LNCrawler

112. ตอนที่ 110

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 110

“ขอโทษจริง ๆ นะ กูลืมตัวไปว่ากูมือหนักกว่าคนอื่น” พสุธาพูดขอโทษสีเทียนอีกครั้ง ขณะที่พวกเขาอยู่บนรถกัน และกำลังจะกลับมหาวิทยาลัย

“ไม่ต้องขอโทษหรอก กูรู้ว่ามึงไม่ได้ตั้งใจ” สีเทียนพูดเสียงกลั้วหัวเราะ เขาไม่ได้โกรธเลยสักนิด เพราะเขาเองก็รู้ว่าพสุธาไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ

“ถ้ามึงอยากให้กูชดเชยอะไร บอกได้เลยนะ” พสุธาพูดอีก

“เพื่อนกัน จะคิดอะไรมากมายวะ แต่ถ้ามึงอยากชดเชยจริง ๆ ทำอาหารอร่อย ๆ ให้กูกินก็พอ ติดใจฝีมือมึงชิบหาย อยากแดกแต่อาหารฝีมือมึงเนี่ย” สีเทียนพูดแล้วก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

คำพูดของสีเทียน ทำให้พสุธานึกได้ เขามีสูตรอาหารยาอยู่นี่นา ทำอาหารยาให้สีเทียน สีเทียนจะต้องหายเร็วขึ้นแน่ ๆ

“ได้ วันพรุ่งนี้ ไม่สิ เย็นนี้กูทำให้เลย” ตอนแรกพสุธาตั้งใจจะทำอาหารยาให้สีเทียนเช้าวันพรุ่งนี้ แต่คิดว่าสีเทียนอาจจะต้องนอนทนปวดคืนนี้ เขาก็เลยเปลี่ยนใจเป็นทำให้เย็นนี้ไปเลย

“แล้วมึงไม่ไปทำงานหรือไง” สีเทียนถาม

“ไป แต่ว่ากูเริ่มงานตอนห้าโมงครึ่ง วันนี้พวกเราเลิกเรียนสี่โมง ยังพอมีเวลา” พสุธาตอบ

“งั้นก็โอเค ที่กูโดนทุบนี่คุ้มแล้ว ได้นั่งรถหรูแบบนี้ แล้วก็ยังได้กินอาหารฝีมือมึงอีก” สีเทียนพูดอย่างอารมณ์ดี

พสุธามุมปากกระตุก

“คงมีมึงคนเดียวที่คิดแบบนี้ได้”

“ไม่หรอก กูรู้ว่ามีอีกหลายคนที่อยากโดนทุบแทนกู ถ้าแลกกับการได้โอกาสแบบนี้ ความจริงต่อให้ไม่ได้นั่งรถหรู ไม่ได้กินอาหารฝีมือมึง แค่แลกกับความรู้สึกผิดของมึง ก็มีหลายคนที่ต้องการแล้ว” สีเทียนส่ายหน้าพูด

“ความรู้สึกผิดของกู?”

“ใช่สิ ความรู้สึกผิดของมึง พอมึงรู้สึกผิด มึงก็ต้องหาทางชดเชย เหมือนที่มึงถามกูเมื่อกี๊นี้ กูเรียกร้องอาหารฝีมือมึง แต่คนอื่นอาจจะเรียกอย่างอื่น เช่นโอกาสทางธุรกิจสำหรับครอบครัวของตัวเอง มึงต้องไม่ลืมนะว่า มึงไม่ใช่แค่เพื่อนนักศึกษา แต่มึงคือมหาเศรษฐีที่มีเงินทุนไม่จำกัด ใคร ๆ ก็อยากมีโอกาสเข้าหามึงทั้งนั้นแหละ” สีเทียนพูดอย่างคนที่มองได้ทะลุปรุโปร่ง

พสุธาแปลกใจ ปกติสีเทียนมันจะทำตัวเฮฮา ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะคิดอะไรได้ลึกซึ้งขนาดนี้

