LNCrawler

127. ตอนที่ 125

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 125

“ผู้กอง โรงแรมนั่นเป็นของคุณพสุธาเหรอครับ” ผู้หมวดพลพลพูดถามหัวหน้าทีมของตัวเอง อย่างผู้กองชาวีร์

“น่าจะเป็นอย่างนั้น” ผู้กองชาวีร์พูดตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจมากนัก ที่เขาใส่ใจก็คือ ผู้ต้องหาสองคนที่พวกเขากุมตัวมา พร้อมกับของกลาง และข้อมูลเบาะแสที่อาจจะสืบไปหาตัวการใหญ่ได้

ฝั่งผู้หมวดพลพล เมื่อได้ยนิคำตอบแบบขอไปที เขาก็ไม่ได้ถามเรื่องนี้ต่ออีก เขาเพียงคิดไปถึงตอนที่พวกเขาเข้าไปในห้องส่วนตัวในคลับนั่น เห็นท่าทางของพสุธาที่ดูแตกต่างไปจากตอนแรกที่เขาเคยได้เจอ เขารู้สึกว่าพสุธาในตอนนี้ อันตรายกว่าครั้งแรกที่ได้เจอกัน

ขณะที่คิด สายตาของผู้หมวดพลพลก็เหลือบไปเห็นใบหูที่โชกเลือดของสองดารา เขารีบถามทันที

“หูของพวกนายไปโดนอะไรมา” คำถามนี้เหมือนไปจี้ต่อมน้ำตาของสองดาราเข้าให้ พวกเขาร้องไห้น้ำตาไหลราวกับเขื่อนแตก จากนั้นก็พูดร้องทุกข์ บอกว่าพสุธาทรมานพวกเขาอย่างไร ยิงปืนใส่พวกเขาอย่างโหดเหี้ยมแค่ไหน

“โจรชิงฟ้องก่อนเหรอ” ผู้กองชาวีร์แค่นเสียงในลำคอ เขาไม่เชื่อที่พวกสองดารานี้พูดเลยแม้แต่น้อย

“ผู้กอง ผมดูบาดแผลแล้ว เป็นรอยจากการถูกกระสุนถากจริง ๆ ตอนนี้ผมนึก ๆ ดูแล้ว ตอนที่พวกเราเข้าไป คุณพสุธาก็เหมือนจะถือปืนอยู่ในมือนะ ผู้กองจะไม่จัดการหน่อยเหรอ เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นความผิดหรือเปล่า” ผู้หมวดพลพลพูด เขาคิดว่าพสุธาเป็นเจ้าทุกข์ก็เรื่องหนึ่ง ทำผิดกฎหมาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องแบ่งแยกให้ชัดเจน

ผู้กองชาวีร์ชำเลืองสายตามองผู้หมวดพลพล ก่อนที่เขาจะพูดว่า

“คุณมองผิดแล้ว ในมือคุณพสุธามีแต่แก้วน้ำ มีปืนที่ไหนกัน ส่วนที่หูของสองคนนี้ เห็นชัด ๆ ว่าได้แผลมาตอนล้ม ถูกลูกกระสุนปืนอะไรกัน เหลวไหลทั้งเพ”

ผู้หมวดพลพลมุมปากกระตุก เขาเข้าใจหากผู้กองชาวีร์ไม่ต้องการจะดำเนินตามกฎหมายกับพสุธา แต่ถึงอย่างนั้น ก็อย่าหาข้ออ้างมาส่ง ๆ ได้หรือเปล่า นี่มันดูถูกสติปัญญากันมากเกินไปนะ!

 

“พ่อ ยังไม่นอนอีกเหรอ” เมื่อหัวทองกลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้เห็นว่าผู้เป็นพ่อยังไม่นอน ยังนั่งอยู่ที่ห้องโถงในบ้าน

“รอแกอยู่” อธิชาติก็พูดตอบลูกชายเสียงเรียบ

หัวทองมีสีหน้าหวาดระแวงขึ้นมาทันที

“พ่อ วันนี้ผมไม่ได้ก่อเรื่องอะไรเลยนะ จริง ๆ นะ ผมยังช่วยงานคุณพสุธาด้วย คุณพสุธายังชมว่าผมทำได้ดีด้วยนะ” หัวทองรีบพูดทันที

“ก็ไม่ได้บอกว่าแกไปก่อเรื่อง ฉันแค่อยากรู้ว่าในห้องนั้น มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า ฉันเห็นผู้กองชาวีร์เดินออกมาจากห้องนั้น” อธิชาติถามออกไป

