LNCrawler

118. ตอนที่ 116

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 116

เมื่อภวิศเดินเข้าไปในห้อง เขาก็พบชายในชุดสูทสองคน คนหนึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ผู้บริหาร ใบหน้าของเจ้าตัวนั้นยังมีเบบี้แฟต ทำให้เจ้าตัวดูยังไม่โตมากนัก แต่แววตาที่สงบนิ่ง แต่ลึกลับ และราวกับจะล้วงใจผู้คนได้ ก็ทำให้ภวิศขยับตัวอย่างอึดอัด

ภวิศรู้สึกว่าสายตาของพสุธาน่าหวั่นเกรง เขาจึงย้ายสายตาไปมองชายในชุดสูทอีกหนึ่งคน ที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังฝั่งขวามือของพสุธา

พวิศคาดเดาจากตำแหน่งยืน ว่าชายคนนี้จะต้องเป็นบอดี้การ์ดของพสุธา

นับได้ว่าพวิศคาดเดาไม่ผิด แฟรงค์ นิยามตำแหน่งของตัวเองในตอนนี้ว่า ‘หัวหน้าบอดี้การ์ดของนายน้อย’

พสุธาเองก็จนใจเหลือเกิน ที่แฟรงค์ยืนกรานจะยืนอยู่ตรงนี้ให้ได้ รับหน้าที่ข่มขวัญผู้คนแทนเขา

“เชิญแนะนำตัวครับ” พสุธาพูดเสียงเรียบ พลางผายมือ ท่าทางดูให้เกียรติ แต่ก็ดูทรงอำนาจมากกว่า

“สวัสดีครับ ผมชื่อภวิศ เกียรติการกูล จบการศึกษา....” ภวิศแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ เมื่อพูดถึงประวัติการศึกษา และประวัติการทำงานของเจ้าตัว

พสุธาก็รู้สึกว่าประวัติของภวิศนั้นน่าชื่นชม มีคนไม่มากนักหรอก ที่จะไปถึงระดับเดียวกันกับเจ้าตัวได้ โดยที่อายุยังน้อยขนาดนี้ ยังไม่ถึงยี่สิบสี่ปีเลยด้วยซ้ำ

อีกทั้งขณะที่ภวิศพูด เจ้าตัวก็ไม่ได้มีความโอ้อวด หรือยกตนข่มท่านแต่อย่างใด ทำให้พสุธาเพิ่มคะแนนความประทับใจไปอีกศูนย์จุดหนึ่งคะแนน

“จากประวัติของคุณ หลังจากที่เรียนจบ คุณก็เข้าทำงานในบริษัทต่างชาติที่ติดท็อปห้าร้อยของโลก ทำได้สองปี คุณก็ลาออก แล้วตั้งใจจะกลับมาสืบทอดกิจการของบ้าน ผมอยากรู้ว่าเพราะอะไร คุณถึงได้เปลี่ยนใจมาสมัครเป็นผู้ช่วยพิเศษของผม มูลค่าของซอร์ กรุ๊ปในตอนนี้ ยังไม่สูงกว่ากิจการของครอบครัวคุณเลย” พสุธาถามออกไป น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย คล้ายชวนคุยมากกว่า ไม่ได้ให้ความร็สึกคาดคั้น หรือกำลังจับผิด แต่น้ำเสียงเรียบเรื่อยนี้ ทำให้ภวิศรู้สึกว่ามันน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า

เพราะคนที่ใจเย็น และนิ่งสงบได้ทุกสถานการณ์ มักจะเป็นคนที่น่ากลัวที่สุดอยู่เสมอ

ภวิศนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดตอบ

“ความจริงผมตั้งใจกลับมาเพื่อสืบทอดกิจการของครอบครัวจริง ๆ แต่คุณพ่อของผม เห็นว่าผมควรจะมาหาประสบการณ์ และเรียนรู้งานจากคุณพสุธา เพื่อให้ผมได้ความรู้มากยิ่งขึ้น วันหน้ารับช่วงต่อบริษัท ผมจะได้มีความสามารถมากพอ” ภวิศตอบกึ่งจริงกึ่งเท็จ เพราะจุดประสงค์ของผู้เป็นพ่อของเขา ยังมีอีกหนึ่งข้อ ซึ่งสำคัญมากกว่า

ก็คือให้เขาเลื่อนขั้นจากผู้ช่วยพิเศษ เป็นคนพิเศษ

ภวิศเห็นว่าจุดประสงค์นี้มันไร้สาระสิ้นดี หนึ่งเลยคือพสุธาเป็นผู้ชาย สองคือเขาชอบผู้หญิง!