“แล้วทำไมไม่ไม่เรียกร้องโอกาสทางธุรกิจบ้างล่ะ” พสุธาถามออกไป

“เพราะสำหรับกู มึงไม่ใช่นักธุรกิจ แล้วก็ไม่ใช่นายทุน แต่เป็นไอ้ดิน เพื่อนของกูไง” สีเทียนตอบพลางยักไหล่

พสุธาหัวเราะในลำคอ อดที่จะชื่นชมตัวเองไม่ได้

เขามีสายตาที่ดีนะ เลือกคบเพื่อนได้ดี

 

“เป็นยังไงบ้าง” เมื่อพวกพสุธาย่องเข้าห้องเรียนได้สำเร็จ และนั่งที่เรียบร้อยแล้ว สีไม้ก็กระซิบถาม

“แค่ช้ำ ไม่ได้เป็นอะไรมาก” สีเทียนเล่าตอบ ก่อนจะหันซ้าย แลขวา แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องตรวจให้กับสีไม้ และน้ำทิพย์ได้ฟัง เล่าราวกับเป็นฉากในหนังไซไฟ หรือไม่ก็กำลังภายใน ทำเอาคนฟังมองพสุธาด้วยสายตาเหมือนมองสัตว์ประหลาด

“แค่ก ฉันแค่มือหนักไปหน่อย” พสุธาแก้ต่างให้ตัวเองเสียงอุบอิบ

“กูรู้สึกว่าการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต ก็คือการเป็นเพื่อนกับมึงเนี่ยแหละ ถ้ากูต้องกลายเป็นศัตรูกับคนแบบมึง ที่มีทั้งพลังเงิน และพลังกาย นั่นคงจะเป็นฝันร้าย” น้ำทิพย์พูดแล้วก็ทำหน้าสยองขวัญ ทำเอาพสุธาจนใจยิ่งกว่าเดิม

เรื่องนี้จะโทษเขาได้ยังไง ต้องโทษระบบต่างหาก ไม่ว่าจะพลังเงิน หรือพลังกาย ก็เป็นเพราะระบบทั้งนั้น!

พสุธาไม่อยากพูดเรื่องนี้อีก เขาเปลี่ยนเรื่อง

“อาจารย์ได้เช็คชื่อไปแล้วหรือยัง”

“ยังน่ะสิ กูเห็นแกกวาดตามองไปรอบ ๆ อยู่รอบหนึ่ง แล้วก็เริ่มสอนเลย ยังไม่ได้เช็คชื่อ มึงว่าเป็นไปได้ไหม ว่าเพราะเขาไม่เห็นมึง ก็เลยไม่กล้าเช็คชื่อ กลัวต้องลงว่ามึงขาดเรียน” น้ำทิพย์พูดอย่างคาดเดา

พสุธามองน้ำทิพย์อย่างเหนื่อยใจ

“มึงช่วยคิดอะไรที่มันเป็นไปได้หน่อยได้ไหม อาจารย์เขาจะกลัวทำไมกัน”

“อ้าว ก็กลัวทำให้มึงไม่พอใจไง”

“กูเป็นนักศึกษาเนอะ ไม่ใช่นักเลง จะมาไม่พอใจอาจารย์กับเรื่องแบบนี้ได้ยังไงล่ะ” พสุธาพ่นลมหายใจเบา ๆ พอดีกับที่อาจารย์ผู้สอนได้หยุดสอน และกล่าวว่า

“เอาล่ะ เดี๋ยวจะพักห้านาที กลับมาผมจะเช็คชื่อ แล้วเราก็เรียนกันต่อ”

อาจารย์ปริญ ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอน และยังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกพสุธาด้วย หลังจากที่เขาพูดจบ นักศึกษาก็ทยอยออกจากห้องไป

พสุธามองอาจารย์ปริญอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เห็นว่าอีกฝ่ายดื่มน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังนั่งพักอยู่ เขาก็เดินไปหาเจ้าตัว