หัวทองอึกอัก ไม่รู้ว่าพูดได้หรือเปล่า เพราะกลัวว่าพสุธาจะต้องการปิดเป็นความลับ อีกทั้งการจะกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงตอนนั้นตำรวจมาจับเขาไป เขาจะทำยังไงได้ล่ะ

“เอ่อ ก็มีเรื่องจริง ๆ แต่ตำรวจให้เก็บเงียบเอาไว้ ไม่งั้นจะกระทบต่อแผนการ พ่ออย่าถามเลย” หัวทองตอบกึ่งจริงกึ่งเท็จ

“ก็ได้ ว่าแต่ที่แกบอกว่าแกช่วยงานคุณพสุธา แล้วคุณเขายังพูดชมแกด้วย นี่แกพูดจริงหรือเปล่า” อธิชาติกลัวว่าจริง ๆ แล้วพสุธาพูดดุลูกชายของเขาแบบอ้อมค้อม แต่ลูกชายของเขาจะไม่รู้ คิดว่าเจ้าตัวพูดชมจริง ๆ

“จริงสิ คุณพสุธาชมจริง ๆ นะ ผมวาดรูปให้คุณพสุธา คุณพสุธาบอกว่าผมวาดได้ดีมาก ภาพวาดของผมทำประโยชน์ได้ ช่วยคนได้เยอะด้วย” หัวทองพูดอย่างมีความสุข และมีความคาดหวัง

หวังว่าผู้เป็นพ่อจะมองเรื่องการวาดภาพของเขาใหม่ และยอมให้เขาเรียนศิลปะ

อธิชาติเมื่อได้ยินหัวทองพูด เขาก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน สมองของเขากำลังเชื่อมโยงบางอย่าง แล้วก็พูดถามออกมา

“รูปที่แกวาด ตำรวจเอาไปแล้วใช่ไหม”

“ใช่ เป็นยังไงล่ะ ผมเก่งใช่ไหม” หัวทองก็ไม่รู้เลยว่าถูกผู้เป็นพ่อหลอกถาม เขายืดอกตอบอย่างเต็มภาคภูมิ

อธิชาติมองลูกชาย เป็นครั้งแรกที่เขาคิดว่า บางทีเขาอาจจะคิดผิดมาก่อน เรื่องที่ไม่ยอมให้ลูกชายเรียนศิลปะ

บางที การวาดภาพของลูกชายของเขา ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ศิลปินที่ขายภาพวาดเลี้ยงดูตัวเอง แต่ใช้ทักษะการวาดภาพของตัวเอง ทำงานอื่น

อย่างเช่นเป็นตำรวจ มันมีฝ่ายที่ทำหน้าที่สเก็ตหน้าคนร้ายโดยเฉพาะหรือเปล่านะ

“ได้อยู่กับคุณพสุธาวันนี้ แกมีความคิดอะไรบ้างไหม” อธิชาติถามลูกชาย

หัวทองนิ่งคิดไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดตอบ

“พ่อ ผมอยากใช้การวาดภาพของผม ช่วยทวงความยุติธรรมให้กับคนอื่น”

“ยังไง”

“เหมือนกับวันนี้ไง ผมช่วยสเก็ตหน้าคนร้าย ทำให้ตำรวจรู้ตัวคนร้ายได้เร็วขึ้น” หัวทองพูดอย่างตื่นเต้น แล้วพูดต่อด้วยความคาดหวัง

“พ่อ ผมไปเรียนคณะศิลปะได้ไหม เรียนจบแล้วผมจะสอบเป็นตำรวจ พ่อว่าได้ไหม”

“แกมั่นใจเหรอว่าอย่างแกจะสอบเข้าตำรวจได้” อธิชาติถามลูกชายของตัวเอง

“ผมจะทำให้ได้” หัวทอง ไม่สิ อักษรมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเช้าวันถัดมา เขาก็ทำให้ผู้เป็นพ่อได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

 

“ตายแล้ว พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือเปล่า ทำไมวันนี้เจ้าฟอนต์ตื่นเช้าได้” อัปสรพูดเสียงหยอกเย้า แต่ก็แปลกใจด้วยจริง ๆ ที่เห็นผู้เป็นน้องชายอยู่บ้าน ทั้งยังตื่นเช้ามาร่วมโต๊ะอาหารได้ทัน ที่สำคัญ

