123. ตอนที่ 121
ตอนที่ 121
“วันหยุดลูกพี่ก็ทำงานอยู่ตลอดเลยเหรอ” หัวทองถามพสุธา เมื่อเขาชวนพสุธาไปเที่ยวเล่นในวันหยุดที่จะถึงนี้ แต่พสุธาปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าตัวติดงาน
“ใช่สิ ฉันมันแค่เด็กกำพร้าตัวเล็ก ๆ ที่ต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง” พสุธายักไหล่ตอบ แต่คำตอบของพสุธา ทำให้คนที่รู้ถึงฐานะทางการเงินของพสุธา ต่างก็มุมปากกระตุกไปตาม ๆ กัน
คุณจะนับว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้าก็ได้ แต่คุณเคยเห็นเด็กกำพร้าตัวเล็ก ๆ คนไหนมีทรัพย์สินหลายล้านล้านไหม
“งั้นผมไปช่วยลูกพี่ทำงานดีไหม ลูกพี่ทำงานเสร็จแล้ว พวกเราก็ไปเที่ยวเล่นกัน” หัวทองไม่ยอมแพ้ เขาอยากพสุธาไปเที่ยวเล่นกับตัวเอง
“อย่าเลย ฉันจะว่าจะมีงานเพิ่มขึ้น” พสุธาก็ปฏิเสธอย่างรวดเร็ว ขนาดปฐพีเขายังไม่ยอมให้เจ้าตัวไปช่วยเลย แล้วจะยอมให้หัวทองมาวุ่นวายได้อย่างไร
หัวทองกะพริบตาปริบ ๆ
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกลูกพี่ ผมคงพอจะช่วยได้นิดหน่อย แต่ถึงขนาดทำให้นายจ้างอยากจ้างลูกพี่ซ้ำ ผมน่าจะยังห่างไกลอีกเยอะ”
คำพูดของหัวทอง ทำให้คนที่ได้ยินต่างก็รู้สึกหมดคำจะพูด
นายแน่ใจเหรอว่าความหมายของคุณพสุธาเป็นอย่างนั้น เป็นไปได้ไหมว่านายจะแปลความหมายผิด
แต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่คิดไปในทางเดียวกัน
“อิจฉานายจริง ๆ โลกของนายคงจะมีแต่สีสันสดใสเป็นแน่” พสุธาพูดเสียงจริงใจ
มองโลกในแง่ดีขนาดนี้ เจ้าหัวทองนี่โชคดีจริง ๆ ที่อยู่รอดปลอดภัยมาได้
ปฐพีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พสุธา ได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“ลูกพี่ ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก แต่ถ้าลูกพี่ตามผมไปสนามแข่งรถนะ ลูกพี่จะได้เห็นรถแข่งหลากหลายสีเลยจริง ๆ” หัวทองพูดตอบอย่างกระตือรือร้น จากนั้นเขาก็นึกถึงเฟอร์รารี่สีแดงในตำนานของพสุธา เขาก็รู้สึกคันไม้คันมือ อยากขับรถรุ่นนั้นบ้าง แต่ติดอยู่นิดเดียว ตรงที่เขาหาซื้อไม่ได้ หรือต่อให้หาได้ พ่อของเขาก็ไม่ยอมให้เขาซื้อแน่
หรือว่าเขาจะอ้างว่าซื้อมาขับเพื่อให้ได้เข้าแก๊งกับลูกพี่ดี
หัวทองคิดแล้วก็มองพสุธาตาเป็นประกาย
พสุธามองสบตากับหัวทอง จากนั้นเขาก็ได้ยินความคิดของอีกฝ่าย
‘ถ้าบอกว่าซื้อรถเหมือนลูกพี่ จะได้เข้าก๊วนลูกพี่ได้ พ่อต้องยอมแน่ ๆ แต่ว่าต้องไปหาวิธีซื้อรถคันนั้นให้ได้ก่อน ทำยังไงดีนะ กอดขาอ้อนวอนลูกพี่ได้ไหม ลูกพี่มีรถสวย ๆ หลายคัน ต้องมีวิธีการแน่ ๆ ถ้ากอดขาอ้อนวอนลูกพี่ไม่ได้ งั้นทุ่มสุดตัว กราบแนบอกลูกพี่ก็ได้’
พสุธาแทบจะสำลักเมื่อได้ยินความคิดในใจของหัวทอง เขาก้าวถอยหนีอัตโนมัติ แต่ก่อนที่พสุธาจะได้พูดอะไร ก็มีคนอื่นมาชวนเขาคุยต่อแล้ว
