LNCrawler

11. ตอนที่ 10

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 10

“เราเก็บของ พรุ่งนี้เข้าไปอยู่เลย” พสุธาพูดกับพี่ชาย แล้วหันไปพูดกับนะโม

“มึงก็ไปเก็บของของมึงด้วยสิ”

“สรุปมึงเช่าบ้านจริง ๆ เหรอ ไม่ได้อำกูเล่นเหรอ” นะโมกะพริบตาปริบ ๆ เมื่อเห็นว่าเพื่อนจริงจังมาก

“ไอ้นี่ กูไม่ได้พูดเล่น กูจะย้ายจริง ๆ”

“เรื่องจริง? บ้านที่มียี่สิบห้องนอน มึงเช่าในราคาแค่สองพัน ไม่น่าเชื่อเลย” นะโมรู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อเกินไป ต่อให้ในบ้านนั้นมีคนตายอย่างที่พูดจริง ๆ ก็เถอะ

ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกลัวผีสักหน่อย

“กูจะโกหกมึงทำไมล่ะ ที่ได้เช่าถูก เพราะนอกจากจะมีคนตายแล้ว เจ้าของบ้านยังต้องการคนมาดูแลบ้านด้วย ก็ถือว่าใช้แรงงานแลกที่ซุกหัวนอน” พสุธายังคงโกหกได้ไหลลื่น และตาใสมาก

“เชี่ย เรื่องจริงเหรอเนี่ย แบบนี้ก็ได้กำไรเกินไปแล้ว มึงนี่ช่วงนี้โชคดีจริง ๆ ได้รถไม่พอ ยังจะได้อยู่คฤหาสน์หลังใหญ่อีก” นะโมมีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมาจริง ๆ แล้ว เมื่อเพื่อนยืนยันว่าเช่าคฤหาสน์ หลังใหญ่มาจริง ๆ ไม่ได้อำพวกเขาเล่น

“หึ มึงเพิ่งจะเชื่อสินะ ไปเลย รีบไปเก็บของ พรุ่งนี้จะย้ายไปแต่เช้า” พสุธาแค่นเสียงใส่เพื่อน แต่ในใจเขาคิดว่า ความจริงนะโมไม่ได้เชื่อเขาทั้งหมด เจ้าตัวยังคงสงสัย แต่เลือกที่จะไม่ถาม เพื่อเมื่อเขาไม่ได้พูดความจริง ก็หมายความว่าเขายังไม่พร้อมจะเปิดเผยความจริง นะโมเป็นเพื่อนที่เข้าใจเขาดีเสมอมา

“รอพรุ่งนี้ทำไมล่ะ ไปแม่งวันนี้เลยสิวะ” นะโมพูดเสียงกระตือรือร้น ตอนนี้เขาดูรีบร้อนยิ่งกว่าพสุธาอีก

“รีบทำไมของมึง ตอนนี้มันมืดแล้วนะ”

“ไม่รีบได้เหรอ ตอนมึงไม่อยู่ กูเห็นป้าจันทร์มาด้อม ๆ มอง ๆ รถมึง ก่อนจะเดินไปทางบ้านแม่มึง เชื่อเลยว่าอีกไม่นานพ่อแม่มึงต้องมาเพราะรถคันนี้แน่นอน กูพนันพันนึง มาบังคับให้มึงขายรถ เอาเงินไปให้พวกเขาถลุงเล่นแน่”

ศิลาได้ยินคำพูดของนะโม สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันที มีความขมขื่น ขณะที่พสุธาไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาคิดแผนการรับมือเรื่องนี้เอาไว้แล้ว

พสุธากำลังจะพูดออกไป แต่เมื่อเห็นสีหน้าขมขื่นของพี่ชาย พสุธาก็เปลี่ยนใจ

“อืม ย้ายวันนี้เลยก็แล้วกัน หิน เอาแต่พวกของสำคัญไปก่อน ของอื่น ๆ ค่อยมาขนวันหลัง” พสุธากวาดตามองไปทั่วห้อง ก็พบว่าของสำคัญมีไม่มากนัก หรือเรียกได้ว่านอกจากเอกสารสำคัญแล้ว อย่างอื่นก็ไม่สำคัญเลย

