114. ตอนที่ 112
ตอนที่ 112
พวกเจมส์ และพนักงานทำความสะอาดอีกสองคนที่ถูกว่างจ้างมา ต่างก็มองหน้ากันด้วยความตื่นตะลึง เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ช่วงหลายวันมานี้โด่งดังอย่างมาก ลงสื่ออยู่บ่อย ๆ ได้ปรากฏตัวที่นี่จริง ๆ
ก่อนหน้านี้พวกเขายังสองจิตสองใจ เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ว่าพสุธานั้นเป็นคนรวยจริง ๆ แม้ว่าจะเห็นกุญแจรถซูเปอร์คาร์ของพสุธา พวกเขาก็ยังคิดว่าอาจจะเป็นของปลอม ทนายความเกษมโทรศัพท์มา พวกเขาก็ยังลังเลว่าอาจจะเป็นตัวปลอม
ทว่าตอนนี้ร้อยตำรวจเอกชาวีร์ยืนอยู่ต่อหน้าเขา ใบหน้าหล่อเหลาไม่แพ้ดาราของเจ้าตัว ก็แสดงชัดว่าเป็นคนเดียวกับที่ปรากฏตัวในสื่อต่าง ๆ ในช่วงหลายวันมานี้
ถ้าผู้กองชาวีร์เป็นตัวจริง ก็หมายความว่าทนายความเกษม และซูเปอร์คาร์มูลค่ากว่าสามร้อยล้านคันนั้นเป็นเรื่องจริงเหมือนกัน
พระเจ้า สรุปแล้วเขาจ้างใครมาทำความสะอาดห้องให้เขาเนี่ย เกรงว่าแค่รถคันเดียวของเจ้าตัว ก็ซื้อห้องของเขาได้เป็นสิบห้องแล้ว
เจมส์กลืนน้ำลายลงคอ หันไปมองณัฐภัทร์ที่ตอนนี้สีหน้าซีดเผือด
ก่อนหน้านี้ณัฐภัทร์ไม่เชื่อเลยว่าพสุธาจะมีเส้นสาย หรือรู้จักกับผู้กองชาวีร์คนดัง แต่ตอนนี้ผู้กองชาวีร์มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา ต่อให้เขาไม่อยากจะเชื่อ ก็ต้องเชื่อ!
เพื่อนคนอื่น ๆ ก็มองณัฐภัทร์ ก่อนที่พวกเขาจะพร้อมใจก้าวถอยห่างออกจากณัฐภัทร์ กลัวว่าจะเดือดร้อนไปด้วย
“ผมได้รับแจ้งว่าคุณหมิ่นประมาทซึ่งหน้า พูดจาลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นโดยเจตนา และยังพยายามบังคับขืนใจผู้อื่นให้ค้าประเวณีให้กับคุณ” ผู้กองชาวีร์พูดกับณัฐภัทร์เสียงขรึม
“ไม่ใช่ เขาใส่ร้ายฉัน หมอนั่นต่างหากล่ะที่ทำร้ายฉัน ดูหน้าฉันสิ ดูสิว่ามันช้ำแค่ไหน” ณัฐภัทร์รีบพูดแก้ตัว ไม่ยอมรับความผิดของตัวเองอย่างเด็ดขาด แล้วยังใช้รอยบวมช้ำที่คางของตัวเองเป็นข้ออ้างใส่ร้ายพสุธาอีกด้วย
พสุธาไม่ได้ลนลานที่ถูกใส่ร้าย เขาพูดกับผู้กองชาวีร์อย่างใจเย็น
“ผมไม่ได้ทำร้ายเขา เขาพยายามจะลวนลามผม กระชากแขนผม ผมก็เลยสะบัดแขนเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา ทำให้หลังมือไปโดนคางเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ”
“คุณบอกว่าหลังมือคุณไปโดนคางเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ เพียงแค่คุณพยายามจะสะบัดแขนออกจากการดึงของเขา คุณลองทำให้ผมดูอีกครั้งได้ไหม ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจแบบไหน ถึงทำให้เขามีรอยช้ำได้ขนาดนี้” นายตำรวจที่มากับผู้กองชาวีร์พูดขึ้น
พสุธาหันไปมองผู้กองชาวีร์เป็นคำถาม ‘หมอนี่ใคร ลูกน้องใหม่ของคุณเหรอ’
