129. ตอนที่ 127
ตอนที่ 127
เมื่อกลับถึงบ้าน พสุธาก็รีบทำการค้นหาข้อมูลในทันที ด้วยทักษะแฮกเกอร์ของเขา หากเขาต้องการรู้ข้อมูลอะไร ก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก ไม่นานพสุธาก็ได้เจอข้อมูลหนึ่ง ก็คือประเทศภูสีสุก ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก และเป็นประเทศที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เมื่อยี่สิบปีก่อน เกิดเหตุแย่งชิงบัลลังก์ ทำให้เจ้าหลวง หรือก็คือกษัตริย์ปกครองประเทศในขณะนั้น ถูกโค่นล้ม จนต้องหลบลี้หนีตาย ซึ่งมีหลายข้อมูลที่ขัดแย้งกัน บ้างก็ว่าเจ้าหลวงอารุซ และพระญาติทั้งหลาย ต่างก็ลี้ภัยไปประเทศแทบตะวันตก บ้างก็ว่าลี้ภัยไปที่ประเทศแถบเอเชีย นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวของเจ้าหลวงอารุซ ได้สิ้นพระชนม์ในกองเพลิง ขณะที่หลบหนี เหตุการณ์ชุลมุนในช่วงนั้น ทำให้บอกไม่ได้บอกว่าเพราะอะไร พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว ซึ่งมีอายุได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น และควรจะได้รับการดูแลปกป้องคุ้มภัยอย่างดี ถึงได้ตกไปอยู่ในกองเพลิงได้
พสุธาลองค้นหาดู เขาอยากเห็นหน้าตาของเจ้าหลวงอารุซ และบรรดาพระญาติทั้งหลาย รวมถึงเจ้านางมิรา หรือก็คือพระมเหสีคู่บัลลังก์ด้วย
“หืม ในอินเทอร์เน็ตไม่มีเลยงั้นเหรอ” พสุธาพึมพำ เมื่อเห็นว่าเขาเปิดหาในอินเทอร์เน็ตธรรมดาแล้วไม่เจอ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พสุธาย่อท้อ หรือล้มเลิกความตั้งใจ กลับกัน เขารู้สึกท้าทายขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ ต่อมานิ้วมือของเขาก็รัวบนแป้นพิมพ์ มันเร็วเสียจนแทบจะกลายเป็นภาพติดตา โค้ดที่คนทั่วไปอ่านไม่ออก ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
ห่างออกไปไกลหลายพันไมล์ ประเทศเล็ก ๆ ที่แทบจะไม่เป็นที่รู้จัก และไม่เป็นที่สังเกตเห็นบนแผนที่โลก ในอาคารที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ก็มีเสียงแจ้งเตือนมาจากคอมพิวเตอร์
“มีคนกำลังเจาะเข้ามาในระบบของพวกเรา!” เสียงนี้ดังออกมาจากปากของชายหนุ่มสวมแว่น ขณะที่พูด มือของเขาก็รัวเร็วบนแป้นพิมพ์ เขากำลังจะตอบโต้คนที่เจาะเข้ามาในระบบที่เขาดูแลอยู่ ซึ่งเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ หากเขาปล่อยให้ผู้บุกรุก บุกรุกเข้ามาขโมยข้อมูลได้ สิ่งที่รอเขาอยู่ มันจะไม่ใช่ความตาย แต่น่ากลัวยิ่งกว่าความตาย
ฝั่งของคนอื่น ๆ พวกเขาตื่นตัวตั้งแต่ได้ยินสัญญาณเตือนภัยแล้ว ความร้อนรน ความลนลานบังเกิดขึ้นมา แต่ถึงกระนั้น ก็ใช้เวลาไม่นานนัก พวกเขาก็ตั้งสติได้ แล้วรวบรวมกำลังกัน ต่อต้านการบุกรุกทางไซเบอร์
“หืม ตอบโต้กลับเหรอ งั้นมาดูกันหน่อยว่าใครจะชนะ” พสุธาพึมพำ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายกับอสรพิษที่กำลังจับจ้องเหยื่อ
นิ้วที่พรมอยู่บนแป้นพิมพ์ เพิ่มความเร็วขึ้นเป็นอีกเท่าตัว ไม่นานนัก มุมปากของพสุธาก็ยกขึ้น แววตาพราวระยับ
“ไหนดูซิ แอบซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง” พสุธาพูดเสียงซุกซน แก้มกลมเป็นก้อน ๆ เพราะรอยยิ้มกว้าง
ขณะที่พสุธายิ้มกว้าง ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งสีหน้าซีดเผือด แววตาประหวั่นพรั่นพรึง ยิ่งเมื่อเผชิญหน้ากับชายร่างใหญ่ที่มีใบหน้าดุดัน แววตาเหี้ยมเกรียม พวกเขาก็ตัวสั่นสะท้าน
“พวกเลี้ยงเสียข้าวสุก แค่คนคนเดียวก็สู้ไม่ได้ ฉันจะเก็บพวกแกเอาไว้ทำไม!”