ส่วนพวกของใช้จำเป็น ไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ตอนนี้แค่พาพี่ชายซื่อบื้อของเขา ออกไปจากที่นี่ ไม่ให้ต้องเจอพ่อแม่ที่น่าผิดหวังคู่นั้น ไม่ให้สองคนนั้นมาสร้างความผิดหวัง กรีดหัวใจของศิลาซ้ำ ๆ

พสุธารู้ ศิลาไม่เหมือนเขา เขาชืดชาต่อความรักของพ่อแม่ เมื่ออีกฝ่ายไม่มอบให้ เขาก็ไม่ถวิลหา แต่ศิลาไม่เหมือนกัน เจ้าตัวยังต้องการพ่อแม่ที่รักใคร่เอ็นดู ยังต้องการพ่อแม่ที่แม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ห่วงใยและหวังดีต่อลูกของตัวเอง

ไม่ใช่พ่อที่ติดการพนัน ไม่ใช่แม่ที่ติดเหล้า ไม่ใช่พ่อแม่ที่เมื่อต้องการเงิน ก็จะมารีดไถเอาจากพวกเขา และไม่ใช่พ่อแม่ที่เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็ทุบตีพวกเขาระบายอารมณ์

“เดี๋ยวกูช่วยเอง เอาพวกเสื้อผ้าไปสักสองสามชุดก่อน แล้วก็พวกเอกสาร ที่เหลือค่อยไปหาซื้อเอาข้างนอก แล้ววันพรุ่งนี้ กูจะมาเก็บของให้” นะโมพูด แล้วก็ลงมือช่วยสองพี่น้องเก็บของ

พสุธาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบซองเอกสารสำคัญทั้งของเขา และของศิลาออกมา

เอกสารพวกนี้ เขาเป็นคนเก็บดูแลด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงรู้ที่เก็บอย่างดี

ศิลามองน้องชาย และนะโมที่เริ่มเก็บของแล้ว เขาก็สับสนอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะลงมือช่วยเก็บของบ้าง

แม้ว่าจะรู้สึกผิดที่การรีบเก็บข้างของหนีบิดามารดาแบบนี้ ดูเป็นเรื่องอกตัญญู แต่เมื่อคิดว่าถ้ายังอยู่ที่นี่ต่อไป เขาก็ไร้ความสามารถที่จะปกป้องดูแล และรักษาของของน้องชายเอาไว้ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกผิดเท่าไรแล้ว

ทั้งสามคนช่วยกันเก็บของอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก็ลากกระเป๋าเดินทางขนาดกลางออกมา ในกระเป๋านี้ มีของของพสุธา และศิลารวมกันอยู่ในนั้น บอกได้ว่ามันน้อยนิดเพียงใด

บางคนไปเที่ยวต่างจังหวัดสองสามวัน ยังขนของไปเยอะกว่านี้

“มึงจะกลับไปเก็บของที่วัดไหม” พสุธาถามนะโม

“มืดแล้ว วันนี้ยังไม่เก็บ วันพรุ่งนี้กูเข้าไปกราบลาหลวงพ่อ แล้วค่อยเก็บของตอนนั้น จริงสิ ช่วงนี้กูอาจจะต้องเกาะมึงแดกก่อนนะ กูตั้งใจจะเอาเงินเก็บที่กูหามาได้ ถวายหลวงพ่อ ทดแทนพระคุณท่านที่เลี้ยงดูกูมา” นะโมพูดกับพสุธา

“ได้” พสุธาตอบเพียงสั้น ๆ พวกเขาสนิทกันขนาดนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความ

อย่าว่าแต่นะโมขอยืมค่ากินเลย ถ้าเจ้าตัวยืมเงินเขาเป็นล้าน เขาก็สามารถให้ยืมได้

ก็บอกแล้วว่าระบบโหดร้ายแค่กับเขา เงินที่เขาได้รางวัลมาจากระบบ เขาใช้กับคนอื่นได้ แต่ใช้กับตัวเองไม่ได้!

