117. ตอนที่ 115
ตอนที่ 115
“พี่เชื่อคำโบราณครับ เขาบอกว่าเชื่อฟังเมียแล้วชีวิตจะเจริญ ถึงตอนนี้จะยังไม่ใช่ แต่พี่ก็ซ้อมไว้ก่อนก็ได้”
พสุธาได้ยินคำตอบนี้ เขาก็หันขวับไปมองเฮียโก้ เงื้อมือขึ้นจะตีเจ้าตัว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตี เพราะนึกขึ้นได้ก่อนว่าตัวเองไม่เหมือนคนอื่น ทว่าถึงจะไม่ได้ลงมือ แต่สายตาของเขาก็เชือดเฉือนเฮียโก้มากทีเดียว
ฝั่งเฮียโก้ เมื่อได้ยินคำตอบของเพื่อนสนิท เขาก็ตาเหลือกทันที
“ไอ้เหี้ยป๋า คำตอบอะไรของมึงเนี่ย กูหมายถึงว่าที่กูยอม เพราะกูทนสายตาแป๋ว ๆ ของหินไม่ได้โว้ย ไม่ได้หมายความว่ากูซ้อมเชื่อฟังเมีย” เฮียโก้พูดเสียงโหยหวน เพราะเขาเกือบจะโดนพสุธาตีเข้าแล้ว
“แล้วมึงสะเออะบอกว่าคำตอบของกู ก็คือคำตอบของมึงทำไม มึงกับกูก็คนละคนกันอยู่แล้ว แล้วมึงก็ไม่ใช่พยาธิในท้องกูด้วย ที่จะได้รู้ว่ากูคิดอะไร” ปฐพีพูดอย่างเฉยเมย ไม่สนใจความปลอดภัยของเพื่อนเลยสักนิดเดียว
เฮียโก้สีหน้ามืดครึ้ม เขาหันไปพูดกับพสุธา
“ไอ้ดิน มึงเชื่อกู กูแค่ทนตาแป๋ว ๆ ของพี่มึงไม่ได้ กูเลยยอมให้พี่ชายมึงยึดเงิน ไม่ใช่เพราะกูซ้อมเชื่อฟังเมียอะไรเลย ไอ้ป๋ามันพูดถึงมันคนเดียว ไม่เกี่ยวกับกู”
พสุธาแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะถามเสียงลอดไรฟัน
“งั้นก็หมายความว่า ถ้าเฮียมีเมีย เฮียจะไม่เชื่อฟังเมียเหรอ”
เฮียโก้เหงื่อตก
“ทำไมกูรู้สึกว่า ไม่ว่ากูจะตอบทางไหน กูก็โดนอยู่ดี” เฮียโก้พึมพำ ก่อนจะหันไปมองเพื่อนตาขวางอีกครั้ง
“ไอ้ป๋านะไอ้ป๋า เพราะมึงคนเดียวเลย ทำเอากูซวยไปด้วยเลยเนี่ย”
“อย่ามาโทษกู มึงทำตัวเองทั้งนั้น” ปฐพีปฏิเสธที่จะรับผิดชอบความเสียหายใด ๆ แม้ว่าจะมีส่วนที่เขาก่อขึ้นด้วยก็ตาม
พสุธายังคงหรี่ตามองเฮียโก้อย่างจับผิด
“มันตอบยากตรงไหนเฮีย แค่บอกว่าอนาคตจะเชื่อฟังเมีย หรือไม่เชื่อฟัง มันมีแค่สองตัวเลือกเท่านั้นนะ”
“โอ๊ย ไอ้เหี้ยเอ๊ย กูตอบก็ได้ ถ้ากูมีเมีย กูจะไม่แค่เชื่อฟัง จะยอมให้ยึดเงิน ยอมทำอาหาร ทำงานบ้านเอง ให้เมียกูได้อยู่สุขสบาย มึงสบายใจแล้วหรือยัง” เฮียโก้ตอบเสียงเหนื่อยใจ
“พูดเหมือนถูกผมบังคับอย่างนั้นแหละ ผทมก็แค่ห่วงเมียในอนาคตของเฮียเท่านั้นเอง” พสุธาพูดเสียงใสซื่อ ก่อนจะถูกเฮียโก้มองค้อนไปครั้งหนึ่ง
พสุธาหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วก็ไม่แกล้งเฮียโก้แล้ว เขาหันไปหาปฐพี จากนั้นก็แบมือไปตรงหน้าปฐพี
