LNCrawler

128. ตอนที่ 126

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 126

“ต่อไปคุณวินิจจะเข้ามาดูแลความเรียบร้อยของการก่อสร้าง หรือหากพวกคุณมีปัญหาอะไร สามารถแจ้งคุณวินิจได้ คุณวินิจจะมาแจ้งผมเอง” พสุธาพูดกับอธิชาติ เมื่อบริษัทของอธิชาติ เป็นผู้ได้รับเรื่องให้ก่อสร้างโรงงาน ซอร์ เทคโนโลยี

ใช่แล้ว พสุธาให้คุณวินิจก่อตั้งบริษัทในเครือซอร์ กรุ๊ป ขึ้นมาอีกหนึ่งบริษัท ก็คือซอร์ เทคโนโลยี ซึ่งผลิตภัณฑ์หลักของซอร์ เทคโนโลยี ก็คือเซมิคอนดักเตอร์

กลับมาที่การคัดเลือกบริษัทผู้รับงาน การเลือกบริษัทของอธิชาติ ไม่ใช่เพราะว่าพสุธาเป็นผู้ถือหุ้น แต่เพราะผลงานของบริษัทเอสวี คอนสตรัคชัน เหมาะสมที่สุดแล้ว โดยได้รับความคิดเห็นเป็นเอกฉันท์จากพสุธา และอาจารย์ทั้งสองท่านที่พสุธาเชิญมา ส่วนอีกสองบริษัท ก็ไม่มีความคิดเห็นโต้แย้งอะไร

จะเพราะว่ายอมรับในผลงาน หรือเพราะกลัวจะสร้างความขุ่นเคืองให้พสุธา และตัดโอกาสการร่วมมือกันในอนาคต ก็ไม่มีใครบอกได้

ฝั่งอธิชาติ เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็ตอบรับด้วยรอยยิ้ม

“คุณพสุธาวางใจครับ พวกเราจะทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอย่างเด็ดขาดครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีมากครับ จริงสิ เมื่อวานเพราะช่วยงานผมบางอย่าง ฟอนต์จึงต้องกลับบ้านดึก ขอโทษคุณอธิชาติด้วยนะครับ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มเกรงใจ

อธิชาติ เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็รีบพูดทันที

“ขอโทษอะไรกันล่ะครับ ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณพสุธา ที่ทำให้ลูกชายหัวดื้อของผม กลับมาเข้าที่เข้าทาง คิดจะกลับไปเรียนหนังสือ ไม่ทำตัวเป็นเด็กเหลวไหลอีกต่อไป ครอบครัวของผมทุกคน รู้สึกติดหนี้คุณพสุธาจริง ๆ ครับ”

“คุณอธิชาติเกรงใจเกินไปแล้วครับ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย บางทีลูกชายของคุณ อาจจะแค่ค้นพบคุณค่าในตัวเองแล้วก็ได้” พสุธาพูดยิ้ม ๆ และก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรอีก สุรัส ผู้ช่วยของคุณวินิจก็เข้ามาแจ้งว่า

“ท่านประธาน มีแขกมาขอพบท่านประธานครับ”

“คุณพสุธามีธุระ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

“ตกลงครับ ไว้เจอกันโอกาสหน้านะครับ”

“ด้วยความยินดีครับ” อธิชาติตอบรับอย่างมีความสุข ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องไป

อธิชาติเดินออกไปไม่นานนัก คนที่มาพบพสุธา ก็เดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับซองเอกสาร

แขกคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือคนที่โทรศัพท์มาหาพสุธา เรื่องการเซ็นชื่อบนเอกสารรับรองกรรมสิทธิ์ครอบครองเกาะ

“เกาะแห่งนี้ตั้งชื่อตามลักษณ์ของมันว่าเกาะผาหิน เนื่องจากมันมีผาหินจำนวนมากที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากคุณพสุธาต้องการจะเปลี่ยนชื่อเกาะ สามารถดำเนินการได้นะครับ”

“ตกลงครับ แล้วก็ขอบคุณนะครับ ที่เสียเวลามาด้วยตัวเอง”

“เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ” ชายหนุ่มพูดด้วยรอยยิ้มกระตือรือร้น

เขาย่อมต้องกระตือรือร้นอยู่แล้ว เพราะคนตรงหน้าเขานี้ ไม่ใช่แค่คนรวยธรรมดา แต่เป็นคนรวยระดับมหาเศรษฐี ไม่ใช่คนที่ใครจะเข้าพบได้ง่าย ๆ ครั้งนี้เขามีโอกาส เขาย่อมต้องมาด้วยตัวเอง

ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้ผิดหวังกลับไป เพราะพสุธามอบบัตรของกำนัลจากห้างรอยัลมอลล์ มูลค่าห้าหมื่นบาท ให้ไป ทำให้อีกฝ่ายยิ้มกว้าจนปากจะฉีกถึงรูหู เพราะบัตรของกำนัลใบนี้ สามารถใช้แลกซื้อของทุกอย่างในห้างได้

 

“พาคุณยายที่กำลังหลงทาง กลับไปส่งบ้าน ได้ห้าพันคะแนน ภารกิจอะไร ทำไมคะแนนถึงเยอะขนาดนี้ แต่ตกลง ฉันทำ!” หลังออกมาจากตึกเกรซ พสุธาก็ไปไม่ทันเรียนช่วงบ่าย ดังนั้นเขาจึงมองหาภารกิจที่จะทำเพื่อรับคะแนน

ตอนนี้พสุธาเป็นหนี้อยู่ ดังนั้นเขาต้องสะสมคะแนนความลำบาก เพื่อชำระค่างวดในสิ้นเดือนหน้า

พสุธามองดูรายละเอียดภารกิจที่เขารับเอาไว้ เขาก็เห็นพิกัด ว่าเป็นใต้ตึกเกรซนี่เอง

พสุธามุมปากกระตุก เขาเพิ่งออกจากตึกเกรซมา ตอนี้ต้องวนกลับไปอีกแล้ว ทำไมเขาถึงไม่เปิดดูภารกิจ ก่อนจะออกมาจากตึกนะ

พสุธาบ่นตัวเองอยู่ในใจ ก่อนที่เขาจะวนรถกลับไปที่ตึกเกรซ เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเห็นรถพสุธาวนกลับเข้ามาอีกครั้ง พวกเขาก็มองตามอย่างสงสัย แต่ก็คิดว่าพสุธาน่าจะลืมอะไรเอาไว้

พสุธาไม่ได้สนใจความคิดของคนอื่น ตอนนี้เขากำลังมองหาเป้าหมายในภารกิจอยู่

ชั้นล่างของตึกเกรซ มักจะเต็มไปด้วยผู้คนอยู่เสมอ บางคนมาซื้อของ บางคนมาใช้พื้นที่สำหรับทำงาน และบางคนก็มาเฝ้ารอศิลปินของตัวเอง

แต่ท่ามกลางผู้คนมากมาย พสุธาก็ได้เห็นคนที่ดูแตกต่างจากบรรยากาศรอบข้าง

เป็นสตรีชราผู้หนึ่ง สวมชุดเสื้อผ้ากลางเก่ากลางใหม่ ผมสีดอกเลา ใบหน้าซูบตอบ ดูแล้วเหมือนหญิงชราที่ผ่านความยากลำบากมามากมาย ทว่ากิริยาท่าทาง ก็ยังคงความสง่างามเอาไว้อย่างลึกซึ้ง

พสุธามองดูแล้ว มันไม่ใช่ความสง่างามที่ปั้นแต่งขึ้นมา แต่เป็นความสง่างามที่ซึมลึกถึงกระดูก คล้ายกับว่าเมื่อเธอเกิดมา ความสง่างามก็เกิดมาพร้อมกับเธอ

สตรีชราคนนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปเป็นแน่ ไม่อย่างนั้น ระบบคงจะไม่ให้คะแนนเขาถึงห้าพันคะแนน มันเยอะยิ่งกว่าเขาไปปราบดวงวิญญาณเสียอีก นี่แค่พาหญิงชรากลับบ้านเท่านั้นเอง

แม้จะรู้ว่าภารกิจนี้ไม่ธรรมดา แต่พสุธาก็ยังคงยืนกรานที่จะทำ เขาเดินเข้าไปหาหญิงชรา

“คุณยาย มากลับใครครับ ต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือเปล่าครับ” พสุธาถามคุณยาย เขาพยายามเป็นอย่างยิ่ง ที่จะไม่ให้ตัวเองดูเหมือนมิจฉาชีพที่ชอบเข้าหาคนแก่ และหลอกลวงคนแก่

สตรีชรา เมื่อได้ยินพสุธาถามเช่นนั้น แววตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมา

“ข้าพเจ้าต้องการหาหลานชายของข้าพเจ้า คุณรู้จักหลานชายของข้าพเจ้าหรือไม่” หญิงชราพูดถาม น้ำเสียงของเธอมีความร้อนรน ร้อนใจ และก็มีความโหยหา เสียใจอย่างสุดซึ้ง

“หลานชายของคุณยายหน้าตาเป็นแบบไหนครับ มีรูปหรือเปล่า ขอให้ผมดูรูป เผื่อว่าผมจะเคยเห็นครับ” พสุธาพูดให้กำลังใจเธอ แต่หญิงชรามีแววตาหม่นหมอง

“ไม่มี ไม่มีหรอก เขาหายไปตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เขาหน้าตาเหมือนกับสวามีของข้าพเจ้า ที่เป็นเสด็จปู่ของเขา”

พสุธาไม่รู้ว่าเขาจะสนใจที่ประเด็นไหนก่อนดี ระหว่างที่หลานชายของคุณยายหายไป ตั้งแต่ที่เพิ่งจะเกิดได้ไม่กี่วัน หรือว่าที่หลานชายมีใบหน้าเหมือนผู้เป็นปู่ หรือเป็นเรื่องสรรพนามที่เจ้าตวใช้

ข้าพเจ้า สวามี เสด็จปู่?

หากมิใช่หญิงชราผู้นี้สติไม่ดี ก็น่าจะเป็นเพราะว่าเธอมีชาติกำเนิดที่ไม่ธรรมดา

เธอเป็นพวกราชวงศ์จากสักประเทศหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นสมาชิกราชวงศ์ ทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่ และตกอยู่ในสภาพแบบนี้

  พสุธาคิดอย่างสับสน แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป หญิงชรายังคงรำพึงรำพันถึงเรื่องเก่า ๆ แต่พสุธาฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องสักเท่าไร เขาสบตา ฟังเสียงในใจของเธอ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร นั่นเพราะความคิดของเธอค่อนข้างจะสับสน ทำให้เสียงที่พสุธาได้ยินจากเสียงในใจของเธอ ก็สับสนตามไปด้วย

“คุณยาย มีเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อญาติหรือเปล่าครับ” พสุธาถาม พลางมองไปตามข้าวของของเธอ เผื่อว่าจะเจอข้อมูลช่องทางสำหรับติดต่อ

ปกติแล้วถ้าญาติมีความใส่ใจมากพอ ก็มักจะเขียนข้อมูลสำหรับติดต่อญาติใส่กระเป๋า หรือทำเป็นบัตรห้อยคอของเธอเอาไว้ เผื่อว่าวันไหนที่เธอหลงทาง ผู้ที่พบเจอก็สามารถติดต่อให้ญาติมารับได้

พสุธามองอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เขาก็เห็นว่าที่ข้อมือของเธอ มีสายข้อมือผูกล็อกเอาไว้อยู่

“คุณยาย สายข้อมือสวยจังเลยครับ ผมขอดูได้หรือเปล่าครับ” พสุธาไม่กล้าบุ่มบ่ามไปจับต้องตัวเธอ ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะเจอข้อหาบางข้อหาได้

“ได้สิ ลูกสะใภ้ของข้าพเจ้าใส่ไว้ให้ บอกต่อข้าพเจ้าว่าหากผู้ใดขอดู ก็ให้พวกเขาดูได้”

หญิงชราพูดอย่างใจดี ยังยื่นข้อมือของเธอให้พสุธาได้ดูสายรัดชัด ๆ

พสุธามองดูอย่างระมัดระวัง เป็นข้อมูลติดต่อญาติจริง ๆ ด้วย พสุธาดูชื่อแล้ว เป็นชื่อของสตรี น่าจะเป็นลูกสะใภ้ของเธอ

พสุธาหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วกดเบอร์ที่ถูกเขียนไว้บนสายรัดข้อมือ เขารอสายอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก็มีการตอบรับ และเสียงจากปลายสายก็เต็มไปด้วยความร้อนรน

“ฮัลโหล ใครคะ คุณได้พบเห็นคุณแม่ของดิฉันหรือเปล่าคะ” ความร้อนรนนี้ ทำให้พสุธาสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงอย่างชัดเจน

ลูกสะใภ้ที่เป็นห่วงแม่สามีขนาดนี้ เห็นทีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอจะดีมาก ไม่มีปัญหาลูกสะใภ้กับแม่สามี