“ปกติงานอดิเรกของคุณพสุธาคืออะไรครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดถามขึ้นมา ท่าทางเจ้าตัวดูสุภาพเรียบร้อย ได้ยินว่าเป็นหมอด้วย
“ผมเหรอ นอกจากเรียนแล้ว ผมก็ทำงาน ไม่ค่อยมีงานอดิเรก” พสุธาตอบออกไปกึ่งจริงกึ่งเท็จ
เขาบอกว่าไม่ค่อยมีงานอดิเรก ไม่ใช่ว่าไม่มีงานอดิเรก ไม่ค่อย ก็หมายความว่ามีแต่น้อย ใช่ไหมล่ะ ส่วนงานอดิเรกของเขา ตอนนี้น่าจะพอนับได้อยู่สองอย่างนะ
หนึ่งคือทำยันต์ปราบผี
สองคือเป็นแฮกเกอร์
ทว่างานอดิเรกสองอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน พสุธาคิดว่าไม่พูดออกไปจะดีกว่า
“คุณพสุธาเรียนคณะไหนหรือคะ ใช่บริหารธุรกิจหรือเปล่าคะ” เป็นหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่พูดชวนคุยบ้าง
“เรียนนิติศาสตร์ครับ” พสุธาก็ไม่ได้ปิดบัง ข้อมูลนี้ไม่ใช่ความลับอะไร
“เรียนนิติศาสตร์เหรอครับ ได้ยินว่าคณะนี้เรียนหนักอยู่พอตัวเหมือนกัน ผมมีเพื่อนเรียนคณะนี้ เขาเอาแต่ท่องประมวลกฎหมายอยู่ตลอด บางครั้งก็พูดภาษากฎหมาย ทำให้มีสีสันมากครับ” ชายอีกคนหนึ่งพูด เจ้าตัวดูเป็นหนุ่มสนุกสนาน เข้ากับคนง่าย และมีความเป็นมิตรสูง
“ผมยังไม่ถึงขั้นนั้นครับ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะหันไปมองปฐพี
“ใช่ไหมครับ ผมน่าจะยังเผลอพูดภาษากฎหมายใช่ไหมครับ” พสุธาถามออกไป
ปฐพีที่อยู่ ๆ ก็โดนพสุธาถามแบบนี้ เขาก็ชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะยิ้ม
“ยังไม่ได้พูดครับ แต่ว่าไม่เป็นไร ไม่ว่านายจะพูดภาษาอะไรกับพี่ สมองพี่มันก็แปลเป็นภาษารักอยู่ดี” ปฐพีพูดตอบ
พสุธาเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงตัวตนของเขาแล้ว ทำไมเขาถึงจะไม่คว้าเอาไว้ล่ะ
คำตอบของปฐพี ทำให้หลาย ๆ คนยอมถอดใจ ไม่กล้าเป็นคู่แข่งกับปฐพี เพราะรู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้ แต่ทายาทนักธุรกิจที่มีมูลค่าทรัพย์สินพอ ๆ กับครอบครัวของปฐพี ก็ไม่ได้ถอดใจ
“ผมก็เรียนกฎหมายเหมือนกัน วันหน้าพวกเราหาโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ดีไหมครับ” ชายในชุดสูทแบบลำลอง กระดุมเสื้อเชิ้ตด้านในถูกปลดออกสามเม็ด เผยให้เห็นแผงอกอย่างรำไร ให้ความรู้สึกว่าเป็นหนุ่มเจ้าชู้ทรงเสน่ห์
แม้จะบอกว่าอย่าตัดสินคนที่ภายนอก แต่ดูจากการแต่งกายของอีกฝ่ายแล้ว เจ้าตัวไม่เหมือนคนเรียนนิติศาสตร์สักเท่าไร ถ้าบอกว่าเรียนนิเทศศาสตร์ ก็ดูจะเหมือนมากกว่า
“ถ้ามีโอกาส ผมก็ยินดีครับ” พสุธาตอบกลับไปเป็นมารยาทเท่านั้น ส่วนเรื่องโอกาสเหรอ
ไม่มีหรอก เขาถ้าไม่เรียน ก็ทำงาน ถ้าไม่ทำงาน ก็อยู่กับครอบครัว จะเอาเวลาที่ไหนไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น