“ท่าน ท่านครับ คนคนนี้เก่งมาก เขาต้องเป็นแฮกเกอร์ระดับต้น ๆ ของโลกแน่ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นโจ๊กเกอร์คนนั้น” ชายใส่แว่นพูดด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทา พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาต่อสู้เต็มกำลังแล้ว แต่อีกฝ่ายเก่งมากเกินไป พวกเขาจะไปสู้ได้อย่างไร
“ฉันไม่สนใจว่ามันจะเป็นใครมาจากไหน พวกแกต้องทำให้มันรู้ซึ้งว่าการมายุ่งกับประเทศนี้ มันจะต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล!”
คำสั่งนี้ บรรดาผู้รับคำสั่งต่างก็รู้สึกว่านี่เป็นคำสั่งที่ไม่มีทางสำเร็จไปได้ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าพูดออกมา ได้แต่ฝืนรับคำสั่ง แล้วปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว
พสุธาไม่ได้สนใจสถานการณ์ของคู่ต่อสู้เลยสักนิดเดียว หลังจากที่เขาเจาะเข้าระบบที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศภูสีสุกได้ เขาก็ใช้โค้ด ขโมยข้อมูลทั้งหมดมา แต่ก็ยังใจดี ที่ไม่ได้ลบข้อมูลต้นฉบับทิ้ง ยังเหลือเอาไว้ให้พวกเขา
พสุธาใช้เวลาเพียงห้านาทีเท่านั้น เขาก็สามารถขโมยข้อมูลลับของประเทศภูสีสุกมาได้ทั้งหมด
เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว พสุธาก็ทิ้งข้อความเอาไว้อย่างมีมารยาทว่า
‘ขอบคุณที่ให้เข้ามาเดินเล่นนะ วันหน้าจะมาใหม่ วันนี้ขอตัวไปหาอะไรกินก่อนนะ บายบาย’
ฝั่งหน่วยงานความมั่นคงของประเทศภูสีสุก เมื่อพวกเขาเห็นข้อความที่พสุธาทิ้งเอาไว้ ดวงตาก็แดงก่ำ ในใจก็ขมขื่น
“หมอนี่เห็นหน่วยงานของพวกเราเป็นสวนหลังบ้าน ที่จะมาเดินเล่นเมื่อไรก็ได้เหรอ”
“ดูจากความสามารถของเขา ก็น่าจะเป็นแบบนั้น”
“พวกเราเปิดระบบความปลอดภัยทางดาวเทียมแล้ว ก็ยังจัดการเขาไม่ได้ นี่เป็นเทพของวงการแฮกเกอร์จริง ๆ”
“เป็นแฮกเกอร์คนไหนกันแน่” ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนพูดถามกัน มีทั้งความขมขื่น และความตื่นเต้นอยู่ในที
แต่แล้วพวกเขาก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินเสียงตบโต๊ะดังสนั่น ตามมาด้วยน้ำเสียงอันกราดเกรี้ยวของหัวหน้า
“ไอ้พวกสวะ! ไม่ได้เรื่อง ถึงกระทั่งตอนนี้ยังมีหน้ามาตื่นเต้นอีกเหรอ พวกสารเลว ถ้าพวกแกลากหัวมันออกมาให้ฉันไม่ได้ พวกแกก็ไม่ต้องมีหัวตั้งอยู่บนบ่าอีกต่อไป!” คำพูดนี้ ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดต่างก็สะดุ้งเฮือก เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่คำขู่ พวกเขาแต่ละคนรีบหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง
