122. ตอนที่ 120
ตอนที่ 120
ทางด้านของงานเลี้ยง ก่อนที่พสุธา และปฐพีจะเข้าร่วมงาน ผู้ที่เป็นจุดสนใจของงาน กลับไม่ใช่เจ้าภาพ หรือลูกหลานของเจ้าภาพ แต่เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีใบหน้าสุภาพอ่อนน้อม
ชายหนุ่มคนนี้ เขาเคยติดตามครอบครัวไปออกงานหลายต่อหลายครั้ง ทว่าทุกครั้ง เขาราวกับเป็นเพียงของประดับชิ้นหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นเพียงเงาอันจืดจาง ไม่เป็นที่สนใจของผู้คน โดนมองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง แต่ตอนนี้ เขากลับเป็นผู้ที่ดึงดูดสายตาได้มากที่สุดในขณะนี้
ไม่ใช่เพียงแค่คนนอกเท่านั้นที่ให้ความสนใจกับเขา แม้แต่บิดาของเขา ที่มักจะมองเขาด้วยสายตารำคาญใจอยู่เสมอ ตอนนี้ก็มองเขาด้วยสายตาพึงพอใจในตัวเขาอยู่หลายส่วน
ทว่าได้รับสายตาพึงพอใจจากผู้เป็นบิดา ก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มดีใจเลยสักนิดเดียว กลับกัน เขายิ่งรู้สึกว่าหมดความหวังในตัวบิดาคนนี้ของเขา
ถ้าหากเขาไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยพิเศษของคุณพสุธา ชาตินี้ผู้เป็นพ่อคงจะไม่มองเขาด้วยสายตาที่ดีเลยใช่ไหม
วาธินคิดอย่างหมดใจ ก่อนที่จะตัดทิ้งอารมณ์อาวรณ์ใด ๆ ที่มีต่อคำว่าผู้ให้กำเนิด และครอบครัวทิ้งไปทั้งหมด แล้วสวมหน้ากาก แสร้งเป็นครอบครัวอันรักใคร่กลมเกลียวกับพวกเขาต่อไป
ตัดใจแล้ว ไม่ได้หมายความว่าต้องตัดขาด สิ่งใดที่เขาควรจะได้ เขาก็ต้องได้มาก สิ่งใดที่ไม่ใช่ของเขา เขาก็จะไม่พยายามแย่งมาเช่นกัน
ยกเว้นเสียแต่ว่าของสิ่งนั้น มันจะเป็นค่าชดเชยให้กับเขา
วาธินมองไปยังพี่ชายคนโตของตัวเอง
วีรภัทรสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาของน้องชาย เขาก็กำมือแน่นอย่างเกลียดชัง แต่ไม่กล้าเปิดเผยอาการมากไปกว่านี้ เพราะรู้ดีว่าทุกสิ่งในวันนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว น้องชายต่างมารดาที่เขารังเกียจคนนี้ จะไม่ใช่คนที่เขาจะเล่นงานได้ง่าย ๆ อีกต่อไป
อย่าว่าแต่เล่นงานเลย เขาไม่ต้องก้มหัวทุกครั้งยามคุยกับเจ้าตัว ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ๆ แล้ว
วาธินรับรู้ได้ถึงความอดทนอดกลั้นของพี่ชายคนโต เขาก็ยิ้มในแววตา
ในที่สุดก็ได้รู้รสชาติของการที่ต้องอดทนอดกลั้นอยู่ตลอดแล้วใช่ไหม ว่ามันทั้งขมขื่นและน่าเจ็บใจขนาดไหนกัน
วาธินคิดอย่างเหยียดหยัน แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ เขาก็ได้ยินเสียงอื้ออึงจากทางประตูเข้างาน เมื่อเขามองตามไป ก็เห็นว่ามีชายสองคนเดินเคียงคู่กันเข้ามา
