LNCrawler

113. ตอนที่ 111

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 111

“ทำไมมีส่วนของสองคนนี้ด้วยล่ะ คนเจ็บก็คือกูคนเดียวไม่ใช่เหรอ” สีเทียนแกล้งพูดอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นว่าสีไม้ และน้ำทิพย์ ได้ซุปไก่ดำด้วย

พสุธายักไหล่เบา ๆ

“ไหน ๆ ก็ทำแล้ว เลยทำหม้อใหญ่ให้ทุกคนได้กินกัน” ใช่ พสุธาทำหม้อใหญ่มาก นอกจากเพื่อนทั้งสามคนของเขาแล้ว ยังมีส่วนของพวกศิลา และปฐพีด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนของเด็ก ๆ ที่บ้านอบอุ่น

เพราะว่าที่ผ่านมาเด็ก ๆ ไม่ค่อยได้กินอาหารที่หลากหลายมากนัก ทำให้มีภาวะขาดสารอาหารอย่างเห็นได้ชัดในบางคน ดังนั้นพสุธาจึงทำซุปไก่ดำให้เด็ก ๆ ได้บำรุงร่างกายสักหน่อย

ถึงเด็ก ๆ จะมีเยอะ ทว่าแบ่งให้คนละถ้วยเล็ก ๆ ก็ยังไม่เกินกำลังของพสุธา

ไม่ใช่ว่าที่แบ่งถ้วยเล็ก ๆ เพราะต้องการเลือกปฏิบัติ แต่แม้ว่าจะเป็นอาหารยา ทว่าหากกินมากเกินไป ก็ย่อมมีโทษได้เหมือนกัน เด็ก ๆ ยังเล็กอยู่ ดังนั้นกินแค่คนละน้อย ก็เพียงพอแล้ว

“พวกมึงกินกันไปก่อน กูเอาซุปไปให้เด็ก ๆ ที่บ้านข้าง ๆ ก่อน”

“เด็ก ๆ ที่บ้านข้าง ๆ เหรอ นั่นบ้านมึงไม่ใช่หรือไง มีเด็กที่ไหนอีก” พวกสีเทียนรู้ว่าบ้านหลังข้าง ๆ เป็นบ้านของพสุธา มีเอาไว้เก็บรถซูเปอร์คาร์ของเจ้าตัว ดังนั้นจึงแปลกใจ เมื่อพสุธาบอกว่าบ้านหลังนั้นมีเด็ก ๆ อยู่

พสุธาเมื่อถูกถาม เขาก็เล่าเรื่องบ้านอบอุ่นให้ทั้งสามคนได้ฟัง เมื่อทั้งสามคนฟังแล้ว ก็มองพสุธาอย่างชื่นชม

“มึงเป็นคนดีจริง ๆ เลย ว่าแต่กูไปเล่นกับเด็ก ๆ ได้ไหม”

“ไปได้สิ ดีเลย เด็ก ๆ จะได้มีเพื่อนเล่นเยอะขึ้น แต่อย่าไปพูดหยาบคายต่อหน้าเด็ก ๆ นะ” พสุธาเตือนเพื่อนเอาไว้ก่อน กลัวว่าเพื่อน ๆ จะชินเวลาที่พูดมึงกูตอนคุยกันเอง

จะว่าไป เขาเองก็เกือบจะหลุดอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ดีที่ยั้งปากเอาไว้ทัน

“ไม่มีปัญหา เห็นแบบนี้ วันเกิดทุกปีของกู ก็ไปเลี้ยงอาหารที่บ้านเด็กกำพร้านะ” สีไม้พูดขึ้น สีเทียนก็พยักหน้า

“กูก็ด้วย”

“กูส่วนใหญ่ไปบ้านพักคนชรา แต่ก็ไม่น่าจะต่างกันมากหรอกมั้ง” น้ำทิพย์พึมพำ

พสุธาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดถามอะไร เขาพยักหน้า

“งั้นก็ดี แต่บอกไว้ก่อนว่ากูไม่ได้อยู่ด้วยนะ เดี๋ยวจะออกไปทำงานแล้ว” พสุธาพูดบอก

“รู้แล้ว ๆ” ทั้งสามคนก็ขานรับพร้อมกัน

พสุธาไม่พูดอะไรอีก เขาเดินไปที่รถ จัดการเอาหม้อซุปวางไว้ที่เบาะหลัง แล้วขับไปยังบ้านหลังข้าง ๆ

