LNCrawler

115. ตอนที่ 113

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 113

“หมายความว่าที่ทีมของผู้กองปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว เป็นเพราะมองเห็นผี และสืบหาข้อมูลจากผี ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไรใช่ไหมครับ” ผู้หมวดพลพล กัดฟันถาม หลังจากที่เขาได้สติขึ้นมาแล้ว และรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ ทำไมหลังจากที่เขาอาขี้ผึ้งจากพสุธามาป้ายตา และพสุธาก็ทำท่าอะไรแปลก ๆ บางอย่าง จากนั้นเขาก็เห็นผี ทำให้เขาตกใจจนหมดสติไป

ผู้หมวดพลพลรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกลวง แล้วก็ยังถูกทรยศจากคนที่เขาเคารพนับถือ

พสุธาหลอกเขาคนเดียวก็พอว่า ทำไมผู้กองชาวีร์ รวมถึงเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ ถึงได้รวมหัวกันมาหลอกเขาด้วยล่ะ

ขณะที่ผู้หมวดพลพลคิดอย่างขุ่นเคืองใจ ผู้กองชาวีร์ก็พูดด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูก

“เฮ้ ๆ พูดอะไรน่ะ การมองเห็นผี สื่อสารกับผีได้ มันไม่ใช่ความสามารถพิเศษตรงไหนกัน ไม่อย่างนั้นนายลองไปหาตำรวจที่มองเห็นผี และสื่อสารกับผีได้ คนที่สิบสามมาซิ”

“ทำไมถึงเป็นคนที่สิบสามล่ะ พวกเราทั้งทีมมีแค่สิบเอ็ดคนเท่านั้นนี่” ผู้หมวดพลพลถามอย่างแปลกใจ ก่อนจะรู้สึกว่า

‘ไม่สิ นี่ใช่เรื่องที่ฉันควรจะแปลกใจเหรอ จบแล้ว เขาถูกหลอกจนคล้อยตามแล้ว!’

“เพราะตำรวจคนที่สิบสอง ที่เห็นผี และสื่อสารกับผีได้ ก็คือผู้กองนนทภัทรยังไงล่ะ” ผู้กองชาวีร์ก็เฉลยไป

“คงไม่ใช่ว่าผู้กองนนทภัทร ก็เป็นอีกคนที่ถูกคุณพสุธาหลอกหรอกนะครับ” ผู้หมวดพลพลถามออกมา คราวนี้เป็นพสุธาที่พูดเสียงขึ้นจมูก

“อย่ามาใส่ร้ายกันนะ ผมเป็นคน ไม่ใช่ผี จะไปหลอกใครได้ยังไง”

ผู้หมวดพลพลแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนที่จะพูดว่า

“คุณหลอกเก่งยิ่งกว่าผีอีก!”

“ระวังคำพูดหน่อยผู้หมวด คุณกล่าวหากันแบบนี้ ผมแจ้งความได้นะ” พสุธาแกล้งพูดเสียงขรึม ก่อนจะหัวเราะออกมา เมื่อเห็นสีหน้ามืดครึ้มของอีกฝ่าย แล้วเขาก็ไม่ได้พูดล้อเล่นอีก เขายื่นแฟลชไดร์ฟอันเล็ก ๆ ให้กับผู้กองชาวีร์

“มันคืออะไร” ผู้กองชาวีร์ถามพสุธา

“แฟลชไดร์ฟไง ผู้กองคงไม่ได้เห็นเป็นไม้กวาดหรอกใช่ไหมครับ” พสุธาพูดเสียงเย้า

ผู้กองชาวีร์ไม่ได้โกรธ เขาหัวเราะ

“กับคุณก็ไม่แน่หรอก มันอาจจะเป็นไม้กวาดจริง ๆ ก็ได้ ขนาดยันต์ของคุณ ยังเป็นฟองน้ำเลยนี่นา”

