110. ตอนที่ 108
ตอนที่ 108
“พ่อ ผมขอโทษครับ” เมื่อกลับมาถึงบ้าน โดยไม่ต้องรอให้ผู้เป็นพ่อสั่ง อักษรก็คุกเข่าลงกับพื้น และยอมรับความผิดของตัวเองในทันที
ที่ผ่านมาเขาเคยทำตัวเกเรมาไม่น้อย แต่ไม่เคยทำให้เกิดความสูญเสียมากขนาดนี้ แค่เขาขับรถตามคนคนหนึ่ง ก็ทำให้พ่อของเขาเสียหุ้นของบริษัทไปถึงห้าเปอร์เซ็นต์ และมีมูลค่ามากกว่าสองพันห้าร้อยล้านบาท
ตอนนี้ถ้าพ่อของเขาจะหักขาเขา เขาก็ไม่รู้สึกน้อยใจเลยสักนิด เป็นเพราะเขาหาเรื่องเอง!
อธิชาติเมื่อเห็นลูกชายสำนึกผิด สีหน้าของเขาก็อ่อนลง แต่ยังพูดเสียงขรึม
“แกรู้ตัวว่าผิดก็ดีแล้ว ที่หลังจะได้ไม่ทำอะไรโง่ ๆ อย่างการไปหาเรื่องคนอย่างไม่ดูตาม้าตาเรืออีก คราวนี้แกไปแตะแผ่นเหล็กร้อนเข้า ดีที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรมาก ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่หุ้นห้าเปอร์เซ็นต์เลย ฉันใช้ทั้งบริษัทชดใช้ ก็ยังไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้หรือเปล่า”
“แม่ว่าลูกอย่าไปคลุกคลีกับเจ้าเด็กปพนอีกเลย เด็กนั่นทั้งกร่าง ทั้งวิสัยทัศน์คับแคบ แล้วก็ใจแคบมากด้วย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นฝ่ายไปหาเรื่องคุณพสุธาก่อนในงานเลี้ยง ยังจะตามไปหาเรื่องเล่นงานคุณพสุธาภายหลังอีก คุณหญิงประภาศิริ และคุณปองศักดิ์ ช่างเลี้ยงลูกออกมาได้ดีจริง ๆ” อาริยาพูด แม้ว่าลูกชายของเธอจะเกเรไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ใจแคบ และหูตาคับแคบเหมือนปพน ไม่อย่างนั้นเมื่อวันที่ก่อเรื่อง ก็คงก่อเรื่องใหญ่โตไปแล้ว ไม่ฉุกใจคิด ก่อนจะยกเลิกแผนการหรอก
“ผมรู้แล้วครับ ผมจะไม่ติดต่อกับหมอนั่นอีก สงสารก็แต่พวกพี่ไท ถูกส่งไปเมืองนอกแบบฉุกละหุก” อักษรพูดเสียงเบา
“น่าสงสารอะไรกัน พ่อแม่ของเด็กพวกนั้นเป็นพวกเจ้าเล่ห์ รู้ว่ามีปัญหา ไม่บอกกันสักคำ แอบส่งลูกของตัวเองไปต่างประเทศเงียบ ๆ เหลือแต่แกที่ไปก่อเรื่องเข้า คงอยากจะเห็นพวกเราถูกคุณพสุธาเล่นงานน่ะสิ แต่คนพวกนั้นไม่สมหวังหรอก ดีที่ฉันฉลาด รู้จักพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส” อธิชาติพูดอย่างลำพองใจ
“ยังไงเหรอครับ” อักษรถามผู้เป็นพ่ออย่างกระตือรือร้น ถ้าเกิดว่าพ่อของเขาสามารถหาผลประโยชน์จากการสูญเสียในครั้งนี้ได้ เขาจะได้รู้สึกผิดน้อยลง
อธิชาติชำเลืองสายตามองลูกชายของตัวเอง เขาลังเลที่จะให้คำตอบ เพราะคิดว่าถ้าตอบไปแล้ว ลูกชายตัวดีของเขาจะเกิดเหลิงขึ้นมา คิดว่าเป็นความดีความชอบ ภายหลังยังจะไปก่อเรื่องวุ่นวายอีก
แต่คิดไปคิดมา สุดท้ายแล้วอธิชาติก็ยังตอบคำถามของลูกชาย
“ที่ฉันเลือกจะมอบหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ของบริษัท เป็นการขอโทษ แทนที่จะมอบบ้าน รถ ที่ดิน หรือเงินสดตรง ๆ ก็เพราะว่าการมอบหุ้นให้ เท่ากับเป็นการผูกมัดพวกเราเข้ากับคุณพสุธา หากต่อไปมีคนอยากเล่นงานธุรกิจของเรา ก็เท่ากับเล่นงานธุรกิจของคุณพสุธาด้วย ที่สำคัญบริษัทของเราก็เข้าร่วมประมูลโครงการก่อสร้างโรงงานของคุณพสุธาด้วย เมื่อคุณพสุธาถือหุ้นของบริษัทเราแบบนี้ นี่ไม่ใช่ว่าเพิ่มโอกาสในการชนะการแข่งขันของพวกเราหรอกเหรอ” อธิชาติพูดเสียงโอ้อวดเล็กน้อย
อักษรตาลุกวาวเมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นพ่อ แล้วเขาก็พูดอย่างที่อธิชาติคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้จริง ๆ
“แบบนี้ก็ถือว่าผมมีความดีความชอบน่ะสิ ถ้าไม่ใช่เพราะผมไปล่วงเกินคุณเขาเข้า พ่อจะมีโอกาสนี้ได้ยังไง” ยิ่งคิด อักษรก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีความดีความชอบมากจริง ๆ
ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้ พ่อของเขาจะมีโอกาสไปยืนอยู่ต่อหน้าคุณพสุธาได้ยังไง ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้ พ่อของเขาจะเอาเหตุผลอะไรไปผูกมัดบริษัทของพวกเขา เข้ากับคุณพสุธา
เสียไปสองพันห้าร้อยล้าน จะนับเป็นอะไรได้ เกรงว่าคนอื่น ๆ ก็ยอมเสียเงินจำนวนนี้ด้วยเหมือนกัน หากว่าสามารถเกาะขาทองคำของพสุธาได้ แต่คนพวกนั้นไม่มีโอกาส เพราะไม่มีลูกชายฉลาด ๆ อย่างเขาอย่างไรล่ะ
‘นี่มันความดีความชอบของฉันทั้งหมด!’
อักษรลำพองใจยิ่งกว่าผู้เป็นพ่อเสียอีก เขาอ้าปากจะขอรางวัล ลืมสิ้นความรู้สึกผิดก่อนหน้านี้
“พ่อ แบบนี้ต้อง....”
“หุบปากไปเลย อย่าคิดว่าเป็นความดีความชอบของแก แกมันดีแต่ก่อเรื่องเท่านั้นแหละ ไปเลยนะ ช่วงนี้แกเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไปเลย ห้ามออกไปก่อเรื่องที่ไหนอีก” อธิชาติสั่งลูกชายเสียงเข้ม
อักษรได้แต่เม้มปากอย่างผิดหวัง
ทำดีไม่ได้ดี!
พสุธาแม้ว่าจะไม่รู้จุดประสงค์แอบแฝงของอธิชาติ แต่ว่าเขาพอจะคาดเดาได้ ตั้งแต่ที่เห็นหนังสือสัญญาการโอนกรรมสิทธิ์หุ้นแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรับมา เพราะว่าเขามองกิจการของอีกฝ่ายในแง่ดี ด้วยเคยอ่านรายละเอียดข้อมูลที่คุณวินิจส่งให้แล้ว
ก็ข้อมูลของสามบริษัท ที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้ายของการคัดเลือก ผู้ที่จะมาสร้างโรงงานให้เขา
แม้ว่า เอสวี คอนสตรัคชัน จะเป็นแค่บริษัทลูกของเอสวีกรุ๊ป ทว่าการเติบโตของบริษัท ก็บ่งบอกวิสัยทัศน์ของผู้บริหารได้เป็นอย่างดี
หลังจากที่แยกย้ายกับพวกอธิชาติแล้ว พสุธาก็แจ้งเรื่องนี้ให้กับคุณวินิจได้ทราบ
