LNCrawler

124. ตอนที่ 122

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 122

“มาสักทีนะคนเก่งของห้องเรา คิดว่าจะไม่กล้า เอ้ย ไม่ว่างมาแล้ว” เมื่อศิลาก้าวเข้าไปในห้องที่ถูกจองเอาไว้ เขาก็ได้รับประโยคนี้เป็นการทักทายทันที

“ขอโทษที่มาสายนะ พอดีว่าเราตัดสินใจกะทันหัน” ศิลาพูดเสียงเจื่อน

“ไม่เป็นไร ๆ ต้องโทษฉันที่ลืมไปว่านายไม่ได้อยู่ในกรุ๊ปแชทของรุ่นเราแล้ว แล้วบอกนายกะทันหันเกินไป นายมาได้ก็ดีมากแล้ว” คำพูดนี้มาจากหนึ่งในเพื่อนที่ดีของศิลา และเป็นญาติกับคนที่ให้งานศิลาทำตั้งแต่ตอนแรก ก่อนที่ศิลาจะย้ายไปทำงานที่เท็นซีกรุ๊ป

“ใช่ พวกเราเพิ่งจะชวนหินมันไปเอง หินมันมาได้ก็ดีเท่าไรแล้ว” เพื่อนอีกคนหนึ่งที่ก็ดีกับศิลาอย่างจริงใจ พูดขึ้นบ้าง

“แหม แค่ล้อเล่น ต้องออกตัวปกป้องกันแรงขนาดนี้เลยหรือไง” เจ้าของคำพูดประโยคก่อนหน้านี้ พูดอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก

“แถวบ้านฉันไม่ได้เรียกว่าพูดเล่นนะเมื่อกี๊นี้น่ะ แต่เรียกว่าพูดแซะ ทำไม มีญาติเป็นจอบเป็นเสียมหรือไง ถึงได้พูดแซะคนอื่นเขาอยู่นั่นแหละ ตั้งแต่มาถึง จนตอนนี้ ฉันเห็นเธอแซะคนนู้นคนนี้ไม่หยุด โรคอิจฉายังรักษาไม่หายหรือไง” ต้นน้ำ เพื่อนคนแรกที่ออกตัวปกป้องศิลา พูดกลับไปอีกครั้ง

“นี่...”

“พอเถอะ ๆ นาน ๆ จะได้เจอกันสักที อย่าทะเลาะกันเลย หิน มา มานั่งเถอะ มาอัปเดตชีวิตกันหน่อย พวกเราเพื่อน ๆ คุยกันบ่อย ๆ แต่นายนี่หายเงียบไปเลยตั้งแต่เรียนจบ เหมือนว่านายจะไม่ได้เรียนต่อ แต่ไปทำงานที่บริษัทญาติของต้นน้ำใช่ไหม” หัวหน้าห้องออกตัวไกล่เกลี่ย แล้วพูดถามศิลา

“ใช่แล้ว ตอนเรียนจบปวส. เราก็ไปทำงานกับพี่ของต้นน้ำ แต่ว่าตอนนี้เราเปลี่ยนงานแล้ว” ศิลาไม่ได้พูดต่อว่าตัวเองเปลี่ยนไปทำงานที่ไหน แล้วก็ไม่ได้บอกด้วยว่าตอนนี้ตัวเองเรียนภาคพิเศษอยู่ที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์

แต่ถึงศิลาไม่พูด ก็ยังมีคนถามอยู่ดี

“แล้วตอนนี้นายไปทำงานที่ไหนล่ะ”

“โอ๊ย วุฒิแค่นั้น จะไปทำงานบริษัทไหนได้ ก็ได้แค่บริษัทเล็ก ๆ เท่านั้นแหละ ไม่เหมือนพวกเราที่เรียนมหาวิทยาลัยต่อ เรียนจบแล้ว ก็จะได้ทำงานที่บริษัทดี ๆ”

“จริงของหยก พวกเราต้องได้ทำงานบริษัทใหญ่ ๆ แน่”