พสุธาแก้ตัวไม่ออก เขาก็เลยเมินเรื่องนี้ไป แล้วพูดถึงสิ่งที่อยู่ในแฟลชไดร์ฟ

“ในนั้นมีหลักฐานการรับสินบน การปกปิดความผิด การช่วยเหลือฆาตกร ผมรู้ว่าคุณรู้ว่าควรจะจัดการกับมันอย่างไร”

เมื่อคืนนี้ เมื่อพสุธากลับถึงบ้าน เขาก็ไม่ได้ไปเล่นกับเด็ก ๆ แล้วก็ไม่ได้รีบเข้านอน แต่เขาใช้ทักษะแฮกเกอร์ที่เพิ่งจะได้รับมาจากระบบ ทำการแฮกข้อมูลของณัฐภัทร์ และพ่อของเจ้าตัว รวมถึงคนใกล้ชิดด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาได้พบว่า พ่อของณัฐภัทร์ เคยรับสินบนมาแล้วหลายครั้ง ช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้รอดพ้นจากบทลงโทษ หนึ่งในผู้กระทำผิดที่รอดพ้นจากบทลงโทษ ก็คือลูกชายของเจ้าตัว หรือก็คือณัฐภัทร์นั่นแหละ เจ้าตัวบีบคอคู่นอนจนขาดใจตาย หลังจากนั้นก็ หาแพะรับบาปมาติดคุกแทน ส่วนฆาตกรตัวจริงก็ลอยนวล นอกจากนี้เวลาณัฐภัทร์ไปรังแกคนอื่น มีตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อย จนถึงขั้นพิการ พ่อของเจ้าตัวก็ช่วยปกปิดความผิด บ้างก็ยอมจ่ายเงินชดเชยให้เหยื่อ บ้างก็ข่มขู่เหยื่อไม่ให้เปิดเผยเรื่องนี้

พสุธาเห็นข้อมูลเหล่านี้ เก็รู้ว่าไม่ควรเก็บสองพ่อลูกนี้เอาไว้ ให้เป็นขยะสังคมต่อไป ดังนั้นเขาจึงได้เก็บหลักฐาน แล้วเอามาให้ผู้กองชาวีร์ในขณะนี้

เขาหวังว่าผู้กองชาวีร์จะไม่ทำให้เขาผิดหวัง ด้วยการช่วยปกปิดความผิดให้ตำรวจด้วยกันเอง

“คุณได้ข้อมูลพวกนี้มาได้อย่างไร” ผู้กองชาวีร์ถามพสุธา เขาพอจะคาดเดาได้ว่าข้อมูลในแฟลชไดร์ฟนี้ เป้นข้อมูลของใคร แต่ที่เขาสงสัยก็คือ พสุธาไปได้หลักฐานพวกนี้มาได้อย่างไร

“ผู้กองจำกีรติได้ไหม วิญญาณที่เจอในคอนโดมิเนียม เขตความรับผิดชอบของผู้กองนนภัทร เขาเป็นโปรแกรมเมอร์ที่มีความสามารถด้านแฮกเกอร์” พสุธาพูดถามออกไป

“ผมจำได้ คุณจะบอกว่าเป็นเขาน่ะเหรอ ที่ เอ่อ รวบรวมหลักฐานนี้มา” ผู้กองชาวีร์ไม่อยากพูดคำว่าแฮกข้อมูล

พสุธาไม่ตอบ แต่เขาแค่ยิ้มบาง ๆ

อืม เขาได้พูดโกหกอะไรเลยนะ เขาแค่ถามว่าผู้กองชาวีร์จำกีรติได้ไหม แต่ไม่ได้บอกว่ากีรติเป็นแฮกเกอร์ แฮกเอาหลักฐานพวกนี้มาสักหน่อย

ผู้กองชาวีร์เชื่อใจพสุธา โดยที่มองไม่เห็นแววตาเจ้าเล่ห์ในดวงตาของพสุธาเลยสักนิดเดียว