 

“โอ้โห นี่มันคฤหาสน์ชัด ๆ ไอ้เชี่ยเอ๊ย นี่มึงจ่ายค่าเช่าแค่สองพันเองเหรอวะ กูว่าจ่ายสองแสนต่อเดือนยังถูกไปเสียด้วยซ้ำ” นะโมพูดเสียงดัง เมื่อเขาเข้ามาในคฤหาสน์กันแล้ว

ที่จริงตั้งแต่รถผ่านรั้วเข้ามา นะโมก็ตื่นตาตื่นใจมากกับความใหญ่โต และหรูหราของคฤหาสน์หลังนี้

“นี่มันใหญ่กว่าวัดที่กูอยู่อีก” นะโมพูดขึ้นอีก

พสุธาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปถามพี่ชาย

“หินชอบไหม”

ศิลาได้ยินคำถามของน้องชาย เขาก็พยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้า

พสุธาเลิกคิ้วให้พี่ชาย

“พยักหน้า แล้วส่ายหน้าหมายความว่าอะไร ชอบหรือไม่ชอบกันแน่”

“บ้านสวยมาก น่าอยู่มาก แต่ใหญ่เกินไป บ้านหลักเล็ก ๆ จะอบอุ่นกว่า” ศิลาพูดตอบ

“ไม่จริงหรอก บ้านจะอบอุ่นหรือไม่อบอุ่น อยู่ที่คนอาศัย ไม่ใช่ขนาดของตัวเองบ้าน ตอนที่เราอยู่บ้านกับพ่อแม่ หินรู้สึกว่ามันอบอุ่นไหมล่ะ” พสุธาปฏิเสธความคิดของพี่ชาย

ศิลานิ่งอึ้งไป ก่อนจะคล้อยตามคำพูดของพสุธา

“ไม่ต้องสนใจเรื่องอบอุ่นไม่อบอุ่นหรอก สนใจเรื่องทำความสะอาดบ้านดีกว่า บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ วันหนึ่งยังเดินไม่ทั่วเลยมั้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำความสะอาดบ้านเลย”

“ก็ไม่เป็นไร ช่วยกันทำ บ้านมันแบ่งออกเป็นตึกกลาง แล้วก็มีปีกซ้าย ปีกขวา เขาอยู่ตึกกลาง ที่เหลือก็ปล่อยโล่งไว้ เวลาทำความสะอาด ก็ทำความสะอาดตึกกลางเป็นหลัก ส่วนห้องทางปีกซ้ายกับปีกขวา ทำความสะอาดแค่เดือนละครั้งก็พอ” พสุธาพูด แล้วเขาก็ได้รับแจ้งเตือนจากระบบ

‘ตรวจพบว่าโฮสต์ต้องการเข้าอยู่ในคฤหาสน์ ขัดกับข้อกำหนดของระบบ ขอเตือนให้โฮสต์รีบเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นจะถูกระบบลงโทษ’

‘ฉันผิดกฎอะไร ก็ถามแล้วว่าอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอแค่ลำบากก็พอใช่ไหม นายก็ตอบเองว่าได้ ฉันอยู่ในคฤหาสน์นี่ ก็ลำบากได้เหมือนกัน นายดูสิ ยังไม่ทันจะได้อยู่อย่างจริงจัง ฉันก็ลำบากสร้างเรื่องโกหกแล้ว ไหนจะพอเข้ามาอยู่ บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ กว่าจะเดินจากห้องนอนลงมาห้องครับ หรือห้องกินข้าว หรือห้องนั่งเล่น ได้เดินจนขาลากแน่ ๆ ไม่เหมือนอยู่ตรงห้องเช่า ก้าวแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว ไม่ต้องลำบากเดินให้เหนื่อย ไหนจะเรื่องทำความสะอาดอีก ห้องเช่านั่น ทำความสะอาดแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว คฤหาสน์นี้ ทำความสะอาดครึ่งเดือน ยังไม่แน่ว่าจะเสร็จ เห็นไหมว่าฉันย้ายเข้ามาอยู่ที่คฤหาสน์นี้แล้ว ฉันลำบากกว่าเดิม’ พสุธาพูดในใจกับระบบอย่างยืดยาว แววตาทอประกายเจ้าเล่ห์เล็กน้อย

