130. ตอนที่ 128
ตอนที่ 128
“ท่านประธาน ผมส่งคนไปรับอาจารย์ทั้งสองท่านแล้วนะครับ” คุณวินิจพูดรายงานพสุธาผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
พสุธาได้ยินอย่างนั้น เขาก็ตอบกลับไป
“ผมต้องการให้เป็นคนขับรถรับส่งประจำเลย คุณคุยเรื่องนี้อย่างละเอียดแล้วใช่ไหม”
“คุยแล้วครับท่านประธาน เขาเป็นหนึ่งในพนักงานขับรถของบริษัท ตอนนี้เปลี่ยนให้เขาไปขับรถรับส่งอาจารย์ทั้งคู่ครับ”
“ดี” พสุธาพูดตอบเพียงเท่านี้ คุณวินิจก็พูดขึ้นมาว่า
“ท่านประธาน คนที่ผมส่งไปรับสองอาจารย์ เพิ่งแจ้งมาว่ามีลูกสะใภ้ และหลานชายของอาจารย์ทั้งสองท่านตามมาด้วยครับ”
“อ้อ ใช่ ผมลืมไปเลย ลูกสะใภ้ของพวกท่าน ผมเชิญมาเป็นสัตวแพทย์ที่บ้านรักษ์สุนัข เธอจะไปประจำอยู่ที่นั่นเลย คุณช่วยจัดการเรื่องเอกสาร และก็รายละเอียดอื่น ๆ ด้วยนะ ใช่แล้ว ผมตกลงเงินเดือนให้เธอสี่หมื่นในช่วงทดลอง หลังผ่านการทดลองงาน ก็จะได้เจ็ดหมื่นบาท มีวันหยุดให้สองวันต่อสัปดาห์ อนุญาตให้เธอพาลูกชายไปอยู่ด้วยได้” พสุธาพูดบอก เขานวดหว่างคิ้วของตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเรื่องให้ต้องจัดการเยอะเกินไป
อืม เข้าใจแล้วว่าทำไมคุณวินิจถึงได้อยากได้คนเพิ่มมากนัก
เพราะว่างานเยอะจนทำไม่หมดนี่เอง
พสุธารู้สึกว่าตัวเองควรจะเพิ่มเงินเดือนให้คุณวินิจมากยิ่งขึ้น
“ท่านประธาน ต้องการให้เธอมีชื่อว่าเป็นพนักงานของซอร์ กรุ๊ป หรือเปล่าครับ หรือว่าจะจ้างเธอในนามมูลนิธิรักษ์สุนัข” คุณวินิจพูดถาม
“ในนามมูลนิธิก็แล้วกัน แต่ว่าสวัสดิการอะไรที่พนักงานของซอร์ กรุ๊ป ได้ เธอก็ต้องได้เหมือนกัน”
“เข้าใจแล้วครับ” คุณวินิจรับคำสั่ง ก่อนที่จะถามต่อ
“ท่านประธานครับ เรื่องเกาะผาหินของท่านประธาน ท่านประธานมีแผนการจะใช้งานหรือเปล่าครับ”
“อ้อ ผมยังไม่ได้คิดว่าจะเอาไว้ทำอะไร” พสุธาปิดบังความจริงจากคุณวินิจ ที่นั่น เขาต้องการให้เป็นสถานที่ที่มีไม่กี่คนที่รู้ถึงเหตุผลของการมีอยู่ของมัน ก็คือนอกจากเขาแล้ว ก็มีเพียงนักวิจัยเท่านั้นที่รู้
“ทราบแล้วครับ ท่านประธานต้องการให้ผมเสนอแผนการ หรือโครงการทำกำไรจากเกาะนี้หรือเปล่าครับ” ในฐานะผู้ช่วยพิเศษ คุณวินิจจึงถามคำถามนี้
“ยังไม่จำเป็น ตอนนี้มุ่งเน้นไปที่โครงการเซมิคอนดักเตอร์ก่อน” พสุธาพูดตอบ
“ตกลงครับ” คุณวินิจเองก็เห็นด้วยอย่างกระตือรือร้น เพราะโครงการเซมิคอนดักเตอร์ เป็นโครงการใหญ่ และโครงการที่สำคัญที่สุด
พสุธาพูดคุยเรื่องงานกับคุณวินิจอีกสองสามประโยค ก่อนที่จะวางสาย
“หิน จะไปเรียนแล้วเหรอ” พสุธาถาม เมื่อเห็นว่าพี่ชายสะพายกระเป๋าเดินลงมา
“ใช่ วันนี้ดินทำงานไหม” ศิลาถามน้องชาย