“ฉันอยากไปทำงานที่เซเลปจัง ถึงจะอยู่ฝ่ายบัญชี แต่ก็น่าจะได้เจอกับเมนฉันบ่อย ๆ นะ”

“ฉันอยากทำตึกเกรซ พี่ข้างบ้านฉันทำงานที่นั่น ได้ยินว่าโบนัสฉ่ำมาก ได้กันมาหลายแสนเลย สวัสดิการดี เพื่อนร่วมงานก็เลิศ”

“ที่นี่ก็ไม่เลวนะ มีแต่คนรวย ๆ มาทั้งนั้น ดีไม่ดี อาจจะได้เจอหนุ่มหล่อในฝันก็ได้”

“ฉันคิดว่าฉันน่าจะทำที่เท็นซี ฉันมีญาติทำงานอยู่ฝ่ายบุคคล ถ้าฉันอยากไปทำงานที่นั่น เขาก็ช่วยฉันได้”

“ว้าว เจแปน นายมีญาติทำงานอยู่ที่เท็นซีจริง ๆ เหรอ นั่นมันบริษัทอินเทอร์เน็ตอันดันหนึ่งของประเทศเลยนะ บ้าไปแล้ว นายช่วยพูดกับญาติให้ฉันบ้างสิ ฉันก็อยากทำงานที่นั่นด้วยเหมือนกัน”

“ฉันด้วย ฉันด้วย”

“ฉันก็อยากทำงานที่นั่นบ้าง เจแปน นายว่าถ้าญาติของนายช่วยจะได้หรือเปล่า ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าญาติของนายช่วย ฉันจะเลี้ยงน้ำชาเอง”

ศิลากะพริบตาปริบ ๆ มองเพื่อนร่วมรุ่นที่พูดถึงบริษัทที่พวกเขาอยากเข้าทำงาน

ทำไมชื่อบริษัทมีแต่ที่เขาคุ้น ๆ ทั้งนั้นเลยล่ะ ยังมีเท็นซีด้วย อยากเข้าทำงานที่เท็นซีเหมือนกันเหรอ ว่าแต่ญาติของเจแปนเป็นใครนะ อยู่ฝ่ายบุคคลใช่ไหม งั้นวันพรุ่งนี้ไปทำงาน ต้องไปทักทายญาติผู้ใหญ่ของเพื่อนสักหน่อยหรือเปล่า

ศิลาคิดอย่างสันสน แต่คุณกรเทพที่แอบฟังอยู่นอกห้อง เขาก็ได้แต่อ้าปากค้าง

อ้าปากค้างให้กับความ ‘ไม่รู้’ ของเพื่อนร่วมรุ่นของศิลา

“คนพวกนั้นบ้าหรือเปล่า เทพตัวจริงนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ขอ ดันไปอ้อนวอนกับผีเอาเสียได้”

ในสายตาของคุณกรเทพ บริษัทที่คนพวกนั้นอยากเข้าทำงาน ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทของพสุธาทั้งนั้น แค่ศิลาเอ่ยปากกับพสุธาคำเดียว อยากจะเข้ากี่คน ก็เข้าได้ทั้งนั้น แต่คนพวกนี้ ตั้งแต่ศิลามาถึง ก็ตั้งตัวเป็นศัตรู พูดจาเหน็บแนมเยาะเย้ย แล้วก็หันไปขอร้องคนที่แค่มีญาติเป็นพนักงานคนหนึ่งเท่านั้น

นี่ไม่เรียกว่าทิ้งเทพแล้วหันไปอ้อนวอนผี แล้วจะเรียกอะไร

เขาล่ะอยากเดินเข้าไปตะโกนความจริงให้คนเหล่านี้รู้จริง ๆ ทว่าคุณกรเทพก็พยายามอดทนเอาไว้ เพราะเขาเห็นว่าศิลาเอาแต่นั่งฟังเงียบ ๆ ไม่พูดความจริงออกไป เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ก็แสดงว่าคุณศิลาไม่อยากให้คนเหล่านี้รู้ถึงความจริง

