LNCrawler

119. ตอนที่ 117

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 117

“เขาเข้าไปนานกว่าสองคนแรก นานกว่าหลายนาทีด้วย เหตุผลคืออะไร”

“สีหน้าของเขาค่อนข้างเรียบเฉย แต่แววตาปิดบังความคาดหวังไว้ไม่มิด ไม่เหมือนสองคนแรก แม้สีหน้าจะเก็บอารมณ์ได้ แต่แววตาเปิดเผยถึงความสับสน หรือว่าทุกคนเข้าใจผิดแต่แรกแล้ว สองคนแรกนั่นไม่ใช่คนที่ถูกวางตัวเอาไว้ก่อนแล้ว แต่อาจจะเป็นคนที่ถูกปัดตก หลังจากที่ถูกสัมภาษณ์ได้ไม่นาน”

“แต่นั่นคือรองประธานบริษัทใหญ่ และอัจฉริยะทางธุรกิจนะ”

“อัจฉริยะทางธุรกิจอะไรกัน อยู่ต่อหน้าคุณพสุธาที่ครอบครองทรัพย์หลายล้านล้าน ทั้ง ๆ ที่อายุเพิ่งจะสิบแปดปี ใครยังจะถูกเรียกว่าเป็นอัจฉริยะทางธุรกิจได้อีก”

หลังจากที่รอมาสิบกว่านาที ก็มีผู้เข้าสัมภาษณ์หลายคนที่จับกลุ่มคุยกันแล้ว เพียงแค่เรื่องที่พวกเขาพูดคุยกัน ก็ไม่มีเรื่องของตัวเองเลย พวกเขาพูดถึงคู่แข่งที่ถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์ หรือไม่ก็ซุบซิบถึงคู่แข่งคนอื่น ๆ

ล้วนแล้วแต่เป็นพวกเจ้าเล่ห์ทั้งนั้น ปิดบังข้อมูลของตัวเอง แล้วก็เปิดเผยข้อมูลของคู่แข่ง

พสุธาไม่รู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก การสัมภาษณ์ของเขายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง คุณวินิจจัดการให้พวกทายาทตระกูลใหญ่ได้เข้ารับการสัมภาษณ์ก่อนทั้งหมด และในบรรดาทายาทตระกูลใหญ่ มีเพียงแค่วาธินเท่านั้น ที่สามารถผ่านการคัดเลือกมาได้

เมื่อสัมภาษณ์ทายาทตระกูลใหญ่ทั้งหมดสิบสองคนครบแล้ว ก็ตามมาด้วยผู้สมัครที่เคยทำงานในบริษัทใหญ่ที่มีมูลค่ากว่าแสนล้าน คนเหล่านี้มีท่าทางมั่นอกมั่นใจยิ่งกว่าทายาทตระกูลใหญ่ อาจจะเป็นเพราะพวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นมืออาชีพ และฝ่าฟันจนมาถึงตำแหน่งงานในทุกวันนี้ได้ เพราะความสามารถล้วน ๆ ไม่ได้อาศัยบารมีครอบครัว

พสุธาก็ชื่นชมคนเข้านี้อยู่ไม่น้อยด้วยเหมือนกัน เพราะว่าแต่ละคนก็เก่งจริง ๆ ทว่าน่าเสียดาย ที่ไม่มีใครมีค่าความซื่อสัตย์ถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ทำเอาพสุธาผิดหวังไม่น้อย จนกระทั่งถึงผู้สมัครคนสุดท้าย

พสุธามองชายที่แต่งตัวด้วยชุดสูทที่มีขนาดใหญ่กว่ารูปร่างเล็กน้อย ใต้ตาคล้ำ ดูโทรมมาก แต่ยังดีที่ดูสะอาดสะอ้าน ไม่ได้เหมือนคนซกมก

“สวัสดีครับ ผมชื่อสิงหา เดชาวงศ์ อายุสามสิบห้าปี จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ เคยทำงานเป็นผู้ช่วยพิเศษ และเคยทำงานเป็นตัวแทนผู้ประมูลครับ” สิงหาพูดแนะนำตัวเอง

สำหรับงานเป็นตัวแทนผู้ประมูล ก็คือผู้ที่ทำหน้าที่เข้าร่วมงานประมูล และประมูลสินค้าที่ผู้ว่าจ้างต้องการ จากนั้นก็จัดการขั้นตอนต่าง ๆ ให้ ตั้งแต่เริ่มประมูล จนกระทั่งส่งถึงมือผู้ประมูล หากเป็นของที่ต้องผ่านการรับรองทางกฎหมายระหว่างประเทศ เขาก็จะดำเนินการให้ด้วย