แม้ว่าจะเป็นชายทั้งคู่ แต่ยามเดินเคียงข้างกัน เพียงแค่เดินข้างกัน ไม่ได้มีการจับมือ หรือคล้องแขนใด ๆ ก็ให้ความรู้สึกราวกับว่าทั้งคู่เป็นคู่รักที่เหมาะสมกันเป็นอย่างยิ่ง
“นั่นคือคุณชายคนเล็กของรัศมีภาณุมาศใช่ไหม ชื่ออะไรนะ ปฐพีหรือเปล่า ส่วนข้าง ๆ เขานั่นก็คงจะเป็นคนคนนั้นใช่ไหม พสุธาที่มีทรัพย์สินมหาศาลคนนั้น”
“ใบหน้าอ่อนเยาว์ แต่แววตาลุ่มลึก บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอำนาจ และความลึกลับ คนที่อยู่ข้าง ๆ ปฐพี ต้องเป็นพสุธาแน่ ๆ เขาตรงกับคำบรรยายของคนที่เคยเห็นเขามาก่อนทุกอย่างเลย”
“ดูเด็กมากจริง ๆ และเพราะว่ายังเด็กมากนี่แหละ ถึงได้น่ากลัว ไม่มีภูมิหลังครอบครัวที่ร่ำรวย แต่สามารถสร้างตัวจนมีทรัพย์สินมหาศาลได้แบบนี้ ทั้งยังใช้วิธีการที่ไม่มีใครมองออก น่ากลัวมากจริง ๆ”
“เจ้าเด็กบ้านรัศมีภาณุมาศนั่นก็โชคดีจริง ๆ ที่สามารถเกาะติดเขาได้เร็วขนาดนั้น”
“ฉันเคยได้ยินเรื่องตลกมา พวกกิจอนันต์บอกว่าคุณพสุธาไปเกาะคุณปฐพี ตอนนี้พอนึกถึงเรื่องนั้นแล้ว ฉันก็ขำเป็นบ้า”
“ผัวเมียกิจอนันต์นี่โง่จริง ๆ ลูกแท้ ๆ ร่ำรวยมหาศาลไม่เอา ไปเอาลูกปลอมที่ไม่ได้เรื่องนั่น แล้วจนป่านนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าลูกแท้ ๆ ของตัวเองนั้นรวยขนาดไหน”
“จะรู้ได้ยังไงล่ะ ไม่มีใครกล้าบอกหรอก ถ้าใครกล้าเปิดเผยเรื่องนี้กับครอบครัวนั้น ก็ถือว่าเป็นศัตรูกับคุณพสุธาน่ะสิ”
“ใช่ ใครจะอยากเป็นครอบครัวกับคนที่มีวิธีการลึกลับแบบนี้กัน”
พสุธาได้ยินเสียงซุบซิบดังเข้าหูไม่ขาด เขาอยากจะลอบกลอกตากับคนที่นินทาเขาระยะเผาขนแบบนี้
นี่กลัวเขาไม่ได้ยินหรือไง
แต่พสุธาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ภายนอกเขายังคงรักษาภาพลักษณ์สง่างาม และลึกลับเอาไว้ได้ดี
“คุณพสุธา เจอกันอีกแล้วครับ เป็นเกียรติจริง ๆ ที่ได้เจอคุณพสุธาอีกครั้ง” ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เดินถือแก้วไวน์เข้ามาทักทายพสุธา ก่อนจะหันไปทักทายปฐพี การปฏิบัติเช่นนี้ แสดงชัดมากว่าให้ความสำคัญกับพสุธามากกว่าปฐพี
ปฐพีก็ไม่มีความคิดเห็นอะไรกับเรื่องนี้ และรู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติในแวดวงสังคม
ให้ความสำคัญกับคนที่มีอำนาจ และมีเงินมากกว่า ถ้าคุณมีเงินน้อยกว่า ก็เชิญไปต่อคิวอยู่ด้านหลัง
ฝั่งพสุธา เมื่อได้รับการทักทายอย่างเป็นมิตร เขาก็ตอบกลับไปตามมารยาท แม้ว่าจะจำไม่ได้ว่าคนที่ทักทายเขาอยู่นี้ เป็นใคร