ระบบนิ่งไปกับคำแถ แค่ก หมายถึงคำอธิบายของพสุธา ก่อนจะยอมรับในสิ่งที่พสุธาพูด

การที่ระบบไม่ยืนยันจะให้เขากลับไปอยู่ห้องเช่า และไม่ได้พูดอะไรกลับมา ก็หมายความว่าระบบยอมรับในสิ่งที่เขาเลือกแล้ว

แววตาของพสุธาทอประกายเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าเดิม

ในที่สุดเขาก็หาช่องโหว่จากระบบได้แล้ว เพราะระบบเป็นปัญญาประดิษฐ์ แม้ว่ามันจะฉลาด แต่บางครั้งก็ตามมนุษย์อย่างพวกเขาไม่ทัน

เขาแค่เพียงต้องทำให้ระบบเชื่อว่าเขาลำบาก ถึงตอนนั้นเขาจะเล่นเล่ห์อย่างไรก็ได้

“ไปเถอะ ขึ้นไปดูห้องข้างบนกัน” พสุธาชวนพี่ชาย และเพื่อน ขึ้นไปดูห้องข้างบน

“กูขอห้องชั้นหนึ่งได้ไหม ขี้เกียจเดินขึ้นบันได”

“มึงอยู่ชั้นสองสิ กูอยู่ชั้นสามเอง” คฤหาสน์หลังนี้มีทั้งหมดสามชั้น พสุธาต้องอยู่ที่ชั้นสาม เพื่อให้ระบบเชื่อว่าเขาลำบากมาก กับการอยู่ที่นี่ ที่ต้องเดินขึ้นลงบันไดจนแทบขาลาก

“งั้นพี่อยู่ชั้นสามกับดิน” ศิลารีบพูดทันที ที่เขาอยากพูดก็คือ เขาจะนอนห้องเดียวกับน้องชาย

แต่เมื่อคิดว่าน้องชายโตแล้ว ต้องอยากมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง เขาก็ทำหน้าเศร้า แล้วจำใจเปลี่ยนไปอยู่ห้องข้าง ๆ ของพสุธาแทน

“ตามใจหินเลย หินจะเลือกห้องไหนก็ได้” พสุธาไม่ทันได้สังเกตสีหน้าพี่ชาย เขาพูดอย่างสบาย ๆ

“โอเค งั้นสองพี่น้องอยู่ชั้นสาม ชั้นสองกูอยู่เอง” นะโมก็ตกลงตามนี้ ก่อนจะพูดอย่างนึกขึ้นได้

“จริงสิ เรื่องค่าเช่าบ้าน กูช่วยหารครึ่งกับมึง ค่าน้ำค่าไฟก็จะช่วยหารด้วย แต่ว่าขอจ่ายสิ้นเดือนนะมึง”

“ได้” พสุธาก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเขารู้ดี ถ้าเขาปฏิเสธ นะโมก็จะไม่สบายใจ เขารู้จักนะโมดี คนอย่างนะโม ไม่ชอบเอาเปรียบใคร แม้คนคนนั้นจะเป็นเพื่อนสนิทก็ตาม

อีกทั้งเขามั่นใจว่าที่นะโมตามมาอยู่ด้วย ไม่ใช่เพราะเจ้าตัวอยากอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ แต่เพราะเป็นห่วงเขา จึงอยากจะตามมาอยู่ด้วย แม้ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินของเจ้าตัวก็ตาม

