LNCrawler

116. ตอนที่ 114

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 114

“เอ็งต้องคิดไม่ตกถึงขั้นไหนกัน ถึงได้เป็นผู้บริหารดี ๆ ไม่ชอบ วิ่งโร่ไปเป็นพนักงานทำความสะอาดตามบ้าน”

“อาจารย์ อาชีพนี้จะตายนะครับ ดูสิ ขนาดผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่ทันตอนอาจารย์สอน แต่เพราะอาชีพนี้ ผมเลยได้มาพบกับอาจารย์” พสุธาก็ประจบเก่งนัก ทำเอาสองผู้เฒ่าอารมณ์ดี

สองสามีภรรยา เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์มาหลายสิบปี ลูกศิษย์ที่เขาสอนนั้น เกรงว่าจะมีเยอะกว่าจำนวนคนทั้งหมดที่พสุธาเจอมาในชีวิตเสียอีก แต่ว่าคนที่ทำให้เขาเอ็นดูได้มากที่สุด ก็มีเพียงพสุธา ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเคยเจอครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง อาจจะเพราะพสุธาปกป้องพวกเขา ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามายุ่งก็ได้ หรืออาจจะเป็นเพราะความใจดีของพสุธา ที่รับดูแลบ้านเด็กกำพร้า และถึงขนาดจ้างพวกเขาด้วยเงินเดือนที่สูงลิ่ว ให้ไปเป็นครูสอนเด็ก ๆ

“ทำเป็นพูดดีไปเถอะ ถ้าเอ็งได้อยู่ตอนที่ฉันสอน เกรงว่าคงจะไม่อยากเจอฉันนักหรอก” ชายชราแค่นเสียงในลำคอ คำพูดสวนทางกับความคิด

“ไม่มีทางหรอกครับ” พสุธารีบถียงทันควัน แต่ก่อนที่พสุธาจะทันได้พูดอะไรอีก ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงคร่ำครวญ

“พ่อแม่ ฉันจะหย่ากับลูกชายตัวดีของพ่อแม่ มันไปเล่นพนันอีกแล้ว เงินทั้งหมดของบ้าน มันเอาไปหมดแล้ว ยังมีโฉนดบ้านด้วย มันก็เอาไปแล้ว มันเป็นผีพนัน มันจะไม่หยุดจนกว่าครอบครัวจะล่มสลาย” เสียงนี้เป็นของสตรีวัยกลางคน ที่ร่างกายซูบผอม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใต้ตาดำคล้ำ จากนั้นก็มีเด็กชายวัยเจ็ดขวบวิ่งเข้ามา เด็กน้อยที่ควรจะมีแววตาไร้เดียงสา กลับมีแววตาหม่นหมองไม่แพ้มารดา

บางทีอาจจะเป็นเพราะเด็กเจ็ดขวบ ก็สามารถรับรู้เรื่องราวหลาย ๆ อย่างได้แล้ว อย่างน้อยก็รู้ว่าพ่อของตัวเอง ไม่ใช่ผู้นำครอบครัวที่ดีนัก

พสุธามองทั้งเด็ก และคนโตด้วยสายตาของความเห็นใจ ครอบครัวดี ๆ ครอบครัวหนึ่ง ถูกผีพนันทารุณจนกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว

“ถ้าเธออยากหย่า ก็หย่าเถอะ ฉันเองก็ไม่มีหน้าจะรั้งเธอเอาไว้ ส่วนเจ้าพีม ถ้าอยากพาไปด้วย ฉันก็ไม่ห้าม แต่ถ้าไม่อยากพาไปด้วย ฉันก็จะเลี้ยงดูเอง” ชายชราพูดเสียงขรึม เขารู้สึกละอายใจต่อลูกสะใภ้ ที่ลูกชายของเขากลายเป็นตัวอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ ถึงได้ทำเรื่องที่น่ารังเกียจเช่นนี้ออกมาได้

“พ่อ แม่ ฉันเองก็ไม่อยากให้ครอบครัวเป็นแบบนี้ แต่เขาทำให้ฉันทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ ทั้งติดพนัน ทั้งมีเมียน้อย” หญิงวัยกลางคนพูดเสียงสะอึกสะอื้น พลางปาดน้ำตา