“ว่าแต่ทำไมไม่เห็นคุณกีรติตามคุณมาเลยล่ะ มีแค่คู่รักโบราณ” ผู้กองชาวีร์ถาม แล้วก็โดนคู่รักโบราณถลึงตาใส่

พสุธาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดตอบ

“เขาอยู่กับพวกเด็ก ๆ นั่นแหละ อีกอย่างตามผมมาก็ไม่มีเรื่องอะไรให้ทำ ให้เขาอยู่กับพวกเด็ก ๆ ดีกว่า”

“พวกเด็ก ๆ ที่คุณพูดถึง คือเด็กกำพร้าบ้านอบอุ่นใช่ไหม ผมได้ข่าวว่าคุณรับอุปการะพวกเขาทั้งหมด”

“ข่าวเร็วดีนะ แต่จะบอกว่าผมรับอุปการะก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ผมมอบที่อยู่ให้พวกเขา แล้วก็สร้างคาเฟ่ต์เล็ก ๆ ให้พวกเขาดูแลเท่านั้น” พสุธาพูดตอบออกไป

“แค่เท่านั้นของคุณ ก็หมดเงินไปหลายร้อยล้านแล้วนี่นา” ผู้กองชาวีร์พูดแล้วมองพสุธาอย่างนับถือชื่นชม เขาเคยเห็นนักธุรกิจหลายคนบริจาคเงิน แล้วก็ทำข่าวใหญ่โต ทว่าพสุธาก็ใช้เงินไปไม่น้อย เจ้าตัวก็ไม่ป่าวประกาศเลยสักนิดเดียว

ฝั่งบรรดาลูกน้อง รวมถึงน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมทีมอย่างผู้หมวดพลพล เมื่อได้ยินว่าพสุธารับอุปการะบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า โดยใช้เงินไปหลายร้อยล้านบาท เขาก็มองพสุธาตาค้าง

ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าพสุธาเป็นคนร้ายกาจ ไม่ควรใกล้ชิดมากเกินไป แต่ตอนนี้เขารู้แล้ว พสุธาไม่ได้มีแค่ด้านร้าย ๆ แต่ด้านดี ๆ ของเจ้าตัวก็มีมากเหมือนกัน

“จริงสิ คุณมาที่นี่กันทำไมน่ะ” พสุธาถามอย่างเปลี่ยนเรื่อง แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ถึงประเด็นนี้

“อ้อ ผมมาทำคดีแถวนี้ นึกขึ้นได้ว่าคุณเรียนอยู่ที่นี่ ก็เลยแวะเข้ามาเดินเล่นสักหน่อย” ผู้กองชาวีร์ตอบ

พสุธาหมดคำจะพูดเลยทีเดียว เมื่อได้ยินคำตอบ

“ตำรวจอย่างพวกคุณขับรถราชการมาถึงสามคัน มาเพื่อเดินเล่นในมหาวิทยาลัยเนี่ยนะ ทำเอานักศึกษาแตกตื่นกันหมด นึกว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้น” พสุธาพูดแล้วก็มองผู้กองชาวีร์ด้วยสายตาเหนื่อยใจ

“ที่จริงก็มีเรื่องอยู่ล่ะนะ เมื่อหลายวันก่อน มีอาจารย์ที่เกษียณอายุจากที่นี่ เสียชีวิตภายในห้องพัก เพิ่งมีคนพบเจอในตอนนี้นี่เอง เพราะมีกลิ่นโชยออกมา”

พสุธานิ่งอึ้งไป แล้วเขาก็พลันนึกถึงคู่สามีภรรยาที่เขาทาบทามมาเป็นอาจารย์ให้เด็ก ๆ

“หลายวันที่ว่านี่กี่วัน” วันนี้วันอังคาร แต่เขาเจอสองอาจารย์คู่สามีภรรยาที่เกษียณไปแล้วเมื่อวันเสาร์ คงไม่ใช่พวกเขาหรอกใช่ไหม

พสุธาใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาระดับหนึ่ง

“สันนิษฐานว่าน่าจะเสียชีวิตตั้งแต่วันพฤหัสบดีแล้ว” ผู้กองชาวีร์พูดตอบ

พสุธาถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะว่าไม่ใช่คนที่เขากลัว

แต่อันที่จริง ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าสลดใจ

“สาเหตุการณ์เสียงชีวิตล่ะ” พสุธาถามออกไป

“ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย แต่ว่าตรวจพบว่าอวัยวะภายในล้มเหลวอย่างผิดปกติ อาจจะถูกสารพิษบางอย่าง แต่ว่าเป็นสารพิษอะไรนั้น ยังต้องตรวจสอบต่อไป”

“แล้วไม่ถามผู้ตายดูล่ะ” หากเป็นตำรวจคนอื่น ได้ยินคำถามของพสุธา จะต้องคิดว่าพสุธากำลังกวนโมโหอยู่แน่ ๆ แต่ทีมของผู้กองชาวีร์ ไม่มีใครคิดแบบนั้น

“ถามแล้ว เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอเสียชีวิตได้ยังไง เธอบอกว่าเธอแค่นอนหลับไปเฉย ๆ รู้ตัวอีกที ตัวเองก็ตายแล้ว”

“แล้วลูกหลานล่ะ หรือว่าไม่มีญาติที่ไหนเลยเหรอ” พสุธาถามต่อ

ความจริงหากเป็นคนอื่นถาม พวกผู้กองชาวีร์ก็จะไม่ตอบแล้ว เพราะเป็นคดีความที่ยังปิดไม่ได้ และดูเหมือนว่าจะมีเงื่อนงำ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อรูปคดี เขาก็ไม่ควรจะเปิดเผยออกไป แต่ผู้กองชาวีร์เชื่อใจพสุธา เขาจึงได้ตอบ

“มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ลูกชายทำงานอยู่ที่มาเลเซีย ส่วนลูกสาวทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศส สามีหย่าขาดไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน และแต่งงานมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ไม่ได้ติดต่อกัน ผู้เสียชีวิตพักอาศัยอยู่คนเดียว อพาร์ทเมนต์ที่เธออยู่ เธอก็ไม่ได้สนิทสนมกับเพื่อนบ้านคนไหนเลย สอบถามคนแถวนั้น ก็บอกว่าเธอเป็นคนที่ชอบเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร แต่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรเช่นกัน บางคนรู้ว่าเธอเคยเป็นอาจารย์สอนที่นี่ ก็เลยทำอาหารไปส่งให้ เผื่อว่าจะผูกมิตรได้ แต่ตอนหลังก็ได้รู้ว่าเธอไม่เคยกินอาหารของเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ส่งให้แล้ว”

“งั้นตอนที่คุณคุยกับวิญญาณที่นี่ ก็คือกำลังสอบถามข้อมูลเรื่องนี้ใช่ไหม” พสุธาถาม

“ใช่ ถ้าเธอถูกสารพิษจริง ๆ ก็ต้องดูว่าเป็นอุบัติเหตุ หรือฆาตกรรม แต่การที่อวัยวะล้มเหลวอย่างไม่รู้ตัว มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นการฆาตกรรม เพราะฉะนั้นผมก็เลยอยากรู้ว่าเธอมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างไรบ้าง มีศัตรูที่ไหนไหม”

“แล้วผลเป็นอย่างไรครับ”

“วิญญาณตนนั้นเล่าว่า ปกติแล้วผู้เสียชีวิตไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งกับใครที่มหาวิทยาลัย แต่ดูเหมือนว่าช่วงระยะหลังก่อนที่จะเกษียณอายุ เธอดูจะมีเรื่องกังวลใจ และพยายามที่จะขอให้ทางมหาวิทยาลัยจ้างเธอต่อ แต่ว่าคะแนนประเมินของเธอจากนักศึกษา เธอได้คะแนนค่อนข้างต่ำ เหตุผลคือเธอสอนไม่ค่อยรู้เรื่อง ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงปฏิเสธที่จะจ้างเธอต่อ”