แต่การจะหลบหนีนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะประเทศนี้ในตอนนี้ ไม่เหมือนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแล้ว ในตอนนั้น ประชาชนทุกคนมีอิสระมาก มีชีวิตอย่างเสรีสงบสุข ทว่าตอนนี้ พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ข้อห้ามมากมาย และเหมือนใช้ชีวิตบนเส้นด้าย หากพวกเขาพลาดนิดเดียว พวกเขาก็จะตายได้ทุกเมื่อ
ผู้ปกครองเผด็จการเกินไป ประชาชนต้องการต่อต้าน แต่พวกเขาไร้ซึ่งกำลัง เมื่อฝ่ายปกครอง พร้อมไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย
พสุธาไม่รู้เลยว่าการกระทำของเขา ทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งชีวิตแขนอยู่บนเส้นด้ายยิ่งกว่าเดิม เขาดูข้อมูลลับที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้อย่างดี หากเขาไม่มีทักษาแฮกเกอร์ขั้นเทพจากระบบ ก็เป็นไปไม่ได้เลย ที่เขาจะได้ข้อมูลพวกนี้มา
พสุธายิ่งมองข้อมูล ก็ยิ่งมีสีหน้ามืดครึ้มขึ้นมากเรื่อย ๆ เพราะข้อมูลพวกนี้ นอกจากข้อมูลลับของประเทศอื่น ๆ ที่โจรกรรมมา ก็ยังมีข้อมูลการทดลองที่ผิดหลักมนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิง
พวกมันนำมนุษย์มาเป็นหนูทดลอง ซึ่งส่วนมากแล้วเป็นสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ พวกมันทดลองทั้งกับตัวมารดา และตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์
แววตาของพสุธาเย็นเยียบขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่เขาจะเจอข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ที่ถูกใส่รหัสอันซับซ้อนเอาไว้ไม่แพ้กัน
พสุธากดเข้าไปดูอย่างไม่ลังเล จากนั้นเขาก็ต้องผงะ เมื่อเห็นรูปภาพบุคคลที่อยู่ในนั้น
ในแฟ้มข้อมูลนี้ มีภาพใบหน้าที่คล้ายคลึงกับหญิงชรา และหญิงวัยกลางคนที่เขาได้เจอในวันนี้ แต่ในภาพนั้น หญิงชรา และหญิงวัยกลางคน อยู่ในสภาพสวยสะพรั่ง ยังดูเยาว์วัยกว่าวันนี้มากนัก ไม่ทรุดโทรม และซึมเศร้าดังเช่นที่เขาเห็นในวันนี้ ด้านข้างของหญิงวัยกลางคน มีชายสวมมงกุฎผู้หนึ่ง ในมือถือดาบ และคทา บ่งบอกสถานะผู้ปกครองสูงสุดของประเทศ
แต่ที่ทำให้พสุธาสนใจ ไม่ใช่เพราะมงกุฎ หรือเครื่องหมายแสดงถึงศักดิ์ฐานะอันสูงส่ง แต่เป็นเพราะใบหน้าที่เขาคุ้นเคยเสียเหลือเกิน ราวกับมองเห็นอยู่ทุกวัน
ใบหน้าของชายผู้นี้ เหมือนกับพี่ชายของเขาถึงเจ็ดส่วน!
