LNCrawler

126. ตอนที่ 124

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 124

“ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระต้องจัดการ ขอตัวกลับก่อนนะครับ” คุณพิชัยพูดขึ้นมา

เขาไม่ได้ยินว่าแฟรงค์พูดอะไรกับพสุธา แต่เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของพสุธาเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม หลังจากที่ฟังคำพูดของแฟรงค์ และเขาก็ได้ยินคำพูดลอดไรฟันของเจ้าตัว

คุณพิชัยพอจะคาดเดาได้ว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น และไม่ใช่เรื่องดี ซึ่งรอให้พสุธาไปจัดการ ดังนั้นคุณพิชัยจึงพูดขอตัวกลับไปก่อนอย่างชาญฉลาด

“ครับ ไว้มีโอกาสครั้งหน้า ให้ผมเลี้ยงอาหารอีกครั้งนะครับ” พสุธาก็ไม่ได้รั้งเอาไว้ เขารู้ว่าคุณพิชัยกำลังหลีกทางให้เขาได้จัดการธุระสำคัญ

เพื่อนของศิลาอีกสองคนก็พอจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่มาคุ พวกเขาจึงเอ่ยขอตัวด้วย

“เดี๋ยวเราไปส่งเอง” ศิลาพูดเสนอตัว พร้อมกับลุกขึ้นยืน

พสุธาก็ส่งสายตาให้แฟรงค์ หมายความว่าให้เจ้าตัวส่งคนติดตามศิลาไปด้วย

“มีคนคอยตามคุณศิลาอยู่แล้วครับ” แฟรงค์กระซิบตอบผู้เป็นนาย

“เพิ่มไปอีก คาดว่าครั้งนี้ผมจะมีหลายคนที่รู้แล้วว่าพี่ชายของฉันหน้าตาเป็นแบบไหน” พสุธาสั่ง

“ทราบแล้วครับ” แฟรงค์รับคำสั่ง จากนั้นก็รีบส่งต่อคำสั่งอย่างรวดเร็ว

“ลากหัวมันเข้ามา” พสุธาพูดสั่งอีกครั้ง คราวนี้คนที่ควรจะออกไป ก็ออกไปหมดแล้ว พสุธาจึงไม่ต้องระวังอะไรแล้ว

คำสั่งของพสุธา ทำให้คนอื่น ๆ รู้สึกสงสัยขึ้นมา ปฐพีมองพสุธา แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร วาธินขยับตัว เขารู้สึกว่าในฐานะผู้ช่วยพิเศษ เขาต้องช่วยพสุธาจัดการกับเรื่องนี้ คุณกรเทพกับหัวทอง ต่างก็รอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ไม่นานนักประตูห้องก็ถูกเปิดออก จากนั้นก็มีชายในชุดดำหลายคนเดินเข้ามา ในมือของพวกเขายังหิ้วคอชายหนุ่มสองคนเข้ามาด้วย

“ตุบ!” เสียงร่างหล่นกระแทกพื้น ตามมาด้วยเสียงร้องในลำคอ เหตุเพราะคนทั้งสอง ถูกผ้ายัดปากเอาไว้ ทำให้พูดไม่ได้ มือและเท้าก็ถูกมัดเอาไว้ด้วยเช่นกัน

นอกจากพสุธาและแฟรงค์แล้ว คนอื่น ๆ ดูจะตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นคนสองคนถูกมัดจับมาโยนตรงหน้าแบบนี้

“นายน้อย เป็นพวกมันสองคนนี้ครับ แล้วก็นี่ เป็นของที่ยึดมาได้ครับ” บอดี้การ์ดคนหนึ่งพูด ก่อนจะส่งของกลางให้พสุธา

พสุธารับมาดู ก็เห็นว่าในซองมีเม็ดกลม ๆ ใส ๆ อยู่หลายสิบเม็ด

“มันคืออะไร” พสุธาถามออกไป ยาเสพติดมันหน้าตาเป็นแบบนี้เหรอ ทำไมเขาไม่เคยเห็นมาก่อน

