13. ตอนที่ 12
ตอนที่ 12
“พ่อ วันนี้จะไปไหน แต่งตัวเป็นทางการแบบนี้” ปลื้มปิติ พูดถามผู้เป็นพ่อ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวใส่ชุดสูทอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากว่าไม่ได้ไปเจอลูกความคนสำคัญ หรือไม่ได้ไปขึ้นศาลเพื่อว่าความ เจ้าตัวจะไม่แต่งตัวเป็นทางการแบบนี้
“เย็นนี้ต้องไปเจอคนสำคัญ แกก็ไปกับฉันด้วยสิ” ทนายเกษมพูดกับลูกชาย ตอนแรกเขาคิดจะไปคนเดียว แต่เมื่อลูกชายที่เป็นทนายความเหมือนกัน และกลับมาจากการไปเจอลูกความแล้ว เขาจึงคิดจะพาลูกชายไปด้วย
“หืม ใครที่ทำให้พ่อต้องรับคดีด้วยตัวเอง” ปลื้มปิติถามอย่างแปลกใจ เพราะตอนนี้พ่อของเขาเป็นทนายชื่อดัง อัตราการชนะคดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่น้อยครั้งที่จะออกโรงเองแล้ว ส่วนใหญ่จะให้เขารับงาน ส่วนเจ้าตัวจะเป็นที่ปรึกษาให้
“เมื่อเช้านี้คุณวินิจมา บอกว่าต้องการทนายความ”
“ผู้จัดการตึกนี้น่ะนะ ปกติเขาใช้งานอาวัฒน์ไม่ใช่เหรอ เห็นว่าเมื่อวานนี้ก็มีงานให้ร่างเอกสารซื้อขายคฤหาสน์ด่วนอยู่นี่”
‘อาวัฒน์’ ที่ปลื้มปิติพูดถึง ก็คือสุวัฒน์ ทนายความฝีมือดีของสำนักงานนี้ เป็นรองเพียงแค่เกษม ผู้เป็นบิดาของเขาเท่านั้น
“ใช่ เมื่อวานอาวัฒน์ของแกไปทำเอกสารสัญญาให้กับเจ้าของตึกนี้ แล้ววันนี้เจ้าของตึกนี้ ก็อยากจะเจอทนายความมือหนึ่งของสำนักงาน ดังนั้นแล้วฉันจึงต้องไปเจอด้วยตัวเอง”
“เจ้าของตึกที่ลึกลับนั่นน่ะเหรอ ได้ยินว่าตั้งแต่ตึกนี้ไปอยู่ในมือเขาเมื่อครึ่งปีก่อน เขาก็ไม่เคยปรากฏตัวเลยนี่ เจ้าของบริษัทที่เช่าสำนักงานที่นี่หลายคนอยากเจอ ก็ถูกปฏิเสธหมด แต่เขาต้องการจะเจอพวกเราเหรอ” ปลื้มปิติพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ สำหรับเขา เจ้าของตึกเกรซแห่งนี้ คือผู้ที่ร่ำรวยมหาศาล พวกเขาคิดอยากเจอ ไม่มีทางได้เจอง่าย ๆ แต่คิดไม่ถึงว่า อีกฝ่ายต้องการจะเจอพวกเขาด้วยตัวเอง
“ใช่ ฉันถึงบอกให้แกไปกับฉันไง ได้ยินจากสุวัฒน์ว่าเจ้าของตึก ตัวจริงอายุน้อยมาก น้อยอย่างไม่น่าเชื่อ เพิ่งจะแค่สิบแปดเท่านั้น”
“สิบแปด! ไม่น่าเชื่อ หรือว่าตึกนี้รับมอบมรดกมา” ปลื้มปิติคาดเดา
“ไม่รู้ แต่ไม่ว่าจะยังไง การที่เขาเป็นเจ้าของตึกก็เป็นเรื่องจริง ถ้าเราทำให้เขาประทับใจได้ อนาคตเราก็จะมีลูกค้าคนสำคัญเพิ่มอีกหนึ่งคน และที่สำคัญ เราอาจจะได้ลดค่าเช่าสำนักงาน” เกษมพูดอย่างคาดหวัง
ถึงแม้ว่าการเป็นทนายความมือหนึ่ง จะทำให้เขาหาเงินได้เยอะมาก แต่ก็ยังน้อยกว่าเงินที่เจ้าของตึกได้รับจากการปล่อยเช่าสำนักงานในหนึ่งปีเสียอีก ดังนั้นแล้วพวกเขาไม่ประจบอีกฝ่าย ไม่ได้หรอก
“ตกลง ผมจะรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ก่อน”
“เร็วเข้าล่ะ คุณเขานัดไว้ตอนหนึ่งทุ่ม ห้ามช้านะ” คุณเกษมพูดกับลูกชาย
ปลื้มปิติที่กำลังรีบอย่างลนลาน เมื่อได้ยินเวลาที่พ่อพูดบอก เขาก็เกือบจะล้มหน้าคะมำ
นัดไว้ตอนหนึ่งทุ่ม แต่ตอนนี้ยังไม่บ่ายสองโมงเลยด้วยซ้ำ ยังจะกลัวไม่ทันอะไรอีก!