พสุธารู้สึกว่าปลายนิ้วของตัวเองเย็นเฉียบ หัวใจเต้นรัวเร็วขึ้นมา ดูเหมือนว่าเขากำลังเข้าใกล้ความลับบางอย่าง
เมื่อพสุธาคิดถึงคำพูดของระบบ เขาก็มั่นใจในสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้ทันที
หญิงสองคนที่เขาเจอเมื่อวาน ต้องมีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับศิลาแน่ ๆ
บางทีอาจจะเป็นแม่ลูก ย่าหลาน
พสุธาคิดถึงตรงนี้ เขาก็นึกถึงข้อมูลก่อนหน้านี้ที่เขาหามาได้ การแย่งชิงอำนาจที่ทำให้หลายครอบครัวต้องแตกกระเซ็น ล้มหายตายจากไปจากกัน ทำให้คนที่รักต้องพลัดพรากจากกัน ทั้งจากเป็น และจากตาย
“ใครก็ตามที่ทำให้พี่ชายของฉันต้องพลัดพรากจากครอบครัว ฉันจะให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสม” พสุธาพูดเสียงต่ำ และคำพูดของเขา ก็ราวกับพระเจ้าที่กำลังพิพากษากรรมของมนุษย์ เพราะเขาจะทำอย่างที่พูดแน่ ๆ
พสุธานิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง เขาก็หยิบโทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งของตัวเองขึ้นมา และกดไปยังเบอร์โทรศัพท์เบอร์เดียว ที่ถูกบันทึกเอาไว้ในเครื่อง
พสุธารอสายไม่นานนัก ปลายสายก็กดรับ
“ฮัลโหล ลูกรัก ทนคิดถึงพ่อคนนี้ไม่ไหว จนต้องโทรศัพท์มาเลยเหรอ” เสียงอันรื่นเริงดังลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์ออกมา
พสุธาสีหน้ามืดครึ้มยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะพูด
“ลูคัส นักสู้ห้าหมื่นคน รวมอาวุธสงคราม คิดราคามา”
คำพูดของพสุธา ทำให้ลูคัสนิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงอันรื่นเริง จะเปลี่ยนเป็นการเป็นงานขึ้นมา
“ใครมันมาทำให้ลูกชายของพ่อโกรธ นักสู้ห้าหมื่นคน และอาวุธาสงครามของพ่อ เพียงพอที่จะทำให้ยึดประเทศเล็ก ๆ ได้เลยนะ”
ลูคัสคิดว่า ด้วยนิสัยอย่างพสุธา เจ้าตัวไม่ใช่คนที่ต้องการแย่งชิงอำนาจ เรื่องที่จะวางแผนยึดอำนาจ ตั้งตัวเป็นใหญ่ นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
“ก็ผมต้องการจะยึดประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่งจริง ๆ” พสุธาตอบเสียงเรียบ แต่ลูคัสเกือบจะสำลักเหล้าที่กำลังดื่ม
“พูดอีกทีซิ เหมือนเมื่อครู่นี้พ่อจะหูแว่วไปเอง ลูกจะยึดอะไรนะ” ลูคัสถาม พลางขยับตัวนั่งหลังตรง
“ยึดประเทศ ประเทศภูสีสุก ตอบมาสั้น ๆ เลย จะช่วยหรือไม่ช่วย จะสนับสนุน หรือจะคัดค้าน” พสุธาถามออกไป
“พ่อสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ถึงแม้ว่าภูสีสุกจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยไปด้วยทองคำ แต่ทรัพย์สินทั้งหมดของประเทศ ยังสู้ทรัพย์สินที่พ่อมีไม่ได้เลย ลูกจะยึดประเทศนั้น ไม่สู้มายึดแก๊งพ่อดีกว่า” ลูคัสไม่เห็นคลังเล็ก ๆ ของภูสีสุกอยู่ในสายตา