พสุธาเมื่อได้ยินคำตอบของภวิศ เขาก็พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะถามต่อเสียงเนิบช้า

“หมายความว่าเห็นบริษัทของผมเป็นโรงเรียนสอนนักธุรกิจใช่ไหม พอจบการศึกษาแล้ว ก็จะได้ไปทำธุรกิจของตัวเอง?”

ภวิศชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อได้ยินพสุธาถามแบบนี้

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมแค่ชื่นชมคุณพสุธา และหวังว่าตัวเองจะได้เรียนรู้จากคุณพสุธาครับ”

พสุธาสบตากับพวิศ เมื่อสบตาถึงห้าวินาที เขาก็ได้ยินเสียงในใจของภวิศ

‘อยากรู้จริง ๆ เลยว่าพสุธาใช้วิธีการไหน ถึงทำให้เข้าซื้อหุ้นกิจการระดับโลกได้มากมายแบบนั้น หุ้นพวกนั้นอย่าว่าแต่ห้า หรือสิบเปอร์เซ็นต์เลย แค่ศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ยังยากที่จะรวบรวมได้ นอกจากนี้ สรุปแล้วพสุธามีเงินสดหมุนเวียนอยู่เท่าไรกันแน่ ทำไมถึงซื้อกิจการได้มากมายขนาดนี้ ราวกับว่าจะไม่มีวันหมดเลย ถ้าได้เป็นผู้ช่วยพิเศษ ก็จะได้รู้เรื่องพวกนี้ใช่ไหม’

“ผมได้รู้ถึงความคาดหวังของตัวคุณที่มีต่อบริษัทของผมแล้ว ต่อไปผมก็อยากรู้บ้าง ว่าบริษัทสามารถคาดหวังอะไรในตัวคุณได้บ้าง”

คราวนี้ภวิศตอบอย่างกระตือรือร้น

“ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ซอร์ กรุ๊ป มีซอร์ อินเวสท์เมินท์ ที่เป็นบริษัทด้านการลงทุน ถ้าคุณไว้ใจผม ให้ผมดูแลการลงทุน ผมมั่นใจว่าจะสามารถสร้างผลกำไรได้หนึ่งเท่าของเงินลงทุน ในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือน และได้สามเท่า ในระยะเวลาหนึ่งปี”

“ผมชอบความมั่นใจของคุณมาก หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกัน เอาล่ะ ผมหมดคำถามแล้ว เชิญคุณกลับไปรอผลการสัมภาษณ์ เราจะรีบแจ้งผ่านอีเมล” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มบาง

เมื่อพสุธาพูดจบแล้ว แฟรงค์ก็เดินออกห่างจากพสุธา มาหยุดอยู่ข้าง ๆ ภวิศ จากนั้นก็ผายมือ และพูดสั้น ๆ ว่า

“เชิญครับ”

ภวิศนิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าการสัมภาษณ์จะจบลงอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เขาคิดว่าเขาคงจะโดนคำถามที่ทดสอบความสามารถ รวมถึงทดสอบความบริสุทธิ์ใจของเขาอีกหลายคำถาม คิดไม่ถึงว่าจะถูก ‘เชิญ’ ออกไปเร็วขนาดนี้

ด้านพสุธา ความจริงเขารู้เรื่องของภวิศมากมายหลายเรื่อง ไม่สิ รู้เรื่องของผู้เข้าสัมภาษณ์มากมายหลายคน รู้แม้กระทั่งเรื่องที่เจ้าของเรื่องอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ

วันนี้พสุธาตื่นเช้ากว่าปกติ และเขาใช้ความสามารถในการเป็นแฮกเกอร์ระดับเทพ ตรวจสอบข้อมูลของผู้เข้าสัมภาษณ์ทุกคน ดังนั้นเขาจึงรู้ทั้งความสามารถ ผลงาน รวมถึงงานอดิเรกของแต่ละคนเป็นอย่างดี

อย่างภวิศ ความจริงพสุธาสนใจความสามารถในการลงทุนของเจ้าตัวมาก แต่น่าเสียดาย ค่าความซื่อสัตย์ภักดีที่มีต่อเขา มีแค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

พสุธาต้องการคนที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อเขา ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มเท่านั้น ขาดไปแค่ศูนย์จุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้!