คนที่สามารถทำงานแบบนี้ได้ ต้องเป็นคนที่มีคอนเน็คชันมากมาย และต้องมีวิธีการมากมายด้วยเช่นกัน

“ประสบการณ์การทำงานของคุณนั้นยอดเยี่ยมมาก ในประวัติกล่าวว่าคุณก่อตั้งบริษัทของตัวเอง แล้วเพราะอะไร ตอนนี้คุณถึงมาสมัครเป็นผู้ช่วยพิเศษของผม” พสุธาถามออกไป เขาประทับใจประวัติการทำงานของสิงหาเป็นอย่างมาก และคะแนนความซื่อสัตย์ของอีกฝ่ายก็คือร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม นี่คือผู้ช่วยพิเศษคนที่สามของเขาอย่างแน่นอนแล้ว แต่ก็ยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนก่อน

“เมื่อสามปีก่อนผมป่วยหนัก ทำให้ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด แพทย์วินิจฉัยว่าโรคที่ผมป่วย ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ดังนั้นผมจึงขายหุ้นให้กับเพื่อนที่ร่วมก่อตั้งบริษัทมาด้วยกัน ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน อาการป่วยของผมก็ดีขึ้น และหายดีในที่สุด หมอกล่าวว่ามันคือปาฏิหาริย์”

“โอ้ ยินดีด้วยนะครับ ที่กลับมาแข็งแรงแล้ว แต่ว่าเรื่องหุ้น คุณไม่สามารถขอซื้อหุ้นกลับคืนมาได้หรือครับ” พสุธาถาม เขาคิดว่าในฐานะเพื่อน การขายหุ้นคืนให้นั้น น่าจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

สิงหายิ้มพลางส่ายหน้า

“สองปีที่ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาล ไม่ได้มีส่วนช่วยเขาในการบริหารเลย ดังนั้นผมจะไปขอซื้อหุ้นคืน ก็เป็นเรื่องที่น่าละอายใจเกินไปครับ”

“คุณเป็นคนที่ให้ค่ากับคำว่ามิตรภาพมากนะครับ” พสุธาพูดด้วยเสียงเป็นกันเองขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดต่อ

“ในประวัติบอกว่าคุณเชี่ยวชาญเรื่องการจัดการสิทธิบัตรมาก”

“ใช่ครับ เมื่อก่อนมีลูกค้าหลายท่านที่ต้องการจัดการเรื่องสิทธิบัตรต่างประเทศ ทำให้โดยรวมแล้ว ผมเคยจัดการจดเบียนสิทธิบัตรให้กับลูกค้าเกือบทุกประเทศทั่วโลกแล้วครับ”

พสุธาพยักหน้ารับคำตอบนี้ จากนั้นเขาก็ถามอีกหลายคำถาม จนกระทั่งผ่านไปเกือบสิบห้านาที เขาจึงได้จบการสัมภาษณ์ในวันนี้

แฟรงค์ทำหน้าที่ส่งสิงหาออกจากห้องสัมภาษณ์ไป ก่อนจะหันมาหาพสุธา

“นายน้อย ต้องการตรวจสอบประวัติสองคนนี้อีกครั้งไหมครับ” แฟรงค์ถามพสุธา สองคนที่เขาหมายถึง ก็คือคนที่มีคำว่า ‘ผ่าน’ เขียนอยู่บนหน้าเอกสารสมัครงาน หรือก็คือวาธิน และสิงหา นั่นเอง

“ไม่จำเป็น ฉันสืบมาหมดแล้ว” พสุธาโบกมือ แล้วเขาก็เอียงตัวบิดขี้เกียว ไล่ความเมื่อยขบ

“วางท่าจนเหนื่อยเลยจริง ๆ” พสุธาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ ดูปวกเปียก ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ ที่ดูมากบารมีอำนาจ

“เพราะนายน้อยไม่ยอมวางอำนาจน่ะสิครับ ถ้าท่านประธานวางอำนาจสักสามสี่ครั้ง ขู่ให้คนกลัวได้ ต่อให้ครั้งหน้านายน้อยใส่ชุดนอนมานั่งสัมภาษณ์พวกเขา พวกเขาก็ยังจะหวั่นเกรงในตัวนายน้อยอยู่ดี” แฟรงค์พูดพลางเดินไปนวดไหล่ให้พสุธา แต่แล้วเขาก็ต้องนิ่วหน้า เพราะเหมือนว่านิ้วเขากดลงไปในเหล็กที่ถูกหุ้มด้วยฟองน้ำ