พสุธาฟังดูแล้ว ก็ยังจับจุดสำคัญไม่ได้ เขาขมวดคิ้ว

“แล้วตอนนี้ได้แจ้งข่าวการเสียชีวิตของเธอ ให้ลูก ๆ ของเธอได้รับรู้หรือยังครับ”

“แจ้งไปแล้ว พวกเขากำลังเดินทางกลับมา ปฏิกิริยาของพวกเขาแตกต่างกันมาก ลูกสาวดูจะรับฟังอย่างสงบ แต่ลูกชายฟูมฟายสติแตก เหมือนว่าจะรับความจริงไม่ได้” ผู้กองชาวีร์ตอบ หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน เขารู้สึกว่าพฤติกรรมของทั้งคู่มีปัญหา

พสุธาก็ดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่เหมือนกัน เขาหลุบตาต่ำ แล้วไม่ได้ถามอะไรอีก พอดีกับที่เสียงโทรศัพท์ของเขาดัง

“ไอ้ดิน มึงจะโดดเรียนคาบบ่ายเหรอ อาจารย์จะเช็คชื่อแล้วนะ ถ้าไม่โดดก็รีบขึ้นมา” เสียงของสีไม้ดังผ่านลำโพงโทรศัพท์

“เดี๋ยวจะรีบขึ้นไป” พสุธาตอบแล้วกดวางสาย จากนั้นก็หันมาพูดกับพวกนายตำรวจทั้งหลายว่า

“ผมต้องขึ้นไปเรียนแล้ว ขอให้พวกคุณปิดคดีได้สำเร็จโดยไวนะครับ” พสุธาพูดแล้วก็หันหลังวิ่งจากไป

ผู้กองชาวีร์มองส่ง จากนั้นก็นำลูกน้องขึ้นรถ เพื่อกลับสถานีตำรวจ

“ทำไมผู้กองถึงได้เปิดเผยข้อมูลกับเขาไปล่ะครับ” ผู้หมวดพลพลถามขึ้นมา เขาคิดว่าการกระทำของผู้กองชาวีร์นั้นไม่ถูกต้อง

“ถึงผมไม่บอก คุณคิดว่าเขาจะหาข้อมูลไม่ได้หรือไง คุณก็เห็นแล้วนี่ว่าเขาทำอะไรได้บ้าง ถึงผมไม่บอก เขาก็ไปถามเอากับวิญญาณได้อยู่ดี ดังนั้นแล้วแทนที่จะทำให้เขาขุ่นใจ สู้บอกไปไม่ดีกว่าหรือไง” เขายังต้องพึ่งถุงมือ และฟองน้ำยันต์จากพสุธาอยู่นะ

“ผู้กอง แล้วเมื่อไรผมถึงจะเลิกเห็นผี” ผู้หมวดหนุ่มพูดถามอย่างคาดหวัง ฤทธิ์ของขี้ผึ้งไม่ควรจะอยู่นานเกินไปใช่ไหม

“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่านายมีอายุขัยเท่าไร”

“หมายความว่ายังไง” ผู้หมวดหนุ่มถามเสียงสั่น

“ก็หมายความว่านายจะมองเห็นผีไปตลอดชีวิตน่ะสิ”

คำตอบนี้ ทำให้ผู้หมวดหนุ่มแทบจะเป็นลมไปอีกรอบ แล้วเขาก็อยากจะจับใครบางคนไปขังลืมเอาไว้ด้วย

ใช่ ใครบางคนคนนั้น ที่ชื่อพสุธานั่นแหละ

 

พสุธาไม่รู้เลยว่ามีคนอยากจับเขาไปขังลืม เมื่อเขาวิ่งมาถึงห้องเรียน เขาก็แอบย่องไปเข้าทางด้านหลัง และเมื่อเขานั่งประจำที่ อาจารย์ผู้สอนก็เริ่มเช็คชื่อทันที