พสุธายื่นกระดาษทิชชู่ไปให้เธอ

“คุณเป็นใคร” หญิงวัยกลางคนถามพสุธา เธอเพิ่งสังเกตการคงอยู่ของพสุธา

“ผมเป็นลูกศิษย์อาจารย์ครับ วันนี้มาเยี่ยมอาจารย์” พสุธาตอบกลับไป

หญิงวัยกลางคนก็ไม่ได้สงสัยในคำตอบของพสุธา เพราะรู้ว่าพ่อแม่สามีเธอนั้น เป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์มาก่อน

“ทำให้คุณต้องฟังเรื่องน่าอับอายแล้ว” หญิงวัยกลางคนพูดอย่างอับอาย

“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกครับ” พสุธาส่ายหน้า แล้วยิ้มอ่อนโยน ก่อนที่จะหันไปหาเด็กน้อย

“สวัสดีครับ เราชื่อพีมใช่ไหม พี่ชื่อดิน พี่มีของเล่นมาฝากด้วยนะ อยากได้หรือเปล่า” พสุธาที่รู้ถึงการมีอยู่ของเด็กคนนี้ตั้งแต่วันก่อนแล้ว ก็ย่อมต้องมีของมาฝากเจ้าตัว

เด็กน้อยตาเป็นประกายขึ้นมา เมื่อได้ยินว่ามีของเล่น แต่เขาก็ไม่ได้ตอบพสุธาทันที หันไปหาผู้เป็นแม่ของตัวเอง

“อย่าลืมขอบคุณพี่ชายนะ” ผู้เป็นมารดาก็ไม่ได้ห้าม เพราะหลายปีมานี้ สามีนำเงินไปเล่นพนันจนหมด เธอไม่มีเงินซื้อของเล่นดี ๆ ให้ลูกชายเลย

ฝั่งลูกชายเมื่อได้ยินมารดาอนุญาต เขาก็หันมาหาพสุธา พูดเสียงน่ารัก

“ขอบคุณครับพี่ชาย”

พสุธายิ้มเอ็นดู หยิบถุงของเล่นออกมา ในนั้นมีทั้งสารานุกรมสำหรับเด็ก โมเดลหุ่นยนต์ โมเดลรถ รูบิค และเกมฝึกสมองอีกหลายอย่าง

เด็กน้อยมองทุกอย่างด้วยสายตาแวววาว ของเหล่านี้เขาเคยเห็นเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนถือเล่น แต่ไม่เคยได้มีเป็นของตัวเองเลย

ความจริงครอบครัวของพวกเขาก็ไม่ถือว่ายากจน สองสามีภรรยาชรา ก็ไม่ต้องให้ลูกชายเลี้ยงดู เงินเดือนเกษียณอายุที่ได้รับทุกเดือน ก็เพียงพอที่จะเลี้ยงดูทั้งคู่ แล้วยังเผื่อแผ่ไปยังสองแม่ลูกด้วย แต่มันก็เพียงพอให้ซื้ออาหารดี ๆ กิน ไม่พอตอบสนองด้านอื่น

“ชอบไหมครับ” พสุธาถามอย่างเอ็นดู

“ชอบครับ ขอบคุณพี่ชายใจดีครับ” เด็กน้อยพูดอย่างมีความสุข

ผู้ใหญ่สามคนมองเด็กน้อยที่ยิ้มออกมาครั้งแรกในรอบหลายวัน พวกเขาก็รู้สึกสะเทือนใจ

“ถ้าเจ้าพงศ์ไม่เป็นแบบนั้นคงจะดี” หญิงชราพูดพึมพำ นั่นทำให้บรรยากาศกลับมาเศร้าใจอีกครั้ง

พสุธาขยับริมฝีปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

“เจ้าหนุ่ม แล้วเรื่องที่จะให้ฉันไปสอนเด็ก ๆ จะเริ่มงานวันไหนล่ะ” ชายชราถามพสุธา

“วันเสาร์ที่จะถึงนี้ อาจารย์สะดวกไหมครับ ตอนนี้เด็ก ๆ อยู่ที่บ้านชั่วคราว รอบ้านใหม่ปรับปรุง น่าจะสักวันสองวันนี้ ก็เสร็จเรียบร้อย ให้เด็ก ๆ เข้าไปอยู่ได้ อาจจะเป็นวันพฤหัสบดี ให้เด็ก ๆ จัดบ้าน ปรับตัวสักวันสองวัน แล้วค่อยเรียน อาจารย์คิดว่าดีไหมครับ” พสุธาถามอย่างขอความคิดเห็น

