120. ตอนที่ 118
ตอนที่ 118
“อาจารย์ครับ ผมไม่เหมาะสมจริง ๆ ครับ ผมไม่มีเวลา หลังเลิกเรียนผมก็ต้องไปทำงานพิเศษ อาจารย์ก็รู้นี่ครับ” พสุธาพูดกับอาจารย์ที่ปรึกษา อย่างอาจารย์ปริญ หลังจากที่เจ้าตัวพูดจุดประสงค์ที่มาหาเขา ให้เขาได้รู้
อาจารย์ปริญไม่ได้แสดงสีหน้าแปลกใจอะไร เพราะเขาคิดไว้อยู่แล้วว่าพสุธาจะต้องปฏิเสธ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ว่าจะคณะจะมีการจัดงานประชุมเชิงวิชาการ ที่นักกฎหมายทั่วโลกจะเดินทางมาร่วมด้วย ทางคณะขาดล่ามแปลภาษา คุณคิดว่าคุณพอจะช่วยได้หรือเปล่า” อาจารย์ปริญพูด
พสุธามุมปากกระตุก เขารู้ได้ในที่สุดว่าจริง ๆ แล้วเรื่องที่จะให้เขาเป็นพี่เลี้ยงนักศึกษาแลกเปลี่ยน เป็นเพียงกลอุบายเท่านั้น จุดประสงค์ที่แท้จริงของอาจารย์ปริญ คือขอให้เขาเป็นล่ามแปลภาษาให้ต่างหาก
อาจารย์ปริญเคยช่วยติดต่อคณบดีป้อมปราบให้เขา ถือว่าได้ช่วยเหลือเขาอยู่บ้าง ดังนั้นเขาปฏิเสธเรื่องพี่เลี้ยงไปแล้ว ถ้าจะปฏิเสธเรื่องเป็นล่ามอีก ก็จะดูไม่ดีนัก
“เรื่องหาล่าม ผมคิดว่าไม่น่าจะยาก ทางคณะติดปัญหาตรงไหนหรือครับ ถ้าเป็นเรื่องเงินค่าจ้าง ผมก็พอจะช่วยได้” พสุธาถามออกไป
“ไม่ ๆ ไม่ใช่เรื่องเงิน ผมรู้ว่าคุณสามารถพูดได้หลายภาษามาก และภาษาส่วนใหญ่ที่ใช้กัน คุณก็เชี่ยวชาญทั้งหมด ดังนั้นแทนที่จะไปจ้างล่ามมา ผมคิดว่าการให้คุณแสดงความสามารถ จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับคณะ และมหาวิทยาลัยของเรามากกว่า” อาจารย์ปริญรีบพูดทันที
“อาจารย์รู้ได้อย่างไรครับว่าผมมีความเชี่ยวชาญด้านภาษา และอาจารย์มั่นใจในตัวผมมากเลยหรือครับ ไม่กลัวว่าจากที่จะเป็นหน้าเป็นตา อาจจะได้กลายเป็นทำให้อับอายขายหน้าก็ได้นะครับ” พสุธาถามอย่างสงสัย เขาสงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่าอาจารย์ปริญรู้ได้ยังไงว่าเขาเชี่ยวชาญหลายภาษา
“ในประวัติของคุณไง ในช่องความสามารถพิเศษ คุณเขียนเอาไว้ว่าเชี่ยวชาญหลายภาษา นอกจากนี้แล้ว ผมยังเคยเห็นคุณอ่านหนังสือภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีนด้วย ส่วนภาษาอังกฤษ ผมก็รู้ได้จากในคลาสเรียนของคุณ”
พสุธาไม่คิดว่าอาจารย์ปริญจะสังเกตเห็นขนาดนี้ และเขานิ่งคิดไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบตกลง
ที่พสุธาตอบตกลง ไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าอาจารย์ปริญเท่านั้น แต่เพราะเขาเองก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน
แม้ว่าอาจารย์ปริญจะพูดว่าเป็นหน้าเป็นตาให้คณะและมหาวิทยาลัย แต่ที่จริงแล้ว งานนี้ หากเป็นนักศึกษาคนอื่น พวกเขาคงตอบตกลงตั้งแต่ได้รับคำเชิญแล้ว ทั้งยังจะตื่นเต้นมากด้วย เพราะถือว่าได้รับทั้งเกียรติ และโอกาส ในฐานะนักศึกษาวิชากฎหมาย การจะได้พบนักกฎหมายจากทั่วทุกมุมโลก นี่คือโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง และไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับโอกาสนี้ แล้วการได้พบนักกฎหมายจากทั่วทุกมุมโลก หากคุณมีฝีมือมากพอ ก็หมายถึงจะได้เพิ่มคอนเน็คชันด้วย ในอนาคต อาชีพการงานจะสดใสอย่างแน่นอน
พสุธาก็ไม่ใช่คนโง่ แม้ว่าเขาจะมีทรัพย์สินมากมายมหาศาล แต่โอกาสที่จะได้พบกับนักกฎหมายระดับชั้นแนวหน้าของโลก ก็ยังเป็นโอกาสที่หาได้ยากอยู่ดี
ฝั่งอาจารย์ปริญ เมื่อได้ยินว่าพสุธาตอบตกลง เขาก็แสดงความดีใจออกมาทันที
“งานจะมีวันไหนครับ ผมขอรายละเอียดล่วงหน้าด้วย ที่สำคัญ ผมต้องการรายละเอียดหัวข้อ และเนื้อหาที่ทุกคนจะพูดในวันนั้นด้วย” แม้ว่าพสุธาจะไม่เคยเป็นล่ามมาก่อน แต่เขาก็พอจะรู้ว่า สมควรที่จะเตรียมตัวก่อนปฏิบัติงาน เพื่อลดความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น
“ได้ ตกลง คิดไม่ผิดเลยจริง ๆ ที่เลือกคุณ” อาจารย์ปริญชื่นชมพสุธามากยิ่งขึ้น เจ้าตัวไม่เพียงแค่รับปาก แต่ยังตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถด้วย
“ขอบคุณที่ให้โอกาสครับ” พสุธาก็ถ่อมตัวกลับไป ก่อนจะเอ่ยขอตัว เมื่ออาจารย์ปริญไม่มีเรื่องสำคัญจะพูดกับเขาแล้ว
เมื่อพสุธาลงมาจากอาคาร เขาก็เป็นโรลส์รอย์ แฟนทอม ห้าคัน จอดเรียงรายอยู่ที่หน้าตึก พร้อมกับชายชุดดำอีกสิบกว่าคนที่ยืนอยู่ข้างรถ และแฟรงค์ที่ยืนรออยู่เช่นกัน
เหตุการณ์นี้ยังคงดึงดูดสายตาของผู้คนที่พบเห็น โดยเฉพาะนักศึกษา พวกเขาหยุดยืนมอง บางคนต้องการจะหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูป ทว่าเมื่อเห็นสายตาของชายชุดดำทั้งหลายที่มองมา พวกเขาก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วลดโทรศัพท์มือถือลง
พสุธาถอนหายใจหนัก ก่อนจะเดินไปที่รถ เขาไม่เสียเวลาพูดคุยกับแฟรงค์ แต่เร่งรีบให้แฟรงค์เปิดรถ แล้วรีบเข้าไปในรถอย่างรวดเร็ว
แทนที่จะเถียงกับแฟรงค์ให้เป็นเป้าสายตา ไม่สู้รีบขึ้นรถ รีบไป มีอะไรก็ค่อยไปคุยกันในรถ จะดีกว่า
“วันนี้นายน้อยจะไปทำงานที่ไหนครับ ผมจะไปส่ง” แฟรงค์ถามพสุธา เขาจะวางแผนเส้นทางต่อไป
อันที่จริง หากเขาต้องการรู้ เขาก็สามารถสืบหาได้ แต่เขาจะสืบข้อมูลนายน้อยของตัวเองได้อย่างไรกันล่ะ
“ไม่ต้อง ไปส่งฉันที่บ้านก็พอ เดี๋ยวฉันขับรถไปเอง” พสุธาปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“วันนี้รถทุกคันของนายน้อย ถูกส่งไปตรวจสุขภาพรถที่ศูนย์แล้วครับ” แฟรงค์ที่พูดตอบ