แต่สำหรับคนฟัง แค่พสุธาพูดประโยคนี้ก็เพียงพอแล้ว ที่น่ากลัวที่สุด คือการที่พสุธาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่างหาก
ที่จริงพสุธาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ แต่คนอื่นเขามอบมิตรไมตรีมาให้ เขาจะไปหักหน้าอีกฝ่ายได้อย่างไรล่ะ อีกอย่างบรรยากาศตอนนี้ก็ถือว่าดีอยู่ ถ้าเขาพูดจาหักหน้าออกไป นั่นเขาก็กลายเป็นคนไม่มีมารยาทแล้ว
พสุธาพูดคุยกับทุกคนอย่างเป็นมิตร และเรียบง่าย ทุกคนก็เข้าใจว่าพสุธานั้นเป็นคนอัธยาศัยดี ทว่ามีเพียงปฐพีเท่านั้นที่รู้ว่า ความเป็นมิตร และดูเข้าถึงง่ายของพสุธา ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่หน้ากากใบหนึ่งเท่านั้น พสุธาได้ขีดเส้นวงกลมเอาไว้อย่างชัดเจน วงหนึ่งคือตัวเอง วงนี้มีวงกลมอีกวงหนึ่งซ้อนทับกินพื้นที่ขนาดใหญ่ ในวงกลมนั้น มีศิลา และนะโม อาจจะมีเขา และเพื่อนอีกสองคนของเขาด้วย วงกลมที่สาม ก็กินพื้นที่ไม่น้อย วงกลมนั้นมีคุณวินิจ มีแฟรงค์ แล้วก็น่าจะมีพ่อบุญธรรมของเจ้าตัว ส่วนวงกลมอีกวงหนึ่ง ไม่ซ้อนทับวงกลมใดเลย แยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว วงกลมนั้น ก็คือพื้นที่สำหรับคนที่เหล่านี้นี่แหละ
“คุณพสุธาก่อตั้งบริษัทของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้ เก่งมากเลยนะครับ มีเคล็ดลับอะไรที่พอจะแบ่งปันกันได้ไหมครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดถามขึ้นมา เขาทั้งประจบ และก็อยากรู้จริง ๆ
“เคล็ดลับเหรอครับ ไม่มีนะครับ ผมแค่อดทนต่อความลำบากเท่านั้นเอง” พสุธาตอบไปตามความจริง หมายถึงจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะยังมีอีกครึ่งหนึ่งที่เขาไม่ได้บอก
อดทนต่อความลำบาก และก็มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย
หมายความว่าไม่ใช่ทุกคนที่อดทนต่อความลำบาก แล้วจะร่ำรวยขึ้นมาได้
ความจริงเรื่องนี้ พูดแล้วก็ไม่ค่อยจะน่าฟังสักเท่าไรนัก เพราะเหมือนการบั่นทอนกำลังใจของคนที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนอยู่ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่คนที่อดทนต่อความลำบากทุกคน จะประสบความสำเร็จ ไม่อย่างนั้น ทำไมชาวนามากมายถึงยังยากจนอยู่ล่ะ พวกเขาก็อดทนต่อความลำบากไม่ใช่เหรอ ยังมีกรรมกรก่อสร้าง มีอีกหลายอาชีพที่งานทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่ก็ยังหาเงินได้ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
คนขยันนั้นไม่มีวันอดตาย ก็อาจจะเป็นความจริงแต่จะกินอิ่ม หรือกินดีไหม นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
ฝั่งคนอื่นเมื่อได้ยินคำตอบของพสุธา ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะคำตอบของพสุธา เป็นเหมือนคำตอบสำเร็จรูป สำหรับคนที่สร้างตัวจากศูนย์