เสียงรถที่แล่นเข้ามา ทำให้คนในบ้านต่างก็ตื่นตัว มีเด็กหลายคนวิ่งออกมาดู เมื่อเห็นรถหรูของพสุธา ก็ตาลุกวาว แม้แต่เป็นเอกที่โตที่สุด และสุขุมที่สุด ก็ยังคงมองอย่างหลงใหลเช่นกัน

“พี่ดิน” เมื่อพสุธาเปิดประตูลงจากรถ เด็ก ๆ ก็ส่งเสียงเรียกกันอย่างดีใจ พวกเขาชอบพสุธามา เพราะว่าพสุธาให้พวกเขามาอยู่บ้านหลังใหญ่ ๆ มอบอาหารดี ๆ ให้กับพวกเขา และก็มอบที่นอนนุ่ม ๆ ผ้าห่มหอม ๆ ให้ด้วย อ้อ ยังมีเสื้อผ้าสวย ๆ อีกด้วย

“สวัสดีครับเด็ก ๆ” พสุธาทักทายเด็ก ๆ แล้วก็ย่อตัวลงรับเด็กตัวน้อยที่กอดขาเขาขึ้นมาอุ้ม

พสุธาไม่กล้าออกแรงมากนัก เขาระมัดระวังมาก หลังจากที่เกิดเหตุการณ์กับสีเทียนไป

“เป็นเอก ช่วยพี่ยกหม้อซุปข้างหลังลงมาทีครับ พี่ทำมาให้ทุกคนลองชิมกัน” พสุธาพูดอย่างนุ่มนวล

เป็นเอกได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็ปฏิบัติตามทันที

“ระวังหน่อยนะครับ มันค่อนข้างจะร้อน” พสุธาพูด ก่อนจะพูดต่ออีกว่า

“เด็ก ๆ ระวังด้วยนะครับ อย่าไปชนพี่เป็นเอกนะ ไม่อย่างนั้นจะเจ็บ ๆ นะครับ” เสียงของพสุธาอ่อนโยนอย่างถึงที่สุด เด็ก ๆ ก็ไม่ดื้อ เมื่อเป็นเอกยกหม้อซุปออกมา พวกเขาก็พากันกระจายตัวออกห่างในทันที

พสุธาก็เปิดทางให้เป็นเอกเดินนำเข้าบ้านไปก่อน ส่วนตัวเองก็พาเด็ก ๆ เดินตามอยู่ข้างหลัง

“คุณพสุธา สวัสดีค่ะ” เมื่อเดินเข้ามาในบ้าน แม่ครูที่กำลังสอนเด็ก ๆ ถักเสื้อไหมพรมอยู่ ก็ทักทายพสุธาทันที พี่เลี้ยงทั้งสามคนก็ด้วยเช่นกัน

“สวัสดีครับทุกคน เมื่อคืนนอนหลับสบายดีไหมครับ หรือว่ารู้สึกแปลกที่ไหมครับ” พสุธาถามออกไป

“นอนหยับฉะบายมากฮับ” เด็กน้อยคนหนึ่งพูดตอบ

พสุธายิ้มอย่างเอ็นดู

“สบายมากเลยเหรอครับ แล้ววันนี้ตื่นสายหรือเปล่า” พสุธาจำได้ว่าเด็กน้อยคนนี้ คือคนที่อยากจะนอนตื่นช้ากว่าเดิมอีกห้านาที

“ไม่ฉายฮับ” เด็กน้อยสั่นหน้าจนแก้มเป็นพวงนั่นสั่นกระเพื่อมไปมา พสุธาล่ะอยากจะบีบมาก แต่เขาก็ต้องห้ามใจเอาไว้ กลัวว่าจะลงแรงมากเกินไป จนผิวบาง ๆ นั่นช้ำเอา