“นี่คือหมวดพลพล เพิ่งจะย้ายมาร่วมทีมกับผมวันนี้” ผู้กองชาวีร์ตอบอย่างจนใจ
ตอนนี้ทีมของเขาเป็นทีมที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ไม่เพียงแค่โด่งดังเท่านั้น แต่ยังทำผลงานได้จริง สามารถปิดคดียาก ๆ ได้ทุกวัน คดีเก่า ๆ ที่ทีมอื่นตามสืบมาหลายปี ก็ไม่พบเบาะแสที่เป็นประโยชน์ พวกเขาใช้เวลาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ก็สามารถปิดคดีได้
ด้วยความที่สามารถสร้างผลงานใหญ่ ๆ ได้ทุกวัน ก็หมายถึงจะได้รับผลประโยชน์มากขึ้นด้วย ดังนั้นทีมของผู้กองชาวีร์ จึงกลายเป็นที่เป้าหมายของผู้ที่อยากสร้างผลงาน โดยที่ไม่ต้องลงแรงมากนัก
บรรดาตำรวจที่มีเส้นสาย ก็พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะแทรกตัวเข้ามาในทีม แต่ว่าผู้กองชาวีร์ก็สามารถปฏิเสธไปได้หมด อ้างว่าคนของทีมเขานั้นมีมากพอแล้ว และเกรงว่าการรับสมาชิกทีมเพิ่มขึ้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขา
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้กองชาวีร์จึงปฏิเสธคนมีเส้นสายไปได้เกือบทั้งหมด แต่ใด ๆ ในโลกล้วนมีข้อยกเว้น ร้อยตำรวจตรีพลพล ที่มากับเขา ก็เป็นข้อยกเว้น เพราะว่าเจ้าตัวเป็นลูกชายของวีรบุรุษที่สละชีพที่ชายแดน ดังนั้นเบื้องบนจึงต้องการผลักดัน เพื่อตอบแทนความดีของวีรบุรุษที่พลีชีพเพื่อปกป้องชายแดน และประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้กองชาวีร์จึงไม่สามารถปฏิเสธได้
ฝั่งพสุธา เมื่อได้ยินว่าเป็นลูกทีมคนใหม่ของทีมผู้กองชาวีร์ เขาก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพูดถาม
“คุณให้ผมสาธิตให้ดู ผมไม่ขัดข้อง แต่ผมขอถามว่าถ้าเกิดผมทำให้เจ็บตัวขึ้นมาอีกครั้ง ผมต้องรับผิดชอบอะไรไหม” พสุธาถามออกไป
“ตราบใดที่ความเจ็บตัว มาจากการกระทำที่คุณกล่าวอ้างเมื่อครู่นี้ ผมจะรับผิดชอบผลที่ตามมาคนเดียว” ร้อยตำรวจตรีพลพลพูดตอบเสียงขรึม
พสุธายิ้มออกมาทันที
“ดี งั้นคุณมาเป็นคู่สาธิตกับผมก็แล้วกัน” พสุธาพูดบอก
“ได้” ผู้หมวดพลพลก็ไม่ได้ปฏิเสธ
“สถานการณ์ในตอนนั้น คือเขาพยายามจะให้ผมยอมรับข้อเสนอ ห้าหมื่นบาทต่อเดือน แลกกับการนอนกับเขา แต่ผมปฏิเสธ แล้วจะไปทำงานของตัวเองต่อ เมื่อผมหันหลังจะเดิน เขาก็กระชากแขนผมเอาไว้ แล้วกำแขนผมแน่นพอสมควร” พสุธาพูดราวกับเป็นผู้กำกับที่กำลังบรีฟบทกับนักแสดง
ณัฐภัทร์ที่ได้ยินพสุธากล่าวโทษ ก็อยากจะเถียง ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ก็ถูกสายตาของผู้กองชาวีร์มองไปที่เขาอย่างข่มขู่เสียก่อน
ณัฐภัทรกลัวผู้กองชาวีร์ เพราะถึงแม้ว่าพ่อของเขาจะมียศที่สูงกว่า แต่ตระกูลของผู้กองชาวีร์ ก็มีอำนาจ และอิทธิพลมากกว่าพ่อของเขา
ดังนั้นแล้วระหว่างพวกเขา ถ้าไปฟ้องพ่อ เขาเองก็แพ้ พ่อของเขาเองก็ต้องแพ้เหมือนกัน!