“มันคือยาเสพติดชนิดใหม่ที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาครับ เมื่อใช้มัน แล้วจะทำให้รู้สึกล่องลอย ร่างกายเบาสบาย ยังรู้สึกสดชื่น เหมือนได้นอนเต็มอิ่ม แต่หากไม่ได้กินยานี้เกินสามวัน ในช่วงสามเดือนแรก จะเกิดอาการกระวนกระวายใจ นอนไม่หลับ และหากใช้ติดกันไปเรื่อย ๆ จนเกินครึ่งปี หากไม่ได้ใช้ยานี้เพียงหนึ่งวัน ก็จะเกิดอาการคลุ้มคลั่งอยากยาทันทีครับ” แฟรงค์เป็นคนพูดตอบ ก่อนจะพูดต่ออีกว่า

“ยานี่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในตอนนี้เลยครับ แต่ผู้ที่ใช้มัน ส่วนใหญ่แล้วเป็นพวกคนมีเงิน เพราะราคาค่อนข้างแรง”

“ไม่น่าล่ะ พวกมันถึงได้ใช้โรงแรมของฉันเป็นที่ค้ายา” พสุธาพูดเสียงเย็นเยียบ

“ท่านประธาน ผมคิดว่าผมรู้ครับว่าสองคนนี้เป็นใคร” เป็นวาธินที่พูดขึ้นมา

พสุธาหันไปมอง ส่งสายตาให้วาธินพูดต่อไป

“พวกเขาเป็นนักแสดงครับ เพิ่งจะโด่งดังเมื่อไม่นานมานี้เอง”

“สังกัดไหน” พสุธารีบถามทันที ถ้าเป็นสังกัดเซเลป เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ที่เขาเป็นเจ้าของล่ะก็ พสุธาจะสั่งปิดบริษัทมันตอนนี้เลย

นั่นไม่ใช่บริษัทบันเทิงแล้ว นั่นมันแหล่งรวมปัญหาชัด ๆ

“เอที สตาร์ครับ” เป็นปฐพีที่ตอบมา

พสุธาเลิกคิ้ว

“คุณป๋ารู้จักด้วยเหรอครับ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ

ปฐพีหันหน้าจอโทรศัพท์ให้พสุธาดู

“พี่เพิ่งเสิร์ชหามาครับ”

พสุธาหัวเราะเบา ๆ กับคำตอบนี้ แต่เสียงหัวเราะก็ชะงักไป เมื่อมีเสียงอู้อี้ดังขึ้น

“อื้อ อ่อยอู อ่อยอู อู๊อั๋ยอูเอ็นอัย” เสียงอู้อี้ดังมาจากคอของคนทั้งคู่ที่ถูกจับมา

พสุธาโน้มตัวลงเล็กน้อย เขาก่อนจะพูด

“ปล่อยพวกแก? ได้สิ มีสองตัวเลือกให้เลือก จะให้ปล่อยในนรก หรือจะให้ปล่อยในคุก กล้าใช้โรงแรมของฉันเป็นที่ค้ายาอย่างนั้นหรือ ใครมอบความกล้าให้พวกแก” พสุธาถาม และเพียงเขาพลิกมือครั้งหนึ่ง ก็ปรากฏปืนกระบอกหนึ่งในมือ นี่ทำเอาทุกคนเบิกตากว้าง ไม่รู้ว่าพสุธามีปืนได้อย่างไร ที่สำคัญ ทำไมพริบตาเดียวเท่านั้น เจ้าตัวก็มีปืนอยู่ในมือแล้ว พวกเขามองไม่ทันจริง ๆ ว่าพสุธาหยิบปืนขึ้นมาตอนไหน แล้วหยิบมาจากไหน