แต่ถึงจะผิดหวัง พวกเขาก็ไม่ได้แสดงออกอะไรมาก ยังกระตือรือร้นที่จะพูดคุยกับพสุธา จนกระทั่งแฟรงค์เดินเข้ามา
“มีอะไรหรือเปล่า” พสุธาถามแฟรงค์
“นายน้อย คุณหินโทรศัพท์มาครับ” แฟรงค์กระซิบตอบ พลางยื่นโทรศัพท์ให้กับพสุธา
พสุธาก็รับมา แล้วพูดกับทุกคนว่า
“ผมขอตัวไปรับโทรศัพท์สักครู่นะครับ” พสุธาพูดจบแล้วก็เดินออกไปทันที เพราะว่าเขาไม่ได้ขออนุญาต และก็แค่แจ้งให้ทราบตามมารยาทก็เท่านั้น
ปฐพีก็ไม่ได้เดินตามพสุธาออกไป เขายืนคุยกับว่าที่ผู้ช่วยพิเศษคนใหม่ของพสุธาอย่างเงียบ ๆ
ฝั่งพสุธา เมื่อเขาเดินแยกตัวออกมาจนหาที่เหมาะสมที่จะใช้คุยโทรศัพท์ได้แล้ว เขาก็คุยกับศิลา
“หิน มีอะไรหรือเปล่า” พสุธาถามออกไป น้ำเสียงมีความเป็นห่วง
“คือว่าดินอยู่ที่โรงแรมกาแล็กซี่ใช่ไหม เพื่อนร่วมรุ่นของพี่ สมัยเรียนปวส. พวกเขาจัดงานเลี้ยงรวมรุ่นกันที่นั่น แล้วชวนพี่ไปด้วย พี่เห็นว่าดินอยู่ที่นั่นพอดี ก็เลยว่าจะไปร่วมงานด้วย แล้วกลับพร้อมดิน ดินว่าได้ไหม” ศิลาทั้งถามความคิดเห็น ทั้งขออนุญาตน้องชายของตัวเอง
ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อย เพื่อนร่วมรุ่นของศิลา มีคนที่สนิทกับศิลาจริง ๆ อยู่เพียงแค่สองคนเท่านั้น ที่เหลือก็ดูเหมือนจะดี แต่ก็แค่ดูเหมือน พสุธามองออก คนเหล่านั้นมองศิลาเหมือนมองขอทานที่น่าเวทนาสงสาร และพวกเขาก็แบ่งปันทานน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้
ไม่ใช่ว่าพสุธามีอคติ หรือดูถูกพี่ชาย แต่เขามองออกว่าใครที่ดีกับศิลาด้วยใจจริง ใครที่ใช้ศิลาเป็นเครื่องตอบสนองความใคร่ทางศีลธรรมของตัวเอง
“เอาเถอะ หินอยากมาก็มา ถ้าอยู่ในงานแล้วไม่ชอบ ก็มาหาดินที่นี่”
“ไม่เหมาะสมหรือเปล่า งานที่ดินไปต้องแต่งตัวเป็นทางการ พี่ไปงานเลี้ยงรุ่น แต่งสบาย ๆ หน่อย” ศิลาพูดตอบ
“ไม่ต้องห่วง ถ้าจะมาจริง ๆ เดี๋ยวแฟรงค์จะจัดการเรื่องชุดให้เอง แต่ถึงหินจะใส่ชุดอะไรมา ก็ไม่มีใครกล้าวิจารณ์หรอก” ใครกล้าวิจารณ์พี่ชายของเขา ก็ลองดูสิ
“ถึงไม่มีใครกล้าวิจารณ์ แต่เราก็ต้องให้เกียรติเจ้าภาพของงานนะ” ศิลาพูดเสียงอ่อน
“เพราะแบบนั้น ถึงได้บอกไงว่าแฟรงค์จะเตรียมชุดเอาไว้ให้เอง อ้อ แล้วก็จะมาหาเพื่อน ใส่ชุดที่ลูคัสส่งมาให้นะ ไม่ต้องใส่ชุดเก่า ๆ ไป เดี๋ยวดินจะได้เล่นซีนคลาสสิคในละครสั้น”
พสุธาหมายถึงศิลาโดนเพื่อนร่วมรุ่นดูถูกเยาะเย้ย จากนั้นเขาที่เป็นประธานบริษัท ก็โผล่เข้าไปช่วยกู้หน้าให้พี่ชาย และตบหน้าคนที่เยาะเย้ยพี่ชายของเขา
ซีนพวกนี้เล่นจนเบื่อแล้ว ข้ามไปเถอะ
พสุธาคิดขำ ๆ
ศิลาก็ขำคำพูดของน้องชาย แต่เขาก็ยอมทำตามที่พสุธาพูด หลังฟังน้องชายกำชับอีกสามสี่ประโยค ศิลาก็ขอตัววางสายไป
เมื่อวางสายจากศิลาแล้ว พสุธาก็ยังไม่ได้เดินเข้าไปหาทุกคน เขากวักมือเรียกแฟรงค์