ฝั่งภวิศ เมื่อเขาเดินออกมาจากห้อง หลังจากที่เข้าไปได้ไม่ถึงห้านาที ก็สร้างคำถามให้กับคนอื่น ๆ เป็นอย่างยิ่ง ออกมาเร็วขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าจริง ๆ ล็อคตัวคนเอาไว้แล้ว แต่สัมภาษณ์แค่เป็นพิธีการบังหน้าเฉย ๆ ใช่ไหม

หลายคนคุ้นชินกับเรื่องแบบนี้ดี พวกเขาบางคนกระทั่งเคยเป็นคนที่ทำเรื่องแบบนี้เองด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าวันนี้จะมาเจอกับตัวเอง

พวกเขาไม่รู้เลยว่าได้คิดเลยเถิดไปถึงไหนแล้ว

พสุธายังไม่ได้ระบุตัวคน แต่เขามีระบบประเมินคะแนนที่แม่นยำมาก รับรองได้ว่าไม่มีการโกงคะแนนอย่างแน่นอน

“เชิญคุณศรันย์ สิริโอภาส ครับ” คุณวินิจเอ่ยนามผู้ที่จะเข้ารับการสัมภาษณ์คนถัดไป

เมื่อถูกเรียกชื่อ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี ที่สวมชุดสูทดูภูมิฐานมาก ก็เดินเข้าห้องสัมภาษณ์ไปอย่างสุขุม

ภาพที่ศรันย์เห็น ตอนที่เขาเดินเข้ามาในห้อง ก็เหมือนกับที่ภวิศเห็นก่อนหน้านี้

“เชิญนั่งครับ” พสุธาผายมือเชิญอย่างเรียบง่าย

“เชิญแนะนำตัวครับ” เมื่อศรันย์นั่งลงแล้ว พสุธาก็เริ่มขั้นตอนการสัมภาษณ์ทันที

ศรันย์ก็แนะนำตัวเองอย่างเรียบง่าย เขาไม่ได้บอกการศึกษาของตัวเอง แต่บอกถึงประวัติการทำงานที่ผ่านมา และตำแหน่งงานล่าสุดของตัวเอง

“บริษัทเอสโอ โซลาร์ของคุณ เป็นบริษัทที่ครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาดเกินกว่าครึ่ง เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในกิจการด้านแสงสว่างของประเทศ และมีแผนที่จะขยายตลาดไปทางฝั่งอินเดีย เหตุผลอะไรที่ทำให้รองประธานอย่างคุณ มาสมัครเป็นผู้ช่วยของผม” พสุธาส่งคำถามออกไป

อันที่จริงพสุธายังพูดไม่ทันจบประโยค ท่าทางสุขุมของคนฟังก็หายไปในพริบตา เมื่อได้ยินคำพูดว่า ‘ขายตลอดไปทางฝั่งอินเดีย’

“คุณรู้เรื่องนั้นได้ยังไง” ศรันย์ถามเสียงเครียดขึง แผนการขยายตลาดไปทางฝั่งอินเดีย เป็นเขาเองที่เสนอในที่ประชุม และยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจน ว่าจะใช้แผนการนี้หรือไม่ หรือว่าจะขยายตลาดไปทางฝั่งของประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย

เรื่องที่บอกว่ายังไม่ได้รับการยืนยัน เป็นเรื่องที่แสดงต่อภายนอก ทว่าลับหลัง เขาและบิดาของเขา ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร ได้ตัดสินแล้ว ว่าจะขยายตลาดไปที่อินเดียอย่างแน่นอน

แต่เรื่องที่แม้แต่ผู้ถือหุ้น และผู้บริหารระดับสูงคนอื่น ๆ ของบริษัทยังไม่รู้ แล้วคนที่อยู่ตรงหน้าเขา รู้ได้อย่างไร

พสุธาไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร ไม่มีท่าทางของคนที่เหนือกว่า ไม่มีสีหน้าดั่งคนที่กุมความลับของคนอื่น เขายังคงสงบนิ่ง แต่เป็นความสงบนิ่งที่ทำให้ศรันย์คาดเดาไม่ได้ ว่าพสุธากำลังคิดอะไรอยู่

“ดูจากท่าทางของคุณแล้ว แสดงว่าสิ่งที่ผมรู้มา เป็นเรื่องจริงสินะครับ ดังนั้นผมจึงขอถามอีกครั้ง ในฐานะที่คุณเป็นทั้งรองประธานบริษัท และเป็นทั้งผู้ที่เสนอแผนการนี้ คุณมาสมัครตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษของผม ด้วยเหตุผลอะไรครับ หรือว่าคาดหวังอะไรจากบริษัทของผม” พสุธายังคงถามเสียงเรียบเรื่อย ใบหน้าไม่มีร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ไม่เหมือนกับใบหน้าของศรันย์ ที่ไม่อาจรักษาความสุขุมเอาไว้ได้ มันเปลี่ยนไปมาอย่างน่าสับสน

ศรันย์ไม่ได้ตอบคำถามของพสุธาในทันที เขาจ้องพสุธา ราวกับว่าใบหน้าของพสุธา มีคำตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้

พสุธาก็ไม่ได้หลบเลี่ยง เขาปล่อยให้ศรันย์จ้องต่อไป ถือโอกาสนี้มองเข้าไปในดวงตาของศรันย์ด้วย จากนั้นเขาก็ได้ยินความคิด

‘หมอนี่น่ากลัวมาก ก่อนหน้านี้คิดว่าสิ่งที่ทำให้คนคนนี้น่ากลัว ก็คือทรัพย์สินที่เจ้าตัวครอบครองอยู่ แต่ตอนนี้เขาได้รู้แล้ว ที่ผ่านมาเขาคิดผิดไปเอง ความน่ากลัวของพสุธา ไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สินของเจ้าตัว แต่อยู่ที่ความนิ่ง ความสงบเยือกเย็น และอารมณ์ที่คาดเดาไม่ได้ของเจ้าตัว อีกทั้งดวงตาของเจ้าตัวก็น่ากลัวมาก มันเหมือนอสรพิษที่คอยจ้องมองเหยื่อ และคล้ายกับเครื่องทะลวงหัวใจ สอดแนมเสียงในใจของคนอื่น’

พสุธาฟังเสียงในใจของศรันย์ เขาก็ยิ้มในแววตา โดยเฉพาะกับประโยคสุดท้ายนั่น

ถือว่าศรันย์ฉลาดมากได้ไหม ที่คาดเดาได้ถูกต้องแม่นยำขนาดนี้

‘โชคดีจริง ๆ ที่ธุรกิจของพวกเขาไม่ทันซ้อนกัน ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นคู่แข่งกับคนแบบนี้ กิจการของพวกเขาอาจจะถูกทำให้หายไปในไม่ช้า ไม่ได้ กลับบ้านไปต้องเตือนพ่อสักหน่อย อย่าเป็นศัตรูกับคนแบบนี้’ ศรันย์คิดต่อ

เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยคของพสุธา ทำให้ศรันย์หวั่นเกรงเจ้าตัวจนไม่กล้าเป็นศัตรูด้วย

“ดูแล้วเหมือนว่าคำถามของผมจะยากเกินไป งั้นไม่เป็นไรครับ” พสุธาพูดเสียงเนิบ แล้วส่งสัญญาให้กับแฟรงค์ที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง

ก่อนหน้านี้พสุธาเป็นคนพูดส่งภวิศเอง แต่หลังจากี่อีกฝ่ายออกไปแล้ว พสุธาก็พูดกับแฟรงค์ว่าต่อไป ให้แฟรงค์เป็นคน ‘เชิญ’ ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ออกไป

ดังนั้นเมื่อแฟรงค์ได้รับสัญญาณจากพสุธา เขาก็ผายมือ

“การสัมภาษณ์จบลงแล้ว ขอบคุณที่ให้เกียรติมา ผลการสัมภาษณ์ เราจะแจ้งผ่านอีเมล เชิญครับ”