พสุธาพลูลมหายใจอย่างโล่งอก

“ดีนะที่มาทันเช็คชื่อ” พสุธาพึมพำ

“ต่อให้มึงคลานมา มึงก็มาทันเช็คชื่ออยู่ดี” สีเทียนพูดอย่างอิจฉา เห็นได้ชัดเลยว่าอาจารย์ผู้สอน จงใจรอให้พสุธามาถึงก่อนชัด ๆ แล้วค่อยทำการขานชื่อนักศึกษาที่เข้าเรียน

“ทำไมล่ะ อิจฉาเหรอ” พสุธาแกล้งหยอกล้อ

สีเทียนก็ไม่ได้ปฏิเสธ

“เออ อิจฉาจนจะคลั่งแล้ว อยากเป็นคนพิเศษบ้างว่ะ”

“เดี๋ยวกูไปบอกอาจารย์ให้เอง เชื่อได้เลยว่าอาจารย์จะยอม” พสุธาตบอกตัวเอง ทำท่าเหมือนเป็นพี่ใหญ่นักเลง

สีเทียนมองพสุธาแล้วส่ายหน้า

“คราวหลังอย่าทำท่าแบบนี้อีก แก้มกลม ๆ ของมึงทำให้มึงเหมือนเด็กอนุบาลเบียวการ์ตูน” พสุธาสีหน้ามุมปากกระตุก จากนั้นก็ไม่สนใจเพื่อนอีก เขาหันไปตั้งใจเรียน

แม้ว่าจะขึ้นมาช้า และการเรียนการสอนก็เริ่มต้นไปสักพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่พสุธาก็ยังคงตามบทเรียนทัน อาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาเขาก็เป็นคนที่หัวไว เรียนรู้ได้เร็ว แล้วก็อาจจะเป็นเพราะ ตอนกลางคืน เขามักจะอ่านหนังสือสำหรับบทเรียนล่วงหน้าด้วย

แม้ว่าจะต้องทำภารกิจของระบบ แต่พสุธาก็ไม่เคยทิ้งการเรียน เขาคิดว่าบางทีระบบอาจจะหายไป แต่ความรู้จะอยู่กับเขาตลอดไป ดังนั้นพสุธาจึงไม่ได้หวังพึ่งแค่ระบบอย่างเดียวเท่านั้น

แต่เพื่อเอาชีวิตรอด และมีชีวิตให้ได้มากกว่ายี่สิบห้าปี พสุธาจะต้องทำภารกิจของระบบให้สำเร็จ

เมื่อพสุธาตั้งใจเรียน อาจารย์ผู้สอนก็มีสีหน้าพึงพอใจ และเขาก็ยิ่งพึงพอใจมากขึ้น เมื่อเขาส่งคำถามไป แล้วพสุธาก็สามารถตอบได้อย่างชาญฉลาด ทั้งถูกต้อง และรวดเร็ว

“ถ้าพวกคุณสามารถตอบคำถามในคลาสเรียนของผมได้ พวกคุณก็สามารถเข้าเรียนสาย ในคลาสเรียนของผมได้” อาจารย์ผู้สอนพูดทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป หลังจากที่หมดเวลา

บรรดาเพื่อนร่วมห้องเรียนของพสุธา เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์ หลายคนก็หน้าแดงขึ้นมาด้วยความอับอาย ที่ถูกรู้ทัน เรื่องที่อาจารย์ไม่ต่อว่าพสุธา ที่พสุธาเข้าคลาสเรียนสาย

พสุธาก็รู้เรื่องนี้ แต่เขาไม่สนใจ เรียนมหาวิทยาลัยกันแล้ว รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง เขากล้าเข้าเรียนสาย เพราะเขามีต้นทุนที่จะทำแบบนั้นได้ ซึ่งคนอื่นก็ทำได้ หากพวกคุณมีต้นทุนเหมือนกัน