“แกไปย้อมผมดำกลับมาตั้งแต่เมื่อไร” อัปสรพูดถามอีกคำถาม ขณะที่ผู้เป็นมารดาอย่างอาริยาก็ยิ้มอย่างดีใจ ในที่สุดลูกชายของเธอก็กลับมาผมดำเหมือนเดิม

“ย้อมเมื่อคืน บอกเลยนะ ต่อไปนี้ทุกคนจะต้องมองผมใหม่ ผมไม่ใช่ฟอนต์คนเดิมอีกแล้ว” หัวทอง ไม่ใช่ อักษรพูดอย่างฮึกเหิม เปี่ยมไปด้วยพลัง

“แล้วแกจะเป็นใคร” อัปสรถามน้องชายของตัวเอง

“ผม อักษร ว่าที่ตำรวจหน่วยสืบสวนสอบสวน!” อักษรลุกขึ้นยืน ทำท่าวันทยหัตถ์

เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่อัปสรจะลุกขึ้น แล้วเดินไปเอาหลังมืออังหน้าผากน้องชาย

“ตัวก็ไม่ได้ร้อนนี่ ไหน เอาหัวมาให้ฉันดูซิ หัวแกไปกระแทกอะไรมาหรือเปล่า” อัปสรเอื้อมมือจะไปจับศีรษะของน้องชายมาดู

อักษรเบี่ยงตัวหนีมือของพี่สาว แล้วพูดเสียงกรุ่นโกรธว่า

“ผมไม่ได้ป่วย ไม่ได้หัวกระแทก ผมแค่คิดได้แล้ว เกิดเป็นคน ต้องทำตัวให้มีคุณค่า และผม ก็จะใช้ฝีมือของตัวเอง ช่วยเหลือทุกคน” อักษรพูดเสียงเคร่งขรึม แต่คนที่เอาแต่สร้างปัญหามาตลอด ก็ทำให้คนอื่นตกใจได้ง่าย ๆ

อาริยาหันไปมองผู้เป็นสามี สายตามีคำถาม เธอสงสัยว่าเมื่อคืนสามีกดดันอะไรลูกชายหรือเปล่า เพราะเมื่อคืนนี้ สามีของเธอนั่งรอลูกชายกลับบ้านอยู่เกือบค่อนคืน

“คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล เมื่อวานไปอยู่กับคุณพสุธา” คนเป็นสามีพูดเพียงแค่นี้ คนเป็นภรรยาก็สามารถคาดเดาเรื่องราวไปเองได้

“แกเล่ามาให้ละเอียดซิ เมื่อวานแกไปทำอะไรมาบ้าง” คนเป็นพี่สาว ก็พูดถามน้องชายของตัวเอง

“เล่าไม่ได้ เกี่ยวข้องกับงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ” อักษรพูดอย่างวาดมาด แววตามีความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน ทำให้คนเป็นพี่สาว อดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้

“แล้วลูกจะสอบเข้าโรงเรียนตำรวจเหรอลูก” อาริยาถามลูกชายของเธอ

“ผมจะสอบเข้าคณะศิลปะศาสตร์ ที่สยามปราชญ์ จากนั้นก็จะสอบเข้าตำรวจครับ” อักษรตอบอย่างฮึกเหิม แต่คนเป็นแม่นั้น

“เอ่อ แม่ว่ามหาวิทยาลัยเดิมของลูกก็ไม่เลวนะ ทำเรื่องขอย้ายคณะดีไหมลูก จะได้ไม่ต้องเสียเวลาสอบใหม่ด้วย”

“แม่กลัวว่าผมจะเสียเวลา หรือกลัวว่าผมจะสอบไม่ติดกันแน่” อักษรพูดถามเสียงขึ้นจมูก เขาคาดเดาความคิดของผู้เป็นมารดาได้อย่างชัดเจน

“แล้วที่แม่แกกลัว มันไม่มีสาเหตุหรือไง ไม่ใช่เพราะพฤติกรรมก่อนหน้านี้ของแกหรอกเหรอ” คนเป็นบิดาก็ปกป้องภรรยาของตัวเอง ถามลูกชายเสียงขรึม

แต่อักษรไม่ยอมแพ้

“นั่นเพราะผมอยู่ในวัยต่อต้านต่างหาก แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปแล้ว” อักษรยืดอกพูด ก่อนจะพูดต่อว่า

“พ่อหาคนมาสอนพิเศษให้ผมหน่อยสิ ปีหน้า ผมต้องเข้าเรียนที่สยามปราชญ์ให้ได้ ไปเป็นรุ่นน้องของลูกพี่!”