พสุธานิ่งไป ก่อนจะพูดถามอย่างเหนื่อยใจ
“นี่ก็หน้าที่บอดี้การ์ดด้วยเหรอ”
“ผมควบตำแหน่งพ่อบ้านส่วนตัวของนายน้อยด้วยครับ” แฟรงค์ตอบอย่างสบาย ๆ
พสุธาคิ้วกระตุก ช่างสมกับเป็นลูกน้องของลูคัสจริง ๆ สามารถหาตำแหน่งให้ตัวเองได้ตลอดเวลา
ยัดเยียดตัวเองเก่งจริง ๆ
“งั้นนายก็หาจอดรถแถว ๆ นี้แหละ ฉันจะเรียกแท็กซี่ไปเอง”
“นายน้อยจะเรียกทำไมให้ยุ่งยากล่ะครับ ให้พวกเราไปส่งก็ดีอยู่แล้วนี่นา”
“นายเคยเห็นพนักงานทำความสะอาดที่ไหน นั่งโรลส์รอยซ์ แฟนทอมบ้างล่ะ”
“แต่ผมก็เคยเห็นพนักงานทำความสะอาด ที่ขับแอสตันมาติน และก็เฟอร์รารี่สีแดงในตำนานไปทำงานนะครับ” แฟรงค์ตอบเสียงกลั้วหัวเราะ
พสุธาเถียงไม่ออก เขาปลง และเลิกเถียงกับแฟรงค์
ช่างเถอะ อยากทำอะไรก็ทำเลย เอาให้เต็มที่!
“นายน้อยทนหน่อยนะ ช่วงนี้มีพวกขยะเพ่นพล่านอยู่เยอะ” แฟรงค์เห็นนายน้อยของตัวเอง มีสีหน้าบูดบึ้ง เขาจึงพูดเสียงประเหลาะ เหมือนกำลังปลอบเด็กอยู่
พสุธาทำหน้าบูดบึ้งยิ่งกว่าเดิม เพราะเสียงประเหลาะของแฟรงค์นั่นแหละ
“พวกขยะที่นายหมายถึง คือพวกไหน” พสุธาหมายถึงพวกที่ต้องการฆ่าเขา หรือต้องการลักพาตัวเขา
“พวกที่ต้องการลักพาตัวนายน้อยไปเรียกค่าไถ่น่ะสิครับ ตอนนี้กิจการของนายน้อยยังไม่ได้ไปขัดแข้งขัดขาใครเข้า แต่จำนวนทรัพย์สินของนายน้อย ทำให้คนอื่นมองว่านายน้อยเป็นเหมืองทองเคลื่อนที่” แฟรงค์พูดตอบ
“อยู่ ๆ ทำไมถึงโผล่มากันล่ะ” พสุธาถามอย่างสงสัย
“เพราะพวกมันมองว่านายน้อยเป็นเป้าหมายที่ลงมือได้ง่าย ไม่เหมือนมหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ที่ไปที่ไหน ก็มีบอดี้การ์ดคอยตามเป็นขบวน”
“มีพวกเศรษฐีที่มีบอดี้การ์ดคอยตามเป็นขบวนจริงเหรอ ฉันนึกว่ามีแต่ในละคร” พสุธาถามอย่างแปลกใจจริง ๆ
“นายใหญ่ก็มีบอดี้การ์ดคอยตามไม่ใช่เหรอครับ” แฟรงค์ยกตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน
“ไม่สิ นายใหญ่ของนายเอาเปรียบเทียบกับคนปกติได้เหรอ”
“ลูกรักของกูพูดอย่างนั้นจริง ๆ ใช่ไหม ถ้าจริง นั่นแสดงว่าในสายตา และในใจของลูกรักของกู กูเป็นคนที่พิเศษ คนอื่นไม่คู่ควรที่จะถูกนำมาเปรียบเทียบกับกู ฮ่า นี่สินะความรู้สึกของพ่อที่ถูกรักโดยลูกชาย” ลูคัสพูดอย่างเบิกบานใจ แต่ลูกน้องนั้นก็เกิดความฉงนใจ
อดีตนายใหญ่รู้หรือเปล่า ว่าตัวเองเลือกคนแบบไหนขึ้นมาเป็นนายใหญ่ ให้ตายสิ การที่แก๊งยังไม่ล่มสลาย ทั้งยังเจริญรุ่งเรืองได้ ต้องถูกจารึกเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้ว
แฟรงค์นวดขมับ ก่อนจะพูดว่า
“ยินดีที่มีส่วนทำให้นายใหญ่มีความสุขครับ” ถ้านายใหญ่อยากจะมองโลกในแง่ดี เขาก็ไม่ห้าม!