แน่นอน การเข้าเรียนสาย ไม่ใช่มารยาทที่ดี เพราะบางทีมันก็รบกวนสมาธิของทั้งผู้สอน และผู้เรียน หากไม่มีเรื่องสำคัญจริง ๆ พสุธาก็จะไม่เข้าเรียนสายอย่างเด็ดขาด ซึ่งตั้งแต่เรียนมา พสุธาก็เข้าเรียนสายแค่สองครั้งเท่านั้น คือเมื่อวาน และวันนี้

เมื่อวานเขาพาสีเทียนไปหาหมอ วันนี้เขาคุยเรื่องคดีความกับผู้กองชาวีร์

“มึงรู้จักตำรวจกลุ่มนั้นด้วยเหรอ” เมื่ออาจารย์เดินออกไป สีไม้ก็ส่งคำถามให้พสุธาทันที คนอื่น ๆ ก็เอียงหูรอฟังคำตอบ พวกเขาถึงขนาดแกล้งทำเป็นหาของ เพื่อยื้อเวลาด้วยซ้ำ

“พอรู้จักอยู่บ้าง” พสุธาก็ยอมรับไปตามตรง

“ว่าแล้ว เห็นมึงคุยกับพวกเขาอยู่นานสองนาน ว่าแต่พวกเขามาทำอะไรวะ” น้ำทิพย์ถามบ้าง

“ถ้าบอกว่าผ่านมา เลยแวะเข้ามาเดินเล่น มึงเชื่อไหม” พสุธาถามเสียงกลั้วหัวเราะ

“ถึงจะฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อ แต่จากที่เห็น ถ้าไม่ได้มาเดินเล่น ก็น่าจะมาคุยกับมึง เพราะหลังจากที่มึงขึ้นมา พวกเขาก็กลับไปเลย” สีไม้พูดพลางพยักหน้า

พสุธาไม่คิดว่าเพื่อนจะเชื่อคำตอบของเขาจริง ๆ

“แต่มึงเจ๋งมาก แค่ปีหนึ่งเทอมหนึ่ง ก็รู้จักทั้งทนายมือหนึ่ง ทั้งตำรวจคนดัง” สีเทียนชูนิ้วโป้งให้พสุธา

“อยากรู้จักบ้างไหมล่ะ เดี๋ยวกูแนะนำให้รู้จักเอง” พสุธาก็ไม่หวง เขาพร้อมจะแนะนำให้เพื่อนรู้จัก

“รอให้พวกกูเก่งกว่านี้ก่อนดีกว่า” สีน้ำส่ายหน้า

“ก็แล้วแต่พวกมึง แค่จำไว้ก็พอ ว่าถ้าต้องการ ก็บอกกูได้เลย” พสุธาพูด ก่อนจะเริ่มเก็บข้าวของ วันนี้เขาไม่ได้ทำงาน แต่จะไปคุยกับสองสามีภรรยา อาจารย์ปลดเกษียณ

 

“ซื้ออะไรมาเยอะแยะน่ะ ไม่จำเป็นเลยสักนิด” ชายชราพูดเสียงตำหนิ เมื่อพสุธาเดินเข้ามาในห้องของเขา พร้อมด้วยถุงข้าวของเต็มไม้เต็มมือ

“มาหาอาจารย์ทั้งที ผมจะมามือเปล่าได้อย่างไรล่ะครับ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มประจบอย่างน่าเอ็นดู ก่อนจะนำของที่เขาซื้อมาฝากนั้นวางไว้บนโต๊ะ และที่พื้นด้านล่าง

ช่วยไม่ได้ พสุธาซื้อของมาเยอะเกินไป ทำให้วางบนโต๊ะไม่พอ

“ทำไมจะมามือเปล่าไม่ได้ล่ะ ซื้อมาเยอะแบบนี้ มันสิ้นเปลืองเกินไปนะ” หญิงชราก็พูดบ้างเช่นกัน แต่น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลกว่าสามีของเธอ