 

ขณะที่อักษรมุ่งมั่นที่จะเป็นรุ่นน้องของพสุธา พสุธาก็ขาดเรียนอีกแล้ว ในวันนี้เขาจะต้องคัดเลือกผลงานจากสามบริษัทที่จะเป็นผู้ก่อสร้างโรงงานให้กับเขา

พสุธาสวมชุดสูทที่ไม่เป็นทางการนัก แต่ก็ให้ความเป็นนักธุรกิจมากกว่าชุดนักศึกษา หรือชุดลำลอง เขาสั่งให้แฟรงค์ส่งคนไปรับคณบดีป้อมปราบ และรองคณบดีสถาพร ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ด้วย ส่วนตัวเขา ก็ไปรอทั้งสองท่านที่ตึกเกรซ

เมื่อพสุธาไปถึงตึกเกรซ เขาก็ไม่ได้เข้าไปในห้องประชุมทันที แต่ไปยังห้องทำงานของตัวเองก่อน และยังไม่ทันที่เขาจะได้นั่งเก้าอี้ดี ๆ คุณวินิจ และเมธาก็เดินตามเข้ามาแล้ว

“ท่านประธาน ผมเตรียมส่งมอบงานเรียบร้อยแล้วครับ” คุณวินิจเป็นคนพูดขึ้นก่อน เขาเตรียมจะส่งมอบงานในมือ ให้กับผู้ช่วยพิเศษคนใหม่ ที่ถูกเลือกโดยพสุธา และตัวเขาก็จะไปรับหน้าที่ดูแลโครงการก่อสร้างโรงงานอย่างเต็มตัว รวมถึงดูแลซอร์กรุ๊ปด้วย

“ดีแล้ว ตำแหน่งผู้ช่วยห้าสิบคนที่จะรับเพิ่ม จะเลือกในวันจันทร์ใช่ไหม”

“ใช่ครับ วันนั้นผู้ช่วยพิเศษทั้งสองคนจะเริ่มทำงานเป็นวันแรก”

“อืม จัดตามไปตามที่วางแผนเอาไว้” พสุธาพูดกับคุณวินิจ ก่อนที่คุณวินิจจะกลับออกไป เหลือแค่เมธาที่ยังยืนอยู่

“ท่านประธาน ผมอยากศึกษารายละเอียดชิปที่ท่านประธานต้องการสร้าง แล้วก็ห้องทดลอง ห้องวิจัย ผม..” เมธาพูดอย่างร้อนใจ เขาอยากเข้าห้องทดลองจะแย่อยู่แล้ว แต่พสุธายังไม่มีคำสั่งลงมาเลยสักนิดเดียว

พสุธานวดหว่างคิ้วของตัวเอง ช่วงนี้เขามีเรื่องยุ่งวุ่นวายให้จัดการมากมาย จนเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว

“ห้องวิจัย ยังสร้างไม่เสร็จ คุณรอไปก่อน หรือไม่ก็ใช้ห้องวิจัยก่อนหน้านี้ที่คุณเคยใช้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เบิกกับบริษัทได้ นอกจากนี้ผมจะให้ทิศทางการวิจัยคร่าว ๆ กับคุณ คุณลองดูว่าจะสามารถสร้างชิปที่มีขนาดเล็กกว่าชิปที่ผมจะสร้างได้หรือเปล่า” พสุธาพูด แล้วก็ส่งข้อมูลบางส่วนให้กับเมธา

เขากำลังเบี่ยงเบนความสนใจของเมธา เขาสามารถพูดได้ไหม ว่าเขาลืมเรื่องการสร้างห้องวิจัยของบริษัทไปแล้ว

ซึ่งวิธีการของพสุธาก็ได้ผลดี เมธารีบกลับออกไปอย่างมีความสุข เขาจะเริ่มวิจัยงานใหม่ของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเมธาออกไปแล้ว พสุธาก็หาตัวช่วยทันที

‘ระบบ ฉันต้องการสร้างฐานปฏิบัติการที่ลึกลับ ยากต่อการโจรกรรม’ พสุธาเรียกหาระบบ ฐานปฏิบัติการเป็นฐานที่ต้องให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง ต้องเก็บเป็นความลับ คนยิ่งรู้น้อยก็ยิ่งดี

‘ฐานปฏิบัติการครบวงจร สร้างภายใต้ภูเขาขนาดใหญ่ มีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด ความปลอดภัยนี้ รวมทั้งจากภัยธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์’ ระบบส่งเสียงตอบกลับมา