ปฐพีมองมือน้อย ๆ ของพสุธา จากนั้นเขาก็หยิบกระเป๋าเงินออกมา แล้ววางลงบนฝ่ามือเล็ก ๆ ของพสุธา
“ว้าว ให้จริงเหรอเนี่ย” พสุธาส่งเสียงอย่างแปลกใจ
“น้องดินอย่าไปเชื่อมัน ในกระเป๋ามันมีเงินที่ไหนกัน มีแต่บัตร ถึงมันไม่มีกระเป๋าเงิน มันก็ยังมีแอปฯธนาคารในโทรศัพท์ นอกจากนี้มันยังมีหน้าตาด้วย แค่มันไปร้านที่พนักงานจำหน้ามันได้ ของก็ถูกส่งไปที่บ้านมัน แล้วเก็บเงินปลายทางก็ได้แล้ว” พันไมล์พูดทันที
ปฐพีมองพันไมล์ด้วยสายตาเย็นเยียบ จากนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือมาวางบนฝ่ามือของพสุธา วางไปทั้งสองเครื่อง ทั้งเครื่องสำหรับเรื่องส่วนตัว และเครื่องสำหรับงาน
พสุธากะพริบตาปริบ ๆ ไม่คิดว่าปฐพีจะไว้ใจเขา ถึงขนาดยอมมอบโทรศัพท์ ซึ่งถือว่าเป็นของส่วนตัวให้เขา
พูดตามตรง ถ้าตอนนี้ปฐพีขอยึดโทรศัพท์ของเขา หรือขอแลกโทรศัพท์กันใช้กับเขา เขาก็อาจจะไม่ตอบตกลง
คิดแล้วพสุธาก็รู้สึกว่าตัวเองเอาเปรียบปฐพีอยู่บ้าง หมายถึงเอาเปรียบทางด้านความรู้สึกน่ะ
หากมองเป็นตัวเลข ความรู้สึกที่ปฐพีมีให้เขา น่าจะอยู่ที่ราว ๆ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนเขา ไม่แน่ว่าจะถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์
พสุธาอดคิดไม่ได้ว่า ตัวเองใจแข็งเกินไปหรือเปล่า
“คิดอะไรอยู่” เสียงทุ้มนุ่มของปฐพี ทำให้พสุธาหลุดออกจากความคิดของตัวเอง เขากะพริบตาปริบ ๆ แล้วก็ส่ายหน้า
“ไม่มีอะไรครับ” พสุธาพูดตอบ ก่อนจะส่งกระเป๋าเงิน และโทรศัพท์ทั้งสองเครื่องคืนปฐพี
“คุณป๋าเอาคืนไปเถอะครับ ผมแค่ล้อเล่นเท่านั้น”
“แต่พี่จริงจังนะ” ปฐพีไม่ได้ยื่นมือไปรับของคืน เขาเอามือไปไขว้ไว้ทางด้านหลัง
พสุธายิ้มอย่างจนใจ
“ค่อยเป็นค่อยไปครับ ค่อยเป็นค่อยไป ตอนนี้ผมอยากโฟกัสที่เรื่องเรียน แล้วก็เรื่องงาน” พสุธาอยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะกั๊กปฐพีเอาไว้ เขามีเรื่องมากมายให้ต้องสนใจอยู่เสมอ ถ้าหากคบหากับปฐพีจริง ๆ เขาจะมีเวลาให้กับปฐพีสักเท่าไรกันเชียว
“พี่เข้าใจ นายทำในสิ่งที่นายอยากทำเลย พี่จะเดินตามนายไปเอง”
พสุธามองปฐพี มองเข้าไปในดวงตาคู่คม ที่มีเงาสะท้อนของเขาอยู่ในนั้น จากนั้นเขาก็ได้ยินความคิดของปฐพี
‘ทำยังไงดี เหมือนว่าดินจะปฏิเสธเลย ใจเย็น ๆ ไม่เป็นไร ปฏิเสธก็ไม่เป็นไร ขอแค่อย่าไล่ไปจีบคนอื่นก็พอ ฉันชอบแค่ดิน ไม่ได้ชอบคนอื่น’