พสุธาไม่รู้ว่าเขาทำให้พ่อลูกคู่หนึ่งกระวนกระวายใจขึ้นมาแล้ว เขายังคงทำงานอยู่ที่คอนโดมิเนียมของปฐพี แต่ตอนนี้เขาไม่ได้ทำงานบ้าน แต่ช่วยปฐพีแปลเอกสารอยู่
เรียกได้ว่าเป็นงานเสริม เพราะปฐพีจ่ายค่าจ้างให้ต่างหาก และแน่นอนว่าพสุธาตอบตกลงรับงานเสริมนี้
นี่เป็นงานที่จะทำให้เขาได้เงิน เงินที่เขาสามารถใช้กับตัวเองได้ ไม่ใช่เงินจากระบบที่โหดร้ายเลือดเย็นนั่น!
สาเหตุที่ปฐพีรู้ว่าพสุธารู้ภาษาจีน ก็ตอนที่พสุธาได้พัก แล้วนั่งอ่านนิยายจีน
เมื่อปฐพีทักถาม พสุธาก็ตอบไปตรง ๆ ว่าตัวเองรู้ภาษาจีน พูด อ่าน เขียนล้วนอยู่ในระดับพอใช้ได้
ปฐพีจึงขอให้พสุธาแปลนิยายจีนเรื่องหนึ่งที่เจ้าตัวซื้อลิขสิทธิ์มาแล้ว แล้วเจ้าตัวจะให้ค่าจ้างแยกต่างหาก พสุธาก็ตอบตกลงเพราะเห็นแก่เงิน เป็นเหตุให้เขานั่งแปลนิยายอยู่ตรงนี้
แต่พสุธาก็ไม่ได้แปลคนเดียวหรอก เพราะปฐพีก็แปลด้วย นอกจากนี้ยังจ้างมืออาชีพแปลอีกสองคน พวกเขาสี่คนแบ่งกันแปล
พสุธาไม่รู้ว่าทำไมปฐพีถึงได้เร่งรีบ เพราะการใช้สี่คนแปลแบบนี้ เป็นเรื่องยากที่สำนวนจะออกมาสม่ำเสมอ เอาไปทำเป็นหนังสือขาย ก็น่าจะถูกผู้อ่านรุมประณาม
พสุธาสงสัย แต่ก็ไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรแค่ได้เงินค่าจ้างก็พอแล้ว
“คุณป๋า ผมแปลเสร็จหนึ่งบทแล้ว คุณจะตรวจสอบดูก่อนไหมครับ” พสุธาพูดแล้วยกแลปท็อปไปตรงหน้าปฐพี เมื่อปฐพีพยักหน้าตกลง
ปฐพีอ่านงานแปลของพสุธาอย่างตั้งใจ ก่อนที่เขาจะมองพสุธาด้วยสายตามีคำถาม
“คุณป๋าเห็นว่าตรงไหนผิด ชี้แนะได้นะครับ” พสุธาพูดอย่างสุภาพ
“นายบอกว่าภาษาจีนของนายอยู่ในระดับพอใช้ได้ไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ครับ” พสุธาพยักหน้ายืนยัน
“หมายถึงระดับที่คนจีนโดยกำเนิดใช้กันใช่ไหม ฉันสงสัยว่าถ้าแบบนี้เรียกว่าพอใช้ได้ แล้วผู้เชี่ยวชาญที่ฉันจ้างมา เรียกว่าระดับอนุบาลหรือเปล่า” ปฐพีพูดยาว ๆ เป็นครั้งแรก นั่นเพราะเขาพบว่าพสุธาถ่อมตัวได้อย่างน่าหมั่นไส้เกินไป
นิยายที่เขาให้พสุธาแปล เป็นนิยายไซไฟที่มีศัพท์เฉพาะทางเยอะมาก เขาคิดว่าบางทีคนจีนโดยกำเนิดอาจจะอ่านไม่เข้าใจทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ แต่พสุธากลับแปลได้ครบถ้วนกระบวนความ ทั้งสำนวนยังสละสลวย แต่ก็เข้าใจง่ายด้วย
“คุณป๋าชมเกินไปแล้วครับ ผมแค่บังเอิญอ่านนิยายจีนเยอะก็เท่านั้น” พสุธาถ่อมตัว
เขาไม่สามารถอวดได้ใช่ไหมล่ะ ว่าความสามารถด้านภาษาที่เข้าขั้นอัจฉริยะนี้ เขาได้มาจากระบบ
“ถ้าชอบอ่านนิยายจีนแล้วสามารถแปลได้ระดับนี้ โรงเรียนสอนภาษาอาจจะต้องปิดตัวกันนับไม่ถ้วน” ปฐพีพูดเสียงเรียบ ก่อนจะให้พสุธาไปแปลงานต่อ