“เอาล่ะ การสาธิตจะเริ่มขึ้นแล้ว ผู้กองชาวีร์ รบกวนคุณถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้สักหน่อย เพื่อเป็นหลักฐาน” พสุธาพูด นั่นทำให้ผู้หมวดพลพลหน้าตึงยิ่งกว่าเดิม เพราะคิดว่าพสุธาไม่ไว้ใจตัวเอง
พสุธาไม่สนใจผู้หมวดหนุ่ม เขาเริ่มบทบาทของตัวเอง จากนั้นก็ตามที่เขาบรีฟเอาไว้ ผู้หมวดพลพลทำตามการกระทำก่อนหน้านี้ของณัฐภัทร์ ดึงแขนของพสุธาเอาไว้ พรร้อมกับออกแรงกำที่มือ พสุธาก็สะบัดแขนออก ปลายนิ้วมือตวัดไปโดนคางของผู้หมวดพลพลเบา ๆ แต่นั่นทำให้ผู้หมวดพลพลเผลอร้องเสียงหลงออกมา
ทุกคนเห็นการกระทำที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างชัดเจน พวกเขาเห็นกับตาว่ามือของพสุธาเผลอไปโดนคางของผู้หมวดหนุ่มเบา ๆ
ไม่สิ เรียกว่ามือไปโดนก็ไม่ถูก เพราะจริง ๆ แล้วมันแค่ปลายนิ้วมือด้วยซ้ำ แต่ผู้หมวดพลพลร้องราวกับโดนรถบรรทุกชนเข้าที่หน้า
นอกจากณัฐภัทร์ ที่เป็นผู้ประสบเหตุก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าผู้หมวดพลพล รู้สึกเจ็บราวกับมีรถมาชนเข้าที่หน้าเขาจริง ๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น มองพสุธาอย่างตื่นตะลึงพรึงเพริด
ไม่ใช่แค่ผู้หมวดหนุ่มหรอกที่มองพสุธาอย่างตื่นตะลึง เพราะหลังจากนั้นไม่นานนัก ทุกสายตาก็มองพสุธาอย่างตื่นตะลึง เพราะว่าคางของผู้หมวดพลพลนั้นบวมช้ำขึ้นมาจริง ๆ แทบจะไม่ต่างอะไรกับรอยบวมช้ำที่หน้าของณัฐภทร์เลย
“เอ่อ ผู้หมวดพูดแล้วนะครับว่าจะรับผิดชอบความเสียหายเอาไว้คนเดียว ผมไม่ต้องจ่ายค่ารักษาใช่ไหมครับ” พสุธาพูดออกไป พลางกุมกระเป๋าของตัวเองเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าจะมีคนมาแย่งเงินตัวเองไป
การกระทำของพสุธา และคำพูดของเจ้าตัว ทำให้คนที่มองดูอยู่ คิ้วกระตุกกันเป็นแถวเลยทีเดียว
‘คุณขับซูเปอร์คาร์ที่มีมูลค่ากว่าสามร้อยล้านบาท ยังห่วงว่าจะต้องจ่ายเงินค่ารักษาไม่ถึงหนึ่งพันบาทด้วยเหรอ ช่วยทำตัวให้สมกับเป็นคนรวยหน่อยได้ไหม!’