“ตกลงตามนี้ กูไปดูห้องก่อน ไอ้เชี่ยเอ๊ย เกิดมาไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีบุญได้อยู่บ้านหลังโตขนาดนี้” นะโมพูดอย่างร่าเริง แล้ววิ่งขึ้นชั้นสองของบ้าน ส่วนพสุธา และศิลา ก็พากันเดินขึ้นชั้นสาม พวกเขาแต่ละคนไม่มีใครสังเกตเห็นลิฟต์ที่ติดตั้งอยู่ไม่ไกลเลย

ไม่สิ พสุธาเห็น แต่เขาใช้มันไม่ได้ ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่มองมันให้ตัวเองต้องเจ็บใจเลย

“ห้องนี้สวยที่สุด ดินอยู่ห้องนี้สิ” หลังจากเดินดูครบทุกห้องบนชั้นสามแล้ว ศิลาก็เหลือห้องที่อยู่ในทำเลดีที่สุด สว่างที่สุด กว้างที่สุด ให้กับพสุธา

“หินอยู่สิ นี่ห้องที่หินถูกใจนี่” พสุธารู้ว่าห้องนี้คือห้องนอนหลัก เป็นห้องนอนที่ใหญ่ที่สุดของบ้านหลังนี้ เรียกได้ว่าถ้าบ้านหลังนี้มีประมุขของบ้าน ก็ต้องนอนที่ห้องนอนนี้เนี่ยแหละ

“ไม่ใช่ พี่เลือกให้ดิน พี่นอนห้องตรงข้าม” ศิลาปฏิเสธ ห้องตรงข้ามก็มีขนาดกว้างใหญ่เหมือนกัน เล็กกว่าห้องนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ก็ได้” พสุธาก็เห็นห้องตรงกันข้ามแล้ว ถือว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าห้องนี้ อีกทั้งห้องขนาดใหญ่ ต้องทำความสะอาดเอง ยิ่งห้องใหญ่มาก ก็ยิ่งเหนื่อย ถือเป็นข้อแก้ตัวกับระบบได้ดี

ศิลาฉีกยิ้มกว้าง เมื่อน้องชายตอบตกลง เขาคว้ากระเป๋ามาเปิดออก หยิบของใช้ส่วนตัวของน้องชายมาจัดเรียงให้

“หินไปจัดห้องของตัวเอง เดี๋ยวดินจัดห้องนี้เอง” พสุธาห้ามพี่ชาย

“หินช่วย” แน่นอนว่าศิลาดื้อรั้น

พสุธาอ่อนใจ เขาเดินไปทิ้งตัวลงนอนที่โซฟา ปล่อยพี่ชายทำงานไป

เหนื่อยใจจะห้าม เหนื่อยยิ่งกว่าทำงานอีก

ดีที่ของไม่เยอะนัก ใช้เวลาแค่สิบนาทีก็จัดเสร็จเรียบร้อย ศิลาถึงได้ลากกระเป๋าเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง

พสุธามองพี่ชายเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เขารู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างทันที

เตียงขนาดใหญ่ ทั้งยังเป็นเตียงนอนที่มีคุณภาพสูง พสุธาหัวถึงหมอนไม่ทันไร เขาก็หลับสนิท ทว่าเขาหลับไปได้ไม่ถึงสองชั่วโมง ก็ถูกเสียงเคาะประตูห้องปลุกให้ตื่นขึ้นมา

“ดินหลับหรือยัง” เสียงศิลาดังจากหน้าประตู

พสุธาแม้ว่าจะหลับไปแล้ว แต่ก็ไม่คิดจะทำให้พี่ชายต้องรู้สึกผิด เขาตะโกนบอก

“ประตูไม่ได้ล็อก หินเข้ามาเลย” สิ้นเสียงของเขาไม่ทันไร ประตูก็เปิดออก พสุธาเห็นพี่ชายที่อยู่ในชุดนอนเก่า ๆ ย้วย ๆ ในมือมีหมอนข้าง และผ้าห่มผืนเก่าที่เอามาจากบ้านเก่า เดินเตาะแตะเข้ามา