เมื่อมีคนกล้าที่จะเป็นผู้นำแล้ว ก็มีผู้ตามอย่างรวดเร็ว ไม่นานจุดที่พสุธายืนอยู่ ก็มีคนมากมายรายล้อม บางคนแนะนำตัวเอง บางคนก็ออกปากขอโทษพสุธา เรื่องที่ลูกชายของตัวเองคิดจะหาเรื่องพสุธา และบางคนก็แนะนำลูกชาย ลูกสาวที่พามาด้วย ให้พสุธาได้รู้จัก
พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายลูกสาวของตัวเอง จะสามารถจับพสุธาได้ ขอแค่ได้สนิทสนมกับพสุธาบ้างก็ยังดี
บรรดาลูกหลานหลายคนที่ถูกแนะนำให้ได้รู้จักพสุธา มีหลายคนที่ผู้ปกครองของพวกเขา ไม่ได้บอกเรื่องของพสุธามาก่อน ดังนั้นตอนที่ถูกแนะนำให้รู้จักกับพสุธา พวกเขาแค่เพียงแค่ตอบรับอย่างขอไปทีเท่านั้น บางคนถึงกระทั่งไปปิดบังสายตาดูแคลนเลยด้วย
พวกเขาคิดว่าพสุธาเป็นแค่คนที่อาศัยบารมีของปฐพี เข้ามาในงานเสียด้วยซ้ำ
แต่คนที่คิดเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยฉลาดเท่าไรนัก คนที่ไหวพริบดี แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าพสุธาเป็นใคร แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเสียมารยาท
นี่คือคนที่นักธุรกิจมากมายเข้ามาทักทาย และแนะนำตัวเอง หากจะบอกว่านักธุรกิจหลายคนมาเพราะปฐพี ก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าบรรดานักธุรกิจทั้งหลาย ทักทายพสุธาก่อนปฐพี
คนที่ฉลาดมีไหวพริบ ก็รีบคิดวิธีหาทางสนิทสนมกับพสุธา คิดหาหัวข้อที่จะมาชวนคุย
พวกเขาวุ่นวายอยู่ตรงนี้กันอยู่สักพักใหญ่ ๆ ตัวเอกที่แท้จริงของงานก็มาถึง
ทว่าตอนที่ตัวเอกที่แท้จริงของงานมาถึง ทุกคนก็ยังคงรุมล้อมพสุธาอยู่ และไม่ทันได้สังเกต ทำเอาบรรดาลูกหลานเจ้าของวันคล้ายวันเกิด ถึงกับไม่พอใจเลยทีเดียว แต่ตัวเจ้าของวันคล้ายวันเกิดปีที่เจ็ดสิบเจ็ด กลับเลิกคิ้วอย่างสงสัย
“ตรงนั้นพวกเขาสนใจอะไรกันอยู่” ชายชราเจ้าของวันเกิดพูดถาม
“คุณปู่ คนที่อยู่กลางวงล้อมนั่นชื่อพสุธา มากับคุณปฐพี” หลานชายคนหนึ่งพูดขึ้นมา ต้องการประจบผู้เป็นปู่ ทว่าฝั่งคนเป็นปู่นั้น เมื่อได้ยินชื่อพสุธา ก็รีบพูด
“เร็วเข้า รีบเข็นฉันไปต้อนรับคุณพสุธาเร็ว ๆ” คำพูดเร่งร้อนนี้ของผู้เป็นประมุขของตระกูล ทำเอาบรรดาหลาน ๆ นั้นตื่นตะลึงกันไปเลย ส่วนบรรดาลูก ๆ ก็ไม่ได้ตื่นตกใจอะไร เพราะว่าพวกเขาก็รู้ข้อมูลกันอยู่แล้ว
พวกเขาแปลกใจมากกว่า ที่พสุธามางานนี้ ได้ยินว่าเจ้าตัวไม่ชอบออกงานสังคม มีเพียงไม่กี่วันก่อนเท่านั้น ที่ไปร่วมงานประมูลการกุศล นับได้ว่าการมาครั้งนี้ของเจ้าตัว เป็นการออกงานครั้งที่สอง
เมื่อคิดแบบนี้แล้ว พวกเขาก็รู้สึกมีหน้ามีตามาก มหาเศรษฐีที่เก็บตัว ให้เกียรติมาร่วมงานวันคล้ายวันเกิดประมุขตระกูลของพวกเขา!