ศรันย์มีสีหน้าสับสนมึนงง เมื่อได้ยินแฟรงค์พูดอย่างนั้น

ตั้งแต่เข้าห้องมา เขาได้พูดแค่ตอนแนะนำตัว กับตอนที่ถามพสุธาว่าเจ้าตัวรู้ได้อย่างไร เรื่องที่เขาจะขยายตลาดไปที่อินเดีย

เขาคิดว่าการสัมภาษณ์ของภวิศนั้นจบเร็วเกินไป แต่ไม่คิดว่ามาถึงคราวตัวเอง จะจบเร็วยิ่งกว่านั้นอีก

“การสัมภาษณ์จบลงแค่นี้เหรอครับ นี่มัน..” ศรันย์พูดต่อไม่ออก เขาไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกนี้ของตัวเองอย่างไร

“เรื่องที่ผมควรรู้ ผมก็รู้หมดแล้ว ส่วนเรื่องที่ผมต้องการรู้ คุณก็ตอบไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็หมดคำถาม การสัมภาษณ์ก็จบลงตรงนี้ครับ” พสุธาให้คำตอบอย่างใจเย็น

ศรันย์สะอึก เมื่อพสุธาบอกว่าสิ่งที่เจ้าตัวรู้ เขานั้นตอบไม่ได้

ใช่ เขาเองก็ตอบไม่ได้จริง ๆ เพราะจุดประสงค์ที่เขามาสมัครเป็นผู้ช่วยพิเศษของพสุธา ก็เพราะต้องการรู้ว่ามหาเศรษฐีหน้าใหม่ ที่อยู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมา แท้ที่จริงแล้วมีวิธีการสร้างตัวอย่างไรกันแน่

แต่เขาจะตอบคำถามด้วยเหตุผลนี้ได้อย่างไรน่ะ นั่นไม่ต่างอะไรกับการเปลือยกายต่อหน้าคนอื่นเลยนะ

ฝั่งพสุธา เขาเห็นคะแนนความซื่อสัตย์ของศรันย์ที่มีเพียงสี่สิบเก้าคะแนน น้อยกว่าของภวิศอีก ดังนั้นเขาจึงไม่อยากจะเสียเวลาด้วยต่อไป

เขาต้องรีบทำเวลา เผื่อว่าจะกลับไปเรียนทันคาบบ่าย และผู้ที่มาเข้ารับการสัมภาษณ์ในวันนี้ มีถึงสามสิบแปดคน

เขาเพิ่งจะสัมภาษณ์ไปได้แค่สองคนเท่านั้น

เมื่อศรันย์เดินออกไปด้วยสีหน้าสบสน คนข้างนอกที่นั่งรออยู่ ก็มีสีหน้าสับสนไม่แพ้กัน

“อะไรกัน เขาออกมาเร็วกว่าคนแรกอีก”

“นั่นมันรองประธานเอสโอ โซลาร์ หรือว่าจะสัมภาษณ์แค่พอเป็นพิธีจริง ๆ”

เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้ง คุณวินิจก็เอ่ยชื่อผู้เข้ารับการสัมภาษณ์คนต่อไป

คนที่ถูกเรียกเป็นคนถัดไป คนอื่น ๆ จำได้ว่าเป็นทายาทของธนาคารสยามวาณิช ชื่อว่าวาธิน ตระการกุล

คนถูกเรียกเดินเข้าไปด้านใน ด้วยสีหน้าประหม่า เพราะแม้ว่าเขาจะเป็นทายาทของธนาคารใหญ่ แต่เขาก็ไม่ใช่ทายาทเพียงคนเดียว ให้พูดตามตรง คือเขาเป็นคนที่มีโอกาสน้อยที่สุด ที่จะได้ขึ้นกุมอำนาจเป็นคนถัดไป ดังนั้นเขาจึงต้องการที่จะได้งานนี้จริง ๆ และก็เป็นเขาเอง ที่สมัครมาด้วยตนเอง

เมื่อวาธินเดินเข้าไปในห้อง เขาก็นั่งลงอย่างประหม่า หลังจากที่พสุธาเชิญเขานั่ง จากนั้นเขาก็เป็นฝ่ายเปิดปากทักทายพสุธาอย่างสุภาพก่อน