“ดีมากครับ” พสุธาพูดตอบเจ้าหนูน้อย ก่อนที่จะพูดกับแม่ครูเรื่องซุปที่เขานำมา

“ขอบคุณมากนะคะ คุณพสุธาใส่ใจดีจริง ๆ เลย” แม่ครูพูดอย่างตื้นตันใจ เมื่อคืนเธอนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะไม่สบาย แต่เธอนอนคิดทั้งคืน ว่าจะตอบแทนพสุธาอย่างไรดี

สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะถักเสื้อไหมพรมให้พสุธา แม้เธอจะคิดว่าเสื้อไหมพรมนี้ ไม่สามารถตอบแทนบุญคุณของพสุธาได้เลย แต่ก็เป็นสิ่งที่เธอ และเด็ก ๆ ทำมันด้วยใจ

พสุธาไม่รู้เรื่องนี้ เขาคุยกับแม่ครูอยู่อีกชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะขอตัว

“ผมต้องไปทำงานแล้วครับ จริงสิ เดี๋ยวจะมีเพื่อนสามคนของผมแวะมานะครับ เป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัย” พสุธาพูดบอก

“ยินดีต้อนรับเลยค่ะ” แม่ครูยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

“ฝากด้วยนะครับ” พสุธาพูดก่อนจะลุกขึ้นยืน

“พี่ดินจะไปแล้วหรือครับ” เป็นเอกพูดถามขึ้นมา เมื่อเขาเดินออกมาจากห้องครัว แล้วเห็นว่าพสุธากำลังจะกลับไปแล้ว

“ใช่ครับ พี่ต้องไปทำงาน มีเรื่องอะไรจะคุยกับพี่หรือเปล่า” พสุธาถาม เพราะเขาเห็นว่าเป็นเอกเหมือนจะมีเรื่องอยากพูดกับเขา

“ผมไปช่วยงานพี่ได้ไหมครับ” เป็นเอกถามอย่างประหม่า เขาไม่รู้ว่าพสุธาทำงานออะไร แต่เขาก็อยากจะช่วยพสุธา เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของพสุธา

“ขอบคุณครับ แต่ว่าเราอยู่ช่วยแม่ครูดูแลน้อง ๆ ที่นี่ดีกว่า” พสุธาปฏิเสธอย่างอ่อนโยน ก่อนจะบอกลาเป็นเอก แล้วเดินออกมา

เป็นเอกมองตามแผ่นหลังที่ไม่ได้กว้างมากนักของพสุธา แต่เขากลับรู้สึกว่ามันสูงใหญ่และตระหง่าน ราวกับขุนเขามหึมา มันให้ความรู้สึกมั่นคง และอบอุ่นมาก ราวกับว่าถ้าแผ่นหลังผืนนี้ยังคงเหยียดตรงเช่นนี้อยู่ พวกเขาก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องในอนาคตเลย

 

ฝั่งพสุธา เมื่อเขาขับรถออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้ไปถึงที่ไหน โทรศัพท์ของเขาก็มีเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันมาสเตอร์คลีนเสียก่อน เมื่อพสุธาหยิบมาดู เขาก็พบว่าเขาถูกยกเลิกงานกะทันหัน

พสุธารีบมองดูเวลา ก็พบว่ายังไม่ถึงเวลานัด ดังนั้นเหตุผลที่ยกเลิกกะทันหัน ก็ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับเขาใช่ไหม พสุธามองดู ก็เห็นว่าเหตุผลคือเจ้าของห้องมีธุระด่วนกะทันหัน ทำให้ไม่สามารถเปิดห้องให้เขาเข้าไปทำความสะอาดได้

พสุธารู้สึกจนใจเล็กน้อย แต่ต่อมาก็มีข้อความเด้งขึ้นจากแอปพลิเคชัน ให้เขาเลือกว่าเขาจะรับงานอื่น ที่เป็นงานด่วน หรือว่าจะยกเลิกงานในวันนี้ไปเลย

