LNCrawler

121. ตอนที่ 119

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 119

“ดิน พรุ่งนี้ตอนเย็นมีงานไหมครับ” ปฐพีถามพสุธา ที่ตอนนี้กำลังนั่งอ่านไฟล์เอกสารที่ถูกส่งมาโดยอาจารย์ปริญ ด้วยความที่เขามีทักษะภาษาขั้นเทพ ทำให้เขาสามารถแปลออกได้ทันทีเลย แม้ว่าอาจารย์ปริญจะส่งไฟล์เอกสารมาเป็นภาษาฮินดีก็ตาม

แต่ว่าไม่ใช่เพราะอาจารย์ปริญต้องการกลั่นแกล้งพสุธาแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะว่าเขานั้นส่งไฟล์ผิดมาต่างหาก และได้ส่งไฟล์เป็นภาษาสยาม และภาษาอังกฤษตามมาแล้ว ทว่าพสุธาก็ยังอ่านภาษาฮินดีต่อไป

ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะเขาขี้เกียจเปลี่ยนไปเปิดไฟล์ใหม่ก็เท่านั้น

“วันพรุ่งนี้เหรอครับ มีงานนะครับ หลังเลิกเรียน” พสุธาพูดตอบ ก่อนจะพูดถาม

“คุณป๋ามีอะไรหรือเปล่าครับ”

“พรุ่งนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่เจ็ดสิบเจ็ดของเพื่อนคุณปู่น่ะครับ แต่ว่าคุณปู่พี่ไปเที่ยวต่างประเทศ ยังไม่กลับมา ท่านจึงให้พี่เป็นตัวแทนท่านไปอวยพรแทน พี่อยากให้นายไปกับพี่” ปฐพีพูดตอบ

ตั้งแต่คุณปู่ของเขาได้กินซุปไก่ดำของพสุธา เจ้าตัวก็สุขภาพแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งตอนนี้ดูไม่เหมือนคนอายุเจ็ดสิบห้าปีเลย อย่างมากก็เหมือนคนอายุห้าสิบต้น ๆ เท่านั้น ผิวหนังที่เคยเหี่ยวย่นหย่อนคล้อย ก็เรียบตึงขึ้นมาไม่น้อย เส้นผมที่เคยขาวโพลน ก็มีผมดำขึ้นมาบ้าง ทำเอาคุณปู่ดีใจ แต่ภายหลังถูกคะยั้นคะยอจากบรรดาคนที่รู้จัก ทั้งสนิทสนม ทั้งห่างเหิน ก็ขอให้บอกเคล็ดลับที่ทำให้สุขภาพแข็งแรง คุณปู่เกรงใจพสุธา จึงตัดสินใจหนีไปต่างประเทศเสียเลย

“พรุ่งนี้ผมน่าจะทำงานเสร็จราว ๆ หกโมงเย็น คุณป๋าจะไปงานกี่โมงครับ” พสุธาถามออกไป

“ความจริงงานเริ่มตอนหกโมงเย็น แต่เจ้าของวันเกิด ด้วยความเป็นผู้อาวุโส ตำแหน่งก่อนเกษียณก็นับว่าใหญ่โต ดังนั้นน่าจะปรากฏตัวราว ๆ หนึ่งทุ่ม พี่คิดว่าถ้าเราไปก่อนหนึ่งทุ่ม ก็น่าจะทันนะครับ งานฉลองก็จัดที่โรงแรมกาแล็กซี่นั่นแหละครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ได้นะครับ เพราะว่างานที่ผมรับไว้ ก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ขับรถแค่สิบนาทีก็ถึงแล้ว ผมไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดที่โรงแรม น่าจะทัน” พสุธาที่ปกติไม่เคยสนใจจะออกงานพวกนี้ ก็นึกอยากลองไปดูบ้างสักหน่อย เพื่อว่าจะมีใครมายกหุ้นบริษัทให้เขาอีก