เห็นแววตาของทุกคน พสุธาก็กระแอมไอแก้เก้อ ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าใสซื่อ
“ผมพูดผิดน่ะครับ ผมหมายถึงว่า ผู้หมวดเชื่อแล้วใช่ไหมครับ ว่าผมไม่ได้จงใจทำร้ายร่างกายเขาจริง ๆ มันเป็นอุบัติเหตุ จากการที่เขาพยายามจะลวนลามผม”
ฟังคำพูดดที่พูดด้วยหน้าตาใสซื่อของพสุธา แต่ละคนก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามอยู่ในใจ
‘นายพูดผิดอย่างไร ให้มันผิดทั้งประโยคขนาดนั้น แล้วยังไม่วายที่ย้ำเรื่องความผิดของคู่กรณีอีกด้วย’
“ผมเชื่อแล้ว” ผู้หมวดพลพล พูดตอบ เขากลัวว่าถ้าเขายังปฏิเสธที่จะเชื่ออีก พสุธาจะทำการสาธิตให้เขาดูอีกรอบจริง ๆ
“ผู้หมวดเชื่อก็ดีแล้วครับ แบบนี้ผมก็เป็นเจ้าทุกข์ แจ้งความได้แล้วใช่ไหมครับ” พสุธาถามออกไป
“แจ้งความอะไรกัน ถึงแกไม่ได้ตั้งใจทำร้ายร่างกายฉัน แต่เรื่องที่ฉันลวนลามแก แกใส่ร้ายฉัน”
“หรือคุณจะปฏิเสธว่าคุณไม่ได้จับเนื้อต้องตัวผม โดยที่ไม่ได้รับความยินยอมจากผมก่อน การจับเนื้อต้องตัวคนแปลกหน้า ไม่น่าจะเป็นพฤติกรรมปกตินะครับ พ่อของคุณก็เป็นตำรวจใช่ไหม เขาควรจะสอนคุณใช่ไหมครับ” พสุธาเอียงคอถาม
ผู้กองชาวีร์ได้ยินคำพูดของพสุธา เขาแทบจะซี๊ดปากเลย
นี่มันประโยคสุภาพของประโยคที่ว่า ‘หรือพ่อแม่ไม่เคยสั่งสอน’
ณัฐภัทร์ได้ยินคำพูดของพสุธา ก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ถลาเข้าหาพสุธา พูดเสียงกร้าว
“นี่มึงกล้าลามปามถึงพ่อแม่กูเลยเหรอ”
“ดูท่าคุณพ่อของคุณก็คงจะไม่ได้สอนเรื่องการเลือกใช้คำพูดที่สุภาพกับคนแปลกหน้าด้วยใช่ไหมครับ” พสุธาไม่กลัวที่จะโดนณัฐภัทร์ทำร้ายร่างกายเลยแม้แต่น้อย เพราะต่อให้เขายืนให้อีกฝ่ายต่อยโดยไม่หลบ คนที่จะเจ็บตัวก็ไม่ใช่เขาอยู่ดี พสุธาถึงขั้นตั้งหน้าตั้งตารอด้วยซ้ำ
น่าเสียดายที่สิ่งที่เขาอยากเห็นนั้นไม่ได้เกิดขึ้น เพราะว่าเพื่อน ๆ ช่วยกันห้ามณัฐภัทร์เอาไว้
“ต่อหน้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ คุณยังคิดที่จะทำร้ายร่างกายคนอื่น คุณเห็นหัวตำรวจอย่างพวกเราบ้างไหม” ผู้กองชาวีร์ถามเสียงขรึม
ณัฐภัทร์ไม่กล้าต่อต้านผู้กองชาวีร์อย่างเปิดเผย เขาส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะพูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นผมก็จะแจ้งความกลับเหมือนกัน เขาดูหมิ่นผมซึ่งหน้า กล่าวหาว่าพ่อแม่ผมไม่สั่งสอน” ณัฐภัทร์พูดแล้วก้มมองพสุธาด้วยสายตาเยาะเย้ย ราวกับจะบอกว่าพสุธาก็ต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกัน
พสุธาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะพูด
“คราวหน้า ถ้ามีเวลาว่าง ๆ ก็ลองศึกษากฎหมายดูบ้างนะครับ คำพูดของผมเข้าข่ายดูหมิ่นซึ่งหน้าตรงไหนกัน ผมแค่ตั้งคำถามเท่านั้น ใช่ไหมครับคุณตำรวจ การตั้งคำถาม ไม่นับว่าเป็นการดูหมิ่นใช่ไหมครับ”
“ก็ประมาณนั้น” ผู้หมวดพลพลเป็นผู้ตอบ
พสุธาฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ได้ยินแล้วใช่ไหมครับ” พสุธาหันไปถามณัฐภัทร์ ที่ตอนนี้มีสีหน้าถมึงทึงอย่างน่ากลัว
“มึง...” ณัฐภัทร์กำหมัดแน่น เขาต้องการจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อเอาชนะ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน เมื่อณัฐภัทร์เห็นว่าผู้เป็นพ่อโทรศัพท์มาหาเขา เขาก็ดีใจทันที คิดว่าได้โอกาสจัดการกับพสุธาแล้ว ทว่าเมื่อเขากดรับสาย และยังไม่ทันจะได้กรอกเสียงของตัวเองลงไป เสียงของผู้เป็นพ่อก็ดังลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์ออกมาอย่างดัง แม้ว่าจะไม่เปิดลำโพง แต่คนที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ได้ยินกันทุกคน
“ไอ้ลูกทรพี แกรีบไสหัวมาเลยนะ ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอยู่ข้างนอกให้ทำตัวให้มันดี ๆ แต่นี่แกไปหาเรื่องใครเขาเข้าฮะ รู้ไหมว่ามันเดือดร้อนมาถึงฉัน รีบกลับมาเลยนะ รีบไสหัวกลับมาเดี๋ยวนี้!” ผู้เป็นพ่อพูดจบ ก็ตัดสายทิ้งทันที
คำพูดของนายตำรวจชั้นพันตำรวจเอก ทำให้ทุกคนหันไปมองณัฐภัทร์ จากนั้นก็มองไปทางพสุธา ที่มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใด
แต่ละคนกลืนน้ำลายลงคอ พวกเขาค่อนข้างมั่นใจว่า ที่พ่อของณัฐภัทร์โทรศัพท์มาโวยวาย ต้องเป็นเพราะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพสุธาแน่ ๆ
ณัฐภัทรก็มองพสุธาเหมือนกัน คราวนี้เขาเริ่มกลัวขึ้นมาแล้ว ถึงขั้นที่พ่อของเขาโทรศัพท์มาโวยวายใส่เขา และยังบอกว่าเขาสร้างเรื่องเดือดร้อนไปถึงเจ้าตัว ก็แสดงว่ามันเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ
สรุปแล้วเขาไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้าจริง ๆ หรือ
ณัฐภัทร์ยังไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าการที่ตัวเองเสนอเลี้ยงดูพนักงานทำความสะอาดคนหนึ่ง จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ก่อนหน้านี้เขายังเคยเสนอเลี้ยงดูทายาทเศรษฐีคนหนึ่ง ไม่เห็นอีกฝ่ายจะเอาเรื่องอะไรเลย ยังตอบตกลงเสียด้วยซ้ำ
พสุธาเป็นใครกันแน่