“พี่นอนไม่หลับ ไม่ชินเลย ขอนอนด้วยได้ไหม” ศิลาถามเสียงอ้อมแอ้ม

“ได้สิ เตียงกว้างขนาดนี้ อย่าว่าแต่ให้หินมานอนเพิ่มเลย ให้ไอ้โมมานอนด้วยยังได้” พสุธาพูดขำ ๆ แต่ว่า

“ดีเลย งั้นกูนอนด้วย”

พสุธาหันไปมองต้นทางของเสียง ก็เห็นเพื่อนสนิทอยู่ในสภาพเดียวกับพี่ชาย ขาดก็แต่ผ้าห่มเก่า ๆ

“เออ ๆ มา มานอนนี่กันให้หมด” เหนื่อยใจจริง ๆ ห้องนอนยี่สิบห้อง แต่คนมานอนเบียดกันอยู่ห้องเดียว

พสุธาคิดอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะล้มตัวลงนอน โดยมีพี่ชายนอนทางขวา เพื่อนรักนอนทางซ้าย เขาถูกบีบอยู่ตรงกลาง

อืม เตียงนอนกว้างขนาดนอนได้สิบคน แต่สองคนก็ยังคงเบียดเข้าหาเขาอยู่ดี

“สารภาพมาเถอะ กลัวผีกันใช่ไหม” พสุธานอนเบิกตากว้างมองเพดาน

“มึงอย่าพูดถึงสิวะ” นะโมพูดเสียงดุ

“มึงกลัวอะไรวะ ทีนอนที่วัดยังนอนได้”

“วัดมีทั้งพระสงฆ์ ทั้งพระพุทธรูป ยังมีเด็กวัดคนอื่นนอนเป็นเพื่อน กูจะกลัวได้ยังไงล่ะ” นะโมก็ไม่รักษาหน้าตาอีกต่อไป พูดสารภาพออกมาอย่างหมดเปลือก ทำให้พสุธาไม่รู้จะขำหรือจะร้องไห้ดี

“แล้วหินล่ะ ไหนบอกไม่กลัว” พสุธาหันไปหาพี่ชายบ้าง

“มีดินไม่กลัว แต่ห้องพี่ไม่มีดินนี่” ศิลาตอบเสียงใสซื่อ

พสุธาตบหน้าผากตัวเองดังแปะ รู้สึกท้อใจเป็นอย่างยิ่ง

“เอาเถอะ ๆ นอนก็นอน แต่เตียงตั้งกว้าง ไม่ต้องเบียดกันขนาดนี้ก็ได้มั้ง”

“เบียดกันก็อบอุ่นดีไงมึง” นะโมเถียงอย่างรวดเร็ว ส่วนศิลานั้นนอนตะแครงตัวกอดน้องชายแล้ว

พสุธาได้แต่นับเลขอยู่ในใจ นับจนถึงห้าหมื่น เขาถึงได้ผล็อยหลับไป

 

“วันนี้มึงกลับไปวัด ก็เชิญหลวงพ่อมาพรมน้ำมนต์ที่บ้านก็ได้นะ เรื่องใส่ซองถวายท่าน เดี๋ยวกูเตรียมให้เอง” พสุธาพูดขึ้นมา ตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องอาหารที่ใหญ่โต เบื้องหน้าของพวกเขามีน้ำเต้าหู และปาท่องโก๋ที่ศิลาตื่นไปหาซื้อมาตั้งแต่เช้า

“ได้ แต่เรื่องเงินใส่ซอง ไม่จำเป็นหรอก ยังไงกูก็จะถวายเงินหลวงพ่ออยู่แล้ว ถือโอกาสนี้ถวายไปเลย” นะโมปฏิเสธเพื่อน

“แบบนั้นจะบาปไหม” ศิลาถามอย่างกังวล รู้สึกเหมือนฉวยโอกาสเอาเปรียบพระ

“ถ้าหินไม่สบายใจ เดี๋ยวดินถวายเงินใส่ซองเอง ถือว่าได้ทำบุญด้วย ยังไงเงินนี่ก็ได้มาจากการถูกหวย” พสุธาคิดว่าถ้าโกหกหนึ่งครั้ง ต้องตกนรกหนึ่งปี เขาคงตกนรกไปหลายร้อยปีแล้ว