เห็นได้ชัดเลยว่าพ่อของหัวทองได้เปิดโลกใบใหม่ให้กับพสุธา

ปฐพีก็แปลกใจไม่น้อย ที่พสุธาตอบตกลง ตอนที่เขาชวน เขาก็ไม่กล้าที่จะคาดหวังมากนัก เพราะรู้ว่าพสุธาไม่ชอบออกงานสังคม แต่เขาก็อยากจะชวนอยู่ดี เพราะคิดว่าในงานแบบนั้น ถ้าไม่มีพสุธาอยู่ด้วย เขาคงจะเบื่อน่าดู

“ทำไมครับ แปลกใจเหรอ” พสุธาเห็นสีหน้าของปฐพี เขาก็ถามเสียงกลั้วหัวเราะ

“ครับ พี่ไม่คิดว่านายจะตอบตกลง ปกตินายไม่ชอบออกงานแบบนี้” ปฐพีก็ตอบไปตามตรง

“ก็ไม่ค่อยชอบครับ แต่บางครั้งก็ไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็ดี” พสุธาพูดตอบออกไป

ปฐพียิ้ม

“ถ้าอย่างนั้น เมื่อไรที่อยากเปิดหูเปิดตา ก็บอกพี่ได้เสมอนะครับ” ปฐพีรีบเสนอตัวทันที

พสุธาหัวเราะในลำคอ ก่อนที่จะอ่านเอกสารต่อ ปฐพีก็ไม่ได้กวนพสุธา เขาหยิบแฟ้มเอกสารที่เขาเอามาจากบริษัท มาอ่านบ้าง

ชายหนุ่มสองคน ต่างนั่งอ่านงานของตัวเองกันอยู่เงียบ ๆ แต่เป็นความเงียบที่แฝงความหวาน และความอ่อนโยนเอาไว้

 

“คุณพสุธา คุณอ่านเอกสารที่ผมส่งไปแล้วหรือยังครับ” อาจารย์ปริญถามพสุธาในตอนเช้า เมื่อเขาบังเอิญเดินสวนกัน

“อ่านแล้วครับ ผมเห็นว่าส่วนของภาษาฮินดี เมื่อเทียบกับฉบับภาษาสยาม ภาษาอังกฤษ มีบางคำที่ผิดเพี้ยนไป ผมจัดการวงคำเหล่านั้นเอาไว้ อาจารย์ลองตรวจสอบความถูกต้องดูอีกครั้งนะครับ” พสุธาพูดตอบกลับไป

อาจารย์ปริญอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าพสุธาจะอ่านภาษาฮินดีออกด้วย ทั้งยังสามารถตรวจจับคำผิดได้อีกด้วย

“ได้ ผมจะให้คนตรวจสอบดูอีกที ว่าแต่คาดไม่ถึงเลย ว่าคุณจะเชี่ยวชาญภาษาฮินดีด้วย

“ภาษาฮินดี เป็นภาษาที่คนใช้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก โดยมีผู้ใช้กว่าหกร้อยคน ดังนั้นผมก็ต้องเรียนรู้เผื่อเอาไว้บ้างสิครับ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ

อาจารย์ปริญยิ่งชื่นชมพสุธามากยิ่งขึ้น

“คุณสมควรแล้วจริง ๆ ที่จะถูกเรียกว่าอัจฉริยะ”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แค่มีโอกาสที่หายากเท่านั้นเอง” พสุธาหมายถึงเพราะเขาได้รับระบบมา ซึ่งบนโลกนี้ อาจจะมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีระบบ

“ถ่อมตัวไปแล้ว” อาจารย์ปริญพูด ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากขอตัว เพราะตอนเช้าเขาก็มีคาบสอนด้วยเช่นกัน

เมื่อคล้อยหลังอาจารย์ปริญ พวกสีไม้ที่ยืนอยู่ด้วยกันกับพสุธา ก็มองพสุธาด้วยสายตาเหมือนกับมองมนุษย์ต่างดาว