พสุธาหยิบออกมาจากระบบนั่นเอง

“มือของฉันค่อนข้างเร็ว เพราะฉะนั้นอย่าท้าทายขีดจำกัดของฉัน ฉันถามอะไร พวกแกก็ตอบให้มันดี ๆ รู้ไหม ถ้าโกหก จะต้องตกนรกนะ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองสั่นสะท้านไปทั้งกายใจ

สองดาราที่ก่อนหน้านี้ยังดิ้นรนโวยวาย ตอนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง ตัวสั่นอยู่กับพื้น

พสุธาส่งสายตาให้แฟรงค์ แฟรงค์ก็ส่งต่อคำสั่งให้กับลูกน้อง

“เอาผ้าออกจากปากพวกมัน” สิ้นคำสั่ง ผ้าก็ถูกดึงออกมาจากปากของคนทั้งคู่

“ขอร้อง ปล่อยพวกผมไปเถอะ ต่อไปผมไม่กล้าแล้ว”

“ใช่ ผมไม่กล้าแล้วจริง ๆ ปล่อยพวกเราไปเถอะครับ”

เมื่อปากได้รับอิสระ ก็รีบขอร้องอ้อนวอนพสุธาทันที ทั้งคู่ไม่กล้าหยั่งเชิงพสุธาเลยแม้แต่น้อย เขาก็ได้เห็นตอนที่ปืนปรากฏในมือของพสุธาแล้ว และบรรดาชายชุดดำที่ยืนคุมอยู่ด้านหลัง ก็ทำให้พสุธาดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น

“ฉันจะไม่พูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง” พสุธาพูด ก่อนที่จะถาม

“นอกจากพวกแกแล้ว ยังมีใครเอายาเข้ามาในถิ่นของฉันอีก” สิ้นคำถามของพสุธา ทั้งคู่ก็มองหน้ากัน และไม่มีใครเปล่งเสียงออกมา

“กริ๊ก” เสียงกระสุนถูกส่งไปที่ลำกล้องของปืน พร้อมที่จะพุ่งออกมาจากปลายกระบอกทุกเมื่อ ก็ราวกับเป็นตัวเปิดเสียง ทำให้สองดารารีบปล่อยรายชื่อคนที่เอายาเข้ามาขายในโรงแรมนี้อย่างรวดเร็ว

วาธินรีบจดรายชื่อเอาไว้ โดยที่พสุธาไม่ต้องออกคำสั่ง ขณะที่ปฐพีก็ช่วยหาตัวตนตามรายชื่อเหล่านั้น ไม่นานพวกเขาก็พบว่าส่วนมากแล้ว เป็นพวกดาราและเหล่านางแบบนายแบบ นอกจากนี้ยังมีพวกไฮโซด้วย รวมแล้วเกือบสิบคนเลยทีเดียว

“พวกแกไปรับยามาจากใคร” พสุธาถามต่อ และคราวนี้ก็เกิดความเงียบอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ตอบ คิดว่าเขาหาคำตอบไม่ได้หรือไง

พสุธาคิด ก่อนจะจ้องตาคนที่อยู่ฝั่งซ้ายมือก่อน ทว่าน่าเสียดาย ที่คนทางฝั่งซ้ายมือ ไม่ได้เอ่ยชื่อใครออกมา พสุธาจึงเปลี่ยนเป้าหมายเป็นคนฝั่งขวา แต่ก็เหมือนเดิมอีกครั้ง คนฝั่งขวาก็ไม่ได้นึกถึงชื่อใครขึ้นมาเลย

“ในเมื่อพวกแกไม่ตอบ ฉันก็คงต้องใช้ตัวช่วย” พสุธาพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะพูดต่อ

“หนึ่งคำตอบ หนึ่งนัด ใครตอบคนนั้นรอด” สิ้นคำพูดนี้ แต่ดาราทั้งสองคนก็ตัวสั่นลนลานกันทันที คนฝั่งซ้ายมือเป็นคนที่ยอมแพ้ และหักหลังเพื่อนก่อน

“ผม ผมตอบ ผมตอบ”