ความคิดของปฐพี ทำให้พสุธานิ่งงันไป เขาดึงสายตากลับมา แล้วฉีกยิ้มให้กับปฐพี
“ถ้าพี่ยินดีที่จะรอ งั้นผมก็จะงดแจกบัตรคิวแล้ว ยินดีด้วย มีพี่เข้าคิวอยู่คนเดียว” พสุธาพูดเสียงสดใส และคำพูดนี้ของเขา ทำให้ปฐพีฉีกยิ้มกว้างออกมา
ปฐพีอยากจะรวบพสุธามากอดเอาไว้ให้จมอก คำพูดของเจ้าตัวน่ารักจนทำเอาเขาใจสั่นไหวไปหมด
“แค่ก น้องโม ดื่มนมหวาน ๆ ตอนกลางคืน อย่าลืมแปรงฟันนะครับ ไม่อย่างนั้นฟันจะผุหมด” พันไมล์พูดเสียงจริงจัง แต่นะโมรู้ว่าพันไมล์หมายถึงอะไร เขายิ้ม แล้วเล่นด้วย
“นี่มันนมจืดนะครับ ไม่ได้ใส่น้ำตาลเลยสักนิดเดียว”
“งั้นเหรอครับ แต่ทำไมพี่ได้กลิ่นความหวานฟุ้งไปหมดเลย นี่ยังกลัวว่ามดจะขึ้นด้วย” พันไมล์เอียงคอ สีหน้าดูใสซื่อแบบที่ทำให้คนโมโหได้
พสุธาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
“ผมยังไม่ได้เอาเรื่องพี่ ที่พี่ใช้เพื่อนของผมเป็นแฟนบังหน้าเพื่อรับมือกับครอบครัว พี่ยังมีหน้ามาล้อเลียนผมอีกเหรอ” พสุธาหรี่ตาลง แล้วพูดเสียงเย็น
พันไมล์ชะงักไปทันที จากนั้นเหงื่อของเขาก็ค่อย ๆ ซึมออกมาที่ขมับและแผ่นหลัง รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก
“เอ่อ เรื่องนี้ น้องดินใจเย็น ๆ นะ พี่รับรองได้ว่าจะไม่ให้ใครรังแกน้องโมเด็ดขาด” พันไมล์พูดเสียงขาดช่วงในตอนแรก แต่ประโยคหลังก็พูดได้อย่างหนักแน่นดี
“ถ้าเพื่อนผมเดือดร้อน ผมจะเล่นงานพี่” พสุธาพูดขู่อย่างตรงไปตรงมา
พันไมล์รีบสัญญาเลยว่าจะไม่มีวันนั้น นะโมก็ช่วยไกล่เกลี่ยด้วย บอกว่าเขาเต็มใจช่วยพันไมล์เอง
พสุธาจึงไม่ได้เอาเรื่องพันไมล์อีก เขาดื่มนมที่อุ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ขึ้นห้องไปนอนโดยไม่ลืมบอกราตรีสวัสดิ์ทุกคน
“เฮ้ย เดี๋ยวดิ แล้วเรื่องเงินที่กูยืมล่ะ” เฮียโก้รั้งพสุธาเอาไว้
“ไปที่ห้างผม แล้วบอกชื่อผม เดี๋ยวพนักงานก็จัดการให้เองนั่นแหละ” พสุธาพูดตอบโดยที่ไม่ได้หยุดเดิน
เฮียโก้ฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีทันที ก่อนจะพูด
“มีน้องรวยนี่มันดีจริง ๆ เลยโว้ย กูอาศัยชื่อไอ้ดินสั่งจองรุ่นลิมิเต็ดเอาไว้ก่อนเลยดีกว่า”
“เฮ้ย จองให้กูด้วย” พันไมล์ก็รีบพูดขึ้นบ้าง เขาเองก็ชอบรองเท้าเหมือนกัน
อันที่จริงไม่ใช่แค่เฮียโก้ และพันไมล์ แต่ปฐพีก็ชอบรองเท้าด้วยเหมือนกัน แต่เขาไม่ต้องอาศัยชื่อของพสุธา เพียงแค่เส้นสายที่เขามีอยู่ เขาก็สามารถได้มาซึ่งรองเท้ารุ่นลิมิเต็ดก่อนใคร ๆ แล้ว