ฝั่งอาจารย์ปริญ เขารู้สึกตัวตั้งแต่ที่โดนพสุธาจ้องมองแล้ว ดังนั้นหากมีใครสังเกตการเคลื่อนไหวของเขาดี ๆ จะรู้ว่าเขากำลังอยู่ในอาการประหม่า และยิ่งเห็นพสุธาเดินมาหาเขาเอง เขาก็ยิ่งรู้สึกประหม่ามากยิ่งขึ้น

อาจารย์ปริญนึกถึงวันแรกที่เปิดเทอม ตอนนั้นพสุธาปฏิเสธการเป็นหัวหน้าห้อง เพราะไม่มีเวลาว่าง เนื่องจากต้องทำงาน ตอนนั้นด้วยความเสียดาย เขาก็บอกกับพสุธาว่า เจ้าตัวสามารถขอทุนการศึกษาได้

เมื่อคิดถึงเหตุการณ์นั้น อาจารย์ปริญก็รู้สึกอายมาก เขาบอกให้มหาเศรษฐีระดับล้านล้านอย่างพสุธา ขอทุนการศึกษาสำหรับเด็กเรียนดีแต่ยากไร้เนี่ยนะ

พสุธาไม่รู้ว่าอาจารย์ปริญกำลังนึกถึงอดีตอยู่ เมื่อเขาหยุดอยู่ตรงหน้าอาจารย์ปริญ เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า

“อาจารย์ครับ ผมมีเรื่องที่ต้องการจะปรึกษาอาจารย์ ขอรบกวนเวลาอาจารย์สักครู่ได้ไหมครับ”

“ได้ ได้สิ คุณมีเรื่องอะไรพูดมาได้เลย” อาจารย์ปริญรีบตอบรับทันที ในใจก็ตื่นเต้นมาก เรื่องที่มหาเศรษฐีอย่างพสุธามาปรึกษาเขา ต้องเป็นเรื่องยากมากแน่ ๆ เขาจะให้คำปรึกษาได้หรือเปล่า ถ้าให้คำปรึกษาไม่ได้ พสุธาจะคิดว่าเขาเป็นอาจารย์ที่ไร้ความสามารถไหม

อาจารย์ปริญคิดฟุ้งซ่านไปไกลแล้ว

พสุธามองอาจารย์ปริญชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด

“พอดีว่าผมกำลังจะสร้างโรงงานขนาดใหญ่น่ะครับ แล้วก็มีบริษัทคอนสตรัคชันที่เข้าร่วมเสนอผลงานสามผลงาน วันศุกร์รนี้จะมีการตัดสินใจว่าจะเลือกแผนงานของบริษัทไหน แต่ว่าทางฝั่งของผมขาดผู้เชี่ยวชาญด้ายสถาปัตยกรรม จึงอยากถามอาจารย์ ว่าอาจารย์พอจะแนะนำผู้เชี่ยวชาญให้ผมสักสองคนได้ไหมครับ” พสุธาพูดออกไป

เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา อาจารย์ปริญก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

ถ้าเป็นปัญหานี้ เขาสามารถให้คำแนะนำได้ แต่ว่า

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมรู้จักกับผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม” อาจารย์ปริญสงสัย เขาเป็นอาจารย์สอนของคณะนิติศาสตร์นะ ทำไมเจ้าตัวถึงคิดว่าผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่างเขา จะรู้จักผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม นี่มันคนละสายงานกันเลย ไม่มีความใกล้เคียงกันสักนิด

“เพราะผมสังเกตเห็นว่านามสกุลของอาจารย์ เหมือนกับนามสกุลของคณบดี คณะสถาปัตยกรรมน่ะครับ หรือว่าผมเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าครับ” พสุธาถามออกไป หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“อ้อ คุณช่างสังเกตจริง ๆ คณบดีของสถาปัตฯ ท่านเป็นคุณอาของผมเอง เดี๋ยวผมจะลองถามท่านให้ แล้วจะแจ้งข่าวกับคุณอีกทีนะ” อาจารย์ปริญพูดตอบ

