LNCrawler

111. ตอนที่ 109

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 109

“พี่ชาย อยากนั่งบึ้นบึ้นฮับ” เด็กน้อยวัยสามขวบ พูดกับพสุธา ดวงตากลมโตใสกระจ่าง ดูบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเพชรล้ำค่าใด ๆ

“บึ้นบึ้นหรือครับ ไว้วันหลังถ้ามีโอกาส พี่ชายจะพานั่งเล่นนะ” พสุธารู้ว่า ‘บึ้นบึ้น’ ของเด็กน้อย ก็คือรถนั่นเอง

“ดูท่าจะติดใจตอนที่นั่งรถมาที่นี่ สำหรับเด็กส่วนใหญ่ของบ้าน พวกเขาเพิ่งเคยนั่งรถเป็นครั้งแรกน่ะค่ะ” พี่เลี้ยงคนหนึ่งพูดขึ้นมา

“เดี๋ยวต่อไปจะได้นั่งจนเบื่อเลยล่ะครับ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม

เขาไม่ได้พูดแสดงความเห็นใจอะไร แต่คำพูดประโยคนี้ของเขา ทำให้คนฟังดีใจยิ่งกว่าคำปลอบใจใด ๆ เสียอีก

แม่ครูก็รู้ว่าคำพูดนี้ของพสุธา ไม่ต่างอะไรกับคำสัญญา เธอยิ้มบาง ไม่ได้พูดขอบคุณออกมา แต่ในใจก็จดจำความใจดีนี้ของพสุธาเอาไว้แล้ว

พสุธาไม่ได้พูดอะไรกับแม่ครูอีก เขาและพวกศิลาก็อยู่เล่นกับเด็ก ๆ จนได้เวลาเข้านอนของเด็ก ๆ แล้ว พวกเขาจึงพาเด็ก ๆ ไปเข้านอน อ่านนิทานให้เด็ก ๆ ฟัง ก่อนจะพากันกลับไปที่คฤหาสน์ศิลาจันทร์

“ตอนแรกก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้รู้สึกว่าบ้านเรามันเงียบเหงาจริง ๆ” นะโมพูดเสียงทอดถอนใจ เมื่อพวกเขากลับมาที่บ้าน แล้วรู้สึกว่าบ้านของพวกเขามันเงียบเหงา ไม่ครึกครื้นเท่าบ้านหลังข้าง ๆ ที่มีเด็ก ๆ อยู่เยอะ

“พี่ก็รู้สึกเหมือนกัน ดูเหมือนว่าต่อไป พี่คงจะไปหาเด็ก ๆ ทุกวัน แล้วค่อยกลับบ้านมานอน” ศิลาพูดขึ้นบ้าง

“ต่อไปดินคงเป็นหมาหัวเน่าแล้ว หินมีน้องรักคนใหม่อีกเพียบเลย” พสุธาแกล้งพูดเสียงน้อยใจ ทว่ายังไม่ทันที่ศิลาจะได้แก้ต่างให้ตัวเอง ปฐพีก็พูดขึ้นมาก่อน

“ไม่เป็นไรนะ ยังมีพี่อยู่ เพราะสำหรับพี่ ดินคือที่หนึ่งเสมอ”

“โอ้โหหห กลิ่นน้ำเน่าคลุ้งเลย”

“สงสัยต้องหายากันยุงมาฉีดแล้วมั้ง น้ำเน่าแบบนี้ ยุงมาเพียบแน่”

ทั้งเฮียโก้ ทั้งพันไมล์ พร้อมใจกันพูดเสียงหมั่นไส้กันอย่างเต็มที่ ส่วนพสุธานั้นได้แต่แกล้งถอนหายใจ ทำเหมือนระอา ก่อนจะหัวเราะออกมา