“เพราะลูกชายของคุณอธิชาติ ขับรถสะกดรอยตามคุณ เขาเลยขอโทษด้วยการโอนหุ้นเอสวี กรุ๊ป ให้ห้าเปอร์เซ็นต์เหรอครับ” คุณวินิจทวนคำพูดของพสุธาซ้ำ เขารู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย แต่ที่มากกว่านั้นคือความจนใจ
แม้กระทั่งวันหยุด เจ้านายของเขาก็ยังหาเงินได้
ไม่สิ เจ้านายของเขาไม่ได้ไปหา แต่เงินน่ะวิ่งมาหาเจ้านายของเขาเอง
เจ้านายนี่สุดยอดจริง ๆ
แต่ว่าหาเงินได้เก่งขนาดนี้ หาคนทำงานเพิ่มด้วยได้หรือเปล่าล่ะ
“ใช่ หลังจากนี้ฝากคุณจัดการด้วยนะ”
“ท่านประธานครับ แล้วแบบนี้วันศุกร์ตอนคัดเลือกผลงาน...” คุณวินิจละประโยคท้ายไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่ความหมายของเขาก็คือ ในเมื่อตอนนี้ท่านประธานเป็นผู้ถือหุ้นเอสวี กรุ๊ป แล้ว และเอสวี คอนสตรัคชัน ก็เป็นบริษัทลูกของเอสวี กรุ๊ป ดังนั้นควรจะเอนเอียงไปหาเอสวี คอนสตรัคชัน เลยหรือเปล่า
“ไม่จำเป็น การคัดเลือกต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรม ดูที่เหมาะสมที่สุด เพื่อป้องกันข้อครหา ผมจะไปเชิญคนนอกมาช่วยเป็นกรรมการด้วย” พสุธาพูดตอบกลับไป
“คนนอกหรือครับ ท่านประธานต้องการเชิญใครครับ หรือว่าจะเป็นคนจากสมาคมสถาปนิกแห่งประเทศ” คุณวินิจพูดถาม ไม่คิดว่าเจ้านายที่ปกติแล้วไม่ค่อยสนใจเรื่องงาน พอสนใจที จะจริงจังขนาดนี้
“ผมคิดว่าจะลองไปเชิญอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยดูก่อน ได้ยินว่ามีอาจารย์หลายท่านที่เคยได้รับรางวลการออกแบบระดับโลกมา”
“นั่นก็ดีเลยครับ ท่านประธานสุดยอดไปเลย นอกจากจะเชิญมาเป็นกรรมการช่วยตัดสินแล้ว เราอาจจะได้รับคำแนะนำเพิ่มด้วย” คุณวินิจเห็นด้วยกับความคิดของพสุธาเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาคุยกันอีกสองสามประโยค ก่อนที่จะวางสาย แล้วพสุธาก็ไปทำงานช่วยบ่ายของตัวเองต่อ
งานช่วงบ่ายของพสุธา ไม่มีเหตุการณ์พิเศษอะไรเกิดขึ้น หลังจากที่เขาทำความสะอาดคอนโดมิเนียมขนาดเจ็ดสิบห้าตารางเมตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว พสุธาก็ขับรถตรงกลับบ้าน เขาจะไปดูเด็ก ๆ บ้านอบอุ่นเสียหน่อย
แต่พสุธาก็ไม่ได้ขับรถรวดเดียวถึงบ้าน ระหว่างทางผ่านห้างสรรพสินค้ารอยัลมอล์ ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ พสุธาก็แวะเข้าไป
ตั้งแต่พสุธาก้าวขาลงจากรถ เขาก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำได้แล้ว จากนั้นการมาเยือนของพสุธา ก็ถูกรายงานไปยังผู้บริหารระดับสูงในทันที
แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดของฝ่ายบริหาร แต่เมื่อได้รับแจ้งข่าว พวกเขาก็รีบมาทันที บางคนกระทั่งหยุดทำภารกิจบนเตียงเสียด้วยซ้ำ
พสุธาไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจอย่างกะทันหันของตัวเอง ทำให้มีบางคนถูกเมียลงโทษให้นอนนอกห้อง ตอนนี้เขากำลังเดินหาแผนกเสื้อผ้าเด็ก
ใช่แล้ว พสุธากำลังจะซื้อเสื้อผ้าให้เด็ก ๆ บ้านอบอุ่น เมื่อวานนี้เขาซื้อแต่พวกเครื่องนอน ยังไม่ได้ซื้อพวกเสื้อผ้า หรือข้าวของอื่นเลย
ส่วนที่ว่าทำไมพสุธาต้องมาเลือกเอง ทั้ง ๆ ที่เขาสั่งให้ลูกน้องช่วยก็ได้ อาจจะเพราะเขาติดใจการชอปปิงเมื่อวานนี้ล่ะมั้ง การเลือกของให้เด็ก ๆ ด้วยตัวเอง ทำให้เขามีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
แต่ตอนนี้พสุธาก็เริ่มจะทุกข์ใจแล้ว เพราะว่าเขากำลังเดินหลงอยู่ในห้าง หาแผนกเสื้อผ้าเด็กไม่เจอเสียที จนเขาเริ่มจะตำหนิคนออกแบบแผนผังของห้างสรรพสินค้านี้แล้ว
ให้ตายเถอะ เขาคงเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าคนแรก ที่เดินหลงในห้างของตัวเอง
พสุธาคิดอย่างจนใจ แต่แล้วเขาก็ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่
“สวัสดีครับท่านประธาน ไม่ทราบว่าท่านประธานกำลังมองหาสิ่งใดอยู่หรือครับ” เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่คอยบริการลูกค้า พูดถามพสุธาอย่างนอบน้อม
พสุธาไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ถ้าเขาเป็นผู้บริหารระดับสูงของที่นี่ สิ่งแรกที่เขาต้องให้ลูกน้องจำให้ขึ้นใจก็คือ จำใบหน้าของเจ้าของห้างเอาไว้ วันหน้าจะได้ไม่เผลอไปล่วงเกินเข้า
“ผมกำลังมองหาแผนกเสื้อผ้าเด็ก มันอยู่ชั้นไหนตรงไหนกัน” พสุธาก็ถามออกไป
“เสื้อผ้าเด็กหรือครับ อยู่ที่ชั้นหนึ่ง โซนเอครับ ท่านประธานต้องการให้ผมนำทางหรือไม่ครับ” เจ้าหน้าที่ถามอย่างนอบน้อม แต่ซ่อนความตื่นเต้น และกระตือรือร้นเอาไว้ การได้ยืนอยู่ต่อหน้าท่านประธาน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือหากทำได้ดี ก็อาจจะมีรางวัล แต่ถ้าทำได้ไม่ดี ก็อาจจะโดนไล่ออก
“ได้ ขอบคุณมาก” พสุธาก็ไมได้ปฏิเสธ ยังไม่ลืมที่จะพูดขอบคุณด้วย นี่ทำให้พนักงานสะดุ้งโหยง รีบลนลานพูด
“ไม่กล้าครับ ไม่กล้า นี่เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ”
พสุธาไม่ได้พูดอะไรอีก เขารู้ว่าเขาเป็นเจ้านาย ไม่ว่าจะพูดอะไร ลูกน้องก็หวั่นเกรงอยู่ดี
เดินไม่นานนัก พสุธาก็ถูกนำทางมาถึงแผนกเสื้อผ้าเด็ก เขาพูดกับคนนำทางว่า
“ขอบคุณมาก คุณไปดูแลลูกค้าคนอื่นเถอะ”
“ครับท่านประธาน” คนเป็นลูกน้องก็ขานรับคำสั่ง แล้วรีบปลีกตัวออกมาทันที