เมื่อเจ้าของงานเข้ามาร่วมวงด้วย บรรดาแขกที่ก่อนหน้านี้ไม่ทันได้สนใจเจ้าของงาน ก็รู้สึกเก้อกระดากขึ้นมา พวกเขารีบเปิดทาง และรีบทักทายเจ้าของวันคล้ายวันเกิด
ทว่าเจ้าของงาน หลังจากทักทายกลับอย่างขอไปที ก็มุ่งความสนใจไปที่พสุธา
“คุณพสุธา เจอกันเป็นครั้งแรก ไม่คิดว่าคุณจะให้เกียรติมาเยือน ทำให้มาต้อนรับช้าไป ขออย่าได้เก็บไปใส่ใจเลยนะครับ” เจ้าของงานพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ทำให้บรรดาหนุ่มสาวที่ไม่รู้จักพสุธาดี ต่างก็มองหน้ากันด้วยความสับสนมึนงง
คุณปู่ไกรเลิศเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก่อนจะปลดเกษียณ ทว่าแม้จะปลดเกษียณแล้ว แต่ก็ยังมีลูกศิษย์รวมถึงลูกน้องอยู่อีกมากมาย นั่นหมายถึงเรื่องการมีเส้นสาย ดังนั้นจึงมีหลายคนที่อยากจะประจบคุณปู่ไกรเลิศ เพื่อขอให้คุณปู่ไกรเลิศใช้เส้นสายของเจ้าตัว ช่วยตัวเองในบางเรื่อง แต่คุณปู่ไกรเลิศไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครเลย ทว่าครั้งนี้ คุณปู่ไกรเลิศกลับเป็นฝ่ายริเริ่มเข้าหาพสุธาด้วยตัวเอง
คนวัยหนุ่มสาวหลายคนไม่เข้าใจ แต่บรรดาผู้ปกครองของพวกเขาเข้าใจ
แม้ว่าคุณปู่ไกรเลิศจะมีเส้นสายเยอะ แต่ท่านก็ชรามากแล้ว วันนี้ท่านยังอยู่ มิตรสหายก็พร้อมจะช่วยเหลือ แต่เมื่อท่านจากไปแล้ว ยังจะมีสักกี่คนที่ยังระลึกถึง แล้วยอมให้ความช่วยเหลือลูกหลานของท่าน ดังคำที่ว่า ‘คนจากไป ชาก็เย็นชืด’
ดังนั้นคุณปู่ไกรเลิศจึงฉวยโอกาสนี้ คิดจะสานสัมพันธ์อันดีกับพสุธา หากพสุธาเข้ากันได้ดีกับลูกหลานของเขา ก็ยิ่งดีมากขึ้นไปอีก
กลับมาที่พสุธา เมื่อคุณปู่ไกรเลิศพูดแบบนั้น เขาจึงยิ้มอย่างสุภาพ แล้วพูดตอบกลับไปว่า
“วันนี้มาโดยไม่ได้รับเชิญ ต้องขออภัยด้วยครับ” พสุธาพูด แล้วก็ไม่เปิดโอกาสให้ใครได้พูดอะไร เขารับของขวัญวันเกิดจากแฟรงค์ ที่เดินเข้ามายืนข้างเขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ แล้วส่งให้กับคุณปู่ไกรเลิศ
“นี่เป็นของแทนคำอวยพรจากผมครับ สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดครับ”
“โธ่ ต้องมีของขวัญมาทำไมกัน แค่คุณมา ผมก็รู้สึกยินดีมากแล้ว” คุณปู่ไกรเลิศพูด แต่มือก็รับของขวัญจากพสุธาไป ทั้งยังวางเอาไว้บนตัก ไม่ส่งให้กับลูกหลาน
“คุณปู่ ผมก็มาด้วยนะครับ” ปฐพีที่ได้เจอคุณปู่ไกรเลิศมาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งท่านยังมีความเอ็นดูให้กับตัวเอง ดังนั้นปฐพีจึงพูดหยอกล้อไปประโยคหนึ่ง