“พูดได้ดีมากครับ แต่คราวหลังอย่าพูดอีกนะ” มันจั๊กจี้

สามคำหลัง พสุธาไม่ได้พูดออกไป แต่ปฏิกิริยาทางร่างกายของเขาก็แสดงออกหมดแล้ว

ปฐพีแสร้งทำหน้าน้อยใจ แต่พริบตาต่อมาก็หัวเราะออกมาบ้างเหมือนกัน

“เออ ไอ้ดิน พวกของที่มึงซื้อมาวันนี้เท่าไรวะ กูอยากช่วยหารด้วย อยากมีส่วนร่วมว่ะ” เฮียโก้พูดขึ้นมา

“พี่ด้วย ๆ” พันไมล์ก็รีบยกมือ ตามด้วยศิลา และนะโม ส่วนปฐพีไม่ได้พูดอะไร ไม่ใช่ว่าเขาขี้เหนียว แต่เพราะเขารู้ว่าพสุธาจะปฏิเสธ

“ไม่ต้องหรอกครับ ของพวกนั้นซื้อมาจากห้างของผมทั้งนั้น เหมือนผมแค่ย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวาเท่านั้นแหละ” 

พสุธาปฏิเสธอย่างที่ปฐพีคิดจริง ๆ

“ถ้าอย่างนั้นพวกพี่ไปซื้อกันเองก็ได้ ซื้อรถของเล่นก็ไม่เลวนะ” พันไมล์พูดขึ้นมา นึกถึงที่เด็ก ๆ บอกว่าอยากนั่ง ‘บึ้นบึ้น’ เขาจึงคิดว่าจะซื้อรถไฟฟ้าแบบที่เด็กนั่งได้ขับได้ ให้กับพวกเด็ก ๆ

“งั้นกูร่วมซื้อด้วยแล้วกัน เพราะถ้าจะซื้อ คงต้องซื้อให้ทุกคนแปดสิบคน แปดสิบคัน ก็หลายบาทอยู่” เฮียโก้เสนอขึ้นมา

“ถึงคำพูดพวกนี้ออกจากปากของกูจะดูน่าขำ แต่กูคิดว่าฉันควรจะเสนอความคิดเห็น” ปฐพีพูดขึ้นมา ก่อนจะพูดต่อว่า

“จากที่ได้อยู่กับพวกเด็ก ๆ และได้คุยกับแม่ครูในวันนี้ พบว่าแม่ครูสอนให้เด็ก ๆ ให้ประหยัดอดออม สอนให้เด็ก ๆ เรียนรู้ที่จะแบ่งปัน แล้วก็สอนให้เด็ก ๆ ขวนขวายเพื่อสิ่งที่ต้องการ ดังนั้นแล้วการซื้อพวกของเล่นให้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ซื้อแจกทุกคนเลย จะไปขัดกับคำสอนของแม่ครู กูคิดว่าซื้อแล้วเก็บไว้มอบให้เป็นรางวัลดีกว่า แม่ครูมีระบบสะสมแต้มอยู่นี่ เด็กคนไหนอยากได้รถของเล่น ก็ต้องสะสมแต้มเพื่อให้ได้มัน” ปฐพีพูดเสนอ

คำพูดของปฐพี ทำให้คนอื่น ๆ คิดตาม และคล้อยตาม

“อืม ก็จริงของมึง” เฮียโก้พึมพำ

“ซื้อรถไฟฟ้าของเล่นให้เด็กเล็กเถอะ ส่วนเด็กโต ซื้อพวกจักรยานดีกว่า ใช้ประโยชน์ได้จริง” พสุธาเสนอขึ้นมาบ้าง

“เห็นด้วย” นะโมพยักหน้าหงึกหงัก ในฐานะที่เป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน เขาก็คิดว่ารถจักรยานเหมาะสมกว่า ใช้ปั่นไปซื้อของได้

“งั้นก็เอาตามนี้ ไอ้ดิน ห้างมึงมีเพจสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ แล้วจัดส่งถึงบ้านไหม” เฮียโก้ถามพสุธา ไหน ๆ จะเสียเงินแล้ว เขาก็จะเสียเงินให้กับคนกันเองเนี่ยแหละ