พสุธาคิดอยู่เล็กน้อย ก็ตัดสินใจรับงานด่วน

งานด่วนแบบนี้ พสุธาเลือกงานไม่ได้ แต่แอปพลิเคชันจะสุ่มเลือกให้เอง และจะพิจารณาจากตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของพสุธา ไม่ต้องกังวลว่าพสุธาจะไปไม่ทันนัด

งานใหม่ของพสุธาเป็นงานทำความสะอาดคอนโดมิเนียมขนาดหนึ่งร้อยห้าสิบตารางเมตร คอนโดมิเนียมแห่งนี้ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตึกเกรซมากนัก

อืม ถ้าจะพูดให้ชัดเจน ก็คือตั้งอยู่ด้านหลังตึกเกรซเลยล่ะ

พสุธากดรับงาน ก่อนจะขับรถต่อไปยังจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ บูแกตติ เซนโตดิเอ สีเงินวาววับขับเคลื่อนไปบนถนนที่การจราจรติดขัด บนถนนที่มีรถมากมายนับไม่ถ้วน บูแกตติ เซนโตดิเอ กับถูกเว้นระยะห่างจากทุกด้าน ราวกับว่าเป็นตัวเชื้อโรค

ทว่าที่ทุกคนเลือกที่จะเว้นระยะห่างจากรถของพสุธา ไม่ใช่ว่าเพราะพวกเขารังเกียจ แต่พวกเขากลัว กลัวว่าถ้าเกิดเผลอไม่ระวัง ทำให้รถของพสุธาเสียหาย ต่อให้ขายทั้งรถทั้งคน ก็ยังไม่พอใช้หนี้

พสุธาที่เห็นแบบนี้ เขาก็ชินแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ รถคันอื่น ๆ ของเขา ก็ถูกปฏิบัติในแบบเดียวกัน

ระยะทางไม่ได้ไกลนัก แต่พสุธาต้องติดอยู่บนถนนกว่าครึ่งชั่วโมง จึงจะไปถึงจุดหมายได้

เมื่อพสุธาไปถึง เขาก็ติดต่อหาผู้ว่าจ้าง ไม่นานนักก็มีคนมารับเขาขึ้นไปด้านบน เมื่อพสุธาขึ้นไปถึง ก็ได้รู้ว่านอกจากเขาแล้ว ยังมีพนักงานทำความสะอาดจากแอปพลิเคชันอีกสองคนด้วย รวมเขาก็เป็นสามคน

พนักงานทำความสะอาดอีกสองคน คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มอายุราว ๆ ยี่สิบกลาง ๆ ส่วนอีกคนเป็นหญิงวัยกลางคน เมื่อทั้งคู่เห็นพสุธา ก็มีแววตาแปลกใจทันที หลังจากที่รู้ว่าพสุธาก็เป็นพนักงานทำความสะอาดเช่นกัน แต่ก็ไม่มีใครถามอะไร และไม่แม้แต่จะแนะนำตัวด้วย พวกเขาแยกย้ายกันทำงาน

พสุธามองดูเศษซากขยะที่กองเกลื่อนอยู่เต็มห้อง มีเศษอาหาร ภาชนะบรรจุอาหารทั้งแบบที่ใช้แล้วทิ้ง และแบบที่นำกลับมาใช้ซ้ำ ๆ ได้ มีขวดเหล้า แต่นั่นไม่ได้ทำให้พสุธาขยะแขยงเท่ากับซากถุงยางอนามัยที่ผ่านการใช้งานแล้ว

พสุธาขมวดคิ้วมุ่น แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร ตั้งใจทำงานของตัวเองไป ตอนที่เขาเก็บซากถุงยางอนามัย เขาก็ใช้ที่คีบ คีบมันลงถังขยะ

เพิ่งจะคีบถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วลงถังขยะ ประตูห้องห้องหนึ่งก็เปิดออก แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมา

พสุธามองเธอแค่แวบเดียวเท่านั้น ก็ดึงสายตากลับมา

นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องสนใจ เขาต้องสนใจเพียงแค่งานทำความสะอาดของเขาเท่านั้น