“ได้ครับ ขอบคุณครับอาจารย์” พสุธาไหว้ขอบคุณอย่างอ่อนน้อม แล้วเดินกลับไปนั่งที่

อาจารย์ปริญมองตามแผ่นหลังของพสุธา ในสายตามีความชื่นชม

ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวรวยมหาศาลขนาดนั้น แต่ก็ไม่วางตนเย่อหยิ่งเลยแม้แต่น้อย ไม่เหมือนกับทายาทเศรษฐีบางคน ที่บางทีก็ไม่เห็นหัวอาจารย์อย่างพวกเขา เรียกได้ว่าแทบจะไม่ให้เกียรติเลยด้วยซ้ำ

อาจารย์ปริญคิด ก่อนที่เขาจะหยิบโทรศัพท์มือถือ แล้วเดินออกจากห้องไป

เมื่อหาที่สงบ ๆ ได้แล้ว อาจารย์ปริญก็ต่อสายหาผู้เป็นอาของตนเอง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นคณบดี ของคณะสถาปัตยกรรม

“อา ว่างหรือเปล่าครับ สะดวกคุยไหม” เมื่อผู้เป็นอารับสาย อาจารย์ปริญก็กรอกเสียงของตัวเองลงไปทันที

“มีอะไร อีกห้านาทีฉันต้องไปพบอธิการบดี”

“พบอธิการบดีเรื่องอะไรครับ คุยนานหรือเปล่า ช่วงพักกลางวันว่างไหมครับ มีคนอยากเจอ”

“คุยเรื่องสำคัญ น่าจะยาวไปถึงช่วงพักกลางวันเลยนั่นแหละ อาจจะต้องกินไปคุยไปด้วย” ผู้เป็นอาพูดตอบ

“น่าเสียดายครับ คุณพสุธาอยากจะพบอาสักหน่อย ดูท่าวันนี้คงจะไม่สะดวก งั้นเดี๋ยวผมจะ....” อาจารย์ปริญกำลังจะพูดว่า เดี๋ยวเขาจะไปแจ้งพสุธา ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดจบประโยค เสียงร้อนรนของผู้เป็นอาก็ดังขึ้น

“แกว่าใครอยากจะพบฉันนะ”

“คุณพสุธายังไงล่ะครับ”

“คุณพสุธาไหน” ผู้เป็นอาถามอย่างต้องการคำยืนยัน

“มหาวิทยาลัยของเรา จะมีคุณพสุธาสักกี่คนล่ะครับ”

นักศึกษาที่ชื่อพสุธาน่ะ มีอยู่หลายคน แต่ ‘คุณพสุธา’ น่ะ มีแค่คนเดียว!

“คุณพสุธาอยากพบฉันงั้นเหรอ กลางวันนี้ฉันว่าง แกนัดคุณพสุธาให้ฉันเลย คุณพสุธาจะมาที่ห้องทำงานของฉัน หรือจะให้ฉันไปพบที่ไหน ให้คุณพสุธาตัดสินใจได้เลย” ผู้เป็นอาของอาจารย์ปริญ พูดอย่างกระตือรือร้น ทำเอาคนเป็นหลานชายนั้นมึนงงไปเลย

“ไหนอาบอกว่ากลางวันก็น่าจะไม่ว่าง จะคุยเรื่องสำคัญกับอธิการบดีไง”

“ซื่อบื้อ ธุระของอธิการบดีน่ะสำคัญ แต่จะสำคัญกว่าการได้พบคุณพสุธาได้ยังไง แกไม่รู้เหรอว่าฉันรอโอกาสนี้มาตั้งนานแล้ว”

“ไม่ใช่สิ อาไม่ใช่นักธุรกิจสักหน่อย จะอยากพบคุณพสุธาไปทำไมกัน” อาจารย์ปริญคิดว่า คนที่อยากเข้าหาพสุธา ส่วนมากแล้วก็เป็นพวกนักธุรกิจ ที่ต้องการหาโอกาสทางธุรกิจ หรือต้องการเงินลงทุนจากพสุธา ดังนั้นจึงอยากเข้าหาพสุธา แต่อาของเขาเป็นคณบดีคนหนึ่ง แม้แต่สตูดิโอรับออกแบบงานยังไม่มีเลย แล้วจะอยากพบพสุธาไปทำไมกัน