ถูกหวยอะไรกัน เป็นเงินที่เขาได้มาจากเงินปันผลกิจการทั้งนั้น

“มึงถูกหวยด้วยเหรอ โชคดีเกินไปแล้วมั้ง ชิงโชคก็ได้รางวัลใหญ่ ซื้อหวยก็ถูกอีก” นะโมมองพสุธาอย่างจริงจัง

“มึงไปมูที่วัดไหนมา ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้โชคดีแบบนี้” นะโมถาม

“กูจะไปมูที่ไหนได้ล่ะ” พสุธามุมปากกระตุก ก่อนจะพูดต่อ

“เดี๋ยวกูโอนเงินให้มึง มึงก็เช่ารถไปเก็บของที่ห้องเช่าให้กูหน่อย ไปหาเจ้าของห้อง คืนห้องให้กูด้วย”

“ได้ วางใจได้เลย กูจัดการเอง” นะโมพูดแล้วตบอกตัวเอง

“โมรอเย็น ๆ ไหม พี่จะขับรถไปรับเอง” ศิลาเกรงใจนะโม ดังนั้นจึงคิดว่าเดี๋ยวเขาจะไปช่วยนะโมขนของตอนเย็นเอง

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ เดี๋ยวโมยืมรถของวัดก็ได้ เรื่องเก็บของ เดี๋ยวให้พวกเด็กที่วัดช่วย ให้ค่าขนมมันสักหน่อย มันก็ดีใจกันแล้ว” นะโมส่ายหน้าปฏิเสธความช่วยเหลือ เขารู้ว่าที่พสุธาขอให้เขาช่วยจัดการเรื่องเก็บของที่ห้องเช่า เพราะไม่ต้องการให้ศิลากลับไปเจอกับพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่องของเจ้าตัว

ถ้าพสุธาไปเอง ศิลาต้องตามไปอย่างแน่นอน

“เกรงใจแย่เลย” ศิลาพูดอย่างไม่สบายใจ

“เกรงใจอะไรกันพี่ โมสิต้องเกรงใจ มาอยู่ที่นี่ ยังไม่ได้จ่ายเงินสักบาท”

“โมไม่ต้องเกรงใจ” ศิลารีบพูดทันที

“เอาเป็นว่าพวกเรา ไม่มีใครต้องเกรงใจใคร โอเคไหม” พสุธารีบพูดขึ้นมา เขากลัวว่าสองคนจะเถียงกันไม่จบไม่สิ้น

“โอเค” นะโมตอบพลางยักไหล่ ส่วนศิลาพยักหน้าหงึกหงัก

พสุธาถอนหายใจ บอกให้ทั้งคู่รีบกิน รีบออกไปทำงาน

“โมไปกับพี่นะ ยังไงที่ทำงานพี่ก็ผ่านที่ทำงานโม” ศิลาพูดกับนะโม เขายังไม่ได้ย้ายบริษัท ดังนั้นที่ทำงานของเขา จึงยังอยู่ใกล้ ๆ กับที่ทำงานของนะโม

อ้อ ใช่ นะโมทำงานที่อู่ซ่อมรถยนต์

“ตกลงอยู่แล้ว” นะโมตั้งใจจะลาหยุดครึ่งวัน ดังนั้นครึ่งวันเช้า เขายังต้องไปทำงานอยู่

เมื่อตกลงกันได้ พวกเขาก็รีบกินอาหาร แล้วก็พากันออกจากบ้านไปทำงาน เหลือพสุธาอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตคนเดียว

พสุธาพิงพนักเก้าอี้ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

“คุณวินิจ ที่ตึกเรามีผู้เช่าเป็นสำนักงานทนายความใช่ไหม ช่วยนัดกับทนายความมือหนึ่งของที่นั่นให้ผมทีสิ”