“นายเอาด้วยไหม ถึงจะใช้ชื่อน้องดินสั่งจอง แต่เดี๋ยวพี่จ่ายเงินให้เอง” พันไมล์ถามนะโม
“ไม่เอาหรอก ยังไม่เห็นราคา แต่ก็รู้ว่าแพงแน่ เก็บเงินไว้กินดีกว่า” นะโมปฏิเสธอย่างไม่เสียเวลาคิด
“ถือว่าเป็นค่าจ้างที่พี่จ้างนายเป็นแฟนปลอม ๆ ไง” พันไมล์ยังคะยั้นคะยอ
“ถ้าจะให้ค่าจ้าง ก็จ่ายเป็นเงินสดเถอะ ผมไม่อยากได้รองเท้าจริง ๆ รองเท้าแบบไหนก็ใส่เหมือน ๆ กันหมดนั่นแหละ อีกอย่างรองเท้าที่มีอยู่ตอนนี้ ก็ยังใส่ไม่ครบทุกคู่เลย พ่อบุญธรรมไอ้ดินส่งมาให้น่ะ” นะโมพูดตอบปฏิเสธอีกครั้ง
พันไมล์หน้าหมองไปทันทีเลย เมื่อรู้สึกว่าตัวเองถูกปาดหน้าไปแล้ว
“พี่เห็นนายใส่แต่คู่เก่า ก็นึกว่ามีรองเท้าคู่เดียว”
“วัน ๆ ผมอยู่แต่ใต้ท้องรถ จะใส่รองเท้าดี ๆ ไปทำไมล่ะ อีกอย่างนี่มันก็รองเท้าคู่เก่งของผมด้วย”
“เอาเถอะ ถ้านายชอบคู่นี้ ก็ใส่คู่นี้ พี่ไม่คะยั้นคะยอนายแล้ว” พันไมล์ยอมถอยทัพ
นะโมกะพริบตาปริบ ๆ สงสัยว่าพันไมล์น้อยใจหรือเปล่า แต่เขาก็ไม่ได้ง้อ เขาหาวปากกว้างครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขอตัวไปนอนด้วยอีกคน โดยไม่ลืมหยิบนมที่เหลืออยู่อีกแก้วไปให้ศิลา ที่มีงานด่วนเข้ามากะทันหัน รีบขึ้นไปข้างบนตั้งแต่กลับมาถึงบ้านแล้ว
ฝั่งพสุธาที่ขึ้นมาก่อน เห็นพี่ชายกำลังนั่งทำงานด่วนอย่างขะมักเขม้น เขาก็ขมวดคิ้ว
“ดึกป่านนี้แล้วทำไมยังมีงานด่วนเข้ามาอีก” พสุธาถามออกไป พี่ชายของเขาไม่ได้กินเงินเดือนหลักล้านเหมือนคุณวินิจนะ ที่จะได้ต้องเตรียมพร้อมทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงน่ะ
“บัญชีมีปัญหาน่ะ คนอื่นหามาหลายชั่วโมงแล้วไม่เจอ ไม่มีทางเลือกอื่น มาขอให้พี่ช่วยตรวจสอบดู” ศิลาพูดแล้วก็หาวปากกว้าง
“มันด่วนมากเลยเหรอ รอพรุ่งนี้เช้าไม่ได้เลยหรือไง”
“ถ้ารอพรุ่งนี้เช้าแล้วค่อยตรวจ เวลามันจะเหลือน้อยเกินไป กระชั้นชิดเกินไป ไม่แน่ว่าจะหาเจอ” ศิลาพูดขณะที่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไป
พสุธาถอนหายใจ ก่อนจะถามศิลา
“คิดจะเปลี่ยนงานบ้างไหม บริษัทดินก็ยังขาดหัวหน้าแผนกบัญชีอยู่นะ” พสุธาเก็บตำแหน่งนี้ไว้ให้พี่ชายของเขา ตอนนี้จึงมีแต่รักษาการหัวหน้าแผนกบัญชี
“พี่ยังไม่เก่งพอจะเป็นหัวหน้าได้หรอก” ศิลารีบปฏิเสธทันที
“ถ้าหินยังไม่เก่ง แล้วใครจะเก่ง ไม่ใช่ตอนนี้คนทั้งแผนกบัญชี ก็ยังรอความช่วยเหลือจากหินอยู่หรือไง” พสุธาเลิกคิ้วถามออกไป