“คุณอินทิราใช่หรือเปล่าครับ พอดีผมเจอคุณยายท่านหนึ่ง ที่ข้อมือมีสายรัด..” พสุธาพูดได้เพียงแค่นี้ ปลายสายก็ละล่ำละลักบอกว่าเธอเป็นลูกสะใภ้ของหญิงชรา จะมารับหญิงชรา ให้เขาช่วยบอกตำแหน่งแก่เธอ

“หากคุณสะดวกบอกที่อยู่ ผมสามารถพาไปส่งที่บ้านได้นะครับ” พสุธาเสนอตัว

“ไม่เป็นไรค่ะ ให้ดิฉันไปรับเองเถอะค่ะ แค่รบกวนคุณอยู่เป็นเพื่อนท่านจนกว่าดิฉันจะไปถึง ก็เป็นพระคุณอย่างมากแล้วค่ะ” คุณอินทิราพูดกลับมา

พสุธาก็ไม่ได้คะยั้นคะยออีก เขาพาคุณยายไปหาที่นั่งรอ ซึ่งเขาก็เลือกร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่อยู่ในตึกนั่นแหละ เจ้าของร้านที่มาตรวจร้านพอดี เห็นพสุธาก็จำได้ทันทีว่าเป็นเจ้าของตึก จึงให้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง พสุธาสั่งกาแฟดำให้ตัวเอง และสั่งชาเอิร์ลเกรย์ให้กับคุณยาย

“ไม่ได้นั่งจิบชาเช่นนี้มานานมากแล้วจริง ๆ เมื่อตอนนั้นข้าพเจ้ามีสหายมากมายมาร่วมจิบน้ำชา แต่เพียงแค่พริบตาเดียว สหายเหล่านั้นก็จากไป ไม่อาจหวนคืนมาได้อีกแล้ว” หญิงชราพูเสียงทอดถอนใจ

พสุธาไม่ได้กล่าวอะไร แม้แต่คำปลอมโยน เขาเพียงนั่งฟังเธอรำลึกถึงเรื่องในอดีตก็เท่านั้น

หลังจากที่ผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง พสุธาก็มั่นใจแล้วจริง ๆ ว่าเธอเป็นสมาชิกของราชวงศ์หนึ่งจริง ๆ อีกทั้งยังไม่ใช่สมาชิกปลายแถวด้วย เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นสมาชิกของราชวงศ์ใด คาดเดาได้เพียงว่าถูกก่อกบฏ และราชวงศ์ของเธอนั้นได้ล่มสลายไปแล้ว

เป็นผู้ลี้ภัยหรือเปล่า หรือว่าเป็นผู้ที่หลบซ่อนตัวโดยการเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล ปิดบังตัวตน

พสุธามีคำถาม แต่เขาก็ไม่ได้ถามออกไป และเขาก็นั่งรอไม่นานนัก ก็มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งเข้ามา

“คุณแม่ เป็นเช่นไรบ้างคะ เหตุใดจึงออกจากบ้านมาโดยไม่แจ้งลูกเลย รู้หรือไม่ว่าลูกเป็นห่วงคุณแม่เพียงใด คุณแม่บาดเจ็บตรงที่ใดหรือไม่คะ” หญิงวัยกลางคนถามเสียงสั่นเครือ

พสุธามองเธอ ก็พบว่าเธอมีความจริงใจอย่างเปี่ยมล้น ไม่ได้แสร้งเล่นละครให้ใครดู

เมื่อพสุธามองเธอ เธอก็สัมผัสได้ แล้วหันมาหาพสุธา

“ขอบพระคุณจริง ๆ ค่ะ ที่กรุณาช่วยดูแลคุณแม่ของดิฉัน หากไม่มีคุณช่วยดูแล คุณแม่ของดิฉันคงจะพลัดหลงไปที่ใดแล้วก็สุดจะรู้ได้”

“ไม่เป็นไรครับ เป็นเรื่องที่ใครเห็นก็ต้องทำอยู่แล้ว” พสุธาพูดตอบ ก่อนจะพูดต่ออีกว่า

“ผมได้ยินว่าท่านออกมาตามหาหลานชาย...” พสุธาพูดเพียงแค่นี้ เขาก็เห็นว่าใบหน้าของหญิงวัยกลางคนนั้นซีดเผือดไป แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและขมขื่น 

“ลูกชายของดิฉันเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เกิดได้เพียงไม่กี่วัน ไม่นานหลังจากนั้น สามีของดิฉัน ซึ่งเป็นลูกชายของท่าน ก็สิ้นชีวิตตามไป ทำให้คุณแม่ท่านเสียใจอยู่นาน และยังคงทำใจไม่ได้ค่ะ” เธอพูด แล้วก็มองพสุธา

“หากลูกชายของดิฉันยังมีชีวิตอยู่ ก็คงจะเป็นเช่นคุณ ที่ใจดีและอ่อนโยนกับผู้อื่น”

เมื่ออพสุธาได้ยินเรื่องราวของเธอ เขาก็รู้สึกหดหู่ใจ แต่เมื่อได้ยินคำชมของเธอที่มีต่อเขา เขาก็แปลกใจ

เขาใจดี และอ่อนโยนกับคนอื่นหรือ เหมือนจะมีเธอเป็นคนแรกที่พูดแบบนี้

“ถึงแม้ว่าท่านจะโชคร้าย ที่ต้องเสียลูกชาย และหลานชายในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ท่านก็ยังโชคดีที่มีคุณนะครับ” พสุธาชื่นชมเธอจากใจจริง

“ดิฉันต่างหากล่ะคะ ที่โชคดีได้เป็นลูกสะใภ้ของท่าน” หญิงวัยกลางคนพูดตอบ

พวกเขาพูดคุยกันอีกหลายประโยค ก่อนที่พสุธาจะเสนอตัวไปส่งเธอกับหญิงชรา เมื่อเขารู้ว่าเธอนั่งรถแท็กซี่มา

“ถ้าอย่างนั้น ดิฉันก็ขอรบกวนคุณด้วยนะคะ” คุณอินทิราลังเลใจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตอบตกลง ที่จะให้พสุธาไปส่งเธอ และแม่สามี

เมื่อพสุธาพาเธอไปถึงรถยนต์คันหรูของเขา เขาก็ไม่เห็นว่าเธอจะตื่นเต้นตาเป็นประกาย หรือมีท่าทางระมัดระวังเหมือนกลัวว่าจะทำให้รถของเขาเสียหาย

พสุธามองออกได้ทันทีเลยว่า เธอชินชากับรถหรูแล้ว ราวกับว่ารถหรูพวกนี้ เป็นเพียงแค่สิ่งของอย่างหนึ่งเท่านั้น

พสุธาก็ไม่ได้ต้องการโอ้อวดรถของตัวเอง เมื่อเขาปิดประตูรถเรียบร้อยแล้ว ก็เคลื่อนรถออกไป เขาขับไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่ชานเมือง เป็นบ้านหลังเล็ก ๆ ดูเก่าทรุดโทรม แต่ถึงกระนั้น ก็ยังดูสะอาดสะอ้านดีมาก บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของผู้ที่อยู่อาศัย

“เชิญเข้ามาดื่มน้ำก่อนสิคะ” คุณอินทิราพูดเชิญพสุธา

พสุธาก็ปฏิเสธ เพราะเขารู้ว่าเธอเชิญตามมารยาท และเธอก็ระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก

หลังจากที่ปฏิเสธไปแล้ว พสุธาก็ขับรถออกมา เมื่อขับมาได้ระยะหนึ่ง ยังไม่ได้ยินเสียงระบบแจ้งเตือนว่าเขาทำภารกิจสำเร็จ เขาก็ขมวดคิ้ว เรียกหาระบบ

‘ระบบ ฉันทำภารกิจสำเร็จแล้ว ทำไมยังไม่ได้คะแนนอีกล่ะ’

‘ภารกิจของระบบก็คือ ให้โฮสต์พาคุณยายไปส่งที่บ้านของเธอ แต่ที่โฮสต์ไปส่งเธอ ไม่ใช่บ้านของเธอ’

‘เป็นไปไม่ได้ ลูกสะใภ้ของเธอเป็นคนบอกฉันเอง และฉันก็เห็นเธอเดินเข้าไปกับตาตัวเอง’ พสุธาพูดเถียงทันที

‘โฮสต์ สำหรับคนบางคนบ้าน และที่พักอาศัยนั้นแตกต่างกัน’