“ไม่มีมั้งเฮีย ไม่รู้อะ” พสุธาพูดตอบ

“มึงนี่มัน...กิจการของมึงเองแท้ ๆ นะ” เฮียโก้พูดอย่างจนใจ

พสุธาหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อพีรยุทธ์ไป

“เฮียติดต่อกับคนนี้ก็ได้ ต้องการอะไรก็บอกเขาไป ให้เขาส่งของมาที่นี่ หรือไม่ก็บ้านหลังข้าง ๆ”

“เขาคือใคร” เฮียโก้ถามพลางกดบันทึกเบอร์โทรศัพท์

“ชื่อคุณพีรยุทธ์ เป็นรองประธานคณะกรรมการบริหารของห้าง”

คำตอบของพสุธา ทำให้คนอื่นนิ่งไป

“กูแค่จะซื้อของ มึงต้องใช้คนระดับผู้บริหารเลยเหรอ นี่ถ้าไม่นับมึงที่เป็นเจ้าของ เขาก็มีอำนาจมากสุดในห้างแล้วไหม”

“ก็ผมมีช่องทางติดต่อแค่เขาคนเดียวนี่นา หรือไม่อย่างนั้นเฮียไปหาคุณวินิจก็ได้”

“ช่างเถอะ พรุ่งนี้เลิกเรียนแล้วกูไปดูเองดีกว่า แต่ละคนที่มึงให้กูใช้งาน งานเขาก็เต็มมืออยู่แล้ว ถามจริง มึงไม่กลัวเขางานหนักจนหนีไปหรือไง”

“งานเยอะ เงินเดือนก็เยอะนะเฮีย แล้วนี่ก็พยายามจะหาผู้ช่วยให้อยู่หรอก” พสุธาแก้ต่างให้ตัวเอง

“จริงสิน้องดิน พี่ได้ยินว่านายต้องการหาคนมาสอนพวกเด็ก ๆ ทำอาหาร และเครื่องดื่มใช่ไหม ให้ศิษย์หลานของนายมาสอนไหมล่ะ” พันไมล์พูดถามขึ้นมา

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ อย่างมึนงง

“ผมไปมีศิษย์หลานตั้งแต่เมื่อไรครับ” พสุธาจำได้ว่าตัวเองมีลูกศิษย์แค่ห้าคนเท่านั้น ซึ่งช่วงหลังมานี้เขาไม่มีเวลาไปสอนทั้งห้าคนทำอาหารเพิ่มอีกเลย แต่ว่าทั้งห้าคนก็มีส่งคำถามมาบ้าง และเขาก็จะให้คำแนะนำกลับไป

“ก็ลูกศิษย์ของลูกศิษย์ไง ทั้งห้าคนนั้นรับลูกศิษย์กันหมดแล้ว ดังนั้นลูกศิษย์ของพวกเขา ก็ถือว่าเป็นศิษย์หลานของน้องดินด้วยไม่ใช่เหรอ” พันไมล์พูดตอบ

พสุธาหัวเราะอย่างจนใจ แบบนี้ก็นับด้วยเหรอเนี่ย

“ถ้าพวกเขาเต็มใจมา ก็ได้ครับ ผมต้องการคนที่เชี่ยวชาญเรื่องอาหารฟิวชัน เบเกอรี่ แล้วก็เครื่องดื่ม” พสุธาพูดบอก

“เรื่องค่าตอบแทน ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจ่ายให้อย่างสมน้ำสมเนื้อแน่”

“ใครเขาจะไปห่วงเรื่องเงินกับน้องดินกัน” พันไมล์พูดเสียงกลั้วหัวเราะ

“นั่นก็ไม่แน่ คนที่มีเงิน แต่ชอบเอาเปรียบลูกจ้างก็มีเยอะไป”