“แม้แต่ภาษาฮินดี มึงก็รู้เหรอ มีภาษาอะไรบ้างที่มึงไม่รู้”

“ภาษามนุษย์ต่างดาวล่ะมั้ง” พสุธายักไหล่ตอบกลับไป

“เฮ้อ มึงก็เพลา ๆ ลงหน่อยเถอะ เหลือพื้นที่ให้คนอื่นแสดงความสามารถบ้าง” สีเทียนแกล้งพูดอย่างหนักใจ

พสุธาหัวเราะ แล้วแกล้งพูดอย่างเย่อหยิ่งว่า

“อยากแสดงความสามารถ ก็มาแย่งเวทีไปให้ได้สิ”

“”บอกแล้วว่าอย่าเบียวการ์ตูนให้มันมากนัก สีไม้พูดพลางดีดหน้าผากพสุธาไปทีหนึ่ง ก่อนจะร้องโอดโอย

“โอ้โห นี่ใช่ไหมที่มาของคำว่าหัวแข็ง กูดีดไปทีเดียว นิ้วแทบจะหัก เหมือนดีดนิ้วใส่ท่อนเหล็กหนาเลย” สีไม้พูดพลางสะบัดมือ

สีเทียน และน้ำทิพย์มองพสุธา จากนั้นก็มองสีไม้ สายตาของพวกเขามีความกังขา

“เวอร์เกินไปหรือเปล่า ถึงไอ้ดินมันจะมือหนัก แต่ไม่น่าหัวแข็งด้วยนะ” สีเทียนพูดอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อ

“ไม่อย่างนั้นมึงก็ลองดูเองสิ” สีไม้กัดฟันพูดเสียงลอดไรฟัน

“เดี๋ยว ๆ ก่อน อยู่ ๆ จะมาดีดหน้าผากกูทำไมกัน” พสุธาถอยหลัง ไม่ใช่อะไร ไม่อยากให้เพื่อนเจ็บตัวก็เท่านั้น ประเดี๋ยวนิ้วใช้งานไม่ได้ แล้วจะจับปากกายังไงล่ะ

สีเทียนเห็นพสุธาถอยหลังไปสองก้าว เขาก็ไม่ได้ตามไป เพียงยักไหล่เบา ๆ

“มึงมันน่ามันเขี้ยวว่ะ อยากหยิกแก้ม” สีเทียนพูด ก่อนที่จะถูกน้ำทิพย์โวยวาย

“อย่านะ อย่ามาแย่งเป็นแม่ไอ้ดินนะ ตำแหน่งนี้กูจองแล้ว”

พสุธารู้สึกว่าเส้นเลือดที่ขมับของตัวเองตุบ ๆ เขาอยากจะจับคนแถวนี้ไปปรับทัศนคติ ไม่มากไม่มายหรอก แค่สามคนเท่านั้นเอง

“อยากเป็นแม่กูเหรอ ให้คิดอีกทีว่าแม่จริง แม่ปลอมกู ตอนนี้ไปอยู่ในหมดแล้ว” พสุธาถามเสียงลอดไรฟัน

พวกน้ำทิพย์ชะงักกึกไป ก่อนจะยักไหล่

“นั่นไม่เหมือนกัน สองคนนั้นเป็นแม่ที่ไม่ดี ส่วนกูจะเป็นแม่ที่ดีของมึงเอง” น้ำทิพย์ตบอกตัวเอง พูดอย่างหนักแน่น

พสุธาหลับตา สูดลมหายใจ เขาไม่พูดอะไรอีก เดินหนีเข้าห้องเรียนไป ทิ้งให้น้ำทิพย์หัวเราะคิกคักตามหลัง

แต่ว่าพอถึงช่วงทำงานท้ายคาบ น้ำทิพย์ สีไม้ และสีเทียน ต่างก็หัวเราะไม่ออก เพราะว่าพสุธาไม่ยอมแบ่งปันคำตอบเหมือนทุกที