“คุณวาธิน ตระการกุล ใช่ไหมครับ ผมดูจากประวัติของคุณแล้ว คุณเป็นทายาทเจ้าของธนาคารสยามวาณิช มีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณมาสมัครงานในตำแหน่งนี้ครับ” พสุธาถามคำถามเดิมออกไป เป็นคำถามที่เขาเอาไว้ใช้ถามทุกคน ไม่ใช่แค่ทายาทจากตระกูลใหญ่

“ผมต้องการเวทีที่จะได้แสดงความสามารถ และต้องการกรรมการที่ประเมินผมด้วยผลงาน ไม่ใช่ลำดับในการเกิด หรือว่าเกิดจากท้องใคร” วาธินพูดตอบ น้ำเสียงมีความประหม่า แต่ก็มีความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนด้วยเหมือนกัน

พสุธาฟังคำพูดของวาธิน เขาก็ไม่รู้สึกสงสัยเลยสักนิด

ตามที่คนอื่นรู้กัน วาธินเป็นลูกชายคนที่สี่ของประธานคณะกรรมการบริหารธนาคารสยามวาณิช แต่ที่ทุกคนไม่รู้กันก็คือ จริง ๆ แล้ววาธินไม่ใช่ลูกของเมียหลวง แต่เป็นลูกของเมียน้อย หลังจากที่แม่ของวาธินคลอดลูก เจ้าตัวก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนวาธินก็ถูกผู้เป็นพ่อของตัวเอง อุ้มกลับไปให้บ้านใหญ่เลี้ยงดู และปิดบังความจริงต่อคนภายนอก บอกว่าเป็นฝาแฝดของลูกสาว ซึ่งเป็นลูกคนที่สามของเมียหลวง และยังเกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อเป็นฝาแฝดชายหญิง คนภายนอกก็ไม่สามารถจับผิดเรื่องหน้าตาของทั้งคู่ด้วย อย่างไรฝาแฝดชายหญิง ก็เป็นแฝดคนละฝา หน้าตาไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

และสาเหตุที่เมียหลวงยอมให้ประกาศไปตามนั้น ก็เพราะตอนนั้นตระกูลฝั่งเมียหลวงกำลังเกิดเรื่อง เงินทุนติดขัด ไม่กล้าขัดใจแหล่งเงินทุกอย่างตระกูลตระการกุล จึงจำใจยอมรับเลี้ยงลูกของเมียน้อยสามี และประกาศต่อคนภายนอกว่าเป็นลูกในใส้ของตัวเอง

เรื่องนี้คนที่รู้มีไม่กี่คนเท่านั้น และทั้งหมดเป็นคนของตระกูลตระการกุล คนนอกไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย

กลับมาที่ตอนนี้

“คุณเรียนจบบริหารธุรกิจ หลังจากที่เรียนจบแล้ว ก็ทำงานอยู่ที่ธนาคาร ในฐานะผู้จัดการสาขา ขณะที่พี่น้องคนอื่น ๆ ของคุณได้เข้าทำงานที่สำนักงานใหญ่ คุณรู้สึกน้อยใจ หรือไม่พอใจ จึงได้อยากหางานที่อื่นทำ และต้องเป็นงานที่ทำให้พี่น้องของคุณ ต้องอิจฉาคุณ?” พสุธาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ผมน้อยใจจริง ผมอยากได้งานที่อื่นทำจริง แต่ไม่ใช่เพื่อให้พี่น้องของผมต้องอิจฉา แต่เป็นเพราะต้องการบอกกับคุณพ่อของผม ว่าผมก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่น และต่อให้เขาไม่มอบหมายงานใหญ่ให้ผมทำ ก็ยังมีคนอื่นที่เต็มใจจะมอบงานสำคัญให้ผมทำ และผมก็ทำมันออกมาได้ดี” ยิ่งพูด วาธินก็ยิ่งมีน้ำเสียงแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจ

พสุธามองสบตากับวาธิน เขาก็ได้ยินเสียงในใจของเจ้าตัว

‘คุณพสุธาสมควรแล้วที่จะเป็นต้นแบบของฉัน สมควรแล้วที่เขาจะสามารถกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ ทั้ง ๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะด้วยด้านจิตใจ หรือด้านความสามารถ เขาก็เหนือกว่าคนอื่นจริง ๆ เขามองทะลุปรุโปร่งถึงจิตใจของคน ถ้าฉันสามารถเก่งได้สักครึ่งหนึ่งของคุณพสุธาก็คงจะดี’