หรือที่จะคือที่มาของคำพูดที่ว่า ‘กระดูกเหล็ก’

แฟรงค์สงสัย ก่อนจะเอ่ยถาม

“นายน้อยออกกำลังกายยังไงครับ กล้ามเนื้อถึงได้แข็งแรงขนาดนี้”

“หา อ้อ พรสวรรค์น่ะ” เรื่องนี้คงจะอ้างลูคัสอีกไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ดังนั้นพสุธาจึงอ้างสวรรค์เอาเสียเลย

แฟรงค์ชะงักไปเมื่อได้ยินคำตอบ

พรสวรรค์? นายน้อยแน่ใจนะครับว่าจะตอบแบบนี้ ผมให้สิทธิ์ในการเปลี่ยนคำตอบอีกครั้ง

แฟรงค์คิดในใจ แต่ก่อนที่บทสนทนาของพวกเขาจะดำเนินต่อไป ประตูห้องทำงานของพสุธาก็ถูกเคาะ ก่อนที่คุณวินิจจะเดินเข้ามา หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากพสุธาแล้ว

“ท่านประธาน ผู้สมัครทุกคนกลับไปหมดแล้วครับ ตอนนี้ก็เที่ยงแล้วด้วย ท่านประธานจะให้ผมสั่งอาหารขึ้นมาไหมครับ”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวผมไปกินที่มหาวิทยาลัย จริงสิ ผู้ที่ผ่านสัมภาษณ์สองคน หนึ่งคือวาธิน ตระการกุล สองคือสิงหา เดชาวงศ์ เรื่องหน้าที่ ให้สิงหารับผิดชอบดูแลหุ้นต่างประเทศ และเรื่องต่างประเทศทั้งหมด ส่วนวาธิน ให้เขาคอยจัดการดูแลกิจการในประเทศไปก่อน ส่วนคุณ ดูแลซอร์ กรุ๊ป เน้นไปที่โครงการโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ โครงการนี้เป็นโครงการสำคัญอันดับหนึ่ง คุณต้องจัดการมันให้ดีนะ” พสุธาบอกว่าเขาเลือกใครมาแบ่งเบาภาระงานของคุณวินิจ และแจกแจงหน้าที่ให้เสร็จสรรพด้วย

กิจการที่ดูแลอยู่ในมือ ถูกดึงออกไปทั้งหมด เหลือเพียงแค่ซอร์ กรุ๊ป ที่ตอนนี้มีเพียงหนึ่งกิจการ และหนึ่งโครงการใหญ่เท่านั้น

ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ คุณวินิจก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกยึดอำนาจเลยสักนิดเดียว และไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกลดความสำคัญด้วย เพราะเขาก็รู้ว่าโครงการเซมิคอนดักเตอร์ เป็นโครงการที่สำคัญที่สุด พสุธาให้เขาดูแลโครงการนี้ ก็เพราะว่าเชื่อใจเขามาก

“ทราบแล้วครับ อ้อ ท่านประธานครับ เรื่องสัมภาษณ์ตำแหน่งผู้ช่วยห้าสิบตำแหน่ง ท่านประธานจะมาสัมภาษณ์ด้วยตัวเองหรือเปล่าครับ” คุณวินิจถามพสุธา

“ไม่ ผมไม่มีเวลาว่าง อีกอย่างพวกเขาจะมาเป็นผู้ช่วยของพวกคุณ พวกคุณก็เลือกกันเองเถอะ เอาแบบนี้ วันสัมภาษณ์ คุณก็เชิญสองคนนั้นมาร่วมสัมภาษณ์ผู้สมัครด้วยกัน ถือโอกาสนี้ให้เขาได้เลือกผู้ช่วยของตัวเองไป คุณก็เลือกผู้ช่วยเพิ่มให้ตัวเองด้วย” พสุธาวางแผนให้

และคุณวินิจก็เห็นด้วยกับแผนการของพสุธา ถึงอย่างไร ผู้ที่จะมาสัมภาษณ์ ก็ได้ผ่านการคัดกรองจากเขาไปแล้วรอบหนึ่ง และผ่านการคัดกรองของพสุธาไปอีกรอบหนึ่ง คนที่ผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์มาได้ จะต้องไม่แย่อย่างแน่นอน