“มีแม่คนไหนที่ลอกการบ้านลูกบ้างล่ะ พวกมึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดีนะ” พสุธาพูดแล้วก็ส่งรอยยิ้มหวานให้ทั้งสามคน แต่เป็นรอยยิ้มหวานที่ทำให้เพื่อนทั้งสามคนของเขา แทบจะหลั่งน้ำตา

“ไม่ ดิน กูผิดไปแล้ว กูไม่ใช่แม่ มึงต่างหากที่เป็นแม่ มึงมันตัวแม่ ตัวมัม ตัวมารดาเลย” น้ำทิพย์พูด แต่แทนที่จะทำให้พสุธาอารมณ์ดีขึ้น สีหน้าของเจ้าตัวก็ยิ่งบูดบึ้งกว่าเดิม

“กูเป็นผู้ชาย คลอดลูกไม่ได้”

“ตัวแม่ไม่ได้อยู่ที่เพศ แต่อยู่ที่อินเนอร์” น้ำทิพย์เถียงทันที

พสุธาไม่อยากสนใจน้ำทิพย์อีก เขาแกล้งส่งกระดาษคำตอบให้สองสี แล้วพูดว่า

“อย่าให้น้ำทิพย์ลอก”

สีไม้ และสีเทียนต่างก็หัวเราะออกมา ส่วนน้ำทิพย์นั้นแทบจะร้องไห้แล้ว เธอเขย่าแขนเสื้อพสุธา พูดขอร้องอ้อนวอน ทำตาปริบ ๆ อยู่ชั่วครู่หนึ่ง พสุธาก็ยอมให้อภัย

“เย้” น้ำทิพย์ส่งเสียงร้องดีใจ เมื่อพสุธายอมพยักหน้าอนุญาต แล้วรีบแย่งกระดาษคำตอบของพสุธามาจากสองสี

พสุธามองเพื่อนสนิททั้งสามคนแบ่งกระดาษคำตอบของเขา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น

เขาเข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัท ก็เห็นว่าได้มีการประกาศรายชื่อผู้ที่ชนะการสัมภาษณ์ และได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยพิเศษของพสุธา

เป็นเพราะการคัดเลือกในครั้งนี้ เป็นที่จับตามอง อีกอย่างหนึ่ง ผู้ช่วยพิเศษของพสุธา ก็จะเป็นตัวแทนของพสุธาในการติดต่อธุรกิจกับนักธุรกิจคนอื่น ๆ ดังนั้นคุณวินิจจึงเสนอว่าให้ประกาศไปเลย พสุธาเองก็เห็นด้วย

การประกาศในครั้งนี้ สร้างความคิดเห็นที่หลากหลาย บางคนก็มองในแง่บวก บางคนก็มองในแง่ลบ แต่ส่วนใหญ่แล้วพุ่งเป้าไปทีตัวของผู้ที่ได้รับเลือก ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่พสุธา

คนที่ถูกพุ่งเป้ามากที่สุดก็คือ วาธิน ตระการกุล เพราะว่าเจ้าตัวเป็นลูกคนเล็กที่ก่อนหน้านี้ ทุกคนพูดกันว่าเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่รัก ว่ากันว่าส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่มักจะลำเอียงรักลูกคนเล็ก แต่เพราะว่าวาธินเป็นลูกคนเล็กที่ไม่ถูกรัก พวกเขาจึงคิดว่าวาธินจะต้องเป็นคนที่มีปัญหาบางอย่างเป็นแน่

ดังนั้นเมื่อพสุธาเลือกวาธินเป็นผู้ช่วยพิเศษ และตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษของพสุธา บางครั้งก็คือการเป็นตัวแทนของพสุธาด้วย นั่นจึงทำให้มีข้อถกเถียงกันไม่น้อย พวกเขาสงสัยว่าเพราะอะไร พสุธาได้เลือกวาธิน

หรือต้องการจะช่วยวาธินแย่งสมบัติของตระกูล จากนั้นก็เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังวาธิน คอยเข้าแทรกแซงและกลืนกินตระกูลตระการกุล