“ไม่ใช่ พี่หมายถึงเรื่องบัญชีน่ะ พี่จัดการได้ แต่พี่จัดการเรื่องคนไม่ได้ พี่ไม่คิดว่าพี่จะคุมลูกน้องอยู่” ศิลาก็เข้าใจตัวเองอยู่บ้างเหมือนกัน เขาอาจจะเก่งในเรื่องการจัดการบัญชี แต่เรื่องการจัดการคนน่ะ เขาไม่เก่งเอาเสียเลย
พสุธาเมื่อได้ยินคำพูดนี้ของศิลา เขาก็นิ่งไป เพราะเขาไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้เลย
“ถ้าอย่างนั้นก็ฝึกสิ ต่อไปบริษัทของดิน ยังรอให้หินมาช่วยดูแลบัญชีอยู่นะ หินจะวางใจให้คนนอกมาดูแลสมุดบัญชีของดินหรือไง” พสุธาต้องการให้พี่ชายได้ฝึกฝนฝีมือ รู้จักที่จะจัดการกับทรัพย์กรบุคคล
“งั้น งั้นพี่จะพยายามฝึกนะ” ศิลาก็มีหรือที่จะยอมให้น้องชายโดนคนอื่นหลอก ดังนั้นเขาจึงรับปากอย่างรวดเร็ว และตั้งใจแน่วแน่ที่จะเรียนรู้เรื่องการเป็นหัวหน้า
พสุธาลอบยิ้ม เมื่อเป็นไปตามที่คาดหวัง เขาเดินฮัมเพลงเข้าห้องน้ำไปแปรงฟัน ก่อนจะกลับมานอน
“วันนี้การตรวจสอบความปลอดภัยของตึกเข้มงวดขึ้นไหม”
“ปกติก็เข้มงวดอยู่แล้ว แต่คราวนี้เข้มงวดมากขึ้น เครื่องตรวจจับอาวุธาเปลี่ยนเป็นรุ่นล่าสุด ได้ยินว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่สามารถตรวจสอบได้อย่างแม่นยำ”
“ดูชายชุดดำใส่แว่นดำพวกนั้นสิ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยธรรมดา เหมือนพวกบอดี้การ์ดมาเฟียมากกว่า”
“หรือว่าวันนี้มีคนพิเศษมาที่ตึกเกรซหรือเปล่า”
บรรดาคนที่มาตึกเกรซ ไม่ว่าจะมาทำงาน มาซื้อของที่ชั้นล่างสุด หรือว่ามาเฝ้ารอศิลปิน ต่างก็พูดคุยในเรื่องเดียวกัน นั่นคือการปรากฏตัวของชายชุดดำที่น่าเกรงขาม
พวกชายชุดดำนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบรรดาลูกน้องของแฟรงค์ บอดี้การ์ดที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยของพสุธา
พวกเขาจงใจสร้างสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมา เพื่อข่มขวัญบรรดาผู้ที่มาสัมภาษณ์ตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษของพสุธา ให้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของเจ้าตัว ป้องกันไม่ให้พวกเขาคิดอะไรที่ไม่ดี
คนที่มาสัมภาษณ์ในตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษของพสุธา เกินกว่าครึ่งหนึ่ง มาเพราะมีจุดประสงค์แอบแฝง ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะทำอะไรบ้า ๆ หรือเปล่า