“ฮึ แต่มึงดูแลลูกรักของกูได้ดีนะ โบนัสปีนี้ของมึงเพิ่มอีกเท่านึงก็แล้วกัน”
“ขอบคุณครับนายใหญ่”
“ไม่ต้องขอบคุณกู เพราะกูมีภารกิจสำคัญให้มึงทำ ถ้ามึงทำสำเร็จ มึงจะได้โบนัสเพิ่มสิบเท่า แต่ถ้ามึงทำไม่สำเร็จ โบนัสปีนี้ของมึงก็เหลือศูนย์”
“นายใหญ่มอบหมายภารกิจมาเลยครับ ผมทำได้แน่นอน” แฟรงค์พูดอย่างฮึกเหิม จนกระทั่งได้ยินภารกิจของตัวเอง
“กูไปสยามครั้งหน้า ต้องได้ยินลูกรักเรียกกูว่าพ่อ”
“นายใหญ่ไม่ต้องรอถึงสิ้นปีหรอกครับ สั่งไปเลยก็ได้ว่าโบนัสปีนี้ของผมไม่มีให้” แฟรงค์พูดอย่างสิ้นหวัง
นายใหญ่มอบหมายภารกิจแบบนี้มา เหมือนบอกให้เขาไปสอนให้นกว่ายน้ำ ให้ปลาบินได้
ลูคัสหน้าบึ้งตึงทันที
“ทำไม ภารกิจนี้ยากไปสำหรับมึงเหรอ”
“ไม่ใช่แค่สำหรับผมหรอกครับ ยากสำหรับทุกคนนั่นแหละครับ ผมว่าถ้าเปลี่ยนตัวพ่อบุญธรรมของนายน้อยเป็นคนอื่น ภารกิจนี้คงมีความเป็นไปได้มากกว่า” เมื่อแฟรงค์พูดจบ เขาก็ต้องรีบเอาโทรศัพท์ออกจากหู เพราะเสียงคำรามของผู้เป็นนายใหญ่
“ไอ้แฟรงค์ มึงอยากตายใช่ไหม มึงกำลังบอกว่าลูกไม่รักกูงั้นเหรอ!”
“นายใหญ่ อย่าเสียดังสิครับ เกิดหูผมหนวกขึ้นมา ผมจะทำงานรับใช้นายน้อยได้ยังไงกัน” แฟรงค์พูดกลับไป ไม่ได้มีความกลัวที่จะโดนนายใหญ่ลงโทษเลยสักนิด
ฮึ ตอนนี้เขาเป็นทั้งหัวหน้าบอดี้การ์ด และพ่อบ้านส่วนตัวของนายน้อย และยังได้รับการรับรองตำแหน่งอย่างเป็นทางการจากนายน้อยด้วย หากนายใหญ่กล้าแตะต้องเขา ก็ดูสิว่าตำแหน่งพ่อบุญธรรมของเจ้าตัวจะสั่นคลอนมากกว่าเดิมไหม!