ก็จริง ขนาดแค่มีญาติทำงานในฝ่ายบุคคล ยังถูกตอแยขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าน้องชายของศิลาเป็นทั้งหุ้นส่วนรายใหญ่ เป็นทั้งเจ้าของบริษัท ไม่ยิ่งเกาะติดเป็นหมากฝรั่งติดรองเท้าเลยหรือไงกัน

แต่ก่อนที่คุณกรเทพจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ ก็มีบริการเข็นรถอาหารเข้ามา

คุณกรเทพตรวจสอบดู ก็พบว่ามีอาหารที่เขาสั่งไปพิเศษเพื่อศิลามาก่อน เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ที่ห้องครัวทำอาหารจานเหล่านี้ก่อน คุณกรเทพโบกมือให้พนักงานนำเข้าไปเสิร์ฟ โดยไม่ลืมพูดด้วยว่าอาหารจานไหนที่สั่งมาเพื่อศิลาโดยเฉพาะ พนักงานเสิร์ฟก็รับคำสั่งอย่างจริงจัง

“ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารครับ” พนักงานเสิร์ฟพูด หลังจากที่เคาะประตูแล้ว ก่อนจะเข็นรถอาหารเข้าไปด้านใน

พนักงานเสิร์ฟคนนี้ เคยให้บริการเมื่อครั้งที่พสุธาพาพนักงานมาเลี้ยงอาหารที่นี่ ดังนั้นเขาจึงรู้จักศิลา เขานำอาหารที่คุณกรเทพสั่งมาเป็นพิเศษ วางลงตรงหน้าศิลา

“เดี๋ยว เสิร์ฟผิดหรือเปล่า อาหารจานนี้เราไม่ได้สั่งนะ” เจแปนที่เป็นคนริเริ่มงานเลี้ยงรุ่นในวันนี้ เขาเป็นคนสั่งอาหารด้วยตัวเอง จึงจำได้ว่าสั่งอะไรไปบ้าง และยิ่งจำได้ว่า เขาไม่ได้สั่งอาหารจานที่วางอยู่ตรงหน้าศิลา

ล็อบสเตอร์เทอร์มิดอร์ เนื้อล็อบสเตอร์อบครีมซอสไวน์ขาว เนย และชีสพาร์เมซานจนหอมเยิ้มนั่น มันชวนให้ทุกคนต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แต่หากดูในราคา กลิ่นหอมเย้ายวนนี้ ก็ไม่ชวนให้ลุ่มหลงอีกต่อไป ราคามันแพงมาก แพงมากเกินไป พวกเขากินไม่ไหว!

“ใช่ ฉันก็จำได้ว่าพวกเราไม่ได้สั่งเมนูนี้ พนักงานเสิร์ฟผิดแล้วล่ะ รีบเก็บไปเลย พวกเราไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนะ”

“ที่จริงเสิร์ฟผิดแล้ว พวกเราก็เอาไว้เถอะ”

“มึงจะบ้าเหรอ เอาไว้แล้วใครจะจ่าย”

“จ่ายทำไมล่ะ เขาเสิร์ฟผิด ไม่ใช่ความผิดของเราสักหน่อย” คนที่อยากกินฟรีพูดเถียง และนั่นก็ทำให้มีหลายคนที่ตาวาววับอย่างเห็นด้วย

คุณกรเทพที่แอบฟังอยู่นอกประตู ได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาก็ต้องตื่นตะลึง พระเจ้า เคยเจอคนที่หน้าด้านมาก็เยอะ แต่ยังไม่เคยเจอคนที่หน้าด้านขนาดนี้มาก่อนเลย แค่เพราะพนักงานเสิร์ฟผิด ก็อยากจะกินฟรีเลยเหรอ คุณทำตัวหน้าด้านขนาดนี้ พ่อแม่ที่บ้านคุณรู้หรือเปล่า