ฝั่งบรรดาพนักงานในแผนกเสื้อผ้าเด็ก พวกเขาไม่ใช่พนักงานของห้างโดยตรง แต่เป็นพนักงานของบริษัทเสื้อผ้าเด็กแต่ละบริษัท ที่ส่งมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้จักพสุธา ตอนที่พสุธาเดินเข้ามา ก็คิดว่าพสุธาเป็นแค่ลูกค้าของห้างคนหนึ่ง ทว่าเมื่อได้ยินเจ้าหน้าที่ของห้างสรรพสินค้า เรียกพสุธาว่าท่านประธาน พวกเขาก็ตกใจลนลานกันทันที ก่อนที่หัวหน้าแผนกจะถูกเรียกมารับหน้า
“ท่านประธานสวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าท่านประธานมาตรวจห้างหรือคะ” หัวหน้าแผนกพูดถาม
“ไม่ใช่ ผมมาซื้อของ ไม่ต้องสนใจผม พวกคุณไปทำงานกันเถอะ ผมจะค่อย ๆ เลือกดูเอง” พสุธาพบว่าการมาเดินห้างของตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่น่าลำบากใจอยู่เหมือนกัน
หมายถึงลำบากทั้งตัวเอง และทั้งพนักงาน
พนักงานก็ทำตัวเกร็ง ๆ กลัวว่าจะทำอะไรผิดพลาด ตัวเขาเองก็เหนื่อย เวลาที่ต้องพูดให้พนักงานไม่มารุมล้อม
ฝั่งหัวหน้าแผนก เมื่อพสุธาพูดเช่นนั้นแล้ว เธอก็ส่งสายตาให้ลูกน้องไปทำงานของตัวเอง ส่วนตัวเธอก็หลบไปยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่ในระยะที่มองเห็นพสุธา และสามารถเตรียมพร้อมที่จะรับคำสั่งได้ทุกเมื่อ
พสุธาไม่สนใจเธอแล้ว เขาเลือกเสื้อผ้าเด็กผู้หญิง และเด็กผู้ชาย ทั้งเด็กเล็ก เด็กโต ถูกใจชุดไหน ก็สั่งเอาทุกสีทุกไซซ์ ทำเอาพนักงานต้องทำงานกันมือเป็นระวิง และถูกลูกค้าคนอื่น ๆ มองค้อน เพราะบางชุดก็มีจำนวนจำกัด พสุธาเหมาไปหมดแล้ว พวกเขาก็ซื้อให้ลูก ๆ ไม่ได้ แต่พสุธาไม่รับรู้ถึงสายตาเหล่านี้เลย เขาเลือกเสื้อผ้าอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้หญิงส่วนใหญ่ถึงชอบชอปปิงกันนัก
“ท่านประธาน” ขณะที่พสุธากำลังเลือกเสื้อผ้าอย่างเพลิดเพลิน ก็มีเสียงเรียกขัดจังหวะ เมื่อพสุธาหันไปมอง เห็นว่าเป็นพีรยุทธ์ รองประธานบริหารของห้างรอยัลมอลล์นั่นเอง
“วันนี้ไม่ใช่วันหยุดเหรอ” พสุธาถามออกไป และไม่รอให้พีรยุทธ์พูดตอบ เขาก็ดึงสายตากลับมายังชุดเอี๊ยมน่ารักแล้ว
“เอาทุกสีทุกไซซ์” พสุธาพูดสั่งพนักงานที่อยู่ใกล้ที่สุด
“ท่านประธานต้องการให้ผมปิดห้างหรือเปล่าครับ” พีรยุทธ์รีบถามพสุธาทันที เพราะการปิดห้างให้พสุธาได้เดินชอปปิงคนเดียว ก็เหมือนกับการให้พนักงานคอยบริการพสุธาคนเดียว ไม่ต้องให้บริการลูกค้าคนอื่น
คำพูดของพีรยุทธ์ ทำให้พสุธาหันขวับไปมองเจ้าตัวด้วยสายตาตำหนิทันที
“ปิดห้างเหรอ ปิดห้างครั้งหนึ่งต้องเสียรายได้ไปตั้งเท่าไร คุณคิดว่าผมรวยมากนักหรือไง”
จะเสนออะไรก็ได้ แต่จะมาเสนอให้เขาต้องเสียกำไรไม่ได้!
ฝั่งพีรยุทธ์ เมื่อเขาถูกตำหนิ ความรู้สึกแรกไม่ใช่ตกใจ ไม่ใช่อับอาย แต่เป็นความหดหู่
เจ้านายถามแบบนี้ออกมาได้ยังไง เคยคิดถึงใจลูกน้องอย่างเขาบ้างไหม
ถ้าเจ้านายไม่รวย แล้วใครจะรวย!