“ปู่เห็นแล้ว หลานมาแทนปู่ของหลานสินะ”
“ใช่ครับ ตอนนี้คุณปู่อยู่ที่ต่างประเทศ กลับมาไม่ทัน ท่านจึงให้ผมมาเป็นตัวแทนอวยพรวันเกิดคุณปู่ครับ คุณปู่ สุขสันต์วันเกิดครับ ขอให้คุณปู่อายุยืนเป็นร้อยปี” ปฐพีพูดก่อนจะมอบของขวัญ
“ขอบใจ ๆ ว่าแต่มาด้วยกันรึ” คุณปู่ไกรเลิศมองพสุธา และปฐพีที่ยืนอยู่ข้างกัน
“ใช่ครับ ผมชวนดินมาเป็นเพื่อนโดยไม่ได้ขออนุญาตคุณปู่ก่อน คุณปู่อย่าโกรธเลยนะครับ”
“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ ปู่จะโกรธได้ยังไงกัน” คุณปู่ไกรเลิศรีบพูดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดต่ออีกว่า
“พวกหนุ่ม ๆ สาว ๆ คุยกันเองเถอะ คนแก่ ๆ อย่างปู่อยู่ด้วยจะไม่สนุกเอา” คุณปู่ไกรเลิศพูดจบแล้ว เขาก็ส่งสายตาให้ลูกหลานของตัวเอง
บรรดาลูก ๆ ก็ตามเขาไป บรรดาหลาน ๆ ก็ยืนอยู่ต่อ เพื่อสานมิตรภาพกับพสุธา และปฐพี
บรรดาเศรษฐีคนอื่น ๆ เห็นแบบนี้ พวกเขาก็เอาเยี่ยงอย่างบ้าง ส่งสายตากำชับลูกหลานของตัวเอง ให้ทำตัวให้ดี อย่าทำให้พสุธาขุ่นเคืองใจ ก่อนที่พวกเขาจะแยกตัวออกไป
เมื่อเหลือแค่วัยหนุ่มสาว การพูดคุยก็ครื้นเครงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเจ้าหัวทอง ที่โผล่มาตอนไหนก็ไม่รู้
“ลูกพี่ใหญ่ขนมนี่อร่อยมากเลยนะ ลูกพี่ใหญ่ลองชิมดูไหม ไวน์ก็รสชาติดีนะ หรือถ้าลูกพี่ใหญ่อยากดื่มน้ำผลไม้ก็ได้นะ เดี๋ยวผมไปเอามาให้เอง” หัวทองพูดเสียงประจบประแจง เขาถือว่าตัวเองเป็นคนคุ้นเคยกันดีกับพสุธา
พสุธาเห็นท่าทางประจบประแจงของหัวทอง เขาก็ไม่ได้รังเกียจ ยังรู้สึกตลกเสียด้วยซ้ำ
“พ่อนายกล้าปล่อยนายมาเดินในงานแบบนี้คนเดียวด้วยเหรอ” พสุธาถามออกไปเสียงเย้า
หัวทองยิ้มเผล่
“ลูกพี่ใหญ่ หลังจากที่ได้รับการสั่งสอนจากลูกพี่ใหญ่ ผมก็เปลี่ยนแปลงตัวเอง กลายเป็นเด็กดีแล้วนะ” หัวทองพูดเสียงประจบต่ออีกครั้ง
พสุธาหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“นายเรียนรู้ได้ไวดีนะ ฉันยังคิดว่าจะต้องสอนนายอีกสักสองสามครั้งเสียอีก” คำพูดของพสุธา ทำให้หัวทองขนลุกซู่ ถูกสอนครั้งแรก พ่อของเขาต้องเสียค่าบทเรียนไปเกือบสองพันห้าร้อยล้านบาท จากการยกหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ให้กับเจ้าตัว ถ้าเขาได้รับบทเรียนอีกสักสองสามครั้ง เขาจะเหลือแต่กางเกงในหรือเปล่า!