“ตกลงครับ ผมจะทำตามคำสั่งของท่านประธาน” คุณวินิจน้อมรับคำสั่ง ก่อนที่เขาจะหันไปมองยังแฟรงค์ ที่ยืนกุมมืออยู่ข้างหลังพสุธา

ภาพเช่นนี้เป็นภาพแปลกตาสำหรับคุณวินิจ เพราะปกติแล้ว เขามักจะพบพสุธาในชุดลำลอง หรือไม่ก็ชุดนักศึกษา ข้างกายเจ้าตัวอาจจะมีเพื่อน หรือมีคนสนิท แต่ไม่เคยมีบอดี้การ์ดยืนใกล้ชิดแบบนี้ อีกทั้งที่ด้านนอก ยังมีชายในชุดสูทที่ท่าทางน่าเกรงขามอีกหลายคน

แต่ว่าภาพที่ดูแปลกตาเช่นนี้ คุณวินิจกลับคิดว่า ‘นี่สิควรจะเป็นภาพปกติ’ ท่านประธานของเขาเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีระดับโลก ทรัพย์สินที่เจ้าตัวมี ยากจะประเมินตัวเลขที่แน่ชัด แต่ก็บอกได้ว่ามีหลายล้านล้าน ด้วยทรัพย์สินจำนวนนี้ เจ้านายของเขาไม่ถูกลักพาตัว ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีบอดี้การ์ดตามประกบ นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากทีเดียว

คุณวินิจไม่รู้ ที่จริงไม่ใช่ว่าไม่มีคนพยายามลักพาตัวพสุธา แต่เป็นเพราะก่อนที่จะเข้าถึงตัวพสุธา ก็ถูกกลุ่มของแฟรงค์จัดการเสียก่อน

อันที่จริงไม่ใช่แค่คุณวินิจที่ไม่รู้ แต่พสุธาก็ไม่รู้ด้วยเช่นกัน

แฟรงค์เองก็ไม่เคยรายงานเรื่องนี้กับพสุธา ด้วยคิดว่านายน้อยของตัวเอง ควรจะใช้ชีวิตได้อิสระตามที่ต้องการ ส่วนเรื่องกังวลกับความปลอดภัย ให้เป็นหน้าที่ของพวกเขาเอง

 

“นายน้อยครับ ถึงแล้วครับ” แฟรงค์พูดกับพสุธา ที่นั่งหลับตาอยู่ ไม่สิ ไม่ใช่แค่หลับตา แต่หลับไปเลยจริง ๆ ต่างหาก

พสุธาลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อถูกปลุก และเมื่อเขาหันไปมองข้าง ๆ เขาก็ผงะไปเล็กน้อย เมื่อเห็นว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมองมาจากนอกรถ

นักศึกษาทั้งหลายเลยเห็นขบวนรถหรูมาแล้ว และพวกเขาก็คิดว่าตัวเองคุ้นชินแล้ว แต่เมื่อเห็นอีกครั้ง ก็ยังคงอดไม่ได้ ที่จะมองอย่างตื่นตาตื่นใจ

พวกเขารู้ว่าคนที่อยู่ข้างในรถ เป็นพสุธา เพราะนอกจากพสุธาแล้ว ก็ไม่มีใครหรอกที่จะมีขบวนโรลส์รอยซ์ แฟนทอม ห้าคันมาส่งแบบนี้

ความจริงพสุธาก็ไม่ได้ต้องการให้เอิกเกริกเช่นนี้ แต่เพราะแฟรงค์ยืนยันอย่างหนักแน่น บอกว่าพสุธาดูเหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะขับรถเอง ดังนั้นแล้วในฐานะหัวหน้าบอดี้การ์ด เขาต้องใส่ใจต่อความปลอดภัยของเจ้านาย

พสุธารู้สึกเสียใจนิด ๆ ที่ยอมรับตำแหน่งหัวหน้าบอดี้การ์ดของแฟรงค์

เขายึดคืนได้หรือเปล่านะ ควรจะรู้สิ ลูกน้องของลูคัส ก็ต้องเล่นใหญ่เหมือนลูคัสอยู่แล้ว

พสุธามองแฟรงค์อย่างจนใจชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด

“ฉันจะลงจากรถแล้ว” ประตูรถถูกล็อกอยู่

เมื่อพสุธาเอ่ยปาก แฟรงค์ก็ส่งสัญญาณคำสั่ง ไม่นานนัก บอดี้การ์ดที่นั่งอยู่บนรถนำขบวน และรถตามขบวน ก็วิ่งลงจากรถไปยืนเรียงแถวที่ข้างรถ จากนั้นแฟรงค์ค่อยลงไป เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอันตราย ถึงได้ยอมให้พสุธาลงจากรถ