“ถึงไม่ใช่นักธุรกิจ แต่ฉันก็ต้องการเงินทุน แกไม่รู้เหรอว่าคณะฉันอยากจะสร้างอาคารเรียนใหม่ แต่ของบประมาณจากมหาวิทยาลัยไม่ได้เลย”

“สร้างตึกใหม่อีกแล้วเหรอ ว่าแต่ทุกปีก็มีเงินบริจาคเยอะไม่ใช่เหรออา พวกศิษย์เก่าบริจาคกันไม่เยอะพอหรือไง” อาจารย์ปริญถาม ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา เขาก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของนักศึกษาเอาไว้ก่อน

“ก็บริจาคมาเหมือนทุก ๆ ปีนั่นแหละ แต่ว่าอาคารที่ฉันจะสร้างมันไม่ใช่อาคารธรรมดา ๆ น่ะสิ มันเป็นอาคารที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์ค ของมหาวิทยาลัยของพวกเรา” คณบดีพูดอย่างฮึกเหิม และคาดหวัง

“งานใหญ่เลยสินะครับ ก็ขอให้คุณพสุธาเห็นด้วยก็แล้วกันนะครับ” อาจารย์ปริญพูดอวยพรผู้เป็นอา ก่อนจะขอตัววางสาย

เมื่อเข้าไปในห้อง เขาก็เดินไปแจ้งกับพสุธาด้วยตัวเอง

“ถ้าอย่างนั้น ผมไปพบคณบดีที่ห้องทำงานของท่านก็ได้ครับ” พสุธาเลือกสถานที่

เขาเป็นผู้เยาว์ การไปพบผู้อาวุโสกว่าถึงที่ ก็ถือเป็นเรื่องสมควร นี่ยังไม่นับรวมว่าเขาจะเชิญเจ้าตัวมาให้คำปรึกษาด้วย

เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน พสุธาก็ไม่ได้กินข้าว เขาไปหาคณบดีที่ตึกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ การมาของเขา ก็ดึงดูดสายตาได้เป็นอย่างดี และไม่นานมันก็แพร่กระจายไปทั่วมหาวิทยาลัย ด้วยความสงสัยว่าเพราะอะไร พสุธาถึงได้ไปเยือนคณะอื่น

อธิการบดีที่ถูกตัดจบบทสนทนาไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าคู่สนทนามีธุระด่วน เมื่อเขาได้ยินว่าพสุธาไปเยือนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เขาก็คาดเดาได้ทันทีเลยว่า ธุระด่วนที่ว่านั้นคือธุระอะไร

“ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์ มีเรื่องดี ๆ ดันอุบเงียบ คิดว่าปิดบังแล้วจะกีดกันฉันได้หรือไง ฉันบังเอิญไปเจอคุณพสุธาที่ห้องทำงานของแกเองก็ได้” อธิการบดีเฒ่าพูดอย่างเจ้าเล่ห์

ฝั่งคณบดีก็ไม่รู้เลยว่าใครคิดอย่างไรบ้าง เขากำลังรอคอยการมาถึงของพสุธาอย่างใจจดใจจ่อ รอจนกระทั่งผู้ช่วยหน้าห้องแจ้งว่าพสุธามาแล้ว เขาจึงรีบไปเปิดประตูต้องรับพสุธาด้วยตัวเอง

“คุณพสุธา”

“อาจารย์ สวัสดีครับ ขอโทษที่มารบกวนเวลาพักกลางวันนะครับ” พสุธาเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์อย่างคล่องปาก เพราะแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคณบดี แต่ก็มีวิชาที่เข้าสอนอยู่เหมือนกัน แน่นอนว่าพสุธาไม่ได้มีเรียนกับเจ้าตัว

“ไม่รบกวนเลยครับ ไม่รบกวนเลย ผมเองก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่คุณพสุธามาเยือนที่ห้องทำงานของผม”