พสุธาตาลุกวาว

‘ฉันเอา ฉันเอา’ พสุธารีบส่งเสียงตอบกลับทันที ทว่า

‘ขออภัย คะแนนความลำบากของโฮสต์ไม่เพียงพอ ปัจจุบัน โฮสต์มีคะแนนคงเหลืออยู่ที่สี่พันเก้าร้อยสิบคะแนน หากโฮสต์ต้องการฐานปฏิบัติการครบวงจร ต้องใช้คะแนนความลำบากห้าหมื่นคะแนน ขอแนะนำให้โฮสต์สร้างกระท่อมเอง อย่าเพิ่งคิดซื้อคฤหาสต์’

พสุธาคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินคำพูดเสียดสีจากระบบ หากว่าเขาจน แต่เพ้อฝันใช่ไหม

‘ระบบ นายก็เห็นว่าฉันทำงานอย่างขยันขันแข็งขนาดไหน เพราะฉะนั้นนะ นายควรจะใจดี ให้ฉันยืมคะแนนล่วงหน้าได้ไหม แล้วฉันค่อยทำงานใช้คืน’ พสุธาอดทนต่อความอยากทุบตีระบบ แล้วประเหลาะระบบเสียงหวาน

ระบบนิ่งเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง จนพสุธาคิดว่าหมดหวังแล้ว ระบบก็ส่งคำตอบกลับมา

‘เพื่อตอบแทนโฮสต์ ที่ที่ผ่านมาทำภารกิจอย่างขยันตั้งใจ ระบบมอบสินเชื่อกู้ยืมคะแนน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อปี วงคะแนนความลำบากกู้ยืมสูงสุดอยู่ที่ห้าหมื่นคะแนน ระยะเวลาการผ่อนคืนคือยี่สิบสี่งวด หักอัตโนมัติผ่านบัญชีทุกวันสุดท้ายของเดือน กรุณากู้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนไหว’

พสุธานิ่งอึ้งไปเลย เมื่อได้ยินข้อเสนอของระบบ ทำไมเชี่ยวชาญขนาดนี้ จริง ๆ แล้วเป็นระบบกู้ยืมหรือเปล่า อัตราดอกเบี้ยถึงจะถูกกฎหมาย แต่มันก็สูงไปหน่อยนะ

พสุธาอดไม่ได้ที่จะคิดในใจ แต่ว่า

‘กู้ กู้เลย’ พสุธาตกลงที่จะกู้ เขาขยันทำงานสักหน่อย ไม่เชื่อว่าจะหาคะแนนมาคืนไม่ได้

เมื่อพสุธาตกลงเขาก็เป็นหนี้ในทันที แต่เมื่อมันมาพร้อมกับทรัพย์สิน พสุธาก็ตาลุกวาว

‘ยินด้วย โฮสต์เปิดระบบกู้ยืมพิเศษ ได้รับเกาะส่วนตัวหนึ่งเกาะ’ เสียงของระบบดังขึ้น จากนั้นไม่นาน พสุธาก็ได้รับโทรศัพท์ บอกว่าจะนำเอกสารมาให้เขาเซ็นรับกรรมสิทธิ์ครอบครองเกาะ พสุธาก็ตอบตกลงทันที

ระหว่างที่รออีกฝ่าย พสุธาก็ถามระบบ

‘ระบบ แล้วฐานปฏิบัติการครบวงจรของฉันล่ะ’ พสุธาทวงถาม

‘ก็อยู่บนเกาะส่วนตัวนั่นไง’ ระบบตอบกลับมา

พสุธาตาลุกวาว นี่มันก็เยี่ยมไปเลยไม่ใช่เหรอ อยู่ใต้ภูเขาบนเกาะส่วนตัว นี่มันเจ๋งสุด ๆ ไปเลยไม่ใช่เหรอ

แต่ตอนนี้นักวิจัยของเขามีแค่คนเดียว ก็คือเมธา เจ้าตัวยินดีที่จะไปอยู่บนเกาะส่วนตัวแบบนั้นหรือเปล่า ต่อให้มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบ แต่มันห่างไกลแสงสีเสียง หลายคนอาจจะทนไม่ได้

ไม่เป็นไร ลองถามดูก่อน ถ้าไม่ได้ ก็ค่อยหาที่ใหม่

พสุธาคิดในใจ พอดีกับที่เสียงเคาะประตูดังห้อง เมื่อพสุธายกสายตาขึ้นมอง ก็เห็นคุณวินิจเดินนำคณบดี และรองคณบดีเข้ามา