“ทำช่วงบ่าย ช่วงเช้าจะแวะไปที่บ้านอบอุ่นก่อน” ตั้งแต่ที่บ้านอบอุ่นย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่เขาซื้อไว้ให้โดยเฉพาะ เขาก็ยังไม่มีเวลาไปดูเลย ได้แต่ให้ผู้ช่วยของคุณวินิจดูแล และรายงานความเรียบร้อย วันนี้เขาจึงถือโอกาสไปดูสักหน่อย และก็จะไปคุบกับอาจารย์ทั้งสองท่านด้วย
“จริงสิ โมมึงไปกับกู” พสุธาหันไปหานะโม
“แต่วันนี้กูมีนัดกับพี่พันไมล์แล้วน่ะสิ” นะโมพูดเสียงเสียดาย เพราะเขาก็คิดถึงเด็ก ๆ ด้วยเช่นกัน
“นัดไปไหนกัน คงไม่ใช่ไปบ้านพี่เขาอีกหรอกนะ คราวที่แล้วมึงโดนรังแก ยังไม่เข็ดอีกเหรอ” พสุธาถามเสียงขึ้นจมูกทันที และพอดีกับที่พวกพันไมล์เดินลงมา พันไมล์จึงได้รับสายตาต่อว่าจากพสุธาในทันที
พันไมล์ที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็มีสีหน้าสับสน หันไปมองนะโมอย่างขอคำตอบ
“พี่จะพาเพื่อนผมไปไหนครับ” พสุธาถามพันไมล์ นี่เองที่ทำให้พันไมล์รู้เหตุผล
พันไมล์ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะพูดตอบ
“วันนี้วันเกิดคุณตาพี่น่ะ พี่ต้องไปร่วมงาน ก็เลยอยากพาน้องโมไปด้วย”
“พาไปเป็นหนังหน้าไฟ?”
“พี่รับรองเลยว่า จะไม่ปล่อยให้ใครมารังแกน้องโมเด็ดขาด ถ้าพี่ทำตามที่พูดไม่ได้ น้องดินลงโทษพี่ได้เลย” พันไมล์รีบให้สัญญา
“ดิน มึงอย่าห่วงกูเลย กูมันดอกหญ้าตายยากนะ ไม่ใช่ดอกไม้ในเรือนกระจก ไม่ถูกคนรังแกแล้วยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก”
พสุธาถอนหายใจ เขารู้สึกเข้าใจความรู้สึกของลูคัสแล้ว
ผักกาดขาวของเขา มีแต่พวกหมูมาจ้องขโมยเต็มไปหมดเลย
ขณะที่พสุธากำลังคิดอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเฮียโก้พูดว่า
“ไปหิน โก้ไปส่งที่มหา’ลัย” เฮียโก้พูดกับศิลา
พสุธาหันไปหาทันที
“เฮียโก้ หินมีรถขับไปเองได้”
“งั้นกูติดรถหินไปก็แล้วกัน” เฮียโก้เปลี่ยนคำพูดทันที
พสุธามุมปากกระตุก ก่อนจะพูดเสียงเหี้ยม
“ช่วงนี้ไม่มีเวลาฝึกซ้อมมวยเลย เฮียโก้ พวกเรามาซ้อมกันหน่อยดีไหม ไม่อย่างนั้นสนิมคงจะกินตัวผมแล้ว”
“ไม่เอา มึงไม่ได้จะมาซ้อมกับกู มึงจะมาซ้อมกูต่างหาก” เฮียโก้ก็ปฏิเสธอย่างไม่รักษาหน้าตาของตัวเองเลยสักนิด
‘ยังจะรักษาหน้าตาอะไรอีก รักษาชีวิตของตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ไม่รู้ไอ้ดินมันไปทำอะไรมา มือถึงได้หนักกว่าเดิมขนาดนั้น’
เฮียโก้โวยวายอยู่ในใจ
“เฮียอย่าใส่ร้ายกันสิ หิน ดูเฮียโก้สิ ใส่ร้ายดิน” พสุธาฟ้องพี่ชายทันที ก่อนจะยิ้มอย่างได้ใจ เมื่อพี่ชายหันไปทำแก้มพองลมใส่เฮียโก้ แต่ต่อมาเมื่อเขาเห็นแววตาเอ็นดูของเฮียโก้ ตอนที่มองศิลา พสุธาก็รีบเอามือประกบแก้มพี่ชาย แล้วดึงให้เจ้าตัวหันหน้ามา
อย่าไปทำตัวน่ารักใส่เฮียโก้ เดี๋ยวจะถูกกินไม่รู้ตัว!