“ฉันมีเพื่อนตั้งแต่เด็กอยู่คนหนึ่ง” ปฐพีพูดขึ้นมา
พสุธาที่กำลังจะแปลต่อบทที่สอง ก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นปฐพีก้มหน้าอยู่ แต่เขาก็รู้ว่าเมื่อครู่นี้ปฐพีพูดกับตัวเอง
“เพื่อนฉันคนนี้ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก ใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลมากกว่าอยู่ที่บ้าน ไม่เคยได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ สิ่งที่ได้ทำก็มีไม่มาก สิ่งที่ชอบก็มีน้อยยิ่งกว่า และหนึ่งในสิ่งที่เพื่อนฉันคนนี้ชอบ ก็คือการอ่านนิยาย โดยเฉพาะนิยายจีน ปกติฉันจะซื้อนิยายจีนแปลไปให้เพื่อนฉันอ่าน แต่ว่าหลายวันก่อน เพื่อนฉันบอกว่าอยากอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีฉบับแปลภาษา”
“ก็คือนิยายเรื่องที่พวกเรากำลังแปลกันอยู่นี่หรือครับ” พสุธาถามขึ้นมา เขาคิดว่าเพื่อนคนนี้ของปฐพี เป็นคนที่มีน้ำหนักในใจปฐพีมาก เพราะเจ้าตัวถึงขนาดซื้อลิขสิทธิ์นิยายมา แล้วยังจ้างคนมาแปลด้วย
ทุ่มเทมาก ๆ แต่เมื่อลองคิดดูว่าถ้าหินซื่อบื้อของเขาอยากอ่านนิยาย ที่ไม่มีฉบับแปลบ้าง เขาก็คงจะทำเหมือนกับที่ปฐพีทำ
“หมอบอกว่าเพื่อนฉันอาจจะอยู่ได้อีกไม่ถึงสองเดือน” ปฐพีพูดเบา ๆ แต่พสุธาสัมผัสได้ถึงความเสียใจอย่างล้ำลึกจากอีกฝ่าย
“เมื่อวานคุณป๋าไปเยี่ยมเขามาใช่ไหมครับ” พสุธาถามออกไป
“นายเดาได้เลยเหรอ” ปฐพีแปลกใจ
“วันนี้ผมซักเสื้อผ้า ชุดที่คุณป๋าใส่เมื่อวาน มีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจากโรงพยาบาลครับ” พสุธาพูดตอบ
ปฐพีมองพสุธาอย่างแปลกใจ
“นายละเอียดมากจริง ๆ”
“ผมจะถือว่าเป็นคำชมนะครับ” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนที่เขาจะพูดต่อ
“นิยายเรื่องนี้มีทั้งหมดหนึ่งพันห้าร้อยสิบเจ็ดบท ถ้าอ่านวันละห้าตอน ต้องใช้เวลาอ่านสามร้อยกว่าวันเลยนะครับ”
ปฐพีมองพสุธาอย่างไม่เข้าใจในตอนแรก แต่ต่อมาเขาก็เข้าใจ
พสุธากำลังแนะนำให้เขาแบ่งนิยายให้เพื่อนของเขาอ่านแค่วันละห้าตอน เพราะว่าคนป่วยบางคนสามารถหยัดยืนมีชีวิตต่อไปได้ยาวนานกว่าที่หมอคาดการณ์ไว้ เป็นเพราะมีกำลังใจที่ดี หรือบางคนยังมีอะไรค้างคาใจอยู่ ทำให้ไม่ยอมจากไป พสุธาจึงจะใช้นิยายเรื่องนี้ ลองดูว่าเพื่อนของเขาจะอยู่ได้นานกว่าที่หมอบอกไว้หรือเปล่า
หรือบางที เพื่อนของเขาอาจจะจากไปอย่างค้างคาใจ
“ฉันจะลองเก็บไปคิดดู” ปฐพีพูดเบา ๆ
พสุธาไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป เขาแปลเอกสารต่อ จนกระทั่งได้เวลามื้อเย็น เขาก็ลุกไปทำอาหารเย็น