พสุธารีบลุกขึ้นยืน

“อาจารย์ สวัสดีครับ แล้วก็ขอบคุณที่สละเวลามานะครับ” พสุธากล่าวอย่างอ่อนน้อม เขาเชิญทั้งสองท่านนั่งลง แล้วสั่งให้ผู้ช่วยของคุณวินิจ นำเครื่องดื่มมาต้อนรับ

“พูดอะไรอย่างนั้น พวกเราต้องขอบคุณคุณต่างหาก ทุนบริจาคห้าร้อยล้านของคุณ ช่วยพวกเราไว้ได้เยอะเลยนะครับ นอกจากจะสร้างอาคารที่จะเป็นหน้าเป็นตาของมหาวิทยาลัย หรือถึงขั้นประเทศ ก็ยังเหลือเงินสำหรับไปซื้อเครื่องมือวิจัย ช่วยให้ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยของเรา ก้าวหน้าไปอีกหนึ่งขั้น” คณบดีป้อมปราบพูดขึ้น ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะตีกับอธิการบดี เรื่องเงินบริจาคของพสุธา แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็ยังยอมแบ่งเงินบริจาคให้กับมหาวิทยาลัย สำหรับซื้ออุปกรณ์การวิจัยด้วย

พสุธาได้ยินอย่างนั้น เขาก็ยิ้มอย่างยินดี

“ในฐานะนักศึกษา ผมดีใจที่มีส่วนร่วมกับมหาวิทยาลัยครับ” พสุธาพูดออกไป จากนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันถึงความต้องการคร่าว ๆ ของพสุธา ที่มีต่อโรงงานทั้งสองแห่ง

“หอพักสำหรับพนักงาน และหากพนักงานทำงานเกินยี่สิบปี จะได้รับห้องพักนั้นไปเลย แม้จะไม่สามารถขายต่อได้ แต่ลูกหลานก็ยังสามารถพักอาศัยอยู่ได้ คุณใจกว้างจริง ๆ” คณบดีป้อมปราบพูดกับพสุธา เมื่อเขาได้ยินเรื่องนี้ และจากที่พสุธาพูด เขาก็พอจะคาดเดาได้ว่า หอพักสำหรับพนักงานที่พสุธาต้องการจะสร้าง ไม่ใช่แค่หอพักธรรมดาทั่วไป แต่เป็นเหมือนห้องชุดเสียมากกว่า มีทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น

“พนักงานที่ทำงานกับเรายาวนานขนาดนั้น เป็นเพราะเขาเต็มใจจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับพวกเรา ของแค่นี้ ไม่พอให้เรียกว่าใจกว้างหรอกครับ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ และก่อนที่เขาจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ คุณวินิจก็เข้ามาบอกว่า บริษัททั้งสาม พร้อมที่จะเข้ามาแสดงผลงานของตัวเองแล้ว

เพื่อความโปร่งใส พนักงานไม่ได้ให้เข้ามาพรีเซนต์ผลงานทีละบริษัท เขาให้เข้ามาพร้อมกันทั้งสามบริษัท แล้วค่อยแสดงผลงานต่อหน้ากรรมการ และคู่แข่งอีกสองบริษัท ด้วยวิธีการนี้ แพ้ชนะ พวกเขาควรจะยอมรับผลของมันอย่างไร้ข้อกังขา

เมื่อพสุธาเข้าไปในห้องประชุม เขาก็ได้เห็นว่าประธานของแต่ละบริษัท มาด้วยตัวเอง

เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้พสุธาตื่นเต้นอะไร แต่คนที่ตื่นเต้น กลับเป็นพนักงานของพวกเขาเอง

ก็ต้องขายงานต่อหน้าเจ้านายของตัวเอง ถ้าขายงานไม่ได้ พวกเขาจะหาข้ออ้างได้ยังไงล่ะ มีแต่ต้องยอมรับว่าตัวเองเก่งสู้คนอื่นไม่ได้ กลับบริษัทไป ไม่รู้ว่าเจ้านายจะหักเงินเดือนหรือเปล่าด้วย

“สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านมาร่วมให้คำแนะนำและตัดสินผลงาน คิดว่าพวกคุณที่อยู่ในวงการ น่าจะรู้จักกันดีนะครับ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม

“อาจารย์ป้อมปราบ อาจารย์สถาพร ผู้นำในแวดวงสถาปัตยกรรม ไม่ใช่แค่คนในประเทศ แต่ชาวต่างประเทศก็ต้องรู้จักทั้งสองท่าน วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติมากครับ ที่ได้พบ” อธิชาติพูดขึ้นมาก่อน อีกสองคนก็ไม่ได้น้อยหน้า พวกเขารีบพูดชมทันที