“แต่คนคนนั้นต้องไม่ใช่นายอยู่แล้ว” พันไมล์ไม่ได้พูดประโยคนี้ ไม่ใช่เขาไม่อยากพูด แต่เขาพูดไม่ทันปฐพีต่างหาก

พสุธายิ้มบางกับคำพูดนี้ ก่อนที่พวกเขาจะคุยเล่นกันอีกสองสามประโยค จากนั้นก็แยกย้ายกันไปนอน

สามหนุ่มต่างมีห้องส่วนตัวของตัวเอง ห้องของพวกปฐพีอยู่ที่ชั้นสอง

ตอนแรกพสุธาจัดเตรียมห้องให้ปฐพีในชั้นสาม แต่เมื่อพันไมล์ และเฮียโก้ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย และเลือกอยู่ที่ชั้นสอง ปฐพีก็ย้ายตามลงไป ส่วนห้องของนะโมที่เคยอยู่ชั้นสอง ก็ย้ายขึ้นมาอยู่ชั้นสามแทน

“ได้ยินว่าเมื่อวานมึงแกล้งเป็นแฟนพี่พันไมล์ ไปพบครอบครัวเขา เป็นยังไงบ้าง” พสุธาพูดถามขึ้นมา ขณะที่พวกเขาอยู่บนเตียงกันแล้ว

และเรื่องที่พสุธาถามออกไป ก็เป็นเรื่องที่เขาเพิ่งจะรู้ในวันนี้นี่เอง ทำให้พสุธาอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

เขาไม่เคยเจอพ่อแม่ของพันไมล์ แต่ก็พอจะเคยได้ยินมาบ้าง เรื่องความเจ้ายศเจ้าอย่าง และความถือตัว

พสุธากลัวว่านะโมไปเจอแล้วจะโดนพ่อแม่ของพันไมล์รังแก ยกเว้นเสียแต่ว่านะโมจะอ้างชื่อเขา แต่พสุธาก็มั่นใจมากว่านะโมจะไม่ยอมเปิดเผยว่าเป็นเพื่อนสนิทของเขา ดังนั้นแล้วเรื่องที่เขากังวล ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดขึ้นได้

“ก็ไม่ยังไง ตามสไตล์ครอบครัวแนวตั้ง บังคับดูตัว จับคลุมถุงชน แล้วก็ดูถูกคนจน” นะโมพูดแล้วยักไหล่

“แล้วมึงทำยังไง คงไม่ได้ปล่อยให้เขารังแกใช่ไหม”

“กูจะปล่อยให้ใครมารังแกกูได้ยังไง แต่พี่พันไมล์เขาก็ปกป้องกูอยู่นะ ไม่เข้าข้างครอบครัวเขา แล้วก็ไม่กลัวครอบครัวเขาโกรธด้วย”

“นั่นก็หน้าที่เขาอยู่แล้ว เขาอยากใช้มึงเป็นแฟนบังหน้า ก็ต้องปกป้องมึงให้ดี” พสุธาพูดเสียงเรียบ ก่อนจะพูดต่อ

“อย่าให้ใครเขาเอาเปรียบง่าย ๆ นะมึง” ถึงแม้ว่าพันไมล์จะเป็นรุ่นพี่ที่เขาสนิทสนมด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะออกปากเตือนเพื่อนไม่ได้

“รู้แล้ว กูไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบหรอก เรื่องที่หาคนเป็นแฟนปลอม ๆ กูก็เป็นคนเสนอเองนั่นแหละ แล้วเขาก็บอกกูแล้ว เรื่องที่ครอบครัวของเขาอาจจะทำให้กูลำบาก”

“นี่คือกำลังอธิบายแทนพี่เขา?” พสุธาเลิกคิ้ว

“กูกำลังพูดความจริงให้ฟังต่างหากล่ะโว้ย!” นะโมเถียงคอเป็นเอ็น

พสุธาหัวเราะในลำคอ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาปิดเปลือกตาลง

“ฝันดี”

 