ทางด้านในห้อง ศิลากำลังจะอ้าปากบอกพับพนักงานให้วางจานอาหารเอาไว้ แล้วเดี๋ยวเขาจะจ่ายเงินเอง ทว่ายังไม่ทันที่พสุธาจะได้พูด พนักงานก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน

“ไม่ได้เสิร์ฟผิดครับ จานนี้ของคุณศิลาโดยเฉพาะครับ” คำพูดนี้ของพนักงาน ทำให้ทุกคนในห้องหันไปหาศิลาทันที

“ของหินเหรอ นายสั่งเหรอ”

“อะไรเนี่ย คนที่กลางวันกินแต่น้ำเปล่าอย่างนาย กล้าสั่งอาหารจานแพงขนาดนี้เหรอ อาหารมื้อนี้ พวกเราต้องหารกันจ่ายนะ นายเห็นแก่ตัวแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย”

“ไม่รู้ล่ะ ใครจะหารก็หาร แต่ฉันไม่หาร เพราะฉันไม่ได้สั่ง”

คนอื่น ๆ ก็พูดในทำนองเดียวกัน

ต้นน้ำ และยศวินที่สนิทกับศิลา ได้ยินทุกคนพูดอย่างนี้ พวกเขาก็สีหน้ามืดครึ้ม

“พูดอะไรของพวกนาย แบบนี้อาหารที่ฉันไม่ได้สั่ง ฉันก็ไม่หารด้วยได้ใช่ไหม”

“งั้นก็เอาแบบนี้ไปเลยสิ ใครกินจานไหน ก็หารแค่จานนั้น อาหารจานนี้ พวกฉันจะช่วยกันหารกับหินเอง อย่าเห็นว่าใครแย่งกินนะ ไม่อย่างนั้นเจอถ่มน้ำลายใส่หน้าแน่”

ศิลามองเพื่อนทั้งสองอย่างซึ้งใจ แต่ก็พูดขึ้นมา

“ไม่เป็นไรหรอก อาหารจานนี้เราจ่ายเองได้”

“หึ จ่ายเองเหรอ อย่างนายเนี่ยนะ มีปัญญาเหรอ” เจแปนพูดเยอะเย้ยขึ้นมา

“เราจ่ายเองได้จริง ๆ” ศิลาพูดตอบอย่างหนักแน่น

“โอ้ ทำไม เดี๋ยวนี้รวยแล้วเหรอ จะว่าไป เสื้อผ้านายนี่ถ้าไม่ใช่ของก็อปตลาดนัด ราคาก็ชิ้นละหลายพันอยู่นะ หรือว่าเดี๋ยวนี้ได้ดิบได้ดีจนรวยแล้วล่ะ” เจแปนพูดแล้วหัวเราะคิกคัก ความหมายของคำพูดเขา ไม่มีใครฟังไม่ออก

แต่ก่อนที่จะมีคนได้พูดอะไร ก็มีเสียงเยียบเย็นดังขึ้นมาก่อน

“ใช่ พี่ใช่ฉันรวยแล้ว อิจฉากันหรือไง” เสียงนี้ ทำให้ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวกัน จากนั้นพวกเขาก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา

“ดิน” ศิลาเห็นน้องชายของตัวเอง ก็ส่งเสียงเรียกทันที

ใช่แล้ว คนที่เดินเข้ามา ก็คือพวกพสุธานั่นเอง พสุธาเดินนำอยู่ด้านหน้า ขวามือของเขามีปฐพี ซ้ายมือมีแฟรงค์ ด้านหลังมีคุณกรเทพ วาธิน และหัวทอง

คุณกรเทพเองนี่แหละ ที่โทรศัพท์ไปฟ้องพสุธา ว่ามีคนกำลังรังแกศิลาอยู่ พสุธาเมื่อได้ยินว่ามีคนรังแกพี่ชายของเขา เขาก็รีบออกจากงานเลี้ยง แล้วมาหาพี่ชายของเขาทันที