หญิงสาวคนนั้นออกไปแล้ว ไม่ถึงนาที ก็มีหนุ่มน้อยท่าทางบอบบางคนหนึ่งเดินตามออกมา จากนั้นก็ตามด้วยหนุ่มกล้ามโตในชุดเสื้อกล้าม กางเกงวอร์ม แล้วก็ตามมาด้วยชายหนุ่มท่าทางเสเพล ชายหนุ่มสวมแว่น ดูเนิร์ดมาก ยังมีชายหนุ่มท่าทางเย็นชาด้วย

พสุธาอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าในห้องห้องนั้น สรุปแล้วมีคนกี่คนกันแน่ แล้วแต่ละคนก็มีบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไปเหลือเกิน

พสุธาอดที่จะคิดขำ ๆ ไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น จนกระทั่งชายหนุ่มที่ดูเสเพลนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพสุธา

“นายเป็นพนักงานทำความสะอาด?”

พสุธาเงยหน้าขึ้นมองคนที่พูดถาม สบตากันอยู่ราว ๆ สามวินาที อีกฝ่ายก็เบือนสายตาหลบไป ทำให้พสุธาไม่ทันได้ยินว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

“ครับ” ไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย แต่พสุธาก็ยังพูดตอบออกไป

“เงินเดือนเท่าไร” ชายเสเพลยังคงพูดถาม

พสุธาขมวดคิ้วกับคำถามนี้ ก่อนจะพูดตอบ

“ไม่สะดวกตอบครับ” บ้าหรือเปล่า กับคนสนิทกันยังไม่ให้ถามเรื่องเงินเดือนกันเลย นี่เป็นคนแปลกหน้า กล้ามาถามเรื่องนี้กับเขาได้ยังไงกัน

“ฉันให้นายสามหมื่น แค่มาหาฉันเวลาที่ฉันเรียกก็พอ” ชายหนุ่มพูดออกมา

พสุธาขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิม นี่ก็คือจะให้เขาเป็นเด็กเลี้ยงอย่างนั้นเหรอ

ขอโทษด้วยนะ เขามีคุณป๋าแล้ว ไม่ต้องการคนเลี้ยงดูเพิ่มหรอก

“ไม่สะดวกครับ คุณไปจ้างคนอื่นเถอะ” พสุธาตอบอย่างเย็นชา แววตารังเกียจคนที่เพิ่งจะเจอกัน ก็ใช้เงินฟาดหัวเขาแล้ว

คำตอบปฏิเสธอย่างเย็นชาของพสุธา ทำให้อีกฝ่ายชะงักไป ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยแววตาไม่พอใจ

“ทำไม สามหมื่นน้อยไปเหรอ งั้นฉันเพิ่มให้ห้าหมื่น ห้าหมื่นนี้ นายทำความสะอาดทั้งเดือนยังไม่ได้เท่านี้เลยด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง ราวกับว่าการที่ตัวเองเสนอยื่นไขให้พสุธา ถือว่าเป็นบุญของพสุธาแล้ว

พสุธาแค่นหัวเราะในลำคอ

แค่เดือนละห้าหมื่น ก็คิดจะซื้อเขาได้แล้วเหรอ

“อย่าว่าแต่ห้าหมื่นเลยครับ ต่อให้ห้าล้าน ผมก็ไม่สน คุณไปหาคนที่เต็มใจเถอะ” พสุธาปฏิเสธอีกครั้ง แล้วก็จะเดินหนีไปทำความสะอาดยังจุดอื่น แต่ยังไม่ทันที่พสุธาจะเดินไปไหนได้ แขนของเขาก็ถูกคว้าเอาไว้

ชายเสเพลคว้าแขนของพสุธาเอาไว้อย่างแรง ทว่าคนที่เจ็บกลับไม่ใช่พสุธา แต่เป็นคนที่คว้าแขนพสุธาเอาไว้ ราวกับว่าเขากำลังกำท่อนเหล็กแข็ง ๆ