“ดี เอาตามที่เอ็งว่าก็ได้ ว่าแต่บ้านอยู่ที่ไหนล่ะ ฉันจะได้ไปถูก”

พสุธาก็ตอบชื่อหมู่บ้านออกไป ทำเอาสองสามีภรรยาตกใจไปชั่วครู่หนึ่ง

“บ้านที่นั่น ราคาเป็นร้อยล้าน เอ็งยกให้เป็นบ้านเด็กกำพร้าเลยรึ” ไม่ใช่ดูถูกว่าเด็กกำพร้าไม่คู่ควรกับบ้านราคานั้น แต่เป็นเพราะยากจะเชื่อว่าจะมีใครตัดใจ ยอมให้เด็กที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเองเลย ไปอยู่บ้านราคาแบบนั้น

“มีสองหลังที่ทำเป็นบ้านให้เด็ก ๆ อยู่ครับ อีกหลังหนึ่งผมจะรับสุนัขจรจัดมาเลี้ยงที่นั่น อีกหลังหนึ่งผมจะทำเป็นคาเฟต์ ให้เด็ก ๆ ที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าคอยดูแล กำไรที่ได้ เจ็ดในสิบส่วนเป็นของเด็ก ๆ ส่วนอีกสามส่วนเป็นของสุนัขที่รับมาเลี้ยงครับ” พสุธาพูดตอบเสียงเรียบเรื่อย ไม่ได้มีท่าทางโอ้อวด ไม่ว่าจะอวดความดี หรืออวดความรวย ก็ไม่มีใครสัมผัสได้ถึงสองสิ่งนี้เลย

สองสามีภรรยามองพสุธาอย่างแปลกใจ แต่สตรีวัยกลางคนนั้นตื่นตะลึงพรึงเพริดไปแล้ว

เธอได้ยินอะไรนะ มีคนเอาบ้านราคาหลักร้อยล้านไปทำบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า ยังมีบ้านอีกหลังที่ทำเป็นบ้านสุนัขจรจัด

และทั้งหมดนั้น เป็นเงินของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

พ่อแม่สามีของเธอ มีลูกศิษย์แบบไหนกันแน่

ว่าแต่

“ฉันขอถามได้ไหม คุณรับพนักงานเพิ่มหรือเปล่า จะให้ทำที่คาเฟต์ หรือว่าบ้านสุนัขก็ได้” หญิงวัยกลางคนถามออกไปอย่างเขินอาย เพราะเธอกำลังของานให้ตัวเอง เธอไม่อยากเป็นแม่บ้านอีกต่อไปแล้ว เธออยากมีรายได้เป็นของตัวเอง เอาไว้เลี้ยงดูตัวเองและลูก

“ผมกำลังรับสมัครผู้ดูแลสุนัข แต่ผู้ดูแลสุนัข ต้องพักที่บ้านหลังนั้นตลอด คุณป้าจะสะดวกหรือเปล่าครับ” พสุธาถามออกไปอย่างลังเล

“สะดวกค่ะ จริง ๆ ฉันจบสัตวแพทย์มานะคะ แต่ว่าพอมีลูก ฉันก็ลาออกจากงานมาเลี้ยงลูก เลยไม่ได้กลับไปทำงานเดิมน่ะค่ะ”

“อย่ามองที่เธอเป็นแบบนี้ตอนนี้นะ จริง ๆ แล้วเธอก็จบสยามปราชญ์ ถึงจะไม่ใช่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ก็เป็นอันดับสอง เก่งกาจไม่แพ้ใครเชียวล่ะ” หญิงชราช่วยพูดให้ลูกสะใภ้ เธอรู้สึกผิดต่อลูกสะใภ้ ที่ไม่อาจสั่งสอนลูกชายของตัวเองให้ดี จนลูกสะใภ้ต้องมามีสามีแย่ ๆ อย่างลูกชายของเธอ

“หืม แบบนี้คุณป้าไม่คิดจะกลับไปทำงานเดิมเหรอครับ” พสุธาคิดว่าเธอจบสัตวแพทย์มา ถ้าไปสมัครที่โรงพยาบาลสัตว์ ก็คงจะมีโรงพยาบาลที่รับอยู่