“ดินเหรอ นายคือน้องดินเหรอ” ต้นน้ำที่ได้ยินศิลาเรียกชื่อพสุธา ก็พูดถามทันที

เขาเคยเจอพสุธามาก่อน และเคยพูดคุยกันหลายครั้ง ดังนั้นแล้วเขาจึงพอจะจำพสุธาได้บ้าง ยศวินเองก็เช่นกัน

เพื่อนคนอื่น ๆ ในรุ่นก็เคยเห็นพสุธา แต่ตอนแรกพวกเขาจำพสุธาไม่ได้เลย เพราะตอนที่เจอ พสุธาแต่งชุดเสื้อผ้าเก่า ๆ เท่านั้น แตกต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง ที่สวมชุดสูทสั่งตัดอย่างประณีต และหรูหรา ข้างกายกายรอบไปด้วยคนที่เปี่ยมไปด้วยออร่าพลังงานบางอย่างที่ทำให้คนไม่กล้าสบตามอง และตัวพสุธาเองก็คล้ายกับลูกพี่ใหญ่ ที่ทรงพลังอำนาจที่สุด

พสุธาส่งยิ้มบาง ๆ ให้กับต้นน้ำ และยศวิน ก่อนจะหุบยิ้มลง ใบหน้ากลับไปเย็นชาเหมือนเดิม เมื่อเขามองไปที่คนอื่น ๆ

เมื่อพสุธาไล่สายตามองทีละคน คนที่ถูกพสุธามอง ก็ก้มหน้าหลบสายตาโดยอัตโนมัติ บางคนกลัวถึงขนาดนี้มือไม้สั่น ทำช้อน ทำแก้วตกแตก

พสุธามองจนครบ ก็ดึงสายตากลับมาที่พี่ชาย แล้วพูดเสียงดุ

“บอกแล้วใช่ไหมว่าให้แต่งตัวดี ๆ มา เสื้อผ้าราคาถูกแค่ไม่กี่พันพวกนี้ ใส่มาทำไมกัน เดี๋ยวกลับบ้านแล้ว เอาไปทำผ้าขี้ริ้วให้หมดเลยนะ”

คำพูดของพสุธา ทำให้หลายคนเกือบจะน้ำลายฟูมปาก

เสื้อผ้าราคาถูก? ราคาแค่ไม่กี่พัน? เอาไปทำผ้าขี้ริ้ว?

เสื้อผ้าที่ศิลาใส่ เป็นแบรนด์ที่พวกเขายังซื้อใส่ได้แค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น เก็บเอาไว้ใส่ในวันสำคัญ อย่างเช่นวันนี้ เพื่อโอ้อวดอดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียน พวกเขาก็บรรจงแต่งมา และเพราะแบบนี้ เมื่อพวกเขาเห็นว่าคนที่พวกเขาเคยดูถูกอย่างศิลา ก็ใส่เสื้อผ้ายี่ห้อเดียวกันมา พวกเขาจึงได้เกิดความไม่พอใจ คิดว่าตัวเองถูกลดระดับ ไปอยู่ระดับเดียวกับศิลา

แต่คำพูดของพสุธาเมื่อครู่นี้ล่ะ กลับกลายเป็นบอกว่าไม่ใช่ศิลาไม่คู่ควรกับเสื้อผ้าเหล่านี้ แต่เป็นเสื้อผ้าเหล่านี้ต่างหาก ที่ไม่คู่ควรให้ศิลาสวมใส่ ควรจะถูกนำไปทำเป็นผ้าขี้ริ้ว

แบบนี้ก็เหมือนกับบอกว่าพวกเขาสวมผ้าขี้ริ้วเหมือนกันใช่ไหม

“พูดโอ้อวดเกินไปหรือเปล่า อย่าคิดว่าแค่เช่าชุดหรู ๆ มาใส่แล้วจะแกล้งทำเป็นรวยได้นะ ใครบ้างไม่รู้ว่าพวกนายสองพี่น้องจนขนาดไหน กระทั่งเงินจะซื้อข้าวกินยังไม่มี ยังจะกล้ากินของหรูอีก ถ้าบอกว่าไม่มีเสี่ยเลี้ยง ใครจะเชื่อกัน”