ชายหนุ่มมีสีหน้าแปลกใจในทันที ก่อนที่จะต้องร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เมื่อพสุธาสะบัดแขนออกจากการดึงของเขา แล้วตอนที่สะบัดนั้น มือของพสุธาก็กระแทกเข้ากับคางของชายหนุ่มด้วย

แรงกระแทกไม่แรงนัก แต่ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บราวกับถูกชกด้วยหมัด ๆ

“โอ๊ย แกกล้าทำร้ายฉันเหรอ รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร” ชายหนุ่มถามพลางร้องโอดโอย

เสียงของเจ้าตัว ทำให้คนที่ไปรับพสุธามาจากลอบบี้ด้านล่าง วิ่งออกมาจากห้อง แล้วถามด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายว่าเกิดอะไรขึ้น

เจ้าตัวเป็นเจ้าของห้องนี้

“ไอ้เจมส์ มึงดูคนที่มึงจ้างมา มันทำร้ายร่างกายกู” ชายหนุ่มที่ตอนนี้คางบวมช้ำ ชี้ไปที่พสุธาอย่างโมโห

เจมส์หันมองพสุธา ซึ่งพสุธาก็มีท่าทางสงบนิ่งมาก ไม่มีความลนลานหรือหวาดกลัวเลยสักนิดเดียว

“เขาจะซื้อผม แต่ผมไม่ขาย เขาก็ยังตื๊อ พอผมเดินหนี เขาก็ดึงแขนผมเอาไว้ ผมก็เลยสะบัดแขนออก หลังมือก็เลยไปกระแทกกับคางของเขา ผมไม่ได้ตั้งใจ” ถ้าเขาตั้งใจ คางของเจ้าตัวจะไม่แค่บวมช้ำ แต่ฟันจะหลุดออกมาทั้งปากเลยด้วย

ประโยคหลังนี้ พสุธาไม่ได้พูดออกไป

เจมส์ที่ได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็มองไปยังคางของเพื่อน การจะบอกว่าแค่สะบัดมือไปโดนอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้คางของเพื่อนเขาบวมช้ำขนาดนี้ ก็ฟังดูไม่น่าเชื่อถือ

แต่เมื่อดูร่างกายที่ผอมบาง มองมือเล็ก ๆ ของพสุธา ก็เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อเหมือนกัน ว่าพสุธาจะต่อยเพื่อนเขาจนคางบวมช้ำขนาดนี้ได้

เจมส์เกาหัวแกรก ๆ เขาเชื่อเรื่องที่พสุธาบอกว่าเพื่อนของเขาตื๊อเจ้าตัว แต่เรื่องรอยช้ำที่คางของเพื่อนเขานี้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี

“แกจะหยิ่งอะไรนักหนา ก็แค่พนักงานทำความสะอาด ฉันให้แกห้าหมื่นต่อเดือน ก็ถือว่าเป็นบุญของแกแล้ว” ชายเสเพลพูดอย่างเย่อหยิ่งอีกครั้ง

“คุณรู้หรือเปล่าว่าการกระทำของคุณเข้าข่ายซื้อบริการทางเพศ ซึ่งตอนนี้ยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นี่ยังไม่รวมถึงว่าคุณบังคับซื้อบังคับขายด้วยนะ อ้อ ยังมีหมิ่นประมาทซึ่งหน้าด้วย” พสุธาพูดเสียงเย็นชา

“คิดว่าฉันจะกลัวหรือไง ตำรวจที่ไหนจะกล้าจับฉัน” ชายเสเพลยังคงยั่วยุต่อไป

พสุธาไม่ได้พูดอะไรกับอีกฝ่าย แต่เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ต่อสายหาทนายความเกษม เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้อีกฝ่ายฟัง เพื่อดูว่าจะฟ้องข้อหาไหนได้บ้าง ก่อนที่จะติดต่อผู้กองชาวีร์