“คุณป๋า อาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” พสุธาพูดกับเจ้านายชั่วคราวของตัวเอง
เขาไม่ต้องรอเก็บโต๊ะอาหารตอนเย็น หลังจากที่ปฐพีจัดการกับอาหารเรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวจะเก็บจานไปไว้ที่อ่างล้างจาน แล้ววันพรุ่งนี้เขาจะมาจัดการล้างเอง
“ไปเถอะ อ้อ เอาแลปท็อปไปด้วย เผื่อนายจะมีเวลาแปลก่อนนอน” ปฐพีชี้นิ้วไปยังแลปท็อปเครื่องที่พสุธาใช้งานก่อนหน้านี้
พสุธามุมปากกระตุก เขาเลิกงานแล้ว กลับบ้านไปยังต้องทำงานอีกหรือ
แต่เมื่อคิดถึงค่าจ้างที่จะได้รับ เขาก็หยิบแลปท็อปไปด้วยในทันที
ปฐพีมองตามพสุธาไปชั่วครู่หนึ่ง ก็ลงมือจัดการอาหารตรงหน้าตัวเอง
พสุธาหลังออกมาจากคอนโดมิเนียมของปฐพี เขาก็ไม่ได้กลับบ้านในทันที แต่ตรงไปยังตึกเกรซ ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเท่าไรนัก นั่นก็เพราะว่าคอนโดมิเนียมของปฐพี ก็อยู่ใจกลางเมือง
ใช่ รวมถึงคฤหาสน์ที่เขาเพิ่งจะซื้อมาด้วย นั่นทำให้จากที่พสุธาต้องปั่นจักรยานกว่าครึ่งชั่วโมงในการไปทำงาน ก็เหลือแค่ใช้เวลาเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น
สิบนาทีนี้ เขาปั่นอย่างไม่เร่งรีบด้วย แต่ใช้ทางลัดที่ซับซ้อนแทน
กลับมาที่ตอนนี้ก่อน เมื่อพสุธาปั่นจักรยานมาถึงตึกเกรซ เขาก็ถูกขวางเอาไว้ด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
“มาทำอะไร ที่นี่ห้ามคนนอกเข้า” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถามเสียงดุ
“แล้วนั่นไม่ใช่คนนอกเหรอ” พสุธาพยักหน้าไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่ในมือมีป้ายเชียร์รูปดารามากหน้าหลายตา
เพราะตึกของเขา ยังมีบริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนต์เช่าสำนักงานด้วย เป็นบริษัทที่มีดาราดังหลายคนสังกัดอยู่ ดังนั้นจึงมีแฟนคลับมาเฝ้ารอที่ทางเข้าตึกแบบนี้ หวังว่าจะได้เจอไอดอลของตัวเอง
“ไม่เหมือนกัน” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพูด แล้วก็ใช้สายตาเหยียดมองพสุธา
เพราะว่าพสุธาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาถูก และจักรยานเก่า ๆ โทรม ๆ แม้ว่าคนจะหน้าตาดี แต่หน้าตาดีไม่สู้ฐานะดี ดังนั้นพสุธาจึงถูกดูหมิ่น และไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในตึกของตัวเอง
“ไม่เหมือนยังไง ก็คนเหมือนกัน หรือว่าพวกเขามีสี่แขน สี่ขา หรือมีตาสามดวง” พสุธาถามออกไปเสียงเนิบช้า
“เอ๊ะ ไอ้นี่ ยียวนนัก บอกว่าเข้าไม่ได้ ก็เข้าไม่ได้สิวะ”