น่าเสียดายที่ณัฐภัทร์มาสงสัยตัวตนของพสุธาเอาในตอนนี้ ถ้าเขาสงสัยเร็วกว่านี้ เขาคงอาจจะมีทางรอดบ้าง
ฝั่งผู้กองชาวีร์ เมื่อได้ยินว่าผู้เป็นพ่อของณัฐภัทร เรียกให้ณัฐภัทรกลับไป เขาก็มองผู้เสียหายอย่างพสุธา ว่าจะทำอย่างไรต่อ
พสุธาก็ขยับปากบอกว่า
‘ปล่อยเขากลับไป’
เมื่อพสุธาพูดเช่นนั้นแล้ว ผู้กองชาวีร์ก็ไม่ได้คัดค้าน เขาหลีกทางให้ณัฐภัทร์กลับไป เมื่อณัฐภัทร์ไปแล้ว ผู้กองชาวีร์ก็ถามพสุธาว่า
“ทำไมถึงยอมให้เขากลับไปล่ะ ไม่ใช่ว่าคุณต้องการแจ้งความดำเนินคดีหรอกเหรอ”
“ข้อหาเขา อย่างมากก็แค่จ่ายค่าปรับไม่กี่บาทเท่านั้น แต่เขากลับไป ไม่แน่ว่าจะโดนพ่อของตัวเองตีจนลุกจากเตียงไม่ได้หรือเปล่า”
พสุธาพูดพลางยักไหล่
ได้ยินคำพูดของพสุธา สายตาทุกคู่ก็มองพสุธาอย่างยอมรับนับถือ
ช่างเป็นคนที่โหดเหี้ยมได้ใจจริง ๆ เลย
“งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมกลับก่อนก็แล้วกันนะ” ผู้กองชาวีร์พูด
พสุธาพยักหน้าเล็กน้อย แต่เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงได้รั้งผู้กองชาวีร์เอาไว้ จากนั้นก็เดินไปทำท่าค้นกระเป๋า แต่จริง ๆ แล้วเขาหยิบของออกมาจากระบบ
เป็นฟองน้ำยันต์ที่เคยขายให้ชิ้นละห้าร้อยบาทนั่นแหละ
“ถือว่าเป็นค่าเสียเวลาก็แล้วกันครับ” พสุธายื่นพวงกุญแจฟองน้ำยันต์ให้ผู้กองชาวีร์สิบชิ้น ทำให้ผู้กองชาวีร์ดีใจจนเนื้อเต้น รับไว้ด้วยรอยยิ้มกว้าง การแสดงความดีใจอย่างเห็นได้ชัดของผู้กองชาวีร์ ว่าเจ้าตัวไม่ได้กำลังเสแสร้งอยู่ ทำให้ทุกคนที่เห็น ต่างก็รู้สึกแปลกใจมาก
แค่พวงกุญแจธรรมดา ๆ ไม่ใช่เหรอ ทำไมผู้กองชาวีร์ถึงได้ดีใจราวกับได้ของขวัญล้ำค่าขนาดนี้
เพราะว่าคนเหล่านี้ไม่รู้คุณค่าของพวงกุญแจฟองน้ำยันต์ ทำให้พวกเขาไม่เข้าใจ แต่ถ้าบรรดาพวกลูกทีมของผู้กองชาวีร์อยู่ตรงนี้ด้วย พวกเขาจะเข้าใจอย่างแน่นอน
“ครั้งหน้า มีปัญหาอะไร เรียกใช้งานผมได้ตลอดเลยนะครับ” ผู้กองชาวีร์พูดอย่างหนักแน่น ก่อนจะเดินกลับออกไปอย่างอารมณ์ดี
พสุธาไม่ได้พูดอะไร เมื่อมองส่งผู้กองชาวีร์ และผู้หมวดพลพลแล้ว เขาก็กลับมาทำงานของตัวเองต่อ ท่ามกลางสายตาสับสนของคนอื่น ๆ
ทำไมถึงทำงานอีกแล้ว คุณยังมีอารมณ์มาทำงานเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเหรอ
“เอ่อ ผมถามได้ไหม คุณเป็นใครกันแน่” เจมส์ถามพสุธาอย่างอดไม่ได้ เขาอยากรู้จริง ๆ คนอื่น ๆ ก็อยากรู้เช่นกัน ดังนั้นสายตาทุกคู่จึงจ้องมองไปทางพสุธาอย่างรอคอยคำตอบ
“ผมเหรอ ผมก็เป็นคนที่คุณจ้างมาทำความสะอาดอย่างไรล่ะครับ” พสุธาตอบเสียงสบาย ๆ