“เสี่ยเลี้ยงน่ะไม่มี แต่ป๋าเลี้ยงน่ะไม่แน่” พสุธาพูด ก่อนจะหันไปหาปฐพี

“ใช่ไหมครับคุณป๋า” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ฟังดูกวนประสาทมาก

“ถ้านายยอมให้พี่เลี้ยง พี่ก็เลี้ยงนายได้ตลอดชีวิต ถึงพี่จะมีเงินน้อยกว่านายเป็นสิบเท่าก็ตาม” ปฐพีก็พูดตอบอย่างจริงจัง

“เฮอะ หน้าไม่อาย ยอมรับหน้าด้าน ๆ ว่ามีป๋าเลี้ยง” เจแปนพูดเสียงดัง ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าของปฐพีชัด ๆ ก็เงียบไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยสีหน้าชอบธรรม และน้ำเสียงที่อ่อนลงหลายส่วนว่า

“ถึงแม้ว่าจะจน จะไม่มีเงิน แต่เราก็ต้องมีศักดิ์ศรี จะยอมขายศักดิ์ศรีแลกเงินได้ยังไง นายไม่มีศักดิ์ศรีบ้างเลยหรือไง ไม่ได้ นายเป็นน้องชายของเพื่อน ฉันจะปล่อยให้นายเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เอาแบบนี้ ฉันจะหางานให้นาย ถึงแม้ว่างานมันจะเหนื่อย แต่นายก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งเงินจากการขายศักดิ์ศรี”

“นายพูดกับฉัน?” พสุธาถามออกไป

“ใช่สิ นายนั่นแหละ” เจแปนพูดด้วยสีหน้าหวังดีเป็นอย่างยิ่ง

“งั้นนายตาเหล่เหรอ” พสุธาก็ยังถามออกไปอีก

“นายพูดอะไรของนาย” เสียงของเจแปนกลับมาแข็งอีกครั้ง เขาไม่พอใจพสุธาที่กล่าวหาเขา

“ก็ปากนายพูดกับฉัน แต่ตานายเอาแต่มองคุณป๋า ถ้าไม่เรียกว่าตาเหล่แล้วเรียกว่าอะไร” พสุธาพูดเสียงใสซื่อ แต่ทำให้หลายคนหลุดหัวเราะออกมา ก่อนที่หัวทองซึ่งอยู่ด้านหลังพสุธาจะพูดขึ้นมา

“ลูกพี่ ลูกพี่ ผมรู้ เรียกว่าปากว่าตาขยิบ!”

“โอ้ ใช่เลย ถูกต้อง สิบคะแนนเต็มสำหรับกริฟฟินดอร์!” พสุธาพูดเสียงยินดี หัวทองก็กระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ

“ถูกต้องบ้านแกสิ กล้าด่าฉันเหรอ พวกสลัม” เจแปนหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าโกรธหรืออายกันแน่ แต่ก็น่าจะทั้งสองอย่าง

ใช่ เจแปนทั้งโกรธทั้งอาย โกรธที่โดนพสุธาว่า แล้วก็อายที่ปฐพีหัวเราะที่เห็นตัวเองโดนด่า

ถูกด่าต่อหน้าคนที่ชอบ และคนที่ชอบยังหัวเราะอีก ไม่อายยังไงไหว

และใช่แล้ว เรียกว่าเจแปนนั้นมีรักแรกพบ เมื่อได้เห็นหน้าปฐพี แล้วก็ยิ่งอิจฉาพสุธา ที่ปฐพีเป็น ‘ป๋า’ เลี้ยงของพสุธา

เด็กนั่นมันมีดีอะไร ทำไมหนุ่มหล่อขนาดนี้ ถึงได้มาชอบมันกัน ยังเต็มใจเลี้ยงดูอีกด้วย

พสุธาที่ได้ยินความคิดของเจแปน เขาก็มุมปากกระตุก

หมอนี่ได้ยินแต่สิ่งที่อยากได้ยินสินะ ไม่ได้ยินเหรอว่าคุณป๋าบอกว่าเจ้าตัวมีเงินน้อยกว่าเขาเป็นสิบเท่าน่ะ

ทำไมคนที่มีเงินมากกว่า ถึงต้องกลายเป็นฝ่ายถูกเลี้ยงดูด้วยล่ะ!