“อาจารย์เกรงใจเกินไปแล้วครับ” พสุธารีบพูด ก่อนที่จะพูดต่ออีกว่า

“เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเวลาของอาจารรย์นานไป ผมขอเข้าประเด็นเลยนะครับ คือว่าบริษัทของผม ต้องการจะสร้างโรงงานขนาดใหญ่สองแห่ง ดังนั้นจึงได้เปิดรับผลงานจากบริษัทคอนสตรัคชัน ซึ่งตอนนี้มีสามบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาในรอบตัดสิน ซึ่งจะมีการตัดสินใจเลือกแผนงานในวันศุกร์นี้ แต่ผมขาดผู้เชี่ยวชาญที่จะให้คำแนะนำเรื่องการออกแบบโรงงาน ผมจึงอยากจะรบกวนอาจารย์ ช่วยแนะนำผู้เชี้ยวชาญให้ผมสักสองคนได้ไหมครับ อาจาราย์ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมมีค่าความเชี่ยวชาญตอบแทนให้ ไม่ทำให้อาจารย์เสียหน้าแน่นอนครับ”

“พูดอะไรอย่างนั้นกัน เรื่องค่าตอบแทนน่ะไม่ต้องหรอก คุณเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยของเรา ผมในฐานะอาจารย์ ให้คำปรึกษาก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักทำนองครองธรรมอยู่แล้ว เรื่องผู้เชี่ยวชาญ ผม และรองคณบดีจะไปด้วยตัวเอง คุณเห็นว่าเหมาะสมไหม”

“อาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เคยได้รับรางวัลระดับโลกมาหมายครั้ง ถ้าถามหาความเหมาะสม จะมีใครเหมาะสมกว่าอาจารย์ล่ะครับ แต่ว่าอาจารย์สะดวกหรือครับ ผมกลัวว่าจะรบกวนอาจารย์มากเกินไป” พสุธาพูดอย่างเกรงใจ แน่นอนว่าเขาพูดไปตามมารยาท เพราะตั้งแต่แรก เขาก็หมายตาอีกฝ่ายเอาไว้อยู่แล้ว มีเจ้าตัวไปช่วยให้คำตัดสิน และให้คำแนะนำ ยังจะมีใครกล้ากังขากับผลการตัดสินอีก

“ไม่รบกวนหรอก ๆ” คณบดีรีบพูดทันที

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณอาจารย์มากนะครับ ส่วนเรื่องค่าตอบแทน..”

“ผมบอกแล้วว่าค่าตอบแทนไม่จำเป็นจริง ๆ” คณบดีพูดก่อนที่พสุธาจะพูดจบ

“ในเมื่ออาจารย์ไม่รับค่าตอบแทน อย่างนั้นผมก็ขอร่วมบริจาคเงินสร้างอาคารเรียนได้ไหมครับ” พสุธาพูดออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม

“หืม บริจาคเงินสร้างอาคารหรือ คุณไปได้ยินมาจากไหนกันครับ ว่าพวกเรากำลังจะสร้างอาคารเรียน” คณบดีทำสีหน้าสับสน

พสุธายิ้ม ในใจก็ลอบค่อนขอด

เขาได้ยินมาจากไหน ไม่ใช่ว่าคณบดีรู้ดีที่สุดหรอกเหรอ ตั้งแต่เขาเดินเข้าตึกมา ก็ได้ยินนักศึกษาพูดคุยเรื่องนี้กันมาตลอดทาง คุยกันเสียงดังราวกับกลัวว่าเขาจะไม่ได้ยิน

คณบดีเห็นพสุธามีสีหน้า และแววตาที่รู้ทัน เขาก็กระแอมไอแก้เก้อเล็กน้อย ก่อนจะพูด

“แผนการก่อสร้างของพวกเรา ยังขาดงบประมาณอีกส่วนหนึ่งจริง ๆ ถ้าคุณพสุธาต้องการจะบริจาค ผมก็ขอเป็นตัวแทนของทุกคน ขอบคุณคุณพสุธามาก ๆ ครับ”