พสุธาไม่รู้เลยว่าการที่เขาเผลอรับรองตำแหน่งให้แฟรงค์อย่างเป็นทางการ ทำให้แฟรงค์กล้าที่จะเหิมเกริมต่อลูคัส
ถ้าพสุธารู้ เขาคงจะเสียดายแย่
อืม ถ้ารู้แบบนี้ รับรองตำแหน่งให้ตั้งนานแล้ว
กลับมาที่ตอนนี้ก่อน งานของพสุธาในวันนี้ ก็คือการทำความสะอาดคอนโดมิเนียมขนาดหนึ่งร้อยตารางเมตร และเป็นเรื่องบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อ พสุธาได้เจอผู้กองชาวีร์อยู่ในห้องนี้ด้วย
ตอนที่เขาเห็นผู้กองชาวีร์ เขาก็คิดว่านี่คือห้องของผู้กองชาวีร์ แต่แล้วเขาก็ได้รู้ว่าเขาเข้าใจผิด มันไม่ใช่ห้องของผู้กองชาวีร์ แต่เป็นห้องของน้องสาวของผู้กองชาวีร์
ผู้กองชาวีร์รู้ว่าน้องสาวจากพนักงานทำความสะอาดห้องมา และไม่รู้ว่าเป็นพสุธา จึงไม่ค่อยวางใจเท่าไรนัก จึงได้แวะมาดู และต้องการข่มขวัญด้วย ทว่าเมื่อเห็นว่าคนที่ถูกจ้างมาคือพสุธา ผู้กองชาวีร์ก็มีสีหน้าแปลก ๆ ไปทันที
“คุณยังทำงานอดิเรกนี้อยู่อีกเหรอ”
“ทำไมจะไม่ทำล่ะ ผมยังต้องทำงานหารายได้นะ”
ผู้กองชาวีร์มุมปากกระตุก เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา ไม่ต้องพูดถึงทรัพย์สินส่วนอื่นของเจ้าตัว เอาแค่รายได้จากการขายยันต์ให้พวกเขา ก็พอให้เจ้าตัวอยู่แบบสบาย ๆ แล้ว
“จริงสิ ผมโดนผีหลอกด้วย” ผู้กองชาวีร์ลดเสียงลง แล้วพูดประโยคนี้กับพสุธา
พสุธาเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ผู้กองชาวีร์ และลูกน้อง ถูกเขาทำให้เห็นผีมาตั้งหลายวันแล้ว ทำไมยังกลัวผีหลอกอยู่อีกล่ะ
“ผมหมายถึงหลอก ที่หลอกจริง ๆ แบบ โกหกน่ะ” ผู้กองชาวีร์พูด เมื่อเห็นสีหน้าของพสุธา
“อ้อ แล้วผีที่ไหนหลอกผู้กองครับ” พสุธาถามอย่างสนใจขึ้นมา
“ก็อาจารย์ที่เกษียณอายุของสยามปราชญ์คนนั้นนั่นแหละ”
“เธอหลอกยังไง” พสุธาขมวดคิ้ว
“เธอไม่ได้จำไม่ได้ว่าเธอตายอย่างไร เธอตั้งใจฆ่าตัวตาย เธอวางยาพิษตัวเอง เพื่อจะได้ทิ้งเงินประกันเอาไว้ให้กับลูกชายของเธอ ที่เป็นหนี้จากการพนัน” ผู้กองชาวีร์พูด เขากัดฟันกรอด ๆ อย่างโมโห
ไม่ได้โมโหที่ถูกหลอก แต่โมโหที่ลูกคนหนึ่งทำให้แม่ที่รักลูก ต้องยอมสละชีวิตตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตลูกของตัวเองเอาไว้
ถ้าหมอนั่นไม่ได้เล่นพนัน ก็จะไม่มีเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้ใช่ไหม
พสุธาขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม เมื่อได้ยินว่ามีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการติดพนันอีกแล้ว
นี่เป็นครอบครัวที่สองแล้ว ของอาจารย์มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ ที่ติดการพนัน
เพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่เป็นคนมีความรู้ความสามารถ สั่งสอนลูกศิษย์มากมายจนได้ดิบได้ดี แต่ลูกของตัวเอง ถึงกลายเป็นผีพนันไปได้