พสุธามุมปากกระตุก ก่อนที่เขาจะพูดเสียงเย็น
“ผมไม่ได้สนใจทรัพย์สินพวกนั้น”
“แล้วอยู่ดี ๆ ลูกจะไปยึดประเทศคนอื่นเขาทำไมล่ะ” ลูคัสสงสัย
“ไม่ใช่อยู่ดี ๆ แต่จะไปทวงของที่ควรจะเป็นของหินคืนต่างหาก” พสุธาก็ไมได้ปิดบังลูคัส
ลูคัสนิ่งเงียบไป ก่อนที่เขาจะพูดถาม
“พี่ชายของลูก มีสายเลือดของอดีตราชวงศ์ภาเวศอยู่หรือ”
“รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับภูสีสุก เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยสินะ”
“ตอนนั้นพ่อก็อายุสิบขวบแล้ว จำได้ว่านายใหญ่สนับสนุนอาวุธให้กับฝั่งราชวงศ์ด้วย แต่ความช่วยเหลือจากภายนอก ก็ไม่สู้การถูกแทงข้างหลังจากภายใน ดังนั้นราชวงศ์ภาเวศจึงล่มสลาย” ลูคัสพูด
พสุธายกคิ้ว ก่อนจะพูด
“ถ้าอย่างนั้นสนใจเป็นตัวแทนของอดีตนายใหญ่ แก้มือสักหน่อยหรือไม่ล่ะ”
“ไม่เอาหรอก พ่อช่วยลูก เพราะเป็นสิ่งที่ลูกต้องการ ไม่ใช่เพราะต้องการแก้มือให้ตาแก่นั่น” ลูคัสเรียกพ่อบุญธรรมของตัวเองว่า ‘ตาแก่’ ได้อย่างคล่องปากเลยทีเดียว
พสุธาก็เบ้ปากกับคำพูดของลูคัส ทว่าพริบตาต่อมา เขาก็หลุดยิ้มออกมาอยู่ดี
น่าเสียดายยที่ลูคัสไม่ได้สังเกตเห็น
แต่ถึงลูคัสจะไม่ได้เห็นพสุธายิ้ม ทว่าแค่คำพูดถัดมาของพสุธา ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ลูคัสมีความสุข
“สิ้นเดือน อย่าลืมมาเอาของขวัญด้วยล่ะ ถ้ามาช้า จะโยนทิ้ง ถึงตอนนั้นจะมาทวงย้อนหลังไม่ได้หรอกนะ”
“ไม่ต้องห่วงนะลูกรัก อีกไม่กี่ชั่วโมง เราสองพ่อลูกผูกพัน ก็จะได้เจอกันแล้ว”
“เปลี่ยนใจแล้ว ของขวัญไม่มีให้แล้ว มีแต่หมัด รีบมาเอานะ” พูดจบพสุธาก็ตัดสายทิ้ง
หลังจากสูดลมหายใจระงับความเหนื่อยใจ พสุธาก็กดเบอร์โทรศัพท์หาแฟรงค์
“คุณอินทิรา หญิงวัยกลางคนที่ฉันเจอวันนี้ นายส่งพวกมือเบาเท้าเบา ไปหาเส้นผมที่มีรากผมของเธอมาให้ฉันสักสามสี่เส้น” พสุธาสั่งงานทันที เมื่อแฟรงค์กดรับสายแล้ว
แฟรงค์ก็ไม่ได้ถามหาเหตุผล เขารับคำสั่งของผู้เป็นนายน้อยทันที
สำหรับเขาแล้ว คำสั่งของนายน้อย พวกเขาแค่ต้องปฏิบัติตาม ไม่ต้องรู้เหตุผล
หลังจากที่พูดคุยกับแฟรงค์อีกสองสามประโยค พสุธาก็วางสาย เขานิ่งคิดไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะลงมือทำอะไรบางอย่าง
“ดิน ทำไมอยู่มืด ๆ ล่ะ ทำไมถึงไม่เปิดไฟ” เสียงอ่อนโยนนุ่มนวลของพี่ชาย ทำให้พสุธาที่กำลังทำงานสำคัญอยู่ ชะงักไป
“มืดแล้วเหรอ ทำงานเพลินจนไม่ทันได้สังเกตเลย” พสุธาพึมพำ ก่อนจะหยีตาลงเล็กน้อย เมื่อพี่ชายเปิดไฟกะทันหัน และเขาก็ปรับสายตาให้เขากับแสงสว่างเจิดจ้าไม่ได้ในทันที