“ไม่สิ้นเปลืองหรอกนะครับ ของพวกนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งนั้น อาจารย์ต้องบำรุงร่างกายให้ดี ๆ นะครับ จะได้แข็งแรงสอนพวกเด็ก ๆ จนเข้ามหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ได้ครบทุกคน”

“แบบนั้นฉันคงจะต้องอยู่เป็นร้อยปี เด็กอย่างนายนี่ขยันวาดฝันให้คนแก่ ๆ อย่างพวกเราจริง ๆ” ชายชราพูดเสียงขรึม คล้ายไม่พอใจ แต่พสุธาสัมผัสได้ถึงความสุขของเจ้าตัว

“ไม่ได้วาดฝันนะครับ อาจารย์ต้องมีชีวิตยืนยาวเป็นร้อย ๆ ปีอย่างแน่นอน” พสุธาพูด ก่อนจะถามต่ออีกว่า

“ช่วงนี้อาจารย์เป็นอย่างไรบ้างครับ สบายดีไหม มีใครมาสร้างความรำคาญใจให้ไหมครับ”

“ไม่มีหรอกจ้ะ เจ้าลูกตัวดีของฉัน ตั้งแต่วันนั้นก็ยังไม่โผล่หัวมาเลย” หญิงชราพูดคล้ายไม่ใส่ใจ แต่พสุธาสัมผัสได้ว่าเธอกำลังเศร้าใจอยู่

เป็นใครก็ต้องเศร้าใจ มีลูกเป็นผีพนัน

พสุธาเข้าใจความรู้สึกของหญิงชราดี เพราะเขาเอง ไม่ว่าจะพ่อจริง หรือพ่อปลอม ต่างก็เป็นผีพนันตัวยงกันทั้งนั้น เล่นจนครอบครัวพังพินาศย่อยยับ

พสุธาสะบัดความคิดที่ไม่จำเป็นนี้ออกจากหัว จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่อง ชวนสองสามีภรรยาดูของที่เขาซื้อมา

ไม่ได้มีแค่ของกินเท่านั้น แต่ยังมีพวกเสื้อผ้า และของใช้อีกหลายอย่าง มีกระทั่งเสื้อผ้าเด็ก และพสุธาก็ใส่ใจมาก เพราะเหมาะกับขนาดตัวหลานของสองสามีภรรยา

“ซื้อมาเยอะขนาดนี้ ไม่จำเป็นเลยจริง ๆ เดี๋ยวนะ นี่เอ็งซื้อมาจากห้างรอยัลมอลล์เลยรึ นี่มันแพงเกินไปแล้ว” ชายชราเพิ่งจะสังเกตเห็นสัญลักษณ์ของห้างบนถุงที่พสุธาหิ้วเข้ามาวางไว้ เขาก็ถามเสียงหลง

“ไม่แพงเลยครับ ไม่แพงเลย อีกอย่างของพวกนี้เอามาจากห้างของผมเอง ก็เหมือนย้ายเงินจากกระเป๋าซ้าย ไปกระเป๋าขวานั่นแหละครับ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ แต่สองสามีภรรยานิ่งอึ้งไปแล้ว

วันก่อนได้ยินว่าเป็นเจ้าของมหาเศรษฐี มีทรัพย์สินมากกว่าล้านล้านบาท แต่พสุธาก็ดูจะติดดินเกินกว่าที่จะคิดเป็นจริงเป็นจัง ทว่าตอนนี้ได้รู้ว่าพสุธาเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่หรูหรา และใหญ่ที่สุดในประเทศ รวมถึงในเอเชีย พวกเขาก็รู้สึกตื่นตะลึงอยู่มาก และเพิ่งรู้สึกว่าพสุธานั้นรวยมากจริง ๆ

“เอ็งต้องคิดไม่ตกถึงขั้นไหนกัน ถึงได้เป็นผู้บริหารดี ๆ ไม่ชอบ วิ่งโร่ไปเป็นพนักงานทำความสะอาดตามบ้าน”