พสุธาไม่ได้รู้เลยว่า ขณะที่เขากำลังปกป้องความน่ารักของพี่ชาย ในสายตาของปฐพี เขาก็น่ารักน่าเอ็นดูมากเหมือนกัน
พวกเขาคุยเล่นกันอยู่หลายประโยค ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำกิจกรรมในวันนี้ของตัวเอง
“คุณป๋า ฝากด้วยนะครับ” พสุธาพูดกับปฐพี และเขาหมายถึงการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ทว่า
“หมายถึงฝากหัวใจเหรอครับ พี่รับฝาก แต่ไม่มีส่งคืนนะครับ” ปฐพีพูดกลับไป แล้วเขาก็ได้รับเสียงเหยียดหยามจากเพื่อนสนิท
“ไอ้ป๋า มึงเชยสะบัดเลย ฟังแล้วจะอ้วก”
ปฐพีส่งสายตาเย็นชาให้กับเพื่อน ก่อนจะพูด
“อ้อ เพราะกูเพิ่งเคยจีบดินเป็นคนแรก เลยทำเป็นแค่พูดตามความรู้สึก ไม่เหมือนมึงนี่ ที่เชี่ยวชาญเรื่องการจีบคนอื่น” คำพูดตอบกลับนี้ของปฐพี ทำเอาเฮียโก้เลิกลั่กหนัก เขาพูดเสียงหลง
“ไอ้ป๋า ไอ้เหี้ย กูแค่แซวมึงเอง มึงต้องเล่นกลับหนักขนาดนี้เลยไหม เหมือนกูปาหินใส่หลังคาบ้านมึง แต่มึงแก้แค้นโดยการเผาบ้านกูเนี่ยนะ” เฮียโก้โวยวาย ปฐพียิ้มเยาะ
“กูไม่เขวี้ยงระเบิดใส่มึงก็ดีเท่าไรแล้ว”
“ดีห่าอะไรล่ะ ไม่เขวี้ยงก็เหมือนเขวี้ยง” เฮียโก้แยกเขี้ยวใส่เพื่อน ส่วนพสุธาหัวเราะสมน้ำหน้า ยิ่งเห็นสีหน้าบึ้งตึงของพี่ชาย พสุธาก็ยิ่งหัวเราะหนัก โดยลืมไปว่า ยิ่งศิลาใส่ใจกับเรื่องนี้ของเฮียโก้มากแค่ไหน ก็หมายความว่ามันมีความสำคัญกับใจของศิลามากเท่านั้น
ดังนั้นสำหรับคนหวงพี่ชายอย่างเขาแล้ว เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของศิลา ยามเจ้าตัวรู้ว่าเฮียโก้เชี่ยวชาญด้านการจีบคนอื่น เขาไม่สมควรหัวเราะ แต่ควรติดดสัญญาณเฝ้าระวังมากกว่าเดิม
ระวัง หมาป่ากำลังจะมาขโมยกระต่ายของคุณไป!