พสุธาฟังเสียงในใจของวาธิน จากนั้นก็มองคะแนนความซื่อสัตย์ของเจ้าตัว

หนึ่งร้อยคะแนนเต็ม

พสุธาแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเขาก็มีข้อมูลของวาธินอยู่ในมือจริง ๆ เจ้าตัวเป็นคนที่มีความสามารถมากจริง ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่เท่ากับสองคนก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันมากนัก ที่สำคัญ เจ้าตัวมีข้อได้เปรียบเรื่องความซื่อสัตย์

“คุณมองซอร์ กรุ๊ป ของผมเป็นอย่างไร” พสุธาส่งคำถามต่อไป

“มีอนาคตอย่างแน่นอนครับ” วาธินพูดตอบทันที พสุธาก็เลิกคิ้วให้เจ้าตัวพูดต่อ

“แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมามากนัก แต่เรื่องที่ซอร์ กรุ๊ป กำลังมีโครงการก่อสร้างโรงงานสองแห่ง แห่งหนึ่งอยู่บนภูเขา และอีกแห่งหนึ่งอยู่ติดกับค่ายทหาร รวมถึงเปิดเผยว่าเป็นโรงงานเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งคุณยังสนใจในตัวของคุณเมธา ดังนั้นผมจึงขออาจหาญคาดเดาว่า ผลิตภัณฑ์ของโรงงานทั้งสองแห่งก็คือ ...” วาธินพูดมาถึงตรงนี้ เขาก็หยุดไปชั่วครู่หนึ่ง แล้วขยับปากพูดช้า ๆ แต่ไร้เสียงว่า

‘เซมิคอนดักเตอร์’

พสุธายังคงมีสีหน้าสงบราบเรียบ แต่ภายในใจของเขาก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย ถึงแม้จะมีเบาะแสสำคัญอยู่เยอะ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเดาไม่ออก เขาไม่คิดว่าคนนอกคนแรกที่เดาออกจะเป็นวาธิน

พสุธาไม่เฉลยว่าเจ้าตัวคาดเดาได้ถูกต้องหรือไม่ เขาซักถามคำถามอื่น ๆ ต่อไป การสัมภาษณ์ดำเนินไปราว ๆ สิบนาที พสุธาก็ส่งสัญญาณให้แฟรงค์เชิญวาธินออกไป

เมื่อวาธินเดินออกไปแล้ว บนเอกสารสมัครงานของเขา ก็มีลายมือของพสุธาเขียนว่า

‘ผ่าน!’

“นายน้อย คนคนนี้ถึงจะดูซื่อสัตย์ แต่ความจริงแล้วก็เป็นคนมีวิธีการไม่น้อย สมัยเรียน เขาจัดการคนที่ลอบกัดเขาจนถึงขั้นที่อีกฝ่ายนั้นต้องกลายเป็นคนล้มเหลวตลอดชีวิต” แฟรงค์พูดเสียงกระซิบกับพสุธา

“มีวิธีการก็ยิ่งดีไม่ใช่เหรอ ฉันต้องการผู้ช่วยที่มีวิธีการอย่างนี้นี่แหละ จะได้ช่วยลดภาระฉันไปได้ เรื่องบางเรื่อง ก็สมควรมีคนทำแทนฉันไม่ใช่หรือ”

“นายน้อย เรื่องพวกนั้น ให้ผมทำก็ได้นี่” แฟรงค์รีบพูด

“นายเป็นหัวหน้าบอดี้การ์ดของฉันไม่ใช่หรือไง หน้าที่สำคัญของนายก็คือปกป้องฉันก็พอแล้ว” พสุธาพูดถึงตำแหน่งที่แฟรงค์แต่งตั้งตัวเอง

ช่างสมกับเป็นลูกน้องของลูคัส คนหนึ่งก็แต่งตั้งตัวเองเป็นพ่อบุญธรรมของเขา ส่วนอีกคนก็แต่งตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าบอดี้การ์ดของเขา!