“เดี๋ยวหินจะมางานเลี้ยงรุ่น นายไปคุยกับคุณกรเทพหน่อย ดูว่ามีจองห้องส่วนตัวเอาไว้หรือเปล่า ถ้าไม่มี ก็เตรียมไว้ให้พร้อมด้วย” พสุธาพูดกับแฟรงค์
“รับทราบครับนายน้อย” แฟรงค์พูดตอบ ก่อนจะกวักมือเรียกลูกน้องเข้ามาคนหนึ่ง แล้วสั่งงาน
“ดูแลความปลอดภัยนายน้อยให้ดี อย่าปล่อยให้คนแปลกปลอมเข้าใกล้นายน้อยมากเกินไป ถ้านายน้อยยได้รับบาดเจ็บ มึงตาย” แฟรงค์ไม่กล้าให้ลูกน้องไปคุยกับกรเทพแทนตัวเอง เป็นเพราะเขารู้ว่าพสุธาให้ความสำคัญกับพี่ชายของเจ้าตัวเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นแล้วหากเกิดเรื่องผิดพลาดอะไรขึ้นมา เขาก็สู้หน้านายน้อยต่อไปไม่ได้แล้ว
เมื่อแฟรงค์เดินออกไปแล้ว พสุธาก็ไม่ได้เดินกลับไปหาปฐพีทันที แต่เขาไปเข้าห้องน้ำก่อน
ชนแก้วเยอะไปหน่อย กระเพาะปัสสาวะของเขาเริ่มส่งเสียงประท้วงแล้ว
ฝั่งคุณกรเทพที่ได้ยินคำสั่งของพสุธาจากแฟรงค์ เขาก็รีบตรวจสอบทันที แล้วพบว่ามีห้องส่วนตัวที่ถูกจองเอาไว้สำหรับงานเลี้ยงรุ่นจริง ๆ แม้กระทั่งรายการอาหารก็มี
คุณกรเทพมองดูรายการอาหาร ก็เห็นว่าไม่มีของโปรดของศิลา ดังนั้นเขาจึงสั่งเพิ่มเมนูไปด้วยตัวเอง กระทั่งเขาจะจ่ายเงินให้เองเสียด้วยซ้ำ
“ผู้จัดการครับ แขกห้องนี้มีวีไอพีเหรอครับ ไม่ใช่ว่าที่งานเลี้ยงนั่นถึงจะสำคัญที่สุดหรือครับ” ผู้ช่วยของคุณกรเทพพูดถามขึ้นมา และที่งานเลี้ยงที่เขาพูดถึง ก็คือพสุธานั่นเอง
บรรดาคนของโรงแรม ต่างก็รู้ว่าวันนี้ท่านประธานมาเยือนโรงแรม แต่ไม่ได้มาตรวจกิจการ ทว่ามาร่วมงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ปลดเกษียณแล้วคนหนึ่ง
ดังนั้นแล้วเขาจึงแปลกใจ ที่คุณกรเทพไปสนใจแขกที่จองห้องส่วนตัวที่คลับของโรงแรม มากกว่าท่านประธานที่อยู่ในงานเลี้ยง
“นายจะไปรู้อะไร ถ้าดูแลท่านประธานขาดตกบกพร่อง ท่านประธานอาจจะไม่เอาเรื่อง แต่ถ้าบริการพี่ชายของท่านประธานไม่ดีล่ะก็ เตรียมตัวหางานใหม่ได้เลย”
“หมายความว่าหนึ่งในคนที่จะมางานเลี้ยงรุ่น มีพี่ชายของท่านประธานเหรอครับ” คนเป็นผู้ช่วยพูดถาม ก่อนที่จะเสนอตัว
“ผู้จัดการครับ ไม่ใช่ว่าจะจัดให้มีพนักงานไปคอยดูแลในห้องนั้นเหรอครับ ส่งผมไปสิครับ ส่งผมไป รับรองว่าผมจะบริการอย่างดี ไม่ให้มีอะไรผิดพลาดแน่นอนครับ” ผู้ช่วยพูดเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น
คุณกรเทพมองผู้ช่วยด้วยสายตารังเกียจ
“คิดจะประจบพี่ชายท่านประธานสินะ ขอโทษด้วย ยังไม่ถึงคิวของนาย” คุณกรเทพพูดจบก็จัดเสื้อ จัดเนคไทของตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะพูดเสียงขรึมว่า
“เพราะมันเป็นคิวของฉัน”
นาน ๆ ทีถึงจะมีคิวให้เขาได้ประจบ ปกติก็ต้องทนอิจฉาคุณวินิจ ตอนนี้มีโอกาสมาถึงแล้ว เขาจะปล่อยไปได้อย่างไร!