“เงินบริจาคห้าร้อยล้าน ผมจะร่วมบริจาคในนามซอร์กรุ๊ป” แค่พสุธาคิดว่าจะมีชื่อของเขาติดอยู่ที่อาคารเรียน เขาก็ขนลุกซู่แล้ว ดังนั้นบริจาคในนามบริษัทดีกว่า ถือเป็นการโปรโมทบริษัทไปด้วย แม้ว่าผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทอย่างเซมิคอนดักเตอร์ จะไม่จำเป็นต้องโปรโมทก็ตาม

“ห้า ห้าร้อยล้านเลยเหรอครับ” คณบดีตกใจกับตัวเลขจนลุกขึ้นพรวด เขาคาดหวังว่าพสุธาจะบริจาคแค่สิบล้าน หรืออย่างมากก็ห้าสิบล้านเท่านั้น แต่คิดไม่ถึงเลย ว่าพสุธาจะบริจาคถึงห้าร้อยล้าน นี่มันมากกว่าศิษย์เก่าทุกคนอีกนะ รวมถึงว่าเกินครึ่งของจำนวนเงินที่ศิษย์เก่าทุกคนบริจาคมารวมกันเสียอีก

“ครับ ช่วงนี้บริษัทมีเรื่องให้ต้องใช้จ่ายเงินเยอะ กระแสเงินสดเลยค่อนข้างตึงมือสักหน่อย สามารถบริจาคได้แค่ห้าร้อยล้าน หวังว่าคณบดีจะไม่รังเกียจนะครับ” พสุธาพูดด้วยสีหน้าจนใจ

คณบดีมองพสุธาด้วยสายตาตื่นตะลึง แล้วก็รู้สึกสงสัยในโลกนี้ขึ้นมา

แค่ อย่างนั้นเหรอ แค่ห้าร้อยล้านบาทเนี่ยนะ เกรงว่าคงจะมีแค่คนตรงหน้าเขาเท่านั้น ที่สามารถใช้คำว่า ‘แค่’ นำหน้าเงินจำนวนหลักร้อยล้านบาทได้

“นี่เป็นจำนวนเงินที่เยอะมากเลยครับ ผมขอเป็นตัวแทนของนักศึกษาทุกคน และเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย ขอบคุณคุณพสุธาครับ” คณบดีค้อมเอว โค้งศีรษะลง

“เกรงใจกันเกินไปแล้วครับ อาจารย์ให้คำแนะนำผมในฐานะอาจารย์ ผมในฐานะนักศึกษา หากมีเรื่องที่ทำให้มหาวิทยาลัยได้ ผมก็จะทำครับ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนจะนัดหมายวันเวลากับคณบดีอย่างละเอียด แล้วขอตัวกลับก่อน

ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ลุกออกจากเก้าอี้ ประตูห้องทำงานของคณบดีก็ถูกเปิดออก พร้อมด้วยเสียงหนักใจที่นำมาก่อนตัว

“อาจารย์ปราบ ผมรู้ว่าคุณอยากจะสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย และโครงการของคุณก็มีค่ามาก แต่คุณช่วยพิจารณาเรื่องงบประมาณอีกสักหน่อยได้ไหม คุณก็รู้ว่าตอนนี้งบประมาณของมหาวิทยาลัยของเรา เหลืออีกไม่มากแล้ว ยังมี..เอ๊ะ คุณมีแขกอยู่เหรอ ดูเหมือนว่าผมจะมาผิดเวลานะ”

พสุธาหันไปมองอธิการบดี อีกฝ่ายทำสีหน้าแปลกใจ และตกใจที่เห็นเขา แต่ไม่ต้องสบตากับอีกฝ่ายถึงห้าวินาที เพื่ออ่านใจ พสุธาก็มั่นใจได้เลยว่าเจ้าตัวตั้งใจ

นี่ก็วางแผนจะรีดไถเงินจากเขาอีกคนสินะ

พสุธาคิ้วกระตุก เขาพบว่าผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย ล้วนแล้วแต่เป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ คิดแต่จะหาวิธีล้วงเงินไปจากกระเป๋าของเขา