“ไม่ ให้ผมตอบ คำตอบของหมอนี่เชื่อถือไม่ได้ ผมเป็นคนที่รู้จักกับลูกพี่คนนั้นก่อน” คนฝั่งขวามือก็ไม่ยอมแพ้ รีบเสนอตัวทันทีด้วยเหมือนกัน จากนั้นก็กลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันของคนทั้งคู่

“ปัง! ปัง!” กระสุนปืนสองนัดถูกส่งออกไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว มันถากใบหูของคนทั้งคู่จนเลือดไหลลงมา

“ฉันอยากได้ยินคำตอบ ไม่ได้อยากฟังพวกแกทะเลาะกัน ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม พวกแกตอบมาพร้อมกัน หนึ่ง สอง สาม!”

“พี่เป้า!” หางเสียงของพสุธายังไม่ทันจะจบ สองดาราก็ประสานเสียงกันตอบ พวกเขากลัวว่าจะตอบช้า แล้วกลายเป็นเป้ากระสุนปืนให้พสุธา

พสุธาขมวดคิ้ว เขาต้องการชื่อจริง

“พวกเรา พวกเรารู้แค่ชื่อนี้เท่านั้น ใคร ๆ ก็เรียกคนคนนั้นว่าพี่เป้า ส่วนเป็นใคร มาจากไหน พวกเราก็ไม่รู้” ดาราคนหนึ่งพูดขึ้นมาเสียงสั่น เมื่อเห็นแววตาไม่พอใจของพสุธา

พสุธาก็หันไปหาแฟรงค์

“น่าจะเป็นพวกปลายแถวครับ ผมเลยไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน” แฟรงค์พูดตอบ ในฐานะคนในแก๊งมาเฟีย พวกเขาก็ต้องมีรายชื่อกลุ่มคนพวกนี้อยู่ในมือ

“บอกลักษณะมา” พสุธาพูดสั่งสองดารา

“ลูกพี่ ๆ ผมวาดรูปให้ ผมวาดรูปได้นะ” หัวทองรีบเสนอตัวทันที

พสุธาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งสายตาให้กรเทพ ไม่นานนัก กระดาษ ดินสอ และยางลบ ก็ถูกส่งมาให้กับหัวทอง

สองดาราไม่กล้าไม่พูด พวกเขาผลัดกันบอกรูปลักษณ์ของ ‘พี่เป้า’ ออกมา หัวทองก็วาดตาม

ตอนแรกพสุธาไม่ได้คาดหวังกับฝีมือการวาดภาพของหัวทองสักเท่าไร ทว่าผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกคาดหวังขึ้นมา เพราะเริ่มเห็นเค้าโครงใบหน้าคนแล้วจริง ๆ ไม่ใช่ใบหน้าแบบพวกการ์ตูน

ใช้เวลาราว ๆ ครึ่งชั่วโมง ใบหน้าของ ‘พี่เป้า’ ตามคำพูดของสองดาราก็ปรากฏ

พสุธารับกระดาษมา จากนั้นก็ยกให้สองดาราดู

“ใช่ ใช่เลย คนนี้แหละครับ คนนี้แหละ” พวกสองดารารีบตอบ

“ดี” พสุธาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะถามต่อ

“คำถามต่อไป ทำไมพวกแกถึงเลือกโรงแรมของฉัน มีใครสั่งพวกแกมาหรือเปล่า”

“มี มีคนแนะนำพวกเรามาจริง ๆ เขาชื่อพี่ชัย” สองดารารีบตอบ และก็เหมือนเดิม ให้พวกเขาบอกลักษณะ ส่วนหัวทองคอยวาดตาม ใช้เวลาเร็วกว่าครั้งแรก ไม่ถึงยี่สิบนาที ก็ได้ภาพที่สมบูรณ์ออกมา

“พี่เหมือนเคยเห็นคนคนนี้ที่ไหน” ปฐพีขมวดคิ้วพูด เมื่อเห็นรูปของ ‘พี่ชัย’

คนอื่น ๆ ก็มองตามด้วยเหมือนกัน ก่อนที่คุณกรเทพจะพูดเสียงดัง

“ผมนึกออกแล้ว หมอนี่เป็นคนขับรถของมานัส!”