ความจริงการทำเช่นนี้ ไม่ถือว่าเล่นใหญ่ หรือว่าทำเรื่องใหญ่โตโอเวอร์เกินไป เพราะด้วยทรัพย์สินที่พสุธาครอบครองอยู่ ก็ทำให้เขามีรายชื่ออยู่ในบุคคลที่พวกโจรเรียกค่าไถ่หมายหัว หากเป็นคนอื่น พวกเขาไปไหนมาไหน ต้องมีผู้ช่วย และบอดี้การ์ดตามติดเป็นขบวนอยู่แล้ว แต่พสุธาติดดินเกินไป เขาไม่ยอมให้มีบอดี้การ์ดติดตามเขาอย่างเปิดเผย เลยทำให้สถานการณ์ในวันนี้ดูแปลกประหลาด
ขณะที่คนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรต่างก็สงสัย และไม่เข้าใจ ทว่าบรรดาผู้ที่มาสัมภาษณ์ในวันนี้ ต่างก็เข้าใจดี
“อย่างที่คิด มหาเศรษฐีอย่างคุณพสุธานั้นมีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดจริง ๆ”
“บอดี้การ์ดพวกนี้ ดูก็รู้ว่ามือเคยเปื้อนเลือดมาแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่บอดี้การ์ดธรรมดา”
“อยู่ ๆ ฉันก็รู้สึกว่าตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษนี้ เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากจริง ๆ”
บรรดาลูกหลานเศรษฐีที่ถูกผู้ปกครองของตัวเองส่งมาสมัครงาน ต่างก็พูดกันด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยทำงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง บางคนในนี้ยังเคยเป็นรองประธานบริษัทระดับหมื่นล้านด้วยซ้ำ ทว่าถูกผู้เป็นบิดาสั่งให้ลงจากตำแหน่ง เพื่อมาเป็นผู้ช่วยพิเศษคนอื่น เขาก็รู้สึกต่อต้าน คิดว่าผู้เป็นพ่อไล่เขาออกจากตำแหน่ง เพื่อหลีกทางให้กับลูกเมียน้อยเสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขาไม่รู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว เขาเห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในแวดวงสังคมนักธุรกิจ แต่ละคนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ภายหน้าจะต้องแข็งแกร่งกว่าคนรุ่นก่อน ต่างก็มาเข้ารับการสัมภาษณ์เป็นผู้ช่วยพิเศษของพสุธากันทั้งนั้น
ตำแหน่งที่คนเหล่านี้แย่งกัน จะเป็นตำแหน่งที่ธรรมดาได้ยังไงกัน
ไม่ใช่แค่อดีตรองประธานบริษัทหมื่นล้านเท่านั้นที่คิดแบบนี้ ทายาทมหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ที่ถูกส่งตัวมา ต่างก็คิดแบบนี้เช่นกัน พวกเขามองกันอย่างระแวง และจริงจังยิ่งกว่าเดิม เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษ ที่มีเพียงแค่สองตำแหน่งเท่านั้น!