พสุธานิ่งอึ้งเมื่อได้ยินคำพูดของระบบ

‘ระบบ นายวางยาฉันใช่หรือเปล่า ฉันฟังจากคำพูดของเธอแล้ว เธอต้องเป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ล่มสลายไปแล้วของบางประเทศเป็นแน่ นายจะให้ฉันช่วยเธอกู้คืนราชวงศ์ ชิงบัลลังก์กลับมาหรือไงกัน’ พสุธาพูดอย่างร้อนใจ

‘ขอแสดงความยินดี ที่โฮสต์เดาได้ถูกต้อง’

‘บ้าไปแล้ว ฉันจะไปกู้บัลลังก์ได้ยังไง คิดว่าฉันเป็นวีรบุรุษหรือไงกัน’ พสุธาแทบจะขับรถตกถนน เมื่อระบบยืนยันความคิดที่อาจหาญของเขา

‘แล้วโฮสต์คิดว่าคะแนนห้าพันคะแนน จะได้มาแค่เพราะโฮสต์พาคุณยายมาส่งที่บ้านเมื่อครู่นี้น่ะเหรอ’ ระบบถามกลับเสียงเรียบ

พสุธาเม้มริมฝีปาก ก่อนจะพูด

‘แต่ช่วยชิงบัลลังก์นี่ เป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิต นายควรจะให้รางวัลมากกว่าคะแนนห้าพันคะแนนหรือเปล่า’ พสุธาต่อรอง ไหน ๆ เขาก็รับภารกิจมาแล้ว ต้องทำให้เสร็จสิ้น แต่ของรางวัล ก็ควรจะเพิ่มให้เขาด้วย

ระบบนิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะพูดตอบกลับมา

‘หากโฮสต์ทำภารกิจสำเร็จ จะได้รับรางวัลเป็นความจริงเรื่องชาติกำเนิดของศิลา’

พสุธาเผลอเหยียบเบรกสุดตัว เมื่อได้ยินคำพูดของระบบ

‘นายพูดจริงใช่ไหม’

‘ระบบไม่เคยโกหกโฮสต์อยู่แล้ว’ ระบบตอบกลับมา

พสุธาก็รู้ว่าระบบจะไม่โกหก ดังนั้นเขาจึงเต็มใจที่จะทำภารกิจให้สำเร็จมากกว่าเดิม

ชาติกำเนิดของพี่ชายของเขา ความจริงไม่สำคัญเลย เขาเองก็ไม่อยากรู้ เพราะไม่ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของศิลาจะเป็นใคร แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ก็คือ ศิลาเป็นพี่ชายของเขาตลอดไป

แต่ว่าถึงสำหรับเขามันจะไม่สำคัญ แต่ศิลาก็สมควรจะได้รู้ความจริงในเรื่องนี้ ดังนั้นแล้วพสุธาจึงต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จให้ได้

เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว พสุธาก็รีบขับรถกลับบ้าน เขาจะต้องไปตามหาเบาะแสของเรื่องนี้ก่อน เริ่มจากดูว่าหญิงชราคนนั้น เป็นใคร มาจากไหนกันแน่

 

“ท่านพี่ วันนี้น้องดูแลท่านแม่ได้ไม่ดี น้องเกือบจะทำให้ท่านแม่หายไป เหมือนที่ทำลูกของเราหายไปเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว ท่านพี่ ท่านอยู่บนนั้น ได้พบลูกของพวกเราแล้วหรือยัง ลูกได้ตำหนิน้องหรือไม่ ที่น้องทำลูกหายไปในกองเพลิง หากย้อนเวลากลับไปได้ ต่อให้ต้องตายในกองเพลิง น้องก็จะช่วยลูกของเราให้ได้” หญิงวัยกลางคน กล่าวกับภาพของสามี น้ำตาไหลรินลงเปื้อนแก้มไม่ขาด แววตาเจ็บปวดรวดร้าว เสียงสะอื้นไห้ที่เธอเก็บไว้ตลอดทั้งวัน ในที่สุดก็ถูกปล่อยออกมา ยามที่เธออยู่ต่อหน้ารูปของสามีตามลำพัง

หากพสุธาได้เข้ามาที่บ้านหลังนี้ ได้เห็นรูปภาพขาวดำที่ถูกตั้งอยู่ในบ้าน เขาจะต้องแปลกใจเป็นแน่ เพราะว่าชายสองคนในภาพที่ตั้งอยู่ มีใบหน้าคล้ายกับพี่ชายของเขาอย่างศิลาถึงเจ็ดส่วน!