“ฉันอายุสี่สิบแล้วค่ะ ไม่ได้ทำงานมาเจ็ดแปดปีแล้ว คิดว่าคงจะไม่มีที่ไหนอยากรับเข้าทำงานแล้ว” เธอพูดเสียงเศร้า

พสุธาคิดว่าคำพูดนี้ของเธอ ถ้าเป็นนายจ้างคนอื่น คงไม่อยากจะรับเธอเข้าทำงาน เพราะเธอทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นคนที่ตกมาตรฐาน ไล่ตามคนอื่นไม่ทัน ทั้งอายุเยอะ

แต่ว่าพสุธาไม่เหมือนคนอื่น

“ถ้าอย่างนั้นคุณป้าก็สมัครตำแหน่งสัตวแพทย์แล้วกันนะครับ หลัก ๆ ก็คือคอยดูแลเรื่องสุขภาพของสุนัข ทดลองงานสามเดือน ช่วงทดลองงาน เงินเดือน เดือนละสี่หมื่นต่อเดือน ถ้าผ่านช่วงทดลองงานไปได้ เงินเดือนเจ็ดหมื่นบาท มีวันหยุดให้สองวันต่อสัปดาห์ แต่ว่าต้องพักประจำอยู่ที่บ้านหลังนั้น ช่วงวันหยุดถึงจะไปพักที่อื่นได้ มีประกันสุขภาพ มีสวัสดิการเรื่องค่าเทอมบุตร” พสุธาพูดออกไป

คำพูดของพสุธา ทำให้หญิงวัยกลางคนอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะได้รับเงินเดือนที่สูง และสวัสดิการที่ดีขนาดนี้ นี่มันมากกว่าเงินเดือนที่โรงพยาบาลสัตว์เสียอีก

“ไม่ ไม่ต้องให้เงินเดือนมากขนาดนี้หรอกค่ะ มันมากเกินไป แค่สามหมื่นฉันก็ดีใจแล้ว” เธอพูดเสียงสั่น

“สุนัขที่ผมจะรับเลี้ยง อาจจะมีมากถึงหนึ่งร้อยตัวเลยนะครับ ดังนั้นถือเป็นงานหนัก เงินเดือนแค่สามหมื่น ไม่เหมาะสมกับปริมาณงานหรอกครับ” พสุธาพูดอย่างจริงจัง ตอนนี้เขาไม่ได้วางตัวในฐานะผู้เยาว์ แต่กำลังวางตัวในฐานะของผู้ว่าจ้าง

“อาจารย์ครับ เรื่องไปสอนเด็ก ๆ ผมจะจัดเตรียมรถ และคนขับรถให้คอยรับส่งอาจารย์นะครับ นอกจากนี้จะจ้างพยาบาลมืออาชีพมาคอยดูแลอาจารย์ด้วย ถือว่าเป็นสวัสดิการของการจ้างงานแล้วกันนะครับ” พสุธาพูดรอยยิ้มบาง

“นี่มันมากเกินไป แค่เงินเดือนก็มากพอแล้ว ถ้าจะจ้างผู้ดูแล ฉันก็จะจ่ายเงินเอง” ไม่ใช่ว่าหยิ่ง แต่ชายชราเกรงใจพสุธามาก ๆ จริง ๆ และคิดว่าพสุธานั้นดูแลพวกตนดีเกินไป ลำพังแค่เงินเดือนที่ให้ ก็ถือว่าเยอะมากแล้ว บางคนทำงานมาตั้งหลายปี เงินเดือนยังไม่ได้มากขนาดนี้เลย

“ใครเป็นคนริเริ่ม คนนั้นก็ต้องเป็นคนจ่ายเงิน ดังนั้นแล้ว ผมเป็นคนริเริ่มเรื่องนี้ คนที่ต้องจ่ายเงินก็ต้องเป็นผมสิครับ” พสุธาพูดอย่างดื้อรั้น ก่อนจะพูดอีกว่า

“เรื่องนี้ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธนะครับ เอาตามนี้แหละ”

พสุธารู้ว่าสองสามีภรรยา คิดว่าทั้งคู่กำลังเอาเปรียบเขาอยู่ แต่ว่าอาจารย์ทั้งสองท่านกำลังเอาเปรียบเขาอยู่จริงหรือ