คนอื่น ๆ ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ เห็นพสุธาเอ่ยเรียกปลายสายแรกว่าทนายความเกษม และเรียกปลายสายที่สองว่าผู้กองชาวีร์ พวกเขาก็มีท่าทางกังวลใจ โดยเฉพาะเจมส์ ที่รู้ว่าเมื่อคืนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น การกระทำของพวกเขานั้นเข้าข่ายผิดกฎหมายเรื่องไหนบ้าง เรื่องซื้อบริการทางเพศอาจจะยังไม่สามารถเอาผิดได้ ยกเว้นก็แต่มีผู้เสียหายคนอื่นเข้าแจ้งความ หรือต้องการฟ้องร้อง ทว่าเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้านี่ พสุธาเชื่อว่าเขาสามารถฟ้องเอาผิดได้อย่างเต็มที่

แต่ชายเสเพลที่ยั่วยุพสุธาไม่เลิกกลับมีสีหน้าเหยียดหยัน

“คิดว่าจะขู่ให้ใครกลัวกัน ผู้กองชาวีร์เป็นตำรวจที่กำลังดังมากในตอนนี้ แกคงจำชื่อเขามาจากข่าวสินะ ส่วนทนายความเกษม ทนายความที่เก่งที่สุดในประเทศตอนนี้ แกคิดว่าคนทำความสะอาดอย่างแก จะไปรู้จักคนระดับนั้นได้หรือไง”

“ผมรู้จักหรือเปล่า เดี๋ยวคุณก็รู้เอง” พสุธาพูดแล้วก็จะเดินไปทำความสะอาดที่จุดอื่นต่อ ทำให้หลายคนมองเขาอย่างสับสน

ทะเลาะกันถึงขั้นจะฟ้องร้อง จะแจ้งความแล้ว นายยังมีอารมณ์มาทำความสะอาดอยู่อีกเหรอ

เพื่อน ๆ ของเจมส์มองพสุธา สลับกับชายเสเพล แล้วพวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะเกลี้ยกล่อมพสุธาให้ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป เพราะว่าพ่อของชายเสเพลนั้น มีอำนาจจริง ๆ ด้วยเป็นตำรวจชั้นยศพันตำรวจเอก และคาดว่าอีกไม่นานก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นชั้นยศพลตรีแล้ว การเอาผิดทางกฎหมายกับอีกฝ่าย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ทว่าพวกเขายังไม่ทันจะได้พูดเกลี้ยกล่อม เสียงโทรศัพท์ของชายเสเพลก็ดังขึ้น เมื่อเจ้าตัวหยิบขึ้นมากดรับสาย มือก็เผลอไปกดโดนปุ่มเปิดลำโพงเข้าให้ คนอื่น ๆ จึงได้ยินคำพูดของคนที่โทรศัพท์มาอย่างชัดเจน

“สวัสดีครับ คุณณัฐพัทร์ใช่ไหมครับ ผมทนายความเกษม เป็นทนายความส่วนตัวของคุณพสุธา ผมได้รับเรื่องจากคุณพสุธาว่าคุณมีการกระทำที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทซึ่งหน้า.....” เสียงของทนายความเกษมดังขึ้น และทุกคนก็ได้ยินอย่างชัดเจน พวกเขาหันขวับไปมองพสุธาทันที เมื่อได้ยินว่าทนายความเกษมคือทนายความส่วนตัวของพสุธา

ขณะที่คนอื่น ๆ สับสนว่าพนักงานทำความสะอาดคนหนึ่ง มีทนายความมือหนึ่งของประเทศเป็นทนายความส่วนตัวได้อย่างไร แต่ชายเสเพล หรือก็คือณัฐภัทร์ เขากลับไม่เชื่อเลยสักนิด ยังกดตัดสายทิ้ง แล้วสบถคำหยาบคายตามหลังด้วย

“ถุ้ย ยังมีหน้ามาแนะนำตัวว่าเป็นทนายความเกษม คิดว่าฉันโง่หรือไง ทนายความเกษมจะมาเป็นทนายส่วนตัวให้กับพวกกระจอกแบบนี้ได้ยังไง”