“ผมหมายถึงว่า นอกจากพนักงานทำความสะอาดแล้ว คุณยังมีอาชีพอะไรอีก หรือมีตัวตนอะไรอีกไหม”
“อาชีพเหรอ เป็นนักศึกษาถือเป็นอาชีพไหม ผมเรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์” คำตอบนี้ของพสุธา ทำให้พวกเจมส์นิ่งงันไป จากนั้นพวกเขาก็คิดในใจว่า
‘มิน่าล่ะ ถึงได้ยกเอาข้อกฎหมายมาเล่นงานคู่กรณีได้อย่างคล่องแคล่ว’
“แต่ว่าตัวตนนี้ของคุณ ไม่น่าจะพอที่จะเชิญผู้กองชาวีร์มาได้หรอกนะ”
“หืม ทำไมล่ะ ผมก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ผู้กองชาวีร์ก็เป็นตำรวจที่ทำงานรับใช้ประชาชน ดังนั้นเมื่อผมแจ้งความ ตำรวจก็ต้องมารับเรื่องไม่ใช่เหรอ”
“แต่ว่าประชาชนคนอื่น ก็ไม่ได้มีเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของผู้กองชาวีร์นี่นา” เจมส์เถียง
พสุธาขยับริมฝีปากเป็นรอยยิ้มนิด ๆ แล้วแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ว่า
“คุณรู้ไหม พวกที่เคยหาเรื่องผม หรือพยายามจะหาเรื่องผมน่ะ ตอนนี้มีไม่กี่คนหรอก ที่ยังอยู่ได้ ที่เหลือน่ะ ไม่อยู่นานแล้ว”
“คุณ คุณฆ่าพวกเขาเหรอ” เจมส์ถามเสียงสั่น คนอื่น ๆ ก็พากันถอยห่างจากพสุธา บางคนถึงขั้นอยากวิ่งไปตามผู้กองชาวีร์กลับมา
พสุธาไม่ได้ตอบคำถาม เขาแค่คิดในใจ
‘แต่ละคนถูกพ่อแม่ของตัวเองส่งไปอยู่ต่างประเทศหมดแล้วต่างหากล่ะ นี่ก็ถือว่าไม่อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ เขาไม่ได้โกหกนะ!’
“มึงซุปมึงโคตรดี นอกจากอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ฉิบหายเลย รอยช้ำหายแล้ว ไม่เจ็บไม่ปวด อาการบาดเจ็บที่เข่าก็หายไปด้วย” สีเทียนพูดกับพสุธาอย่างตื่นเต้น ความจริงเขาอยากพูดเรื่องนี้กับพสุธาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่หลังจากที่โทรศัพท์ไปตอนดึก แล้วพสุธาไม่ได้รับสาย เขาก็อดทนมาพูดในตอนนี้
“ก่อนหน้านี้กูเล่นบาสแล้วข้อมือซ้น ตอนนี้ก็หายแล้ว ปกตินอนตอนกลางคืน กูต้องนอนพิงหมอน เพราะเป็นกรดไหลย้อน แต่เมื่อคืนนี้ก็ไม่มีอาการแล้ว ต้องเป็นเพราะซุปของมึงแน่ ๆ” สีไม้ก็พูดขึ้น
น้ำทิพย์ก็พูดด้วยเหมือนกัน ว่าอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นเรื้อรังของตัวเอง ก็ดูเหมือนจะหายไปแล้วเช่นกัน
“ถ้ามึงเปิดร้านขายนะ คนต้องแห่มาจนร้านแตกอย่างแน่นอน” น้ำทิพย์พูดต่อ
พสุธาก็ไม่ได้ปิดบังเพื่อน
“กูก็คิดจะเปิดร้านอยู่เหมือนกัน แต่รอโอกาสเหมาะ ๆ ก่อน”
“ยังจะมีโอกาสไหนเหมาะไปกว่าตอนนี้อีก ตอนนี้มึงก็ไม่ได้ขาดอะไรนี่ เงินก็มี สูตรก็มี ลูกน้องเหรอ ขอแค่มึงต้องการ คนต้องแห่กันมาสมัครแน่” สีไม้ถามอย่างสงสัย