“ใครคือมานัส” พสุธาถามออกไป

“หมอนั่นเป็นผู้จัดการโรงแรมบีเครอยัล ตั้งตัวเป็นคู่แข่งกับโรงแรมของเราครับ ผมรู้แล้ว ต้องเป็นฝีมือของไอ้สารเลวนั่นแน่ คิดจะใช้เรื่องนี้ทำลายชื่อเสียงของโรงแรมเรา” คุณกรเทพพูดแล้วก็ทุบมืออย่างโมโห

พสุธาแววตาวาววับขึ้นมา ถ้าเป็นอย่างที่คุณกรเทพพูดจริง ๆ ก็อย่าหาว่าเขาใจร้ายกับคู่แข่งก็แล้วกัน

คนที่สามารถใช้วิธีการเลวทรามแบบนี้ในการแข่งขันทางธุรกิจได้ ต้องไม่ใช่ตัวดีอะไรแน่นอน ต้องเคยทำเรื่องชั่วร้ายเลวทรามมาหลายครั้งแล้วแน่ ๆ

ขอเพียงแค่พวกมันเคยทำเรื่องเลวร้าย ด้วยทักษะแฮกเกอร์ของเขา ก็ไม่มีอะไรที่เขาจะขุดมันขึ้นมาไม่ได้!

ขณะที่พสุธากำลังคิดอยู่นั้น เสียงของสองดาราก็ดังขึ้นมา

“พวกเรา พวกเราตอบไปหมดแล้ว คุณปล่อยพวกเราได้ไหมครับ” สองดารารีบอ้อนวอน สายตามองพสุธาอย่างคาดหวัง ทว่า

“เชิญเข้ามาได้” สิ้นเสียงของพสุธา ก็มีชายหนุ่มเดินเข้ามาสามคน เป็นคนที่พสุธา และปฐพีคุ้นหน้าคุ้นตาดี

ผู้กองชาวีร์ และลูกน้องของเขา

สองดารา เห็นผู้กองชาวีร์ ก็จำได้ทันที พวกเขาสีหน้าซีดเผือดอีกครั้ง มองพสุธาด้วยสายตาโกรธเกลียด

พวกเราตอบคำถามไปหมดแล้ว ทำไมยังส่งพวกเราให้ตำรวจอีก

“รบกวนสอบสวนเงียบ ๆ อย่าเพิ่งให้พวกตัวใหญ่ไหวตัวทัน พวกนี้เป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อยเท่านั้น” พสุธาพูดกับผู้กองชาวีร์

“ไม่ต้องห่วง เมื่อจัดการกับเครือข่ายยาเสพติด พวกเราจะรอจับปลาตัวใหญ่เสมอ” ผู้กองชาวีร์พูดตอบ ก่อนจะกุมตัวสองดาราไป

เมื่อสองดาราไปแล้ว พสุธาก็ได้รับคำถาม

“ท่านประธาน ถ้าเกิดว่ามีข่าวหลุดออกไป โรงแรมของเราจะเสียหายนะครับ” คุณกรเทพพูดอย่างเป็นกังวล

“ไม่ต้องห่วง ไม่มีข่าวหลุดออกไปหรอก อีกอย่างหนึ่ง ต่อให้หลุดออกไป พวกเราก็ถือว่าเป็นผู้เสียหาย ถูกคู่แข่งวางแผนร้าย” พสุธาจุดรอยยิ้มที่มุมปาก คุณกรเทพถึงได้รู้ว่า พสุธามีวิธีการจัดการในเรื่องนี้ และวิธีการของเจ้าตัว ก็อาจจะทำให้หมดคู่แข่งไปอีกหนึ่งราย

คุณกรเทพคิด โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า ไฟกำลังจะลามมาที่ตัวเองแล้ว