ขณะที่อักษรหน้าซีดเผือด คนอื่น ๆ ก็มองเจ้าตัวด้วยสายตาที่หลากหลาย มีทั้งคนที่อยากรู้อยากเห็น มีทั้งคนที่สงสัย และก็มีทั้งสายตาอิจฉา
“นั่นไม่ใช่เด็กที่ไม่ได้เรื่องของโสภณวรกุลหรอกเหรอ ทำไมถึงได้ดูสนิทสนมกับคุณพสุธา”
“เจ้าเด็กนั่นทำไมถึงสนิทกับคุณพสุธาด้วย ส่วนลูกชายของฉันต้องไปต่างประเทศ”
คนที่มีลูกชายเป็นเพื่อนเล่นกับอักษร แต่รีบร้อนส่งลูกชายไปต่างประเทศ เมื่อรู้ว่าลูกชายถูกปพนยุยงให้ไปหาเรื่องพสุธา เขาก็แสดงความอิจฉาออกมา เมื่อเห็นว่าอักษรดูจะได้รับความสนิทสนมกับพสุธาอยู่พอสมควร
ไม่ใช่แค่ชายคนนี้ แต่คนที่รู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องนี้ดีพอสมควร ก็หันไปส่งสายตาอิจฉากับอธิชาติ ที่เป็นบิดาของอักษร
อธิชาติเห็นสายตาอิจฉาที่มองมายังเขา เขาก็ยืดอกขึ้น รู้สึกได้ใจอย่างบอกไม่ถูก
ไม่ว่าเรื่องที่พสุธาสนิทสนมกับลูกชายของเขาเป็นความจริงหรือไม่ ขอแค่คนพวกนี้คิดว่าเป็นความจริงก็พอแล้ว
อธิชาติคิดอย่างมีความสุข
กลับมาทางฝั่งของพสุธา ยิ่งนาน คนก็ยิ่งเยอะขึ้นเรื่อย ๆ วาธินที่เดินเข้ามาหาพสุธาตั้งแต่แรก ทว่าจนตอนนี้ ก็ยังไม่มีโอกาสได้ทักทายพสุธาเลย แต่เขาก็ไม่รีบร้อนอะไร รอจนกระทั่งพสุธาหันมาทางเขา เขาจึงได้เอ่ยด้วยท่าทางสุภาพว่า
“ท่านประธาน สวัสดีครับ” คำเรียกขานที่วาธินใช้เรียกพสุธา ทำให้เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะมีคนพูดถามขึ้นมา
“ท่านประธาน หมายถึงคุณพสุธาหรือ” ชายคนนี้เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศได้ไม่กี่วันเท่านั้น จึงไม่เคยได้ยินชื่อพสุธามาก่อน จนกระทั่งถึงงานนี้
ไม่มีใครตอบคำถามชายหนุ่ม แต่พสุธาก็พูดขึ้นมาว่า
“คุณยังไม่ได้เริ่มทำงานเลย ยังไม่ต้องเรียกผมว่าท่านประธานก็ได้ สบาย ๆ เถอะ” พสุธาพูดออกไป
ฝั่งคนอื่น ๆ เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา พวกเขาก็รู้แน่ชัดแล้วว่าวาธินนั้นทำงานให้กับพสุธา แต่น่าจะยังไม่ได้เริ่มงาน
ว่าแต่วาธินเป็นทายาทของตระการกุล ธนาคารเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไม่ใช่หรือ ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้ไปทำงานกับคนอื่นล่ะ
“ท่านประธาน ตั้งแต่ที่ท่านเลือกผม ผมก็กลายเป็นคนของท่านแล้ว” วาธินพูดตอบพสุธา เขายังไม่ยอมเปลี่ยนคำเรียกขานอยู่ดี
วาธินคิดว่าการได้เรียกพสุธาว่า ‘ท่านประธาน’ มันทำให้เขาอุ่นใจได้มากกว่า มันเหมือนกับการยืนยันตัวตน ว่าเขาก็คือคนของพสุธา
พสุธาเลิกคิ้วเล็กน้อย ขณะที่ปฐพีมองวาธินอย่างไม่ค่อยไว้ใจเท่าไรนัก เขาขยับเข้าชิดพสุธาอีกเล็กน้อย แววตาคู่คมประกาศความเป็นเจ้าของอย่างไม่ปิดบัง
วาธินเห็นสายตาของปฐพีที่มองมา เขาก็ขยับออกห่างจากพสุธาเล็กน้อย
เป็นเพราะกลิ่นอายของปฐพีทรงอำนาจ แต่ที่มากกว่านั้นก็คือ วาธินคิดว่าการที่ปฐพีกล้าประกาศความเป็นเจ้าของผ่านทางสายตาอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ ก็เพราะว่าได้รับการอนุญาตจากพสุธาแล้ว ถ้าพสุธาไม่อนุญาต ปฐพีจะอยู่ใกล้ชิดพสุธาขนาดนั้นได้อย่างไร