“นั่งทำงานอยู่เหรอ กินอะไรหรือยัง” ศิลาถามอย่างอ่อนโยน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
“ยังเลย หินล่ะ กินอะไรมาแล้วหรือยัง”
“พี่ซื้อกับข้าวมา พวกเรามากินด้วยกันนะ โมกำลังอุ่นอยู่”
“ก็ได้” พสุธาพูดตอบ แล้วก็มองพี่ชาย
เขาพลันนึกถึงสตรีสองคนที่เขาได้เจอในวันนี้ และคำว่าถอดแบบกันมา เป็นอย่างไร เขาก็ได้รู้อย่างชัดเจนในวันนี้
ด้านหน้าตา หินซื่อบื้อของเขาถอดแบบเจ้าหลวงอารุซมาเจ็ดส่วน ด้านกิริยาท่าทาง ก็ถอดแบบเจ้านางมิรามาถึงแปดส่วน
อ้อ เจ้านางมิรา ก็คือคุณอินทิรานั่นแหละ เมื่อลี้ภัยมาอยู่ที่นี่ เธอก็เปลี่ยนชื่อ ลบตัวตนเดิมของตัวเอง
“มีอะไรหรือเปล่า ทำไมอยู่ ๆ ถึงเอาแต่จ้องพี่ล่ะ” ศิลาเอียงคอถามน้องชาย
พสุธาส่ายหน้าเบา ๆ แต่ต่อมาก็พูด
“ถ้าเกิดว่าสุดท้ายแล้ว พบว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของหิน ไม่ได้ต้องการทิ้งหิน แต่เพราะมีเหตุการณ์บางอย่าง ถึงได้ทำหินหายไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ และทุกวันนี้ยังเฝ้าคิดถึงหินอยู่ตลอดเวลา หินจะอยากกลับไปหาพวกเขาไหม” พสุธาถาม
ศิลาไม่ได้ตอบในทันที เขานิ่งคิดอยู่นาน ก่อนจะพูด
“ตอบไม่ได้หรอก แต่พี่บอกได้ว่า พี่ไม่ต้องการแยกจากดิน ถ้าพี่จะไป ดินก็ต้องไปด้วย ถ้าดินไม่ไป พี่ก็ไม่ไป” ศิลาให้คำตอบ
การอยากกลับไปหาครอบครัว กับการกลับไปอยู่กับครอบครัว เป็นคนละเรื่องกัน
“แล้วถ้าการกลับไปอยู่กับครอบครัว หินจะกลายเป็นผู้ที่สูงศักดิ์ที่สุด มีอำนาจมากมายนับไม่ถ้วน หินก็ยังลังเลอยู่เหรอ” พสุธาถามต่อ
“มีอำนาจไปทำไมกัน มีดินอยู่ก็พอแล้ว แค่มีดิน พี่ก็รู้สึกมั่นคงปลอดดภัยมาก” ศิลาตอบอย่างไม่ต้องคิด
อำนาจ บรรดาศักดิ์ จะไปสำคัญเท่ากับน้องชายของเขาได้อย่างไรกัน
“แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดินจะแย่งชิงมาให้หิน หินก็ไม่อยากได้เหรอ”
“ไม่อยากได้หรอก การแย่งชิงสิ่งเหล่านั้น มันต้องไม่ใช่ง่าย ๆ แน่ อาจจะต้องแลกด้วยเลือด ด้วยเนื้อ ด้วยชีวิต แล้วพี่จะยังอยากได้มันมาทำไมกัน” ศิลาส่ายหน้า ก่อนที่จะพูดเสียงจริงจัง
“พี่ไม่รู้ว่าดินถามเรื่องนี้กับพี่ทำไม แต่ดินสัญญากับพี่นะ อย่าทำเรื่องอันตราย แต่เพราะสิ่งจอมปลอมพวกนี้ สำหรับพี่ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าดินอีกแล้ว”
พสุธาฉีกยิ้ม เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาพูดกับพี่ชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“วางใจเถอะ ดินไม่ทำอะไรโง่ ๆ หรอก”