พสุธาไม่เข้าใจปัญหานี้เลยสักนิดเดียว
“ผมรู้จักสามีภรรยาคู่หนึ่ง เป็นอาจารย์ปลดเกษียณของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์เหมือนกัน และลูกชายของพวกเขา ก็ติดการพนันเหมือนกัน ผู้กองว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำอะไรหรือเปล่า” พสุธาอดที่จะสงสัยไม่ได้
เป็นไปได้ไหม ว่าบรรดาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์นั้นเงินเดือนดี เงินปลดเกษียณก็มีไม่น้อย จึงตกเป็นที่หมายตาของพวกมิจฉาชีพ
ผู้กองชาวีร์ขมวดคิ้วเหมือนกัน เขาคิดว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แต่เมื่อพสุธาสงสัย เขาก็จะช่วยหาคำตอบ
ไม่แน่ว่าอาจจะเจอปัญหาบางอย่างเข้าจริง ๆ
“จริงสิ แล้วเรื่องที่ผมให้ไปเมื่อวาน” พสุธาหมายถึงข้อมูลเอาผิดพ่อของณัฐภัทร์
“กำลังเตรียมการอยู่ เรื่องนี้เบื้องบนให้ความสำคัญมาก คุณวางใจได้เลย คุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน” ผู้กองชาวีร์พูดเสียงขรึม เมื่อวานนี้เขาได้เปิดไฟล์หลักฐานที่พสุธาส่งมาแล้ว มันมีเรื่องสกปรกหลายเรื่องที่ทำให้เขาเกือบจะคุมตัวเองไม่อยู่ แล้วไปจับตำรวจชั่วนั่นมาทุบตีให้ตาย
“คุณรีบหน่อยดีกว่า ไม่อย่างนั้นก็ไปขอหมายศาล ห้ามให้เขาออกนอกประเทศ ผมคิดว่าเขาน่าจะไหวตัว และพยายามหนีออกนอกประเทศในเร็ว ๆ นี้” พสุธาพูดเสียงขรึม
ซึ่งพสุธาก็คาดเดาไม่ผิดเลย พันตำรวจเอกณัฐวุฒน์ กำลังเตรียมตัวจะหลบหนีจริงๆ เขาไปถอนเงินฝากจากธนาคาร และพยายามขายทรัพย์สินที่มีออกไปให้เร็วที่สุด และเขากระทั่งไม่บอกเรื่องนี้กับลูกชายของตัวเอง
หลังจากที่รู้ว่าลูกชายไปหาเรื่องพสุธามา จนทำให้เขาต้องตกเป็นเป้าหมายของทนายความเกษม และผู้กองชาวีร์ พันตำรวจเอกณัฐวุฒน์ก็รู้แล้วว่า ไม่ช้าไม่นาน เรื่องที่ตัวเองทำเอาไว้ จะต้องถูกขุดคุ้ยขึ้นมา และเมื่อไรก็ตามที่มันถูกขุดคุ้ยขึ้นมา นั่นก็หมายความว่าชีวิตของเขาได้ดำเนินมาถึงจุดจบแล้ว เขาอาจจะต้องติดคุกหลายสิบปี หรือกระทั่งติดคุกตลอดชีวิต
แต่คนที่มีอำนาจอยู่ในมือมาตลอด จะยอมให้ตัวเองต้องเข้าไปอยู่ในคุกได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะหลบหนี มั่นใจว่าเมื่อมีเงินไม่วย่าจะอยู่ที่ไหน เขาก็จะใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
ส่วนลูกเมียน่ะหรือ ณัฐวุฒน์ไม่มีความคิดจะพาไปด้วยเลย เขาอยากเลิกกับเมียเต็มทีแล้ว ส่วนลูกชายที่นำพาความเดือดร้อนมาให้เขา เขายิ่งแค้นหนัก อยากจะทุบตีให้ตาย
กลับมาที่ตอนนี้ เมื่อผู้กองชาวีร์ได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็นิ่งไป ก่อนจะรีบพูด