พสุธาสาบานกับตัวเองในใจว่า ต่อไปเขาจะไม่ยอมใจอ่อน ให้แฟรงค์มาส่งเขาอีกแล้ว

พสุธารู้สึกอับอายเล็กน้อย เมื่อลงจากรถได้ เขาก็รีบก้าวเท้าอย่างเร่งรีบเข้าไปในอาคารทันที

เมื่อพสุธาเข้าอาคารไปแล้ว แฟรงค์ก็เปลี่ยนสีหน้าจากอ่อนโยนเป็นเยียบเย็น

“นายน้อยถึงที่หมายแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะกำจัดขยะแล้ว” เสียงของแฟรงค์ฟังดูอำมหิตเล็กน้อย สายตาเขาชำเลืองมองไปยังพวกที่แอบซุ่มอยู่

คิดจะลักพาตัวนายน้อยของเขา ก็ต้องรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้ให้ได้ก่อน!

 

พสุธาไม่รู้เรื่องการลงมือของแฟรงค์ เมื่อเข้ามาในอาคาร เขาก็ตรงไปยังจุดนัดหมายของเขากับเพื่อนอีกสามคน เมื่อเขาไปถึง ก็เห็นว่าบนโต๊ะมีกล่องอาหารอยู่ และกล่องอาหารพวกนั้น ยังไม่ถูกแตะต้องเลย

“บอกว่าให้กินกันไปเลย ไม่ต้องรอไง” พสุธาพูดพลางนั่งลง

“ได้ไง ก็ต้องรอกินพร้อมกันสิ” น้ำทิพย์พูด ก่อนที่เธอจะเปิดกล่องพิซซ่าที่สั่งมา

เพราะว่าวันนี้พสุธาไม่มีเวลาทำข้าวกล่อง น้ำทิพย์จึงเสนอว่าวันนี้พวกเขาสั่งพิซซ่ามากินกันดีหรือเปล่า และพสุธาก็ตอบตกลง คนอื่น ๆ ก็เห็นด้วย ดังนั้นอาหารกลางวันวันนี้ของพวกเขา ก็คือพิซซ่า

ส่วนสามหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์การบิน ไม่ได้มาร่วมวงด้วย เพราะว่าวันนี้ออกไปศึกษานอกสถานที่

“ว่าแต่ทำไมมึงใส่ชุดนักศึกษามาแล้วล่ะ นึกว่ามึงจะมาทั้งชุดสูทเสียอีก อดเห็นมาดประธานเย็นชาของมึงเลย” น้ำทิพย์พูดอย่างเสียดาย

“ดูละครสั้นให้มันน้อยลงหน่อย” พสุธาส่ายหน้าพูด แต่น้ำทิพย์มองพสุธาด้วยสายตาประมาณว่า ‘บอกตัวเองเถอะ’

“จริงสิ คาบเช้ากูไม่ได้เข้าเรียน อาจารย์ว่าอะไรไหม”

“จะว่าอะไร มึงยื่นใบลาตามปกตินี่ ยังพูดชมมึงด้วยซ้ำ บอกว่าทุกคนควรเอามึงเป็นตัวอย่าง ทั้ง ๆ ที่สร้างตัวจนเป็นมหาเศรษฐีได้แล้ว ก็ยังไม่ทิ้งการเรียน” สีไม้พูดอย่างหมั่นไส้

พสุธาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูด

“อย่าอิจฉาอย่างออกนอกหน้านัก”

“ให้ตายเถอะ ใครจะไม่อิจฉามึงได้ หน้าตาก็ดี ฐานะก็ดี ยังเรียนดีอีกด้วย ตอนที่พระเจ้าปั้นมึง ต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่นแน่ ๆ”

“พูดอะไรของมึงเนี่ย จั๊กจี้หูจริง ๆ” พสุธาทำหน้าย่น ก่อนจะพูดต่ออีกว่า

“มึงก็รู้เรื่องพ่อแม่ของกู ยังคิดว่ากูเป็นลูกรักสวรรค์อยู่อีกเหรอ”

คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้พวกสีไม้นิ่งเงียบไป ก่อนที่น้ำทิพย์จะพูด

“อย่าเพิ่งพูดมาก รีบกินเถอะ มันจะเย็นหมดแล้ว พิซซ่านี่มันต้องกินตอนร้อน ๆ นะเว้ย ถึงจะฟิน”