พสุธาเห็นความคิดเห็นพวกนี้ เขาก็มุมปากกระตุก

ตระกูลกุลเป็นมหาเศรษฐีก็จริง แต่ยังห่างไกลจากทรัพย์สินที่เขามีอยู่เยอะ เขาจะไปอยากได้สมบัติของตระกูลนั้นทำไมกัน

ถ้าเขาอยากได้มรดกจากใครสักคน เขารับมรดกจากลูคัสไม่ดีกว่าหรือไง ตอนนี้จำนวนทรัพย์สินของลูคัสยังเป็นปริศนาอยู่เลย แต่พสุธามั่นใจว่าจะต้องมากกว่าที่เขามีอย่างแน่นอน

 

ฝั่งวาธิน ตอนที่มีประกาศ เขาก็ยังไม่รู้เรื่องเลย เขาไม่ได้ตรวจสอบแม้กระทั่งอีเมลของเขาด้วยซ้ำ เป็นเพราะว่าเขากำลังยุ่งอยู่กับการรับรองลูกค้าวีไอพีคนหนึ่ง

ลูกค้าวีไอพีคนนี้เป็นเจ้าของธุรกิจ และมีเงินฝากธนาคารเกือบหนึ่งพันล้านบาท ขาดอีกไม่กี่สิบล้านเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่ทำให้วาธินกำลังยุ่ง เพราะว่าเจ้าตัวต้องการถอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่พอใจการบริการของเขา นี่ทำให้เขาโดนผู้เป็นพ่อโทรศัพท์มาด่าด้วย

วาธินลอบกัดฟันกรอด เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าตัวเขาถูกวางแผนเล่นงาน คนคนนี้เป็นคนที่พี่ชายคนโตของเขาให้มาเล่นงานเขาเป็นแน่ เมื่อหลายวันก่อนเขาเห็นทั้งคู่นั่งอยู่ด้วยกัน ก็คิดไว้แล้วว่าจะต้องมาสร้างปัญหาให้กับเขา แต่เพราะเขาต้องการทุ่มสมาธิให้กับการสัมภาษณ์งานกับพสุธา ดังนั้นจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก มาตอนนี้ เขาก็ถูกเล่นงานเข้าจริง ๆ

“ฉันบอกนายแล้วว่าฉันต้องการถอนเงินทั้งหมด บริการของสาขานี้มันห่วยแตก ฉันจะไปเปิดบัญชีที่สาขาใหม่”

“ตามกฎของธนาคารที่ประกาศไว้ หากลูกค้าต้องการถอนเงินสดเกินสองล้านบาท คุณลูกค้าต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งวัน ซึ่งคุณลูกค้าไม่มีการแจ้งเข้ามาก่อนหน้านี้ ทำให้ทาสาขาเตรียมเงินสดเอาไว้ไม่พอครับ” วาธินพูดอย่างใจเย็น

“ฉันไม่สน เงินเป็นของฉัน ฉันจะฝากจะถอนเมื่อไรก็ได้ นายมีหน้าที่เอาเงินมาให้ฉัน ก็ทำแค่นั้นพอ ไม่ต้องมาพร่ำอะไรกับฉันเยอะแยะ” ชายวัยกลางคนพูดอย่างเย่อหยิ่ง

วาธินต้องใช้ความพยายามในการข่มใจไม่น้อย แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ก็มีผู้ช่วยของเขาวิ่งเข้ามาเสียก่อน

“ผู้จัดการ ผู้จัดการผ่านแล้ว”

“เอะอะเสียงดังอะไร ผมคุยกับลูกค้าอยู่ คุณไม่เห็นหรือ” วาธินหันไปดุผู้ช่วย แน่นอนว่าเขาทำเป็นดุไปอย่างนั้นเอง