“คุณกรเทพ ในฐานะที่คุณเป็นผู้จัดการใหญ่ของโรงแรม คุณคิดว่าคุณควรจะมีคำตอบให้ผมหรือเปล่า เรื่องที่ทำไมถึงปล่อยให้มีการซื้อขายยาในโรงแรมได้” พสุธาถามเสียงเนิบช้า

คุณกรเทพที่ถูกไฟลามมาถึงแล้ว ก็เหงื่อตก ก่อนหน้านี้เขาลืมตัว คิดว่าตัวเองเป็นเพียงผู้ชม ตอนนี้ค่อยนึกขึ้นได้

เขาเป็นผู้รับผิดชอบหลักในเรื่องนี้!

“ท่านประธาน ครั้งนี้เป็นความผิดของผมเอง ที่ไม่ตรวจสอบดูให้เรียบร้อย ผมรับรองว่าครั้งหน้าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกครับ ผมจะเร่งวางแผนมาตรการสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยครับ”

“อย่ารับรองในเรื่องที่รับประกันไม่ได้” พสุธารู้ว่าเรื่องนี้ ต่อให้พยายามแค่ไหน แต่ถ้ายังมีคนจ้องจะเล่นงาน อย่างไรก็ยากที่จะป้องกัน

“คุณวางแผนมาตรการรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้ หากว่ามันเกิดขึ้นอีกครั้งหน้า และพวกเราไม่ได้เจอเข้าก่อน คุณจะรับมืออย่างไร ภายในวันพรุ่งนี้ ผมหวังว่าจะได้เห็นคำตอบที่น่าพอใจ” พสุธาพูดเสียงขรึม

“ครับท่านประธาน” คุณกรเทพรับคำสั่ง และไม่กล้านั่งอยู่ต่อ รีบไปจัดการเรื่องพวกนี้โดยเร็ว

เมื่อคุณกรเทพออกไปแล้ว ปฐพีก็พูดขึ้นมา

“ก่อนหน้านี้ นายเป็นเด็กที่เก่งมากคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ นายเป็นท่านประธานที่เก่งมาก”

พสุธาหัวเราะออกมาเบา ๆ กับคำพูดของปฐพี ก่อนจะพูดว่า

“เป็นยังไงครับ เห็นแล้วตกหลุมรักผมหนักกว่าเดิมเลยน่ะสิ” น้ำเสียงของพสุธาหยอกเย้า

“ไม่หนักเท่าไรนะครับ แค่คิดว่าพรุ่งนี้พี่จะพาแม่มาสู่ขอได้เลยหรือเปล่า” คำตอบของปฐพี ทำเอาคนอื่นที่ลอบฟังอยู่เกือบจะสำลักออกมา

พสุธาก็ชะงักไป ก่อนจะพูดตอบ

“ร้านยังไม่เปิดทำการ ลูกค้ากรุณาถือบัตรคิวนั่งรอไปก่อนนะครับ” พสุธาพูดจบแล้ว ก็หันไปมองหัวทอง

“ตอนนี้นายเรียนอยู่หรือเปล่า”

“หมายถึงเรียนมหาวิทยาลัยเหรอลูกพี่ ผมพักการเรียนน่ะ” หัวทองพูดตอบ

“ทำไม” พสุธาถามสั้น ๆ แต่อยากรู้

“ไม่ชอบคณะที่เรียนน่ะสิลูกพี่ แต่พ่อให้ผมเรียนบริหาร” หัวทองพูดตอบ น้ำเสียงมีความไม่ยินยอม มีความขุ่นมัว

“นายอยากเรียนศิลปะมากกว่าสินะ” พสุธาถาม เขาเห็นฝีมือการวาดภาพของหัวทอง เห็นแววตาเปล่งประกายตอนเสนอตัววาดภาพให้เขา และเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข ยามเจ้าตัวจับดินสอวาดภาพ ท่าทางไม่เหมือนกับยามปกติเลยสักนิดเดียว

“ลูกพี่ดูออกเลยเหรอ แต่น่าเสียดาย ที่พ่อผมไม่ยอม บอกว่าเรียนวาดภาพไม่มีประโยชน์”

“แต่นายก็ได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าการวาดภาพของนายมีประโยชน์ ด้วยภาพที่นายวาด ตำรวจสามารถนำไปตรวจจับคนร้ายได้” คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้หัวทองนิ่งอึ้งไป จากนั้นก็ก้มหน้างุด ปิดบังดวงตาที่แดงก่ำของตัวเอง

หัวทองกำลังดีใจ ดีใจที่ในที่สุด ก็ได้ยินว่าการวาดภาพของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องที่ไร้ประโยชน์ แต่มันมีประโยชน์ มันช่วยเหลือคนอื่นได้ มีคนเห็นคุณค่าของมัน

พสุธามองหัวทอง เขามองออกว่าเจ้าตัวกำลังอยู่ในช่วงอารมณ์อ่อนไหว จึงไม่ได้พูดอะไรอีก

เขาเปลี่ยนไปพูดกับแฟรงค์

“ช่วงนี้ให้คนของเราจับตาดูพวกค้ายาสักหน่อย อย่าให้มันยื่นมือยื่นเท้าเข้ามาในถิ่นของฉันได้ แต่ก็อย่าลงมืออะไรที่ทำให้แผนการของพวกตำรวจเสียหาย” พสุธาพูดสั่ง

แฟรงค์รับคำด้วยความยินดี

‘คนของเรา คนของเรา นายน้อยพูดแบบนี้ แสดงว่ายอมรับพวกเขาแล้วใช่ไหม’

แฟรงค์คิด แล้วเขาแทบจะอยากโทรศัพท์ไปหาผู้เป็นนาย เพื่อรายงานข่าวดีนี้

พสุธาหันไปหาวาธิน

“กลัวหรือเปล่า” เขาถามออกไป และเขาหมายถึงเรื่องที่เขายิงถากหูของดาราสองคน เพื่อขู่ทั้งคู่

“ตื่นเต้นมากกว่าครับ” วาธินพูดจริง ๆ เขาตื่นเต้นกับความเด็ดขาดของผู้เป็นนาย ก่อนหน้านี้เขายังแอบกลัวว่าด้วยความเยาว์วัยของพสุธา เจ้าตัวอาจจะจัดการเรื่องบางเรื่องได้ไม่เด็ดขาดพอ ทว่าตอนนี้เขาได้รู้แล้ว พสุธาเด็ดขาด และเหี้ยมเกินกว่าที่เขาคาดหวังเอาไว้เสียอีก แต่การติดตามผู้เป็นนายแบบนี้นี่แหละ ที่จะทำให้เขาได้ยืนอยู่บนที่ที่สูงขึ้น

“งั้นก็ดีแล้ว เพราะวันข้างหน้า คุณอาจจะได้เจอเหตุการณ์แบบนี้อีกหลายครั้ง รวมถึงบางครั้ง คุณต้องลงมือเอง” พสุธาพูดบอกกับอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน ให้อีกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อม

“ผมจะไม่ทำให้ท่านประธานผิดหวังครับ” วาธินไม่กลัวการที่ตัวเองต้องมือเปื้อนเลือด ที่เขากลัวก็คือเลือดตัวเองจะไปเปื้อนมือคนอื่น

 

“พ่อครับ ผมจำได้ว่าเรามีหุ้นของโรงแรมบีเครอยัลอยู่ใช่ไหมครับ” เมื่อกลับถึงบ้าน ปฐพีก็โทรศัพท์ถามผู้เป็นบิดา

“ไอ้ลูกชาย รู้ไหมว่าตอนนี้มันกี่ทุ่มกี่ยามแล้ว” คุณเวหาถามลูกชายเสียงขุ่นมัว

“แต่พ่อก็ยังไม่นอนนี่ ถ้านอนพ่อก็ไม่รับโทรศัพท์หรอก” ปฐพีก็ไม่ได้สลดเลยแม้แต่น้อย แล้วก็ถามซ้ำอีกครั้ง