“เออ มึงได้ยินเรื่องที่เราจะมีนักศึกษาแลกเปลี่ยนหรือยัง” สีไม้พูดขึ้นมา

“นักศึกษาแลกเปลี่ยนเหรอ คณะเราน่ะนะ เปิดเทอมมาเกือบเดือนแล้ว ทำไมเพิ่งมาวะ” สีเทียนถามอย่างแปลกใจ

“ไม่ใช่แค่คณะเรา แต่เป็นเซคเราเลยด้วยซ้ำ ได้ยินว่ามาจากเยอรมนี”

“เยอรมนีใช้ระบบกฎหมายซิวิลลอว์เหมือนกับเรา ก็เป็นไปได้ที่จะมาแลกเปลี่ยนกับเรา เพราะถึงแม้ว่าจะมีข้อแตกต่างกันของกฎหมายแต่ละประเทศอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีจุดร่วมที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้กันได้” พสุธาพูดออกความคิดเห็น

“แล้วจะมาวันไหนวะ”

“จันทร์หน้า อาจารย์ปริญอยากให้มีนักศึกษาพี่เลี้ยง”

“ใครจะไปอยากเป็นพี่เลี้ยงให้คนอื่นวะ แค่เรียนของตัวเองยังจะไม่รอดเลย”

สีไม้ไม่ได้ตอบสีเทียน แต่มองไปยังพสุธา

“อย่าบอกนะว่าเป็นกู” พสุธาพูดออกไป

“ใช่เลย อาจารย์ปริญบอกว่ามึงพูดภาษาเยอรมันได้”

“อาจารย์รู้ได้ยังไง” พสุธาถามอย่างแปลกใจ

ขณะที่พวกสีเทียน และน้ำทิพย์ก็มองพสุธาอย่างทึ่ง ๆ

“มึงพูดได้จริงเหรอเนี่ย นึกว่ามึงเก่งแค่จีนกับอังกฤษ” พวกเขารู้พสุธาเก่งภาษาอังกฤษ เพราะเห็นพสุธาแสดงความสามารถในคาบเรียนภาษาอังกฤษ และรู้ว่าพสุธาเก่งภาษาจีน เพราะเคยได้ยินปฐพีพูด แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า พสุธายังเก่งภาษาที่สี่ด้วย

พวกเขาไม่รู้หรอก พสุธาไม่ได้เก่งแค่สี่ภาษา แต่เกือบทุกภาษาทั่วโลก พสุธาก็สามารถพูดอ่านเขียนได้ราวกับเจ้าของภาษา เพราะว่าพสุธาได้รับทักษะทางภาษามาจากระบบ

ทักษะของระบบ เชื่อใจได้เสมอ

“ก็พอพูดได้บ้างนิดหน่อย” พสุธาพูดถ่อมตัว

“กูไม่อยากจะเชื่อคำว่านิดหน่อยของมึงเลย นิดหน่อยของมึง กับของคนอื่น ความหมายไม่เหมือนกันเลย นิดหน่อยของมึง คือโคตรเก่ง เก่งฉิบหาย เก่งไม่เกรงใจคนอื่น เก่งจนคนอื่นสงสัยในชีวิต” สีเทียนพูดเสียงอิจฉา

พสุธาถอนหายใจ

“ทำไมรู้สึกเหมือนถูกประชด ถูกด่า”

“กูชมมึงจากใจจริง ๆ นะ แล้วถึงกูจะอิจฉา แต่กูก็ชื่นชมนับถือมึงมากกว่า กูรู้ ไม่มีความสามารถไหนได้มาโดยง่าย มึงต้องผ่านการเรียนรู้มาอยากหนัก ต้องมีความขยันอดทนมากเลยสินะ ถึงจะมาอยู่ในจุดที่ทำให้คนอิจฉาได้ คนอื่นเห็นแต่ความสำเร็จ แต่ไม่เคยเห็นความลำบากในการฝึกฝนอย่างพากเพียรของมึง” สีเทียนพูดแล้วพยักหน้าเบา ๆ

พสุธามองสีเทียน เขาลังเลที่จะบอกสีเทียนดีหรือไม่

‘ไม่ ๆ ความสามารถด้านภาษาของฉัน ได้มาอย่างยากลำบากจริง ๆ นั่นแหละ แต่เป็นความเหนื่อย ความลำบากในการปั่นจักรยานส่งหนังสือพิมพ์นะ’