“คุณพูดถูก ผมต้องรีบไปจัดการเรื่องนี้” พูดจบเขาก็วิ่งออกจากห้องไปในทันที ตามมาด้วยเสียงประตูกระแทกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้น้องสาวของเจ้าตัวต้องออกมาดู
“เสียงอะไรหรือคะ” ชญานี น้องสาวของชาวีร์พูดถามพสุธา ขณะที่สายตาก็มองหาพี่ชายไปด้วย
“เสียงปิดประตูน่ะครับ พี่ชายของคุณเร่งรีบเกินไป เขาเลยเผลอปิดประตูเสียงดัง” พสุธาพูดตอบ
“พี่ชายฉันออกไปข้างนอกแล้วเหรอคะ” ชญานีพูดถามอย่างแปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้พี่ชายบอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนเธอ จนกว่าพนักงานทำความสะอาดจะกลับไป แต่ตอนนี้กลับออกไปแล้ว ไม่ทำตามคำพูดนี่นา
แต่เมื่อชญานีมองหน้าพสุธา เธอก็รู้สึกว่าไม่แปลกใจหรอกที่พี่ชายของเธอจะไม่เป็นกังวล เพราะพสุธานั้นดูเด็กอยู่มากจริง ๆ ดูไม่เหมือนคนที่จะทำเรื่องชั่วร้ายอะไรกับเธอได้เลย
“ใช่ครับ เขามีงานด่วนต้องไปจัดการ” พสุธาพยักหน้าตอบ
ชญานีมองพสุธา จากนั้นเธอก็ถามอีก
“คุณรู้จักกับพี่ชายของฉันหรือเปล่าคะ” ชญานีเพิ่งสังเกตเห็นว่าคำพูดของพสุธา ทำให้เหมือนว่าเจ้าตัวนั้นรู้เรื่องอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับพี่ชายของเธอ
“รู้จักกันอยู่บ้างจริง ๆ ครับ ผมเป็นเพื่อนรุ่นน้องของคุณป๋า”
“อ้อ เป็นเพื่อนพี่ป๋านี่เอง” ชญานีพูดอย่างยินดี เมื่อได้ยินว่าพสุธาก็ถือว่าเป็นคนกันเอง เพราะพี่ชายของเธอ ก็สนิทสนมกันดีกับปฐพี
“ในเมื่อเป็นคนกันเองแบบนี้ ไม่ต้องเรียกคุณแล้วก็ได้ค่ะ เรียกวีวี่เฉย ๆ ก็ได้ เรียนอยู่ปีสอง อายุสิบเก้าปี คุณอายุเท่าไรคะ” ชญานีถามอย่างกระตือรือร้น
“อายุสิบแปดครับ เรียนอยู่ปีหนึ่ง”
“ดีเลย ถ้าแบบนี้พี่จะเรียกนายว่าน้องดิน นายก็เรียกพี่ว่าพี่วีวี่นะ” ชญานีตาเป็นประกาย เธอจะได้มีน้องชายกับเขาบ้างแล้ว
“ได้ครับพี่วีวี่” พสุธาก็ไม่ได้ปฏิเสธไมตรีจิตที่ถูกหยิบยื่นมาให้ เขาตอบรับอย่างเรียบง่าย ก่อนที่จะลงมือทำงานต่อ
“จริงสิ น้องดินสนิทกับพี่วีร์มากหรือเปล่า ช่วยเตือนให้เขาทำงานน้อยลงหน่อยได้ไหม เขาทำงานหนักจนเริ่มจะอาการไม่ค่อยดีแล้วนะ รู้ไหม วันก่อนพี่กลับบ้าน ก็ได้ยินเขาพูดอยู่คนเดียว ตอนแรกคิดว่าเขาอาจจะคุยโทรศัพท์ แต่ก็เห็นว่าเขาไม่ได้ใช้โทรศัพท์อยู่ ที่หูก็ไม่ได้ใส่หูฟังเอาไว้ด้วย เขาคุยคนเดียวอย่างจริงจัง บางครั้งยังมีออกท่าทางด้วย นี่มันน่าเป็นห่วงมากเลยนะ” ชญานีพูดกับพสุธาเสียงหนักใจ
“อาจจะไม่ได้คุยคนเดียวก็ได้นะครับ” พสุธาก็พูดตอบ
“ถ้าพี่วีร์ไม่ได้คุยคนกับตัวเองคนเดียว แบบนั้นแล้วเขาจะคุยกับใครได้ล่ะ ผีในห้องเหรอ”
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ อาจจะเป็นผีในห้อง หรืออาจจะเป็นผีในบ้าน ที่ตามเข้าไปคุยในห้องก็ได้นะครับ”