“ฉันมีเบอร์โทรศัพท์ของสำนักงานทนายความเกษม เอาเบอร์ที่โทรฯหานายเมื่อกี๊มาดูหน่อย ว่ามันเหมือนกันหรือเปล่า” เจมส์พูด แล้วเดินไปรื้อหานามบัตรของสำนักงานทนายความเกษม ไม่นานเขาก็หาเจอ

ณัฐภัทร์ก็ยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้เจมส์ ให้อีกฝ่ายนำเบอร์โทรศัพท์มาเปรียบเทียบกันดู

คนอื่น ๆ ก็อยากรู้ด้วย พวกเขาต่างยืนล้อมรอบเจมส์ แล้วชะโงกหน้าดูอย่างอยากรู้อยากเห็น จากนั้นพวกเขาก็เบิกตากว้าง เมื่อเห็นว่าเบอร์โทรศัพท์บนนามบัตรของเจมส์ กบัเบอร์โทรศัพท์ที่ปรากฏบนหน้าจอ ว่าเป็นสายเข้าล่าสุด เหมือนกันทุกตัวเลข ทุกตำแหน่ง

ณัฐภัทรที่ตอนแรกยังทำหน้าเย่อหยิ่งจองหองอยู่ได้ แต่เมื่อเห็นเหมือนที่คนอื่น ๆ เห็น สีหน้าก็ซีดเผือดขึ้นมาทันที ขาของเจ้าตัวเริ่มจะยืนอย่างไม่มั่นคง ปากก็พึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“จะเป็นไปได้ยังไง แค่พนักงานทำความสะอาดกระจอกกระจอกคนหนึ่ง จะไปมีความสามารถจ้างทนายความเกษมเป็นทนายส่วนตัวได้ยังไง ฉันไม่เชื่อ นี่ต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ ๆ”

คนอื่น ๆ มองณัฐภัทรอย่างเวทนา พวกเขาก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่ว่ามนก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ที่พสุธาพูดเป็นความจริง

แต่ว่าพวกเขาก็สงสัยเหมือนกัน พสุธามีเงินจ้างทนายความเกษมเป็นทนายความส่วนตัวได้ยังไง

อาชีพพนักงานทำความสะอาดมันได้เงินมากขนาดไหนกัน และพสุธาจะต้องมีเรื่องฟ้องร้องบ่อยแค่ไหน ถึงได้ต้องมีทนายความส่วนตัว

หลายคนอยากรู้อยากเห็นมาก แต่ไม่มีใครได้รับคำตอบจากปากพสุธาเลย แต่เมื่อสายตาของพวกเขาเหลือบไปมองที่กุญแจรถยนต์ซึ่งโผล่ออกจากกระเป๋ากางเกงของพสุธาออกมาครึ่งหนึ่ง แต่ครึ่งหนึ่งนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะให้พวกเขาเห็นว่ามันคือกุญแจรถรุ่นอะไร

“บูแกตติ เซนโตดิเอ! ของจริงหรือเปล่า”

“มันต้องเป็นของปลอมแน่ ๆ ใช่ไหม หรือว่าจะเป็นไฟแช็ก ตอนี้มีไฟแช็กแบบนี้ออกมาขายอย่างแพร่หลายเลยนี่”

“ไม่ มันอาจจะเป็นของจริง เพราะแบบนี้มันจึงสมเหตุสมผลที่เขาสามารถมีทนายความเกษมเป็นทนายความส่วนตัวได้”

“ใช่ ถ้าคิดแบบนั้นมันก็สมเหตุสมผล ดังนั้นแล้ว สิ่งที่ทำให้ดูไม่สมเหตุสมผล ก็คือการที่เขาเป็นแค่พนักงานทำความสะอาดเนี่ยแหละ”

“หรือว่าเดี๋ยวนี้พนักงานทำความสะอาดจะรวยแบบนี้กันทุกคน”

สิ้นคำพูดนี้ พนักงานทำความสะอาดอีกสองคนจากแอปพลิเคชันมาสเตอร์คลีน ก็มีสีหน้าสิ้นหวังกันทันที พวกเขาอยากจะพูดออกไปว่า

‘พวกเราสองคนดูเหมือนคนรวยไหมล่ะ!’