ก็ต้องบอกว่าวาธินคาดเดาได้อย่างแม่นยำทีเดียว พสุธา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เขาก็ไม่คัดค้านการกระทำของปฐพี
ปฐพีเมื่อเห็นว่าวาธินยอมถอยออกไป แววตาของเขาก็ทอประกายพึงพอใจขึ้นมา
แต่ว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่พอใจวาธิน และไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่เรียกว่าครอบครัวของวาธินนั่นเอง
หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวอย่างหรูหราสวยงาม มองวาธินด้วยสายตารังเกียจ และไม่พอใจ ก่อนจะหันไปหาสามีของเธอ
“ลูกนอกคอกของคุณมันไปเกาะคุณพสุธาแล้ว คุณคงจะดีใจล่ะสิ แต่อย่าคิดนะว่ามันเกาะคุณพสุธาได้แล้ว ฉันจะยอมให้มันแย่งสมบัติของลูกฉันไปได้” วรรณวิมลพูดเสียงลอดไรฟัน
วงศกรได้ยินคำพูดของภรรยา สีหน้าของเขาก็มืดครึ้ม
“ฉันยังไม่ตาย เธอก็หวงสมบัติแล้วหรือ” เขาถามเสียงลอดไรฟัน แต่ขณะเดียวกัน ก็คิดถึงว่าในอนาคต เขาจะยกให้ใครขึ้นเป็นผู้สืบทอดดี
ก่อนหน้านี้เขามีตัวเลือกอยู่แค่สองคนเท่านั้น คือวีรภัทร และวรรธนันท์ ผู้เป็นลูกชายคนโต และคนรอง ทว่าตอนนี้ ลูกชายคนเล็กที่เขาเคยมองข้าม ตอนนี้ก็กระโดดข้ามสะพาน เข้าวังมังกรไปแล้ว เขายังจะมองข้ามเจ้าตัวได้อีกหรือ
ไม่ได้ ไม่ใช่แค่มองข้ามไม่ได้ ถึงขนาดต้องเกรงใจ ต้องประจบเสียด้วยซ้ำ
แค่คิด วงศกรก็รู้สึกแย่แล้ว ทว่าต่างก็เป็นนักธุรกิจ พวกเขาต่างรู้ดี ระหว่างเสียหน้าให้คนกันเอง กับเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป ตัวเลือกแรกย่อมดีกว่าเห็น ๆ
เมื่อคิดได้ดังนี้ วงศกรก็คิดต่อไปว่า แล้วเขาจะอาศัยลูกชายคนเล็ก เข้าหาพสุธาอย่างไรดี
พสุธาไม่รู้ว่าวงศกรคิดอะไรอยู่ ตอนนี้เขาโดนหัวทองชวนไปหาอะไรเล่นกัน
พสุธามองหัวทอง เขาพูดว่า
“ลูกพี่เก่าของนายคนนั้นน่ะ ว่าง ๆ ชวนเขามาเล่นด้วยกันกับฉันบ้างสิ”
ลูกพี่เก่าของหัวทอง ที่พสุธาหมายถึงก็คือปพน แม้ว่าปฐพีจะเล่นงานธุรกิจครอบครัวของเจ้าตัวไปแล้ว แต่เขาก็อยากสั่งสอนปพนด้วยตัวเองอยู่ดี
กล้าหาพวกมาเล่นงานเขาเหรอ เขาไม่สั่งสอนกลับไปบ้าง ก็จะหาว่าเขารังแกได้ง่ายน่ะสิ
“ผมไม่ได้ติดต่อกับเขาแล้ว อีกอย่างได้ยินว่าถูกส่งตัวไปต่างประเทศแล้วด้วย ลูกพี่พวกเราหาเพื่อนเล่นคนใหม่กันเถอะ”
“งั้นนายมีเพื่อนแบบนั้นอีกไหมล่ะ”
“แบบไหนเหรอลูกพี่”
“”แบบนายไง อ้อ แล้วก็ต้องมีพ่อแบบพ่อของนายด้วยนะ พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มเป็นมิจ แค่ก หมายถึงเป็นมิตร
หัวทองตอนแรกก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อเขาคิดถึงเรื่องที่พ่อของเขาเอาหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ของบริษัท ไปเป็นของชดเชยสำหรับความผิดของเขา หัวทองก็รู้สึกว่าตัวเองได้ค้นพบความลับอะไรบางอย่าง
เขารู้แล้ว เขารู้แล้วว่าพสุธารวยขึ้นมาได้อย่างไร รู้แล้วว่าทำไมเจ้าตัวถึงได้ครอบครองหุ้นมากมายหลายกิจการขนาดนี้
เจ้าของกิจการเหล่านั้น ก็คงตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขาสินะ!