นด้วยหรือคะ” อาริยาถามอย่างไม่อยากจะเชื่อนัก
สามีของเธอเป็นเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ มีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้าน จะเป็นไปได้อย่างไร ที่จะกลัวคนคนหนึ่งจนไม่กล้าพูดจา หากยืนอยู่ต่อหน้าคนคนนั้น
“เธอจำคนขายผักที่ยืนอยู่ต่อหน้าเราเมื่อหลายวันก่อนได้หรือเปล่า” อธิชาติถามภรรยา
คนขายผักที่เขาถามถึง ไม่ใช่เกษตรกรตัวเล็ก ๆ แต่เป็นเจ้าของสวนผักที่มีทรัพย์สินรวมกันแล้วเกือบหนึ่งพันล้านลาท ทว่าเมื่อมายืนต่อหน้าเขา ก็ยังคงทำตัวเล็กตัวน้อย ไม่กล้าที่จะพูดอะไรมาก เพราะช่องว่างระหว่างหลายร้อยล้าน กับหลายหมื่นล้าน มันห่างกันมากเกินไป
“จำได้สิคะ” คนเป็นภรรยาพูดตอบ
“กับคนคนนั้น เมื่อฉันยืนอยู่ต่อหน้าเขา ฉันก็ไม่ต่างอะไรจากคนขายผักคนนั้นหรอก เผลอ ๆ ยังน่าอนาถกว่าเสียด้วยซ้ำ อย่างไรฉันก็มีเงินแค่หลายหมื่นล้าน แต่เขาน่ะ มีหลายล้านล้านเชียวนะ”
อาริยาเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของผู้เป็นสามี เธอก็นิ่งอึ้งไป ก่อนจะร้อนรนขึ้นมา กลัวว่าลูกชายจะเดือดร้อน
“คุณพี่ ลูกชายของเราไปหาเรื่องคนคนนี้เข้าจริง ๆ หรือคะ มีเรื่องเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ คนระดับนั้น ปกติลูกชายของเขาไปปรากฏตัวต่อหน้าเขาได้หรือ” คุณอาริยาไม่กล้าพูดว่า ถ้าอีกฝ่ายรวยขนาดนั้นจริง ๆ ต่อให้เป็นสามีของเธอเอง ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถเข้าหาอีกฝ่ายได้ ดีไม่ดีอาจจะได้ยืนมองอยู่ในที่ไกล ๆ เท่านั้น
อธิชาติได้ยินคำถามของภรรยา เขาก็เล่าเรื่องที่ได้ยินมาจากลูกสาว และเรื่องที่เขาสืบถามมาได้ ให้กับภรรยาได้ฟัง
เมื่ออาริยาได้ยินเรื่องราว เธอก็สีหน้ามืดครึ้ม
“ไอ้เด็กนั่นมันลากลูกเราซวยไปด้วย คุณหญิงประภาศิริสั่งสอนลูกไม่เป็นเลยจริง ๆ” อาริยาพูดเสียงไม่สบอารมณ์
“เธอยังมีหน้าไปว่าคนอื่นอีกหรือ ลูกชายของเธอก็ชอบก่อเรื่องไม่ต่างกันนักหรอก”
“ก็ลูกของคุณพี่เหมือนกันนั่นแหละ” อาริยาพึมพำในลำคอ
“เธอพูดอะไรนะ” อธิชาติได้ยินที่ภรรยาพูดไม่ชัดเจนนัก
“ฉันถามว่าแล้วเราควรจะทำอย่างไรต่อไปดีคะ”
“ทำยังไงน่ะเหรอ ก็ต้องขอให้คุณพสุธายกโทษให้น่ะสิ” อธิชาติพูดตอบ แล้วก็ไม่รอให้ภรรยาถามต่อ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาทีมทนายของบริษัท
“เตรียมหนังสือสัญญาโอนกรรมสิทธิ์หุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้รับมอบคือคุณพสุธา กัมปนาท”
พสุธามองหนังสือสัญญาโอนกรรมสิทธิ์หุ้นที่อยู่ในมือของเขา จากนั้นก็มองสามีภรรยาวัยกลางคน และลูกชายของเจ้าตัวที่ยืนก้มหน้าอยู่เบื้องหลังพวกเขาทั้งคู่
สองสามีภรรยาได้บอกเขาแล้ว ว่าทำไมอยู่ ๆ ถึงได้เอาหนังสือสัญญานี้มาให้เขา
ก็เพื่อขอโทษแทนลูกชาย ที่ลูกชายของพวกเขามาล่วงเกินพสุธา
พสุธาไม่คิดว่าตัวเองแค่พูดขู่ไปไม่กี่ประโยค ก็จะได้หุ้นมูลค่าหลายพันล้านมาครอบครองแล้ว
นี่เป็นการขอโทษที่เขาขอพอใจมากที่สุด เท่าที่เคยมีมาเลย
พสุธายิ้มอ่อนโยน แล้วพูดว่า
“ได้ ผมรับคำขอโทษนี้ไว้” เขาพูดกับสองสามีภรรยา แล้วก็หันไปพูดกับอักษรว่า
“ไว้ว่าง ๆ มาเล่นด้วยกันใหม่นะ ครั้งหน้า อย่าลืมพาเพื่อนมาเล่นกับฉันเยอะ ๆ ล่ะ”