“พวกเราควรจะไปรถคันเดียวกันไหม จะได้ช่วยชาติประหยัดน้ำมัน” พันไมล์พูดขึ้นมา ขณะที่พวกเขากำลังจะไปเรียน

“พวกพี่ไปคันเดียวกันได้ ยังไงก็เรียนคณะเดียวกัน ตารางเรียนเดียวกัน ส่วนผมไม่เหมือนกัน เรียนเสร็จแล้วผมยังต้องไปทำงานต่อ” พสุธาพูดตอบกลับไป เขาไม่สามารถไปรถคันเดียวกันกับพวกปฐพีได้

“กูเรียนเสร็จแล้วจะแวะไปห้างต่อ” เฮียโก้พูดขึ้นมา

“กูก็ต้องเข้าบริษัท” ปฐพีพูดกับเฮียโก้

“กูต้องเข้าร้าน” พันไมล์ก็พูดอย่างจนใจ

ดังนั้นสรุปได้ว่า พวกเขาต่างคนต่างขับรถกันไปเองคนละคัน

พสุธาหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่เขาจะขึ้นรถของตัวเอง

วันนี้พสุธาหยิบได้กุญแจรถยนต์บูแกตติ เซนโตดิเอซี สีเงินแวววาว ที่มีเพียงสิบคันในโลก มูลค่าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นของรางวัลที่เขาได้มาจากระบบ

ตอนที่หยิบได้กุญแจรถคันนี้ ก็ทำให้พสุธานึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่ระบบบอกเขาตอนมอบรางวัลเป็นรถคันนี้ให้

ระบบบอกว่าเขาจะสามารถใช้ชีวิตสบาย ๆ ได้จากของรางวัลที่ระบบมอบให้เท่านั้น หมายความว่าถ้าเขาอยากขับรถ เขาก็ต้องขับแต่รถคันนี้ จะไปขับรถคันอื่นไม่ได้ ทว่าสุดท้ายแล้ว เขาก็ยังขับรถคันอื่นได้ ไม่เห็นว่าระบบจะลงโทษหรือทักท้วงอะไร

พสุธาคิดว่าระบบอาจจะลืม และเขาก็จงใจที่จะไม่ทักท้วง และคิดว่าบางครั้ง ระบบก็อาจจะมีบัคอยู่เหมือนกัน

“โอ้โห วันนี้จะขับคันนี้เลยเหรอเนี่ย เหมือนว่าน้องดินเพิ่งจะเคยขับคันนี้เป็นครั้งแรกใช่ไหม” พันไมล์ตาลุกวาว เมื่อเห็นบูแกตติ เซนโตดิเอซี ที่สง่างาม และน่าหลงใหล

“สุ่มหยิบกุญแจมาได้คันนี้น่ะครับ” พสุธาพูดตอบอย่างสบาย ๆ แต่ทำให้คนฟังอิจฉาเป็นอย่างมาก

เขาก็อยากมีโมเมนท์สุ่มหยิบกุญแจซูเปอร์คาร์บ้าง!

พสุธาแกล้งทำเป็นไม่เห็นสายตาอิจฉาของพันไมล์ เปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถ ก่อนที่จะสตาร์ทรถ แล้วขับออกไปเป็นคนแรก

ปฐพีก็ขึ้นรถของตัวเอง แล้วขับตามไป ตามด้วยเฮียโก้ พันไมล์เห็นว่าทุกคนไปหมดแล้ว เขาก็รีบขึ้นรถขับตามไปบ้าง

เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัย ซูเปอร์คาร์คันหรูของพสุธา ก็เป็นที่สะดุดตาอีกแล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีใครสงสัยแล้วว่าใครที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยของซูเปอร์คาร์คันนี้ เพราะคนที่สามารถเปลี่ยนซูเปอร์คาร์ได้ไม่ซ้ำคัน ไม่ซ้ำวัน ก็มีอยู่แค่คนเดียว