“ตายแล้ว ซื้ออะไรมาเยอะแยะเลยคะเนี่ย” เมื่อพสุธามาถึงคฤหาสน์ที่ลูคัสซื้อให้ เขาก็เดินหิ้วถุงเสื้อผ้าเข้าไปในบ้าน ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่อยู่ที่นั่น
ในบ้าน ไม่ได้มีแค่เด็ก ๆ และแม่ครูจากบ้านอบอุ่นเท่านั้น แต่ยังมีศิลา นะโม และสามหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์การบินอยู่ด้วย
“ยังมีอีกหลายถุงอยู่ที่รถ ไปช่วยขนกันลงมาหน่อยสิครับ” พสุธาพูด เขาไม่ได้เจาะจงใครเป็นพิเศษ ที่แต่ลุกแล้วนำลิ่วไปก่อนเพื่อน ก็คือปฐพี แล้วตามติด ๆ ไปด้วยเป็นเอก จากนั้นคนอื่นก็ทยอยตามกันไป
เมื่อคนไปช่วยเยอะ สุดท้ายพวกเขาก็เดินหิ้วกันมาคนละสาม สี่ถุง
“มึงซื้ออะไรมาเยอะแยะน่ะ” นะโมถามพสุธา แต่ถูกศิลาตีเบา ๆ
“บอกว่าอยู่ต่อหน้าเด็ก ๆ ห้ามพูดคำหยาบยังไงล่ะครับ” ศิลาพูดเสียงดุ ทำเอานะโมยิ้มแหย แล้วถามอีกทั้ง
“ซื้ออะไรมาเยอะแยะ” ก็ละสรรพนามไปเลย
ไม่ใช่แค่นะโมหรอก แต่พวกปฐพีเวลาคุยกันเอง พวกเขาก็ละสรรพนามไปด้วยเลย โดยเฉพาะเฮียโก้ ที่ไม่กล้าหลุดปากเลยสักคำเดียว ด้วยเจอนิ้วพิฆาตเข้าที่ข้างเอว
ถูกหยิกจนเนื้อจะหลุดแล้ว
กลับมาที่ตอนนี้ พสุธาที่ไปล้างเนื้อล้างตัวมาแล้ว ก็นั่งลงกับพื้นพรม แล้วคว้าตัวหนูน้อยวัยสองขวบที่เดินเตาะแตะมาหาเขา จากนั้นก็รื้อถุงเสื้อผ้าที่ตัวเองหิ้วเข้ามา
“ทะด้า น่ารักไหม หมูน้อย มาใส่ชุดหมูกันดีกว่า” ในมือของพสุธา คือชุดหมูสีชมพู ทำจากผ้าเนื้อนุ่ม ตัวชุดมีหมวกที่ถูกเย็บติดกับคอเสื้อ บนหมวกก็มีหูหมูอันแสนน่ารัก
“น่ายัก” เจ้าหนูน้อยบนตักของพสุธาพูดตอบอย่างน่ารัก มือกลม ๆ ของเจ้าตัวยื่นไปจับชุดหมูน้อย
“ใฉ่ ยักใฉ่”
“หือ อยากใส่เหรอ ต้องเอาไปซักก่อนนะ ซักแล้ววันพรุ่งนี้ค่อยใส่เนอะ ใส่ตอนนี้จะคัน ๆ” พสุธาพูดเสียงเล็กเสียงน้อยกับเด็ก
เห็นพสุธาคุยกับเด็กอย่างน่ารัก ปฐพีก็ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู ส่วนศิลาก็รู้สึกซับซ้อนเล็กน้อย
มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ไม่ดี แต่เป็นเพราะเขาคิดว่าที่ผ่านมา พสุธาก็ไม่เคยได้ใส่ชุดน่ารัก ๆ แบบนี้เลย แล้วก็ไม่มีพ่อแม่คอยจับนั่งตัก พูดจาอย่างน่ารักใส่ด้วย
บางทีพสุธากำลังชดเชยวัยเยาว์ที่เจ้าตัวไม่มี โดยการมอบสิ่งนั้นให้กับเด็ก ๆ เหล่านี้
“คุณพสุธา ของพวกนี้เป็นของเด็ก ๆ หรือคะ มันเยอะเกินไปหรือเปล่าคะ ราคาคงจะแพงมากด้วย” แม่ครูภาวนาพูดด้วยสีหน้าเกรงอกเกรงใจอย่างเต็มที่ เพราะว่าตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ พสุธาคอยซื้อหลายสิ่งหลายอย่างให้ รวมแล้วเจ้าตัวน่าจะใช้เงินไปไม่น้อยเลย
“ไม่แพงหรอกครับ แล้วก็ไม่เยอะด้วย แต่ผมไม่รู้ว่าเด็ก ๆ ใส่ไซซ์ไหนกันบ้าง ผมถูกใจชุดไหน ก็เลยเอามาทุกสีทุกไซซ์เลย แม่ครูช่วยจัดการด้วยนะครับ” พสุธาพูดตอบอย่างสบาย ๆ แต่ทำเอาแม่ครู และพี่เลี้ยงทั้งสามคนนั้นรู้สึกจนด้วยคำพูดไปพักใหญ่ ๆ เลยทีเดียว