เมื่อต่างคนต่างคิดเช่นนี้ สายตาของพวกเขาที่ใช้มองกัน ก็ราวกับมองศัตรู มันฟาดฟันกันเชือดเฉือนกันราวกับว่าพวกเขาไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้
ฝั่งคนที่ไม่ได้มีภูมิหลังที่พิเศษอะไร แต่มีความฉลาด และมีความสามารถไม่แพ้ทายาทตระกูลใหญ่ พวกเขาก็ไม่ได้เหนียมอาย แต่เก็บอาการเก่งยิ่งกว่า พวกเขาสงบนิ่ง รอเวลาที่จะแสดงความสามารถของตัวเองต่อหน้าพสุธา
สำนักงานชั่วคราวซอร์ กรุ๊ป ซึ่งเคยเป็นสำนักงานของบริษัทเด่นการช่างมาก่อน ในห้องทำงานของผู้บริหารสูงสุด ที่ไม่เคยเปิดใช้งานมาก่อน ตอนนี้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้บริหาร
ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพสุธานั่นแหละ เจ้าตัวในชุดสูท วางท่าทางภูมิฐาน สวนทางกับแก้มกลม ๆ ของเจ้าตัวอยู่ไม่น้อย แต่ไม่มีใครกล้าดูหมิ่นพสุธา เพราะพวกเขาต่างก็รู้ดี นี่คือคนที่กุมอำนาจสูงสุดของซอร์ กรุ๊ป เป็นนายใหญ่ที่นาน ๆ จะเปิดเผยตัวสักครั้งหนึ่ง และที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้พวกเขา!
“ท่านประธาน ได้เวลาแล้วครับ ท่านประธานจะเริ่มสัมภาษณ์เลยหรือเปล่าครับ” คุณวินิจมองนาฬิกา จากนั้นก็พูดถามพสุธา
“เริ่มเลย” พสุธาก็ไม่อยากเสียเวลาเช่นกัน วันนี้เขาลาเรียนมา หากเขารีบหน่อย บางทีอาจจะกลับไปทันเรียนคาบบ่าย
เมื่อได้รับคำสั่งจากพสุธา คุณวินิจก็ดำเนินการในทันที เขาเดินออกไป แล้วเรียกชื่อผู้เข้าสัมภาษณ์คนแรก ชายคนนี้ก็คือภวิศ ดีกรีหนุ่มนักเรียนนอก ที่เรียนจบปริญญาเอกตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ดปี หลังเรียนจบก็ได้เข้าทำงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ติดท็อปห้าร้อยของโลกในทันที ทำได้สองปีก็ลาออก แล้วกลับประเทศมา ตั้งใจจะมารับสืบทอดตำแหน่งที่บริษัทของครอบครัว แต่ถูกผู้เป็นพ่อบังคับให้มาสมัครตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษของพสุธาแทน
ตอนแรกพวิศต่อต้านมาก แต่ตอนนี้เขาไม่ต่อต้านแล้วกระทั่งยังตั้งใจที่จะแย่งชิงตำแหน่งนี้มาให้ได้ด้วย
ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าตัวเองต้องสัมภาษณ์เป็นคนแรก ก็มีสีหน้าผิดหวังทันที
ใคร ๆ ก็รู้ว่า ‘ใครเริ่มก่อน คนนั้นแพ้’
ไม่มีใครสนใจความคิดของภวิศ คุณวินิจก็เร่งให้ภวิศเข้าไปด้านใน
แม้จะรู้ว่าภวิศเป็นทายาทบริษัทหมื่นล้าน แต่เขาก็ไม่เกรงกลัว แล้วยังไงล่ะ ต่อหน้าเขา แม้แต่ผู้เป็นพ่อของเจ้าตัว ก็ยังต้องเกรงใจเขาอยู่ส่วนหนึ่งเลยนะ
เขา ถึงจะเป็นแค่ผู้ช่วยพิเศษ แต่ก็เป็นผู้ช่วยพิเศษของท่านประธานพสุธา!
วันนี้คุณวินิจอารมณ์ดีมาก นอกจากเขาจะได้วางมาดแล้ว เขายังจะได้คนมาช่วยแบ่งเบาภาระงานถึงสองคนด้วยกัน
มีคนมาเพิ่มแล้ว ต่อให้ท่านประธานซื้อกิจการเพิ่ม เขาก็ไม่หวั่น!
เอ่อ หมายเหตุว่า ต้องซื้อเพิ่มแค่สองกิจการเท่านั้นนะ