เขามีลูคัส มีระบบ ถ้าเขายังเอาชนะไม่ได้ ก็ถือว่าเขาเป็นพวกไม่มีสมองเถอะ
เช้าวันถัดมา พสุธาไม่ได้รีบร้อนออกจากบ้าน เขาเดินไปเคาะประตูห้องของปฐพี และเมื่อเดินเข้าไป ก็พบว่าเจ้าตัวเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ สวมเสื้อคลุมที่ผูกเชือกคาดเอวหลวม ๆ เผยให้เห็นแผ่นอกกว้างที่มีหยดน้ำพราวระยับเกาะอยู่
พสุธาจ้องมองอย่างไม่เกรงใจ และเป็นปฐพีเสียเองที่กระดากอายขึ้นมา เขาดึงกระชับสาบเสื้อ ปิดบังเนื้อหนังของตัวเอง
พสุธาทำสีหน้าไม่พอใจ
“ผมกำลังตรวจสอบสินค้าอยู่ ทำไมถึงรีบปิดล่ะครับ ก่อนจะให้ผมซื้อสินค้า ก็ต้องให้ผมได้มีสิทธิ์ตรวจสอบก่อนสิ” พสุธาพูดอย่างซุกซน แม้ว่าตัวเองจะมาหาปฐพีด้วยเรื่องจริงจังระดับชาติก็ตาม
ปฐพีเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็ชะงักไป ก่อนจะหัวเราะในลำคอ
“ดูแต่ตา จะพิสูจน์คุณภาพได้ยังไงล่ะครับ ต้องจับดูด้วยสิ” ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่ปฐพียังก้าวเท้าประชิดตัวพสุธา จากนั้นก็ยกมือของเจ้าตัวมาทาบหน้าอกของตัวเองเบา ๆ
พสุธาเผลอเกร็งมือเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตายั่วยุของปฐพี เขาเองก็เป็นคนที่แพ้ไม่เป็น มือที่ขืนเอาไว้เมื่อครู่ ก็อ่อนแรงลงทันที วางทาบบนแผงอกแกร่ง ก่อนจะลูบไล้เบา ๆ
“อืม สัมผัสไม่เลวเลยนะครับ” ไม่เพียงแค่สัมผัส แต่ยังวิจารณ์ออกมาด้วย
ปฐพีหน้าแดงก่ำ เพราะว่าพสุธานั้นซุกซนเป็นอย่างยิ่ง ปลายนิ้วอันร้ายกาจของเจ้าตัว ปัดผ่านเม็ดเล็ก ๆ บนอกสองข้างของเขาอย่างเอาแต่ใจ และซุกซนมาก มันท้าทายขีดจำกัดของปฐพี
ปฐพีหายใจถี่กระชั้น เขารู้สึกว่าส่วนอ่อนไหวของเขาเริ่มจะแข็งขืนขึ้นมา เขารีบผละตัวเองออกห่างจากพสุธา แล้วพูดถามเสียงติด ๆ ขัด ๆ
“นาย..มาหาพี่ที่ห้อง มีอะไรหรือเปล่า”
พสุธาไม่ได้ตอบในทันที เขาแกล้งมองมือของตัวเอง สลับกับหน้าอกของปฐพีด้วยแววตาเสียดาย จนกระทั่งเห็นปฐพีกัดฟันกรอด ๆ เหมือนกำลังข่มกลั้นอารมณ์บางอย่าง เขาก็เลิกเล่นซน แล้วพูดถึงธุระของตัวเอง
“ผมอยากให้คุณป๋าช่วยส่งตัวอย่างเส้นผมสองตัวอย่างนี้ ไปตรวจพิสูจน์ความเป็นแม่ลูกน่ะครับ” พสุธาส่งซองที่เก็บเส้นผมของศิลา และคุณอินทิราให้กับปฐพี
ปฐพีรับมา โดยที่ไม่ถามเลยแม้แต่น้อยว่าเป็นตัวอย่างเส้นผมของใครบ้าง
“ได้ครับ พี่จะจัดการให้ รับรองว่าเป็นความลับอย่างแน่นอน”
“ขอบคุณนะครับ” พสุธาพูดตอบคุณ
“เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นคำอื่นแทนได้ไหมครับ”
“คำไหนเหรอครับ” พสุธาถามกลับไป
“อืม ชอบคุณนะครับ”
“หืม ใจตรงกันเลยครับ ผมก็ชอบตัวเองมากเหมือนกัน คนอะไร ทั้งเก่ง ทั้งหล่อ”