คุณกรเทพไม่เพียงรอแค่ที่ในห้อง แต่เขาไปยืนรอที่ทางเข้าเลยทีเดียว
ฝั่งศิลาก็ไม่รู้เลยว่าการที่เขาโทรศัพท์ไปขออนุญาตพสุธาแค่สายเดียวเท่านั้น จะทำให้คุณกรเทพมารอต้อนรับเขาด้วยตัวเองแบบนี้ ตอนนี้ศิลายังเพิ่งจะออกจากบ้านด้วยซ้ำ
แต่ใช้เวลาไม่นานนักหรอก ศิลาก็ขับรถมาถึงโรงแรมกาแล็กซี่ เขายังไม่ทันจะจอดรถได้นิ่งดี คุณกรเทพก็วิ่งมารอเปิดประตูรถให้เขาแล้ว
“คุณศิลา สวัสดีครับ” คุณกรเทพพูดทักทายศิลาอย่างกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง รอยยิ้มกว้างจนมุมปากแทบจะถึงใบหู
“เอ่อ สวัสดีครับ” ศิลาก็ตอบรับคำทักทายอันแสนกระตือรือร้นนี้อย่างเกร็ง ๆ
“คุณศิลามางานเลี้ยงรุ่นใช่ไหมครับ ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะคอยให้การบริการอย่างเต็มที่แน่นอน”
“เอ่อ ไม่เป็นไรครับ ทำไปตามปกติก็พอ” ศิลาพูดปฏิเสธอย่างเกรงใจ อีกอย่างเขาก็กลัวว่าเพื่อน ๆ จะอึดอัดกันด้วย ถ้ามีคนระดับคุณกรเทพ ซึ่งเป็นผู้จัดการใหญ่ของโรงแรมมาคอยดูแล
ศิลาค่อนข้างใส่ใจกับความรู้สึกของเพื่อน ๆ วันนี้เขามา เขายังแต่งกายอย่างพิถีพิถัน
พิถีพิถันในที่นี้ ไม่ใช่การแต่งตัวด้วยชุดสวยงามหรือหรูหรา แต่เป็นชุดที่ราคากลาง ๆ ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ทำให้เพื่อนรู้สึกว่าเขาแปลกแยกจนเกินไป
ศิลาเลือกใส่เสื้อยืดคอวีสีขาว คลุมทับด้วยคาดิเกนสีน้ำตาลเข้ม สวมกางเกงขาห้าส่วนสีน้ำตาลอ่อน และสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวเรียบ ๆ ราคาแต่ละชิ้นนั้นอยู่ที่หลักพันกลาง ๆ เท่านั้น
นี่เป็นพวกเสื้อผ้าที่พสุธาซื้อให้ตอนที่ศิลาเริ่มทำงานที่บริษัทเทนซีใหม่ ๆ
กลับมาที่ตอนนี้ เมื่อคุณกรเทพได้ยินศิลาพูดอย่างนั้น เขาก็มีสีหน้าลังเลใจ
การประจบ ก็มีศาสตร์ของมันอยู่ หากประจบไม่ตรงจุด แทนที่จะได้รางวัล จะได้โทษแทน ดังนั้นคุณกรเทพจึงลังเลว่าเขาจะทำตามที่ศิลาต้องการ หรือว่าจะทู่ซี้เข้าไปคอยบริการดี
“เพื่อน ๆ ผมไม่มีใครรู้ว่าดินเป็นเจ้าของโรงแรมนี้ครับ” ศิลาพูดกับคุณกรเทพ
ความหมายของเขาคือ ถ้าคุณกรเทพที่เป็นผู้จัดการใหญ่ของโรงแรม เข้าไปบริการด้วยตนเอง มันจะไม่ทำให้เกิดความสงสัย และนำไปสู่การเปิดโปงฐานะของเขาหรือ