“ขอโทษครับ ผมดีใจเกินไปหน่อยที่รู้ว่าผู้จัดการผ่านสัมภาษณ์ ได้เป็นผู้ช่วยพิเศษคุณพสุธา ผู้จัดการ คุณได้ดีแล้ว อย่าลืมพาผมไปด้วยนะ” ผู้ช่วยของวาธินพูดเสียงอ้อนวอน เพราะเขาเองก็สมัครตำแหน่งผู้ช่วยไปด้วยเหมือนกัน และเขาก็ได้รู้ข่าวจากวงในมาว่า ตำแหน่งผู้ช่วย จะถูกเลือกจากผู้ช่วยพิเศษทั้งสามคน ใครถูกผู้ช่วยพิเศษคนไหนเลือก ก็จะได้เป็นผู้ช่วยของผู้ช่วยพิเศษคนนั้น

เขาเป็นผู้ช่วยของผู้จัดการมาตลอด ทำงานอย่างตั้งใจ เจ้านายจะไม่ทิ้งเขาใช่ไหม

ฝั่งวาธินเมื่อได้ยินว่าตัวเองผ่านการคัดเลือก ได้เป็นผู้ช่วยพิเศษของพสุธา เขาก็ดีใจจนแทบจะลืมตัว แต่ยังดีที่ตั้งแต่เด็ก ต้องคอยสังเกตสีหน้าของคนอื่นอยู่เสมอ ทำให้เขาเก็บอาการได้อย่างรวดเร็ว

“ผมรู้แล้ว คุณออกไปก่อนเถอะ” วาธินพูดกับผู้ช่วยของเขา ก่อนที่จะหันไปหาลูกค้าวัยกลางคนอีกครั้ง

“เรื่องเงิน..” วาธินกำลังจะบอกว่าเขาจะติดต่อไปที่สาขาใหญ่ให้ ทว่าเขายังไม่ทันจะพูดได้มากกว่านี้ ชายวัยกลางคนก็พูดขึ้นมาก่อนว่า

“เอ่อ ไม่ ไม่ต้องแล้วครับ ผมเปลี่ยนใจแล้ว ไม่ถอนเงินแล้วครับ ผมสำนึกผิดแล้ว รู้แล้วว่าตัวเองทำไม่ถูก แค่เพราะพนักงานงานยุ่งจนละเลยผมไปเล็กน้อย เรื่องเล็ก ๆ ขนาดนี้ ผมจะเอามาเป็นอารมณ์ ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ไปทำไมกัน ทำให้คุณต้องเสียเวลา เสียอารมณ์ไปด้วย เอาแบบนี้ดีไหมครับ เพื่อเป็นการขอโทษ ผมเลี้ยงอาหารไถ่โทษคุณเอง” ชายวัยกลางคนพูดไปปาดเหงื่อไป

คนอื่นอาจจะไม่รู้จักพสุธา แต่เขารู้จักดี เพราะว่าสำนักงานของเขา ก็อยู่ในตึกเกรซ เขาเช่าสำนักงานที่นั่นทำเป็นออฟฟิศบริษัทของเขาเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงรู้ว่าพสุธาเป็นใคร และรู้ว่าผู้ช่วยพิเศษของพสุธา มีอำนาจมากแค่ไหน

ดูจากคุณวินิจสิ ตอนนี้มีประธานบริษัทคนไหนในตึกบ้าง ที่เวลาเจอเจ้าตัว ไม่ต้องทำตัวสุภาพด้วย บางคนถึงขนาดทำตัวนอบน้อมเสียด้วยซ้ำ

หากวันนี้เขายังโง่ทำให้วาธินไม่พอใจ วันหน้าเจ้าตัวไม่หาเรื่องให้เขาถูกเก็บค่าเช่าสำนักงานเพิ่มขึ้นหรือไงกัน