พสุธาคิดแล้วก็ทำสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่เขาจะเอ่ยขอตัว

“อธิการบดีคงจะมีเรื่องสำคัญที่ต้องหารือกับอาจารย์ อย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ไม่รบกวนเวลาของทุกท่านแล้ว” พสุธาพูดจบก็ก้าวเท้าเดินออกไปทันที อธิการบดีที่เตรียมตัวมาอย่างดี ก็ได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ ตามหลัง

“ฮึฮึ อธิการบดี คุณใจร้อนเกินไปจนเสียเรื่องแล้ว คุณพสุธาเพิ่งจะบริจาคให้คณะของผมถึงห้าร้อยล้าน คุณมาใช้แผนการแบบนี้อีก คุณพสุธาจะไม่สบอารมณ์ก็ไม่แปลกหรอกนะ”

“อะไรนะ บริจาคห้าร้อยล้านเลยเหรอ โครงการของคุณยังขาดเงินอีกแค่สองร้อยล้านเองนี่ อีกสามร้อยล้านโอนเข้ากองกลางของมหาวิทยาลัยเลยนะ ยังมีหลายโครงการของมหาวิทยาลัยที่ต้องใช้เงิน” อธิการบดีเฒ่าไม่สนใจคำพูดอื่น เขาได้ยินเพียงแค่เงินห้าร้อยล้านเท่านั้น

คณะบดีมีสีหน้าไม่ยินยอมทันที

“ไม่ได้ นี่เป็นเงินที่บริจาคให้กับคณะของผม ผมก็ต้องดูแลเงินก้อนนี้ ให้สร้างประโยชน์ได้มากที่สุด”

“คุณโอนให้มหาวิทยาลัยสิ นั่นถึงจะมีประโยชน์มาก คุณก็รู้ว่าห้องวิจัยของมหาวิทยาลัย ขาดอุปกรณ์สำคัญอีกหลายอย่าง ถ้าได้เงินบริจาคมาสักสามล้าน ก็จะแก้ไขปัญหานี้ได้” อธิการบดีพูดเสียงจริงจัง

คณบดีแค่นเสียงในลำคอ

“หึ ช่างเป็นตัวเลขที่บังเอิญเหลือเกินนะครับ”

“นี่แสดงว่าสวรรค์วางแผนมาแล้วยังไงล่ะ”

“คุณนี่มัน...”

 

พสุธาไม่รู้ว่าเงินห้าร้อยล้านของเขา ทำให้อธิการบดี และคณบดี เกือบจะเปิดเวทีโต้วาทีกันแล้ว เมื่อเขาเดินออกมาจากห้องทำงานของคณบดี เขาก็โทรศัพท์หาคุณวินิจ เพื่อบอกเรื่องที่เขาเชิญคณบดี และรองคณบดีของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ไปเป็นกรรมการตัดสินได้แล้ว

ข่าวดีนี้ไม่ได้ทำให้คุณวินิจแปลกใจเลยสักนิดเดียว แต่ตอนที่เขาได้ยินพสุธาบอกว่าจะบริจาคเงินในนามของซอร์กรุ๊ปห้าร้อยล้านบาท คุณวินิจก็อยากจะทักท้วงสักหน่อย

ท่านประธาน รู้แล้วว่ารวยมาก แต่ก่อนหน้านี้เพิ่งหมดกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปมากกว่าหกร้อยล้านบาทนะครับ ตอนนี้ยังจะบริจาคอีกห้าร้อยล้านเลยเหรอ

แต่เมื่อคุณวินิจนึกถึงทรัพย์สินที่พสุธามี เขาก็กลืนคำพูดเหล่านี้ลงคอ

ดูเหมือนว่าเงินหนึ่งพันกว่าล้านนี้ จะเป็นเพียงแค่ขนเส้นเดียวบนตัวแมวขาวมากกว่า

อืม เขาก็อยากจะได้ขนแมวขาวสักเส้นเหมือนกันนะ