“คิดว่าชินชากับความรวยของคุณพสุธาแล้ว ฉันก็พบว่าคุณพสุธายังทำให้ฉันอึ้งได้อีก”

“นี่มันบูแกตติ เซนโตดิเอซี ที่มีเพียงสิบคันในโลก มูลค่าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือก็คือเกือบสามร้อยสามสิบเจ็ดล้าน”

“รวยแบบเวอร์วังอลังการงานสร้าง รถก็สวยแบบหรูหราหมาเห่าสุด ๆ”

“เคยคิดว่าคนที่รวยแบบนี้ มีแต่ในละครสั้น ทีไหนได้ ชีวิตจริงก็มีคนที่รวยขนาดนั้น ไม่สิ รวยกว่าพวกประธานเผด็จการในละครสั้นเสียอีก”

“มีประธานพสุธาแล้ว ฉันอยากเป็นซินเดอเรลล่าจริง ๆ”

“คนที่อยากเป็นซินเดอเรลล่า ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวหรอก”

พสุธาตกเป็นเป้าหมายที่คนส่วนใหญ่อยากจะไปเดทด้วยอีกครั้งหนึ่ง

เกรงว่าถ้ามีการจัดทำโพล พสุธาก็อาจจะแซงหน้าปฐพีไปแล้วด้วยซ้ำ

 

“มึงสร้างตำนานอีกแล้วเหรอวันนี้” สีไม้พูดกับพสุธา น้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อตัวเอง และสีเทียนเดินเข้ามาในห้องเรียน

พสุธาที่นั่งอยู่กับน้ำทิพย์ ก็ทำสีหน้าจนใจ

“แค่กลัวรถจอดทิ้งไว้ไม่ขับแล้วมันเสีย แล้วก็ไม่มีเวลาเอารถไปขับเที่ยวเล่นที่อื่นด้วย ก็เลยต้องใช้ขับมามหาวิทยาลัย” พสุธาพูดตอบกลับไป

“แค่มึงเลิกทำงาน ก็มีเวลาเอารถไปขับเที่ยวเล่นแล้ว” สีเทียนพูดขึ้นมาบ้าง

“พวกมึงจะไปรู้อะไร ห้ามไม่ให้ทำงาน เหมือนห้ามไม่ให้หายใจ” เป็นน้ำทิพย์ที่พูดขึ้นมา

พสุธาไม่รู้ว่าจะพูดเถียง หรือว่าจะยอมรับดี

เขาต้องทำงาน เพราะภารกิจของระบบจริง ๆ และถ้าเขาไม่ทำงาน ตอนที่เขาอายุครบยี่สิบห้าปี เขาก็อาจจะไม่ได้หายใจอีกแล้วจริง ๆ เพราะเขาอาจจะทำภารกิจไม่สำเร็จ

“ขนาดไอ้ดินรวยแบบนั้น ยังขยัน แล้วกูเป็นใคร ทำไมขี้เกียจขนาดนี้วะเนี่ย” สีไม้พูดเสียงกลั้วหัวเราะ

“ถ้ามึงพูดแบบนี้ กูว่าคนเกือบทั้งโลกก็ต้องขยันอะ ห้ามหยุดทำงาน เพราะมีไม่กี่คนบนโลกหรอก ที่รวยกว่าไอ้ดินมัน”

“พวกมึงอย่าเวอร์ได้ไหม” พสุธาพูดเสียงเหนื่อยใจ

“พูดความจริงก็หาว่าเวอร์” สีเทียนแกล้งทำเสียงน้อยใจ แล้วก็ได้รับรางวัลปลอบใจเป็นกำปั้นที่ทุบเบา ๆ ที่ไหล่จากพสุธา

“โอ้โห เดี๋ยวนะ นี่มือหรือแท่งเหล็กวะเนี่ย หนักอะไรขนาดนี้” สีเทียนพูดเสียงโอดครวญ เขารู้สึกเหมือนถูกเหล็กกระแทกเข้าที่ไหล่จริง ๆ