“บีเครอยัลเหรอ โรงแรมใช่ไหม เหมือนจะมี แต่จำไม่ได้แล้วว่ามีหุ้นอยู่เท่าไร ซื้อทิ้งไว้นานเกินไป เราไม่ได้เข้าร่วมบอร์ดบริหาร” คุณเวหาพูดตอบ

“ตอนนี้ผมมีอยู่สองทางเลือกให้พ่อ หนึ่งคือเทขายหุ้นทั้ง ถอนเงินลงทุนคืนมา สองคือกว้านซื้อหุ้น แล้วไล่ทีมบริหารชุดเดิมออก” ปฐพีพูดเสียงขรึม

คุณเวหาขมวดคิ้วทันที

“เหตุผลคืออะไร”

“มีคนรังแกว่าที่ลูกสะใภ้ของพ่อ พ่อไม่คิดจะเอาคืนให้หน่อยเหรอ” ปฐพีถามออกไป

เมื่อคุณเวหาได้ยินคำพูดของลูกชาย เขาก็พูดเสียงดังทันที

“อะไรนะ มีคนกล้ารังแกลูกสะใภ้ของฉันเหรอ มันไม่ตายดีแน่!”

 

“กล้ารังแกลูกกู สงสัยมันคงคิดว่าตัวเองอายุยืนเกินไป ถึงได้รนหาที่ตาย” ลูคัสพูดเสียงเหี้ยม เมื่อได้ยินที่แฟรงค์รายงาน เขาตบโต๊ะจนเสียงดังสะนั่น ทำเอาเพื่อน ๆ ของเขายังตกใจ

“นายใหญ่ นายน้อยแค่ให้จับตาดู แล้วห้ามไม่ให้ทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตำรวจครับ” แฟรงค์รีบพูด เมื่อรู้ว่าอีกเดี๋ยวนายใหญ่ของตัวเอง ต้องมีคำสั่ง ‘อุ้ม’ ออกมา

“อย่างนั้นเหรอ อย่างนั้นเรื่องอาหารไอ้อ้วนเอาไว้ก่อน เราต้องทำหน้าที่พลเมืองดีก่อน มึงก็ช่วยตำรวจหาของกลางสักหน่อย” ลูคัสเปลี่ยนคำสั่งในทันที ทำให้เพื่อนสนิทที่ลอบฟังอยู่ ถึงกับมุมปากกระตุก

พลเมืองดี? ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากปากของเพื่อนสนิทอย่างลูคัส ในบรรดาพวกเขาสามคน ลูคัสห่างไกลจากคำว่าพลเมืองดีที่สุดแล้ว

ฝั่งแฟรงค์ เมื่อได้ยินคำสั่งของผู้เป็นนาย เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่านายใหญ่ของตัวเองต้องการอะไร

ต้องการให้พวกเขาย้ายโกดังเก็บยาเสพติดของศัตรู ไปไว้ที่โรงแรมบีเครอยัลน่ะสิ

แต่คำสั่งของลูคัสไม่ได้จบลงแค่นั้น เจ้าตัวยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่าคำสั่งนี้ สำคัญยิ่งกว่าคำสั่งก่อนหน้านี้

“อย่าลืมบอกลูกรักกูด้วยล่ะ ว่าอดทนคิดถึงพ่อคนนี้อีกสักนิด อีกไม่กี่วัน พ่อคนนี้ก็จะไปหาลูกรักด้วยตัวเองแล้ว”

แฟรงค์ได้ยินคำสั่งนี้ เขาก็ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ที่จะไม่พูดตอบไปว่า

‘นายใหญ่ ระหว่างนายน้อยคิดถึงนายใหญ่ กับอดีตนายใหญ่ฟื้นขึ้นมา อย่างหลังน่าจะเป็นเรื่องง่ายกว่านะครับ’