ขณะที่พวกเขาเคยแต่การต้องคำนวณทุกบาท ทุกสตางค์ที่จะใช้ออกไป แต่ก็ยังมีคนที่ซื้อของโดยไม่คิดถึงเรื่องเงินเลยสักนิด อีกทั้งของที่ซื้อ ยังเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเองด้วย
“เด็ก ๆ ขอบคุณคุณพสุธาเร็ว ๆ เข้า” แม่ครูภาวนา หลังจากที่หาเสียงของตัวเองเจอ เธอก็พูดกับเด็ก ๆ
“อย่า ๆ อย่าเรียกคุณเลยครับ ให้เด็ก ๆ เรียกผมว่าพี่เถอะ เรียกพี่ดิน” พสุธารีบพูด
เด็ก ๆ มองแม่ครูภาวนา เมื่อแม่ครูภาวนาพยักหน้าอนุญาต พวกเขาก็ประสานเสียงกันว่า
“ขอบคุณค่ะพี่ดิน”
“ขอบคุณครับพี่ดิน”
“ทุกคนลองดูว่าชอบชุดกันไหม พี่ตั้งใจเลือกมากเลยนะ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม
เด็ก ๆ เปิดถุงเสื้อผ้าออกดู พบว่ามีแต่เสื้อผ้าสวย ๆ ทั้งนั้น มันสวยและสีสันสดใสจนพวกเขาอดไม่ได้ที่จะจับมันอย่างเบามือ ทะนุถนอมมันด้วยความกลัวว่ามันจะเสียหาย
ตั้งแต่พวกเขาเกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ใส่เสื้อผ้าที่ยังไม่เคยผ่านมือคนอื่นมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เสื้อผ้าใหม่!
“เอาไว้พรุ่งนี้ ใส่มาอวดพี่กันด้วยนะ” พสุธาพูด เมื่อเห็นว่าเด็ก ๆ นั้นได้ชุด ได้ไซซ์ที่เหมาะกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว
“เอาไว้ใส่วันสำคัญได้ไหมครับ ใส่อยู่บ้านน่าเสียดาย” เด็กคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างไร้เดียงสา แต่เป็นความไร้เดียงสาที่ทำให้หลายคนปวดใจ
โดยเฉพาะคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง
“แทนที่จะรอวันสำคัญ ทำไมเราไม่ทำให้ทุกวันเป็นวันสำคัญไปเลยล่ะครับ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม
เด็ก ๆ มองพสุธาอย่างฉงน เป็นเด็กที่โตจนรู้ความแล้ว ก็ยังมองพสุธาอย่างรอคอย เขาอยากรู้ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะทำให้ทุกวันเป็นวันที่สำคัญ
“อืม อย่างเช่นการฉลองให้กับเรื่องเล็ก ๆ สิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำสำเร็จยังไงล่ะครับ อืม เช่น วันพรุ่งนี้เราตื่นเช้ากว่าเดิมห้านาที นี่ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จ ควรจะฉลองด้วยการใส่เสื้อผ้าสวย ๆ หรือว่าวันพรุ่งนี้ เด็ก ๆ อาบน้ำแปรงฟันเองได้ ก็ฉลองด้วยการใส่เสื้อผ้าสวย ๆ ได้ครับ”
“ถ้า ถ้ากินข้าวได้เพิ่มอีกจาน งั้นก็ฉลองได้ไหมฮับ” เด็กอ้วนน่ารักคนหนึ่งพูดถาม
พสุธามองแก้มกลม ๆ แดง ๆ ที่เหมือนลูกแอปเปิล แล้วก็พูดตอบอย่างเอ็นดู
“แน่นอนว่าได้สิครับ”
“เจ้าอ้วน ก็แค่หาข้ออ้างกินข้าวเยอะขึ้นไม่ใช่เหรอ” เด็กอีกคนหนึ่งพูดกับเจ้าแก้มกลม