“เฮ้ย ๆ ขอโทษ ๆ ลืมตัว” พสุธาก็ตกใจทันที เขารีบเปิดเสื้อสีเทียนดู พบว่าผิวของสีเทียนเริ่มมีรอยช้ำแล้ว

สีหน้าของพสุธารู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิม เขาลืมไปว่าร่างกายของตัวเองตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับเหล็ก ถึงภายนอก ผิวของเขาจะยังเหมือนเดิม แต่มันก็มีความยืดหยุ่นสูงมาก ใช้มีดแทงไม่เข้า กระดูกก็แข็งยิ่งกว่าเหล็ก

“มึง ทำไมมันถึงช้ำขึ้นมาได้ กูเห็นดินมันทุบแค่เบา ๆ เองนะ ก่อนหน้านี้มึงเผลอไปกระแทกอะไรมาก่อนหรือเปล่า” สีไม้พูดอย่างตกใจ เขาไม่ได้เข้าข้างพสุธา แต่เห็นว่าพสุธาทุบเบา ๆ จริง ๆ ไม่รู้ว่าทุบเบา ๆ ของพสุธา ก็เหมือนเอาท่อนเหล็กมาทุบนั่นแหละ

“ใช่ ดินมันทุบมึงเบา ๆ เองนะ ทำไมถึงช้ำได้ขนาดนี้วะ ไปห้องพยาบาลเถอะ” น้ำทิพย์ก็แปลกใจ ก่อนจะชวนเพื่อนไปห้องพยาบาล

“พวกมึงอยู่เรียนกันไปเถอะ กูเป็นคนทำผิด กูพาไปเอง” พสุธาลุกขึ้นยืน พร้อมจะพาสีเทียนไปห้องพยาบาล

“ไม่เป็นไร แค่นี้เอง ไกลหัวใจตั้งเยอะ” สีเทียนปฏิเสธที่จะไปห้องพยาบาล

“ไปเถอะ ไปโรงพยาบาลเลยดีกว่า” พสุธากลัวกระดูกของสีเทียนจะหักด้วย ก็เลยเปลี่ยนใจจะพาสีเทียนไปโรงพยาบาลเอาเสียเลย

“กูไม่..”

“มึงไม่อยากลองนั่งรถกูดูบ้างเหรอ จะบอกให้นะ รถคันนี้ของกู ยังไม่เคยมีใครได้นั่งเลยนะ” พสุธาหลอกล่อ และสีเทียนก็

“กูไป”

พสุธาลอบยิ้ม เมื่อเขาหลอกล่อเพื่อนได้สำเร็จ ก่อนจะพยุงพาสีเทียนออกมาจากห้องเรียน ท่ามกลางสายตาอิจฉาของสีไม้

“กูก็อยากนั่งรถไอ้ดินบ้าง ทำไมไม่เป็นกูนะที่โดนทุบ”

พสุธาไม่ได้ยินประโยคนี้ของสีไม้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะอยากจะบ้าตายแน่ ๆ

มีด้วยเหรอ แค่เพราะอยากนั่งรถหรู ก็ยอมเจ็บตัวเนี่ย

 

“นี่ไปโดนเหล็กที่ไหนฟาดมาคะ โชคดีที่ฟาดไม่แรง ทำให้เป็นรอยช้ำแค่ข้างนอก ถ้าโดนแรงขึ้นอีกนิด กระดูกจะร้าวเอาแน่ ๆ” แพทย์พูด หลังจากที่อ่านฟิล์มเอ๊กซเรย์ ของสีเทียนเรียบร้อยแล้ว

พสุธา และสีเทียนยิ้มแห้ง ๆ กับคำพูดของคุณหมอ

“เอ่อ ไม่ใช่ท่อนเหล็กฟาดครับ เป็นผมที่เผลอตัว ทุบเขา” พสุธายอมรับความผิดของตัวเอง