ไม่ใช่เลย อย่ามองว่าเขาให้เงินเดือนเยอะ สวัสดิการดี มีทั้งคนขับรถรับส่ง มีทั้งพยาบาลพิเศษคอยดูแล แต่เงินเดือนหนึ่งแสนบาท รวมกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกราว ๆ สองแสน รวมเบ็ดเสร็จสามแสน แลกกับการได้อาจารย์สองท่านจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งมา มันคือการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะว่าในอนาคต เด็ก ๆ ที่ถูกสั่งสอนจากพวกท่านทั้งสอง อาจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ได้ จากนั้นเขาก็รับเข้ามาทำงานในบริษัทของเขา นี่ไม่เรียกว่าการลงทุนกับคนหรอกหรือ

นี่เรียกว่าชนะร่วมกันทั้งสองฝ่ายไม่ใช่หรือ

 

“นายน้อย แผนการสำเร็จแล้วครับ นายพัฒน์พงศ์ หมดตัวแล้ว ยังติดหนี้คาสิโนอีกหลายสิบล้าน โฉนดคอนโดมิเนียมสองหลังที่เอามาจำนอง ก็ยังไม่พอใช้หนี้ที่ติดคาสิโน พวกเราก็ยึดคอนโดมันได้เลยครับ นายน้อยจะให้ผมเอาโฉนดที่ดินไปให้เลยไหมครับ”

“ยังไม่ต้องเอามา นายหาคนมาเปลี่ยนชื่อบนโฉนด ห้องหนึ่งให้เป็นชื่อของ ปิ่นกมล และเด็กชายพีรพล ส่วนอีกห้องให้เป็นชื่อของ พฤกษ์ และ พุดซ้อน รักษ์พนา” พสุธาพูดสั่งไป ก่อนที่จะเน้นย้ำ

“ขอแบบถูกกฎหมายนะ”

“นายน้อยพูดอะไรน่ะครับ พวกเราเป็นพลเมืองดี ย่อมต้องทำถูกกฎหมายอยู่แล้ว” แฟรงค์พูดตอบกลับทันที

พสุธาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะพูด

“งั้นก็ดี แล้วก็ขอบคุณมาก สำหรับความช่วยเหลือ”

“ยินดีรับใช้นายน้อยด้วยความยินดีครับ!”

“ว่าง ๆ แวะมาที่บ้านสิ ฉันจะทำอาหารให้กิน”

“นายน้อย ผมยังอยากดูแลรับใช้นายน้อยอยู่ครับ” ถ้านายใหญ่รู้ว่าผมได้กินอาหารฝีมือนายน้อย โดยที่นายใหญ่ไม่ได้กิน ผมยังจะมีชีวิตอยู่รอดได้ต่อไปหรือครับ

ประโยคหลังแฟรงค์ไม่ได้พูดออกไป เขาพูดกับพสุธาอีกสองสามเรื่อง ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับนายใหญ่ของตัวเอง ก่อนจะขอตัววางสายไป

พสุธาได้ยินว่าอีกไม่กี่วันจะถึงวันครบรอบวันเกิดปีที่สามสิบเอ็ดของลูคัส เขาก็คิดว่าตัวเองควรจะมีของขวัญให้อีกฝ่ายบ้าง

แน่นอนว่าเขาไม่มีทางเล่นใหญ่อย่างลูคัส ซื้อรถซูเปอร์คาร์เท่าจำนวนอายุของลูคัสได้หรอก

เอ๊ะ ซื้อรถจริงไม่ได้ แต่เขาทำรถปลอมได้นี่นา

พสุธาวางแผนจะทำขนมเป็นรูปรถซูเปอร์คาร์ให้ลูคัส อ้อ แล้วมันก็ไม่ใช่ขนมธรรมดาทั่วไป เพราะมันจะถือว่าเป็นอาหารยา ช่วยบำรุงร่างกายลูคัสให้แข็งแรง

ทำเป็นคุกกี้ก็น่าจะดี อย่างน้อยก็เก็บเอาไว้ได้หลายวัน แต่คุกกี้ที่เป็นอาหารยา รสชาติน่าจะออกมาไม่ค่อยดีเท่าไร ต้องปรับสูตรให้ดี ๆ