ดีไม่ดี ถูกไล่ออกจากตึกเกรซด้วยซ้ำ

ชายวัยกลางคนคิดแล้วก็นึกโมโหตัวเอง ก่อนหน้านี้ไปรับปากวีรพัทรทำไม ว่าจะช่วยเล่นงานวาธิน เรื่องของสองพี่น้อง เขาไปแส่อะไรด้วย แค่เพราะอยากประจบวีรพัทร ที่อาจจะได้สืบทอดธนาคารในอนาคตน่ะเหรอ ตอนนี้วาธินได้เป็นผู้ช่วยพิเศษของพสุธาแล้ว ว่าที่ผู้สืบทอดธนาคารสยามวาณิชจะนับเป็นอะไรได้ ขอแค่พสุธาเปรยกับลูกค้ารายใหญ่ที่ฝากเงินไว้กับธนาคาร ให้ถอนเงินออกมาให้หมด สยามวาณิชก็ล้มครึนได้ในทันที

ฝั่งวาธินก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด กับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของอีกฝ่าย เพราะเขาก็รู้ดีอยู่แล้ว ว่าเจ้าตัวนั้นเป็นหนึ่งในผู้เช่าของตึกเกรซ

ถ้าตอนนี้ไม่รีบประจบเขา แล้วเจ้าตัวจะรีบตอนไหนล่ะ

แม้ว่าวาธินจะรู้ แต่เขาก็ไม่ได้เผยสีหน้าอะไรออกไป ยังคงมีความสุภาพอยู่บนใบหน้า เขาพูดว่า

“เกรงใจเกินไปแล้วครับ ธนาคารของเราบริการบกพร่อง ได้รับคำตำหนิจากคุณก็เป็นเรื่องปกติครับ” วาธินพูดคล้ายใจกว้าง แต่คนฟังเหงื่อตก

พนักงานบริการบกพร่อง ตำหนิก็เป็นเรื่องปกติ แประเด็นคือ พนักงานไม่ได้บริการบกพร่อง และสิ่งที่เขาทำ ก็ไม่ได้เรียกว่าตำหนิ แต่เรียกว่า ‘หาเรื่องเล่นงาน!’

“ไม่ ไม่ พนักงานไม่ได้บริการบกพร่องเลยครับ เป็นความเข้าใจผิด เป็นความเข้าใจผิดกันครับ เรื่องนี้เป็นความผิดผมเอง ผมจะชดเชยให้แน่นอนครับ คุณวาธินเป็นคนใจกว้าง อย่าถือสาคนตัวเล็ก ๆ อย่างผมเลยนะครับ” ชายวัยกลางคนยอมรับความผิดของตัวเองแล้ว ไม่ดื้อดึงอีกต่อไป

วาธินเผยรอยยิ้มที่มุมปาก เขาพูด

“ดูสิครับ คุณเกรงใจกันเกินไปแล้ว คนเราทำผิดพลาดกันได้ครับ แต่ทำผิดแล้วก็สมควรแก้ไขให้มันถูกต้อง เห็นด้วยไหมครับ” วาธินถามเสียงเนิบช้า

ชายวัยกลางคนคนนี้ก็เป็นคนหัวไว เขาพยักหน้ารัว ๆ รับปากว่าจะแก้ไขอย่างแน่นอน

แก้ไขก็คือการหักหลังวีรพัทร ช่วยวาธินเอาคืนนั่นเอง แต่จะใช้วิธีการไหน วาธินไม่คิดจะเข้าไปยุ่ง สุดท้ายแล้ว เขาจะไม่ให้เรื่องนี้ต้องเปื้อนมือตัวเอง

 

พสุธาไม่รู้ว่าได้มีคนอาศัยการเป็นผู้ช่วยพิเศษของตัวเอง รอดพ้นจากการถูกเล่นงานมาได้ ทั้งยังดึงคนของศัตรูมาเป็นพวก แล้วเปลี่ยนเป็นอาวุธใช้เล่นงานอีกฝ่ายแทนด้วย

“นายน้อย ชุดเตรียมไว้อยู่ในห้องแล้วครับ” เมื่อพสุธามาถึงโรงแรมกาแล็กซี่ เขาก็ถูกพาขึ้นมายังห้องที่เก็บสำรองเอาไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะ หน้าห้องก็มีบอดี้การ์ดยืนเฝ้าอยู่ ด้านในห้องก็มีแฟรงค์คอยเตรียมความพร้อมเอาไว้รอรับเขา