“คุณเหรอ หน้าตาก็ดี ทำไมถึงทำร้ายคนอื่นล่ะ คิดบ้างไม้ว่าเอาเหล็กฟาดเพื่อน จะทำให้เพื่อนเจ็บหนักได้น่ะ” พสุธาโดนคุณหมอตำหนิ

“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ เขาไม่ได้เอาเหล็กฟาดผม แค่พวกเราหยอกล้อกันเฉย ๆ เขาใช้มือทุบไหล่ผมเบา ๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ช้ำขนาดนี้” สีเทียนรีบอธิบายแก้ต่างให้เพื่อน แต่ถูกผู้เป็นหมอมองด้วยสายตา

‘คิดว่าหมอเรียนมาน้อยเหรอ ใช้มือทุบยังไง ถึงได้ช้ำหนักขนาดนี้’

“จริง ๆ นะครับคุณหมอ เพื่อนแค่ทุบผมเบา ๆ จริง ๆ” สีเทียนยังพยายามที่จะอธิบาย

“ได้ ถ้าคุณยืนยันอย่างนั้น งั้นลองให้เพื่อนคุณทุบโต๊ะตัวนี้ให้หมอดูหน่อย ว่าทุบยังไง ไหล่คุณถึงได้ช้ำขนาดนี้”

คุณหมอคิดว่าสีเทียนถูกข่มขู่ให้ปิดบังความจริง จึงได้พูดเสียงดุ

พสุธามีสีหน้าจนใจ เขากลายเป็นอันธพาลที่ชอบทำร้ายร่างกายคนอื่นไปแล้วเหรอ

หลังจากที่คิด พสุธาก็ถามคุณหมออีกครั้ง

“คุณหมอแน่ใจใช่ไหมครับ ว่าจะให้ผมลองทุบโต๊ะตัวนี้ดู” พสุธาพูดถามซ้ำอีกครั้ง เพราะเขากลัวว่าเมื่อเขาทุบไปแล้ว และข้าวของที่อยู่บนโต๊ะหล่นแตกเสียหาย เขาจะต้องจ่ายเงินรับผิดชอบ

แต่หมอเข้าใจความนัยของพสุธาผิด คิดว่าพสุธากำลังข่มขู่เธอ เธอพยักหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

“ใช่ ทุบเลยค่ะ”

เมื่อสิ้นเสียงคุณหมอ พสุธาก็ใช้กำปั้นของตัวเอง ทุบลงไปเบา ๆ ที่โต๊ะทำงานของคุณหมอ ก่อนที่โต๊ะจะค่อย ๆ ปรากฏรอยร้าว จากนั้นมันก็แตกกระจาย จนเอกสารที่ตั้งอยู่ร่วงหล่นลงมา ดีที่พสุธาคว้าคอมพิวเตอร์เอาไว้ได้ทัน

คุณหมอมองโต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วก็มองไปยังพสุธา ไม่สิ ต้องบอกว่ามองไปยังมือของพสุธา จากนั้นเธอก็ก้าวช้า ๆ

เธอเชื่อแล้วว่าพสุธาแค่ทุบเบา ๆ เท่านั้น แต่ว่าแค่ทุบเบา ๆ นั่นก็ทำให้คนเกือบกระดูกร้าว ส่วนโต๊ะทำงาน ไม่ใช่แค่ร้าว แต่แตกหักไปเลย

“คุณหมอครับ ผมต้องจ่ายค่าเสียหายหรือเปล่า” พสุธาหมายถึงโต๊ะทำงานของคุณหมอ ที่เสียหายไป

คุณหมอก็รีบส่ายหน้าหวือ

“ไม่ค่ะ ไม่จำเป็นเลย เชิญคนไข้ และญาติคนไข้ออกไปรอรับยาข้างนอกนะคะ เดี๋ยวที่เหลือหมอจัดการเอง” นาทีนี้ คุณหมอไม่ต้องการอะไร มากไปกว่าการต้องการอยู่ห่างจากพสุธา