พสุธาคิดอย่างตั้งใจ ก่อนที่จะขับรถกลับบ้าน

เมื่อกลับถึงบ้าน พสุธาก็เห็นว่าบ้านเงียบมาก เขาไม่แปลกใจ ทุกคนนั่งจะไปอยู่ที่บ้านหลังข้าง ๆ กันหมดแล้ว

พสุธาไม่ได้รีบร้อนตามไป เขาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ไปยังบ้านหลังข้าง ๆ

“พี่ดิน” เมื่อพสุธาเดินเข้าไป เด็ก ๆ ก็วิ่งมาหาเขาอย่างดีใจ บางคนก็เกาะแขน บางคนก็เกาะขา บางคนก็พยายามจะปีนขึ้นตัวพสุธา ทำให้บรรยากาศดูวุ่นวายมาก แต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และอบอุ่น

“น่าน้อยใจจริง ๆ เลย พอพี่ดินมา เด็ก ๆ ก็ทิ้งพี่ไมล์ไปหาพี่ดินกันหมดเลย” พันไมล์แกล้งพูดเสียงเล็กเสียงน้อย

เด็ก ๆ เมื่อได้ยินพันไมล์พูดแบบนั้น หลายคนก็รีบวิ่งไปปลอบพันไมล์อย่างไร้เดียงสา

พสุธาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินไปนั่งข้างปฐพี ทำเอาคนอื่น ๆ มองมาที่เขาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม

“วันนี้ไม่ได้ทำงานหรือครับ” ปฐพีถามพสุธา เพราะเขาเห็นว่าพสุธากลับบ้านไวกว่าทุกวัน

“ใช่ครับ ไปเยี่ยมอาจารย์มา” พสุธาพูดตอบ ก่อนจะหันไปพูดกับแม่ครู

“จริงสิ อาจารย์ที่ผมเชิญมาสอนเด็ก ๆ จะเริ่มสอนวันเสาร์นี้นะครับ เด็ก ๆ เตรียมตัวให้พร้อมนะ” พสุธาพูดกับแม่ครู แล้วก็พูดกับเด็ก ๆ

“ครูจะตีไหมคะ กลัว” เด็กน้อยคนหนึ่งถามอย่างไร้เดียงสา

“คุณครูจะไม่ตีครับ แต่ถ้าทำผิด จะถูกลงโทษให้งดขนม งดวิ่งเล่นนะ” พสุธาพูดตอบเสียงใจดี

เด็ก ๆ เมื่อได้ยินว่าจะถูกงดขนม งดของเล่น ก็รีบสัญญาเลยว่าตัวเองจะเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซน แต่มีเจ้าแก้มกลมคนหนึ่ง

“ตีแทนได้ไหมฮับ ทนเจ็บได้ แต่ทนหิวไม่ได้ฮับ” เจ้าเด็กอ้วนแก้มแอปเปิล คนดีคนเดิมนั่นเอง

พสุธาหัวเราะร่วน ก่อนจะพูด

“ไม่ได้ครับ เพราะอย่างนั้น ถ้าไม่อยากทนหิว ต้องเป็นเด็กดีนะครับ ต้องตั้งใจเรียน โตมาจะได้มาช่วยพี่ทำงาน ดีไหม” พสุธาเกลี้ยกล่อมหว่านล้อม

“ดีฮับ ช่วยทำงาน” เด็กน้อยพยักหน้าจนผมหน้าม้ากระเพื่อม

พสุธายิ้ม ลูบผมนิ่มของเด็ก ๆ อย่างระวัง

ไม่ใช่อะไร กลัวตัวเองจะทำเด็กกะโหลกยุบ นี่ไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ

 

“นี่ต้องกินนมกันทุกคืนเลยเหรอ” เฮียโก้ถาม เมื่อพวกเขากลับมาบ้าน แล้วเห็นพสุธาและนะโมกำลังอุ่นนมอยู่

“ใครจะกินแต่เบียร์ทุกคืนเหมือนเฮียล่ะ” พสุธาเป็นคนพูดตอบ

เฮียโก้มุมปากกระตุก

“ทำไมว่าแต่กู ไอ้ป๋าของมึงก็กินเถอะ”