พสุธามองไปยังชุดสูทที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ ยังมีเครื่องประดับอย่างนาฬิกา และคัฟลิงค์ รวมถึงเข็มกลัดติดเนคไทที่เข้าคู่กันดีกับคลัฟลิงค์ด้วย

“ขอบคุณมาก” พสุธาพูด ก่อนที่จะรีบเข้าไปอาบน้ำ เข้าไปในห้องน้ำแล้ว เขาก็นึกขึ้นได้ จึงตะโกนออกมาว่า

“ถ้าคุณป๋าโทรศัพท์มา นายรับสายให้ด้วยนะ ถ้าเขามาถึงแล้ว แต่ฉันยังอาบน้ำไม่เสร็จ นายพาเขามานั่งรอที่นี่ก็ได้ หรือบอกให้เขาไปรอที่งานก็ได้ แล้วแต่เขาจะเลือก”

“ครับ” แฟรงค์รับคำสั่งผู้เป็นนายน้อยของตัวเอง ขณะที่ในใจก็คิดว่า

หรือเขาจะทำเป็นลืมตัวเลือกแรก แล้วบอกปฐพีไปดีว่านายน้อยของเขาให้เจ้าตัวไปรอในงาน

ไม่ดีกว่า ถ้าเกิดนายน้อยจับได้ทีหลัง เขาถูกปลดออกจากทุกตำแหน่งเป็นแน่

ไม่ได้ ในฐานะหัวหน้าบอดี้การ์ด และพ่อบ้านส่วนตัวดีเด่น การทำตามคำสั่งนายน้อยถือเป็นเรื่องอันดับหนึ่ง

อะไรนะ ถ้านายใหญ่รู้ว่าเขาปล่อยให้มีหมูมากเข้าใกล้ผักกาดขาวของนายใหญ่ เขาจะถูกเล่นงานเหรอ

จะกลัวอะไรล่ะ นายใหญ่จะกล้าขัดใจนายน้อยหรือไง!

แต่นับว่าโชคดีที่แฟรงค์ไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตาย เพราะตอนที่ปฐพีมาถึง พสุธาก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปฐพีจึงมาทันรับพสุธาจากหน้าประตูห้องก็เท่านั้น

“วันนี้คุณป๋าดูหล่อกว่าทุกวันนะครับ” พสุธาอดไม่ได้ที่จะชมปฐพี

ปฐพีปกติแล้วก็เป็นคนที่หน้าตาดีกว่าพวกบรรดาดาราทั้งหลายอยู่แล้ว ในวันนี้เจ้าตัวสวมชุดสูทที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีต เส้นผมก็ถูกจัดแต่งด้วยการเสยขึ้นไป เปิดให้เห็นหน้าผากที่ได้สัดส่วน คิ้วเข้ม ๆ ก็เข้ากับดวงตาคู่คมของเจ้าตัว ทำให้ดูเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ และบรรยากาศอันน่าหลงใหล

“นายก็หล่อมากเหมือนกัน” ปฐพีไม่ใช่แค่แกล้งชม แต่เขาชมจากใจจริง ๆ

ชุดสูทที่พสุธาสวมใส่ก็เป็นแบบตัดเย็บพิเศษ เข้ารูป และเข้ากับเจ้าตัวเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าแก้มกลม ๆ ของเจ้าตัวทำให้เจ้าตัวดูอ่อนเยาว์ แต่แววตาที่เฉียบคมและลุ่มลึกนั่น ก็ราวกับมองทะลุถึงจิตใจคน นั่นก็ทำให้พสุธามีเสน่ห์ที่ยากจะอธิบาย

พสุธาที่ได้รับคำชม เขาก็พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าปฐพีใช้คำชมได้ถูกใจเขามาก

ใช่แล้ว ท่านประธานอย่างเขา ก็หล่อเหลาเช่นนี้นี่แหละ!