“แล้วถ้าผมจะเข้าไปให้ได้ล่ะ” พสุธาถาม เขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย
ถ้าที่นี่ห้ามคนนอกเข้า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนี้ขวางเขาเอาไว้ ไม่ให้เขาเข้าไปข้างใน เขาก็เข้าใจ และจะชื่นชมในความแข็งขันต่อหน้าที่ของเจ้าตัว ทว่าที่นี่ไม่มีกฎนี้ หรือต่อให้มี แต่การที่ปล่อยให้แฟนคลับ และคนอื่น ๆ เข้าไปได้ แต่ห้ามคนที่แต่งตัวโทรม ๆ แบบเขาเข้าไป
นี่มันคือการเลือกปฏิบัติไม่ใช่หรือไง
“หึ ถ้าแกกล้าเข้าไป ฉันก็จะโยนแกออกมา” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพูดด้วยน้ำเสียงหยาบคาย
พสุธาหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาต่อสายหาวินิจ
“ผมอยู่หน้าตึก แต่ถูกห้ามไม่ให้เข้าตึก ทำไมผมไม่รู้เลยว่าตึกนี้มีการห้ามคนนอกไม่ให้เข้าไปบริเวณด้านล่างของตึก นึกว่าแค่ห้ามไม่ให้ขึ้นชั้นสองเสียอีก” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า เมื่อวินิจรับสายโทรศัพท์แล้ว
ตึกเกรซของเขานี้ ชั้นสองขึ้นไปจึงจะเป็นสำนักงานของบริษัทต่าง ๆ แต่สำหรับชั้นล่าง เป็นร้านค้าต่าง ๆ ตมีพวกเสื้อผ้า เครื่องประทับ เครื่องสำอาง สินค้าไอที หรือร้านอาหารชื่อดังต่าง ๆ เพราะมีร้านแบบนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้ห้ามให้คนเข้ามาในบริเวณตึก เพียงแต่ถ้าจะขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสอง จะต้องมีบัตรพนักงาน หรือบัตรผ่าน
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธาตอนที่เจ้าตัวคุยโทรศัพท์ ก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา เพราะพสุธาพูดด้วยน้ำเสียงสงบ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ จนเขานึกหวั่นเกรง ทว่าพริบตาต่อมาก็กลับมามีความมั่นใจเหมือนเดิม
หึ เจ้าเด็กนี่ ทำเป็นวางท่าไปเถอะ แต่งตัวแบบนี้ จะไปรู้จักใครในตึกได้ ต่อให้มีคนรู้จัก ก็เป็นพวกพนักงานระดับล่างแน่นอน คนแบบนั้นไม่สามารถทำอะไรเขาได้อยู่แล้ว
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้ไร้ไหวพริบ คิดในใจอย่างเยาะเย้ย จนกระทั่งเมื่อได้เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมาอย่างเร่งรีบ ด้านหลังของเจ้าตัวยังมีพนักงานอีกสิบกว่าคนเดินตามมา แต่ละคนสวมชุดสูท ทำให้ดูอลังการมากทีเดียว
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเห็นคนกลุ่มนี้ สีหน้าของเขาก็เริ่มซีดเผือดขึ้นมา เพราะจำคนที่เดินนำหน้าอยู่ได้