“หิน นายจะไม่ห้ามน้องชายนนายหน่อยหรือไง เด็กนี่กำลังลามปามใส่พวกเราที่อายุมากกว่านะ” หยก คนที่ค่อนแคะศิลาเป็นคนแรก พูดขึ้นมาบ้าง ยกความอาวุโสมาข่ม

“น้องชายเราไม่ได้ลามปามใครสักหน่อย แค่ถามเฉย ๆ เองไม่ใช่เหรอ” ศิลากางปีกปกป้องน้องชายของตัวเองเต็มที่

“นายเรียกมันว่าแค่ถามเหรอ งั้นคำถามมันก็ลามปามไปแล้ว”

“โอ๊ย ยังจะมีใครลามปามเท่าพวกมึงอีก อยู่ดีไม่ว่าดี เห็นคนอื่นเขาได้ดีเข้าหน่อย ก็หาว่าเขามีเสี่ยเลี้ยง ทุเรศจริง ๆ”

“อีต้นน้ำ! มึงเข้าข้างพวกมัน หวังอยากจะให้พวกมันแนะนำเสี่ยเลี้ยงให้สินะ เป็นนักศึกษาดี ๆ ไม่ชอบ ชอบเป็นกะหรี่สินะ” หยกพูดเสียงเหยียดหยาม

พสุธาสีหน้าเย็นชาขึ้นมาอีกครั้ง เขาพูดเสียงต่ำ

“คุณว่าใครเป็นกะหรี่”

“จะใคร ก็พวกแกน่ะสิ” หยกตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน

พสุธาพยักหน้า

“ความผิดครบองค์ประกอบแล้ว ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทซึ่งหน้าได้ เตรียมรับหมายฟ้องจากทนายของผมได้เลย” พสุธาพูด ก่อนจะพูดต่อว่า

“ก่อนฉันมา ได้ยินว่าพวกนายคุยกันเรื่องหลังเรียนจบจะทำงานที่ไหนใช่ไหม ดี ฉันถือโอกาสนี้แจ้งพวกนายเลย เพื่อที่พวกนายจะได้ไม่เสียเวลา ตึกเกรซ เท็นซี เซเลป ซอร์ กรุ๊ป รวมถึงโรงแรมนี้ จะไม่มีที่ไหนรับพวกนายเข้าทำงานเลย” พสุธาพูดจบ ก็หันไปหาคุณกรเทพ

“คุณจำหน้าตาคนเหล่านี้เอาไว้นะ ห้ามรับพวกเขาเข้ามาทำงานเด็ดขาด ตำแหน่งไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น” พสุธาพูดเสียงเฉียบขาด

“ทราบแล้วครับ” คุณกรเทพก็รับคำอย่างรวดเร็ว เขาจดจำใบหน้าของทุกคนในห้องนี้เอาไว้แล้ว

คนที่ถูกจ้องมอง ตอนแรกก็กังวล แต่เพียงพริบตาเดียว ก็หัวเราะออกมา โดยเฉพาะเจแปน

“ฮึ ทำเป็นพูดดีไป เด็กสลัมอย่างพวกนายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งบริษัทพวกนี้ไม่ให้รับพวกฉันเข้าทำงาน คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทหรือไง”

“ไม่ได้คิด แต่ฉันเป็นเจ้าของจริง ๆ ถ้าไม่เชื่อ ฉันสามารถพิสูจน์ได้ โดยการไล่ญาติของนายที่ทำงานอยู่ที่เท็นซีออกได้ทันที ลองดูได้ รับรองไม่ต้องเสียค่าลอง”