“อย่าใส่ร้าย นาน ๆ กูจะดื่มสักที” ปฐพีพูดเถียงทันควัน จากนั้นก็หันมาส่งสายตาบอกพสุธา ว่าอย่าไปเชื่อที่เฮียโก้พูด

พสุธาแกล้งทำหน้าไม่เชื่อ แต่เมื่อเห็นปฐพีทำหน้าละห้อย เขาก็หัวเราะออกมา แล้วแกล้งหันไปพูดเสียงเขียวกับเฮียโก้

“อย่ามาใส่ร้ายคุณป๋านะ”

“แหม เข้าข้างกันดีนัก มันเป็นอะไรกับมึงเหรอ มึงถึงได้เข้าข้างมันมากกว่ากู กูเป็นพี่ชายมึงมาหลายปีนะ” เฮียโก้ก็แกล้งพูดอย่างขุ่นเคือง

“ใครมีเงินมากกว่า ก็เข้าข้างคนนั้นแหละเฮีย” พสุธาเชิดหน้าพูด ทำสีหน้าเหมือนคนหิวเงินเต็มที

เฮียโก้คิ้วกระตุก

“งั้นทุกคนในนี้ก็ต้องเข้าข้างมึงแล้วแหละ ใครยังจะมีเงินเยอะกว่ามึงอีก” เฮียโก้พูดเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะพูดต่อ

“ว่าแต่มึงพอจะมีให้กูยืมสักหมื่นไหม เดี๋ยวอีกสามสี่วันจะคืน”

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าเฮียจะเอาไปทำอะไร” พสุธาหรี่ตา

“รองเท้าบอลออกใหม่ กูอยากได้ แต่เงินเดือนนี้ไม่พอว่ะ”

“เฮียได้เงินรายเดือนเยอะนะ ทำไมถึงหมดล่ะ เฮียคงไม่ได้ติดพนันใช่ไหม” พสุธาอดที่จะระแวงไม่ได้ เฮียโก้ขลุกอยู่ที่ค่ายมวยทุกวัน เรียกว่าโตมาที่ค่ายมวย ซึ่งแม้ว่าจะเป็นค่ายมวยถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเรื่องผิดกฎหมายเลย อย่างเช่นพวกพนันมวย

“คิดอะไรของมึง กูไม่ได้เล่นพนัน ส่วนเงินกูหายไปไหน มึงไปถามพี่ชายมึงดู”

“อะไร จะบอกว่าเฮียหมดเงินไปกับหินเหรอ ไม่มีทาง หินไม่มีทางฟุ่มเฟือย ยิ่งไม่มีทางใช้เงินคนอื่นด้วย” พสุธาปฏิเสธที่จะเชื่อในทันที

“ก็ไม่ได้บอกว่าหินใช้เงินกู แต่หินยึดเงินกูไปหมดแล้ว บอกว่ากูเอาเงินไปกินเบียร์หมด ให้เงินกูใช้วันละแค่ห้าร้อยเอง” เฮียโก้พูดอย่างจนใจ แต่พสุธาหรี่ตา

“แล้วเฮียยอมทำไมล่ะ ถ้าเฮียไม่ยอมส่งเงินให้ หินก็คงจะยึดไม่ได้หรอกใช่ไหม”

“มึงอยากรู้ว่าทำไมกูถึงยอม มึงก็ลองไปขอยึดเงินไอ้ป๋าบ้างสิ แล้วถามมันว่าทำไมมันถึงยอมให้มึงยึดเงิน คำตอบของมัน กับคำตอบของกู ก็คำตอบเดียวกันนั่นแหละ”

 

 

“ถ้าผมต้องการเก็บเงินเดือนของคุณป๋า แล้วให้คุณป๋าใช้เป็นรายวันแทน คุณป๋าจะยอมไหมครับ” พสุธาถามปฐพี

“ยอมสิ เต็มใจด้วย เอาเลยไหมล่ะ”

“ทำไมถึงยอมง่าย ๆ ล่ะครับ เงินอยู่ในมือตัวเอง ไม่ดีกว่าหรือไง”

“พี่เชื่อคำโบราณครับ เขาบอกว่าเชื่อฟังเมียแล้วชีวิตจะเจริญ ถึงตอนนี้จะยังไม่ใช่ แต่พี่ก็ซ้อมไว้ก่อนก็ได้”