“พี่ดินครับ ถ้า ถ้านอนได้นานขึ้นห้านาที ก็ฉลองได้ไหมครับ” เด็กอีกคนหนึ่งถามอย่างเขินอาย
พสุธาหัวเราะร่วน ก่อนจะพูดตอบ
“ตราบใดที่ไม่เรียกว่าตื่นสาย ก็ได้ครับ” คำตอบของพสุธา ทำเอาเด็กน้อยคอตก
เพราะว่าถ้าตื่นช้าไปห้านาที เขาก็ตื่นสายแล้วแน่นอน
“เด็ก ๆ เจ้าเล่ห์กันจริง ๆ เลย” เฮียโก้พึมพำขึ้นมา
พสุธาก็หัวเราะอย่างเห็นด้วย และเขาก็รู้สึกเอ็นดูมาก
พสุธาหัวเราะไม่หยุด จนกระทั่งได้ยินเสียงจากระบบ
‘ยินดีด้วย โฮสต์ทำภารกิจสำเร็จ ได้รับคะแนนความลำบากสองพันคะแนน ได้รับกล่องสุ่มรับดับทองคำหนึ่งกล่อง ได้รับทักษะแฮกเกอร์ขั้นเทพ’
พสุธานิ่งอึ้งเมื่อระบบประกาศว่าเขาทำภารกิจสำเร็จ
สำเร็จได้ยังไง เขาคิดว่าต้องรอย้ายไปบ้านหลังใหม่ก่อน กีรติถึงจะเชื่อจริง ๆ ว่าเขาจะช่วยดูแลเด็ก ๆ บ้านอบอุ่น
พสุธากวาดตามองไป ก็เห็นกีรติยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาของเจ้าตัวแดงก่ำ เมื่อหันมาสบตากับพสุธา ก็พูดอย่างซาบซึ้งว่า
“ขอบคุณนายท่าน ต่อไปผมจะจงรักภักดีกับนายท่าน จนกว่าวิญญาณจะแตกสลาย”
พสุธาได้ยินแล้วก็รู้ว่ากีรตินั้น เชื่อใจเขาแล้ว เขาพยักหน้าเบา ๆ แล้วกลับไปสนใจระบบต่อ
ยังไม่ต้องสนใจกล่องสุ่มรางวัล สนใจทักษะที่ระบบให้มาก่อนดีกว่า
ทักษะแฮกเกอร์ขั้นเทพ?
เพราะภารกิจเกี่ยวกับวิญญาณที่เป็นโปรแกรมเมอร์ เขาก็เลยได้ทักษะแฮกเกอร์มาเหรอ
อืม จำได้ว่าตอนนั้นที่เขาทำภารกิจช่วยให้วริศเลิกกับแฟนสาว ที่ใช้เสียงควบคุมจิตวิญญาณและความคิด เขาก็ได้ทักษะเสียงสวรรค์มา
ดูท่าแล้ว เขาจะได้รับทักษะที่เกี่ยวข้องกับภารกิจสินะ
พสุธาคิด ก่อนที่เขาจะสนใจกล่องสุ่มรางวัลระดับทองคำ
‘ระบบ เปิดกล่องสุ่มรางวัล’
‘ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับทักษะ ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ’
ทักษะอะไรวะเนี่ย
พสุธาพึมพำในใจ ก่อนจะได้คำตอบ
‘เมื่อโฮสต์สบตากับใครเกินห้าวินาที โฮสต์ก็จะได้ยินความคิดของคนคนนั้น ในช่วงเวลานั้น’
พสุธานิ่งอึ้งไปกับทักษะนี้
ถ้าเขามีทักษะนี้ เขาก็สามารถรู้ความคิดของคนอื่นได้เหรอ
พสุธาคิดแล้วก็ลองทดสอบดู เขามองหาเหยื่อ ก่อนที่จะได้สบตากับปฐพีที่มองมายังเขา
พสุธาจ้องตาปฐพีอยู่ชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียง
‘ดินอ่อนโยนน่ารักจังเลย ทำยังไงดี อยากแต่งงานแล้ว ข้ามขั้นเลยได้ไหม ให้แม่มาสู่ขอไว้ก่อนได้หรือเปล่า สินสอดเท่าไรถึงจะพอนะ หรือว่าจะทำตามที่พ่อบอก เสี่ยไม่ต้องเอาสมบัติหรอก เอามาให้เขาใช้เป็นสินสอดสู่ขอดินดีกว่า’
พสุธาเกือบจะสำลักออกมา เมื่อได้ยินความคิดของปฐพี เขาดึงสายตากลับมา รู้สึกว่าทักษะนี้ ต่อไปอย่าใช้กับปฐพีจะดีที่สุด
เขากลัวจริง ๆ กลัวว่าจะตอบตกลงแต่งงานกับปฐพีก่อนที่จะได้เป็นแฟนกัน!