ศิลาไม่ต้องการให้คนอื่นอาศัยว่าเขาเป็นพี่ชายของพสุธา แล้วเรียกร้องส่วนลด หรือเรียกร้องการกินฟรี
พสุธาไม่รู้ว่าพี่ชายแอบคิดจะปิดบังฐานะ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขา เมื่อเขาเข้าห้องน้ำเสร็จ เขาก็เดินไปยืนข้างปฐพี
“พี่หินมีเรื่องอะไรหรือเปล่า” ปฐพีถามพสุธา ตอนนี้เขาเรียกหินว่าพี่อย่างดื้อรั้น เพราะถือว่าตัวเองเป็นว่าที่น้องเขย
“จะมางานเลี้ยงรุ่นที่นี่น่ะครับ เลยจะกลับพร้อมเรา”
“โทรศัพท์มาขออนุญาตผู้ปกครองเหรอ” ปฐพีถามเสียงหยอกเย้า ก่อนจะพูดต่อ
“เป็นเพราะปกตินายเข้มงวดเกินไปแน่ ๆ เลย”
“หินซื่อบื้อจะตาย ถ้าผมไม่เข้มงวดสักหน่อย ตอนถูกหลอกไปขาย ก็คงไปนั่งช่วยเขานับเงินด้วยล่ะมั้ง” พสุธาก็ยอมรับอย่างไม่เคอะเขินเลยแม้แต่น้อย
“ลูกพี่ขายอะไรเหรอ ต้องการคนช่วยนับเงินเหรอ ลูกพี่ดูผมสิ ผมว่าผมก็พอช่วยได้นะ” หัวทองพูดขึ้นมา ท่าทางกระตือรือร้นเสียเหลือเกิน
พสุธาคิ้วกระตุก ก่อนจะพูดตอบ
“เอานายไปขาย แต่ขายนายแบบนี้น่าจะไม่ค่อยได้ราคา เลยคิดว่าเอาอวัยวะนายไปขายดีกว่า นอกจากสมองแล้ว อย่างอื่นก็น่าจะพอได้ราคาสูงอยู่บ้าง” พสุธาพูดตอบกลับไป ทำให้คนอื่นหัวเราะออกมา ส่วนหัวทองก็ถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าหวาดกลัวราวกับว่าพสุธาจะทำอย่างที่พูดจริง ๆ
“ลูกพี่ ๆ ขายผมได้เงินไม่เยอะหรอก จริง ๆ นะ ถ้าลูกพี่ร้อนเงินจริง ๆ ลูกพี่จับตัวผมไปเรียกค่าไถ่ดีกว่า จะสองพันล้าน หรือสามพันล้าน พ่อผมก็ยอมจ่ายทั้งนั้น เอาเลยไหมลูกพี่ เดี๋ยวผมไปหาเชือกมามัดมือมัดแขนตัวเองก่อน” หัวทองเสนอเสียงละล่ำละลัก
คนอื่นเงียบไปในทันที เมื่อเห็นว่าหัวทองดูจะไม่ได้พูดเล่น เจ้าตัวดูจะจริงจังมาก
พสุธาเป็นคนแรกที่ได้สติก่อน เขาตบไหล่หัวทองเบา ๆ ก่อนจะพูดว่า
“ต่อไปก็ดีกับพ่อแม่ของนายเยอะ ๆ หน่อยนะ ชีวิตของพวกท่านไม่ง่ายเลย ต้องผ่านความยากลำบากมาเยอะแน่ ๆ” กว่าจะเลี้ยงหัวทองจนโตมาขนาดนี้
พสุธาอยากลองผ่าสมองหัวทองดูจริง ๆ ว่าสมองของเจ้าตัวมันต่างจากคนอื่นตรงไหน เจ้าตัวถึงได้เป็นแบบนี้