ไม่มีใครคิดว่าแค่พูดชม ก็จะสามารถทำให้ทั้งสองท่านเลือกตัวเองได้หรอก แต่อย่างน้อย ก็น่าจะเพิ่มคะแนนความประทับใจได้บ้าง

พสุธาไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาส่งสัญญาณให้เริ่มการพรีเซนต์ผลงานได้

บริษัทแรกที่ขึ้นพรีเซนต์ และเป็นหนึ่งในสามบริษัท ที่สามารถประมูลโครงการสร้างโรงงานแบตเตอรี่ ของบริษัท ฟาสต์ แบตเตอรี่ ที่พสุธาถือหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ ไปได้

ครั้งนี้ผลงานของบริษัทนี้ก็ยังคงน่าประทับใจเหมือนเดิม แต่ว่าก็ยังมีส่วนที่ทำให้พสุธาขมวดคิ้วอยู่เหมือนกัน

พสุธาไม่ได้วิจารณ์ทันที เขาแค่จดจุดที่เขาหักคะแนนลงในสมุดเอาไว้ก่อน

“โดยรวมค่อนข้างดี แต่ยังมีจุดที่ดีได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะบริเวณปฏิบัติงานของพนักงาน...” คณบดีป้อมปราบพูดกับพสุธาเสียงกระซิบ

พสุธาก็พยักหน้าอย่างรับฟัง

ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เขาต้องฟังเอาไว้อยู่แล้ว

ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดการนำเสนอผลงานของบริษัทแพลนเอ คอนสตรัคชัน ก็จบลง

บริษัทวีดา คอนสตรัคชัน สถาปนิกผู้นำทีมนำเสนอผลงานของบริษัทนี้เป็นสตรี พสุธามองดูแล้วพบว่าเธอเป็นตัวอย่างของสตรีที่ได้รับคำนิยามว่า สตรีแกร่ง เธอสวมชุดสูทที่เสริมสร้างบุคลิกภาพของเธอ ให้ดูคล่องแคล่ว แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้ความรู้สึกอ่อนโยนด้วย เธอเริ่มนำเสนอผลงานอย่างฉะฉาน ความมั่นใจเต็มเปี่ยม แววตามีพลัง พสุธาก็ค่อนข้างที่จะชื่นชอบผลงานการออกแบบของเธอ แต่เขาก็มีจุดที่ต้องหักคะแนนอยู่เหมือนกัน

หลังจากที่ตัวแทนจากวีดา คอนสตรัคชันนำเสนอผลงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว บริษัทที่สาม ซึ่งเป็นบริษัทของอธิชาติ และพสุธาถือหุ้นอยู่ห้าเปอร์เซ็นต์ ก็ได้ขึ้นนำเสนอผลงาน

ตอนที่ตัวแทนของบริษัทนี้ขึ้นนำเสนอผลงาน อีกสองบริษัทก็ลอบมองพสุธา พวกเขารู้เรื่องที่พสุธาถือหุ้นของบริษัท เอสวี คอนสตรัคชันแล้ว ดังนั้นจึงอยากรู้ว่าการตัดสินผลงานในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างชอบธรรม ดังที่เจ้าตัวบอกจริงหรือเปล่า หรือว่าจะมีความลำเอียงเข้าข้าง เพราะตัวเองก็ได้ผลประโยชน์ทั้งสองทาง

พสุธามีสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาคาดหวัง เหมือนกับตอนที่สองบริษัทแรกขึ้นนำเสนอผลงาน ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน และเมื่อเริ่มนำเสนอผลงาน พสุธาก็ขมวดคิ้วเป็นบางช่วง เหมือนกับตอนที่พวกเขานำเสนอผลงานไม่มีผิด พวกเขาจึงวางใจได้บ้างแล้ว

“การนำเสนอผลงานของผม จบลงเท่านี้ ขอบคุณที่รับฟังครับ” ผู้นำเสนอของเอสวี คอนสตรัคชัน พูดแล้วก็ค่อยเดินกลับไปนั่งที่

ตอนนี้บรรยากาศในห้องประชุมก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น และกดดัน เพราะว่านี่เป็นช่วงเวลาสำคัญ ช่วงเวลาที่จะประกาศว่าบริษัทใดจะได้รับเลือก