“ไม่ใช่แค่เรื่องพวกนี้หรอก ยังมีเรื่องเวลาด้วย ช่วงนี้กูยังยุ่งอยู่” พสุธาตอบ เขารอซื้อบัตรรับสมัครผู้ช่วยก่อน เขาจะหาพ่อครัวที่ไว้ใจได้ มาช่วยเขาจัดการเรื่องนี้
พวกสีไม้ไม่ได้ถามอะไรอีก เพราะว่าข้างนอกมีเสียงฮือฮาอะไรบางอย่าง เมื่อพสุธาชะโงกหน้าไปดู ก็เห็นว่ามีรถตำรวจมาจอดอยู่หลายคัน และตำรวจที่มา ก็เป็นคนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาดี ก็คือพวกผู้กองชาวีร์นั่นเอง มีอยู่คนหนึ่ง ใส่หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าท่อนล่าง แต่พสุธาจำได้ว่าเจ้าตัวก็คือผู้หมวดพลพล ที่เขาได้พบเมื่อวานนี้นี่เอง
พสุธารู้ได้ทันทีเลยว่า สาเหตุที่เจ้าตัวใส่หน้ากากอนามัยนั้นคืออะไร พสุธากลอกตาไปมา เมื่อเขาเห็นว่าผู้กองชาวีร์หลบมุมไปคุยกับวิญญาณที่เขาเคยเห็นหลายครั้งในมหาวิทยาลัย เขาก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“เดี๋ยวกูมานะ” พสุธาพูดกับเพื่อนทั้งสาม ก่อนจะวิ่งลงจากอาคารเรียน ไปหาพวกผู้กองชาวีร์
เมื่อผู้กองชาวีร์เห็นพสุธา เขาก็รีบเข้ามาทักทายทันที บรรดาลูกน้องของผู้กองชาวีร์คนอื่น ๆ ก็ทักทายพสุธาอย่างกระตือรือร้นมากเช่นกัน มีเพียงผู้หมวดพลพลเท่านั้นที่ยังนิ่งเงียบอยู่
พสุธาหันหน้าไปหาเจ้าตัว
“ผู้หมวด เจอกันอีกแล้วนะครับ ที่คางยังเจ็บอยู่ไหมครับ” พสุธาถามเสียงใสซื่อ
คำถามของพสุธา ทำให้บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวานนี้
ผู้หมวดพลพลหน้าตึงเล็กน้อย เขาดึงหน้ากากอนามัยลง ให้พสุธาได้เห็นคางที่บวมช้ำยิ่งกว่าเมื่อวาน
“ยังเจ็บอยู่สินะครับ เอาเป็นว่าผมจะรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง แม้ว่าจะไม่ใช่ความผิดของผมก็ตาม” พสุธาพูดถึงตรงนี้ เขาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า แล้วหยิบตลับขี้ผึ้งออกมา
“แค่คุณทาขี้ผึ้งนี้ที่ตา คุณจะลืมความเจ็บไปอย่างแน่นอน”
ผู้หมวดพลพล มองพสุธา ก่อนจะถามเสียงลอดไรฟัน
“คิดว่าผมเรียนมาน้อยหรือไง ผมเจ็บที่คาง คุณให้ยามาป้ายที่ตา มันจะไปหายได้ยังไง”
“คุณไม่เชื่อผมเหรอ ผมพูดจริง ๆ นะ ขอแค่คุณป้ายขี้ผึ้งที่ตา คุณจะต้องลืมเจ็บอย่างแน่นอน ไม่เชื่อคุณถามผู้กองชาวีร์ ถามคุณตำรวจคนอื่น ๆ ดูสิ ทุกคนในที่นี่รู้สรรพคุณของขี้ผึ้งนี้ดี ใช่ไหมครับผู้กอง” พสุธาหันไปถามผู้กองชาวีร์ แววตาของเขามีรอยยิ้ม
ผู้กองชาวีร์ก็พยักหน้า
“ใช่แล้ว ทาแล้วลืมเจ็บจริง ๆ” เพราะตกใจจนเป็นลม หลังจากได้เห็นผียังไงล่ะ!