“ผู้จัดการใหญ่” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเรียกเสียงสั่น ทว่าวินิจไม่สนใจเจ้าตัวเลยสักนิด เขาพาบรรดาลูกน้องที่ติดตัวมาด้วย โค้งให้กับพสุธา
“ยินดีต้อนรับท่านประธานครับ!” เสียงต้อนรับอันพร้อมเพรียงและเปี่ยมด้วยพลังนี้ ดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี บรรดาคนที่อยู่บริเวณนั้น ต่างก็หันมองเป็นตาเดียว
พสุธายกมือขึ้นปิดหน้า เขาเคยเห็นซีนแบบนี้ในซีรีส์แนวตั้ง แต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง
คนพวกนี้คงไม่ได้แอบอู้งานไปดูซีรีส์แนวตั้งเหมือนกันใช่ไหม ถึงได้ทำเรื่องเหลวไหลแบบนี้ออกมาได้
“ไม่ต้องเล่นใหญ่แบบนี้ ผมแค่จะเข้าไปคุยธุระ คุณจัดการให้ที” พสุธาพูดกับวินิจเสียงเบา
“ทราบแล้วครับ” วินิจพูด ก่อนจะเรียกผู้ช่วยของตัวเองมา สั่งให้จัดการไล่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มีตา แต่ไม่มีแววออก ส่วนตัวเองนั้นตามติดพสุธาเข้าไปในตึก
“นายถูกไล่ออกแล้ว” เมื่อพสุธาเข้าไปด้านในแล้ว ผู้ช่วยของวินิจก็ไล่คนที่ขวางพสุธาออกจากงานในทันที
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่ได้มีการตอบสนองใด ๆ ต่อการถูกไล่ออก เพราะว่าเขาอึ้งตั้งแต่ตอนที่เห็นกลุ่มคนที่นำโดยผู้จัดการใหญ่ของตึก โค้งคำนับให้กับพสุธาแล้ว
เด็กที่ปั่นจักรยานเก่า ๆ แต่งตัวโทรม ๆ นั่น คือเจ้าของตึกอย่างนั้นเหรอ นี่เป็นไปได้ยังไง!
ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเท่านั้นที่ตื่นตะลึงกับเรื่องนี้ แม้แต่กลุ่มคนที่เห็นเหตุการณ์ ก็ล้วนแล้วแต่สงสัยในเรื่องนี้ทั้งนั้น
“นั่นคงไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นการถ่ายซีรีส์คุณธรรมหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าฮิตมากเหรอ ไอ้ความจริงผมเป็นประธานบริษัทน่ะ” เสียงคนคนหนึ่งพูดขึ้นมา และก็มีหลายคนที่คิดแบบเดียวกัน
“น่าจะเป็นถ่ายซีรีส์นั่นแหละ ชีวิตจริงใครจะมาทำอะไรแบบนั้น”
“แต่ว่าฉันจำได้ว่าคนที่เดินนำหน้าพวกชุดสูทออกมา เป็นผู้จัดการใหญ่ของตึกนี้นะ แถมเมื่อกี๊ก็มองไม่เห็นกล้องสักตัว จะเป็นการถ่ายทำจริง ๆ เหรอ” คนที่มาตึกนี้ทุกวัน เพื่อเฝ้าไอดอลของตัวเอง พูดขึ้นมาเสียงเบา
“ฉันก็คุ้นหน้าคนที่เดินนำนั่นเหมือนกัน พอได้ยินแบบนี้ ก็ค่อยนึกได้ว่าคนคนนั้นเหมือนผู้จัดการใหญ่ของตึกจริง ๆ” ผู้หญิงอีกคนที่แต่งตัวด้วยชุดแบรนด์เนมทั้งตัว พูดขึ้นมาบ้าง
“ถ้าใช่ งั้นก็แปลว่าฉากที่เห็นเมื่อกี๊นี้ เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การถ่ายทำน่ะสิ ไม่น่าเชื่อเลย”
“ฉันแต่งฟิคที่พระเอกรวยเวอร์วัง ยังไม่กล้าเขียนฉากแบบนี้เลย”