พสุธายิ้มบาง

“โดยรวม ผมค่อนข้างจะประทับใจผลงานของทั้งสามบริษัท ผลงานของพวกคุณแต่ละบริษัท ก็มีจุดดี จุดด้อยที่แตกต่างกันออกไป ผมและอาจารย์ทั้งสองท่าน จะขอเวลาปรึกษากันสักครู่ พวกคุณสามารถนั่งรอในนี้กันได้เลยนะครับ” พสุธาพูด แล้วก็ส่งสายตาให้พนักงาน นำของว่างมาเสิร์ฟ ส่วนเขา และอาจารย์ทั้งสองคนที่เชิญมา ก็สุมหัวหารือกัน

“ผลงานของแพลนเอ ค่อนข้างดี ตรงตามตำราเกือบทั้งหมด ถือว่าจุดผิดพลาดน้อยมากทีเดียว” คณบดีป้อมปราบพูดขึ้นมาก่อน

“แต่ปัญหาก็เพราะมันตรงตามตำราเกินไป ขาดจินตนาการ ขาดความกล้าที่จะออกนอกกรอบ ดูเคร่งครัด โรงงานผลิตสินค้าแบบนี้ ปกติแล้วพนักงานจะทำงานเป็นรูทีนซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งค่อนข้างน่าเบื่อมากอยู่แล้ว ผมคิดว่าถ้าต้องทำงานในโรงงานแบบนี้ พนักงานคงจะรู้สึกอึดอัด หรือเหนื่อยใจมากขึ้น” พสุธาพูดขึ้นมาบ้าง

คำพูดของพสุธา ทำให้อาจารย์ทั้งสองท่านมองเขาอย่างแปลกใจ

“คุณดูจะมีความรู้ด้านสถาปัตยกรรมไม่น้อยเลยนะ”

“ผมแค่พูดไปตามความรู้สึกน่ะครับ ยังห่างไกลจากคำว่ามีความรู้ในด้านนี้อยู่อีกเยอะมาก” พสุธาพูดถ่อมตัว แต่เขาก็คิดว่าเป็นเรื่องจริงเช่นกัน หมายถึงเรื่องที่ว่าเขายังห่างไกลจากคำชมนั้นอยู่อีกไม่น้อยเลย

“นั่นก็หมายความว่าคุณเป็นคนเก่งมากอยู่ดี และก็ใช่อย่างที่คุณพูดจริง ๆ การออกแบบของแพลนเอ เน้นเรื่องพื้นที่การทำงานมากเกินไป”

“ส่วนวีดา ผมคิดว่า...”

พสุธาและอาจารย์ทั้งสามท่าน ยังคงวิจารณ์ผลงานของแต่ละทีมอย่างดุเดือด

 

ขณะที่พสุธากำลังปรึกษากับอาจารย์ทั้งสองท่าน ว่าจะเลือกงานของบริษัทไหนดี ทางด้านของปฐพี ตอนนี้เขาก็กำลังคุยโทรศัพท์กับผู้เป็นบิดา

“พ่อเลือกจะกว้านซื้อหุ้น” คุณเวหาพูดบอกลูกชาย ถึงทางเลือกที่ลูกชายเสนอให้เมื่อคืนนี้

“สายไปแล้วครับ ตอนนี้พ่อไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเทขายหุ้นทิ้ง และต้องขายให้เร็วที่สุดด้วย” ปฐพีที่กำลังจะโทรศัพท์หาบิดาอยู่พอดี ก็พูดอย่างรวดเร็ว

“เพราะอะไร” คุณเวหาถาม เขาประเมินแล้ว แม้ว่าจะแก้แค้นให้ลูกสะใภ้ แต่ถ้ามันสามารถหาผลประโยชน์ด้วยได้ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะใช้วิธีที่สร้างผลประโยชน์ได้มากกว่า

“ลูกน้องของดินบางส่วนเคลื่อนไหวแล้ว อีกไม่นานบีเค รอยัล จะต้องพบกับหายนะแน่” ปฐพีพูดเสียงเย็น มีความสะใจแฝงอยู่ไม่น้อย

“ใจเย็นนะลูกชาย อย่าเพิ่งสะใจ พ่อยังไม่ได้ขายหุ้น ถ้ามันพังตอนนี้ พวกเราก็ซวยไปด้วยนะ”

“ผมถึงได้บอกให้พ่อรีบเทขายหุ้นยังไงล่ะครับ ถ้าขายช้าไป จนมูลค่าหุ้นตกแล้ว นั่นก็หมายถึงเงินสินสอดที่ผมจะเอาไปสู่ขอดินก็ลดน้อยลงไปด้วย แบบนั้นผมไม่ยอมนะ”