“อาจารย์สวัสดีครับ ขอโทษนะครับที่ผมมาช้า ไม่ได้มาต้อนรับอาจารย์ด้วยตัวเอง” พสุธาพูดอย่างเกรงใจ เมื่อเขามาถึงบ้านอบอุ่นแล้ว และพบว่าอาจารย์ทั้งสองท่านกำลังแบ่งคลาสเรียนสอนกันอยู่
เขารอจนกระทั่งอาจารย์ทั้งสองท่านสอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงได้เข้ามาทักทาย ขณะที่เด็ก ๆ เมื่อเห็นพสุธา ก็รีบวิ่งเข้าหาทันที พวกเขารู้ว่าที่พวกเขาได้อยู่บ้านหลังสวย ๆ มีกลิ่นหอม ๆ ได้กินอาหารอร่อย ๆ ทั้งยังมีครูมาสอน ทุกอย่างเหล่านี้ ได้มาจากพี่ชายคนี้
“พูดอะไรแบบนั้นล่ะจ๊ะ ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองกันทั้งนั้น” อาจารย์พุดซ้อนพูดกับพสุธา ริมฝีปากเธอมีรอยยิ้มอ่อนโยน แต่แววตาแห้งผาก สัมผัสได้ถึงความขมขื่น
พสุธาสับสนอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรออก
ดูเหมือนพวกเขาจะรู้เรื่องที่พัฒน์พงศ์ นำโฉนดบ้านไปจำนอง เพื่อเอาเงินไปเล่นการพนันแล้ว
พสุธานึกถึงเอกสารสองชุดที่เขานำมาด้วย
“อาจารย์สีหน้าดูไม่ค่อยดีนะครับ เหนื่อยเกินไปหรือเปล่าครับ หรือว่าไม่ค่อยสบายหรือเปล่าครับ” พสุธาถามออกไป
“ไม่หรอกจ้ะ พวกเราแข็งแรงดี” อาจารย์พุดซ้อนพูดตอบอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าการมาทำงานสอนที่นี่ ก็คือการใช้เวลาแก้เบื่อของเธอ รวมถึงยังได้ทำอาชีพที่รักต่อไป
ทว่าตั้งแต่ที่คอนโดมิเนียมสองห้อง ถูกลูกชายเนรคุณของเธอนำไปจำนอง อาจารย์พุดซ้อนก็กลัวว่าวันหนึ่งตัวเอง และสามีจะถูกเจ้าหนี้ไล่ออกจากบ้าน กลายเป็นคนที่ไม่มีที่นอน และเงินปลดเกษียณที่ได้เป็นรายเดือน ก็อาจจะไม่พอให้พวกเธอกินอยู่ ดังนั้นแล้ว งานสอนที่บ้านอบอุ่น จึงเป็นงานที่สำคัญมากสำหรับพวกเธอ
พสุธาก็พอจะมองความกังวลของเธอออก เขาคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน และสดใสเจิดจ้า หยิบซองกระดาษสีน้ำตาลสองซองออกมา
“วันนี้อาจารย์ทั้งสองท่านเริ่มสอนเป็นวันแรก ก็ต้องมีของขวัญต้อนรับสักหน่อย นี้ครับ ช่วยรับไว้ด้วยนะครับ” พสุธาพูด ก่อนจะยื่นทั้งสองซองให้กับคู่สามีภรรยาวัยชรา
“ของขวัญอะไรกัน ไม่จำเป็นเลยสักนิด แค่เงินเดือนที่ให้พวกเรา ก็มากพอแล้ว ไหนจะรถรับส่ง ไหนจะพยาบาลพิเศษคอยดูแล” อาจารย์พฤกษ์พูดเสียงขรึม แล้วผลักซองกระดาษสีน้ำตาลคืนพสุธา
“รับไว้เถอะครับ มันควรจะเป็นของพวกท่านอยู่แล้ว ผมแค่เป็นตัวกลางนำมามอบให้ก็เท่านั้น” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม
สองสามีภรรยามองสบตากัน เห็นความสงสัยและสับสนในแววตาของกันและกัน ก่อนที่พวกท่านจะหยิบซองเอกสารมาเปิดดูคนละซอง
“นี่ นี่...” หญิงชราพูดเสียงสั่น มองพสุธาด้วยดวงตาที่แดงเรื่อ ขอบตาร้อนผะผ่าว เอ่อล้นด้วยหยดน้ำใส
อาจารย์พฤกษ์เก็บอารมณ์ได้ดีกว่าผู้เป็นภรรยา แต่มือที่สั่นสะท้านของเขา ก็พอแล้วที่จะบอกว่า เขาเองก็ตื่นตะลึงไม่แพ้ผู้เป็นภรรยา เมื่อเห็นว่าในซองสีน้ำตาลมันคือเอกสารอะไร
“นี่ เป็นไปได้อย่างไร คุณทำได้อย่างไร” อาจารย์พุดซ้อนถามพสุธา
เธอมองโฉนดคอนโดมิเนียม ที่ปรากฏชื่อของลูกสะใภ้และหลานชายในมือของตัวเอง ก่อนจะหันไปมองโฉนดในมือของสามี ซึ่งปรากฏชื่อของเธอและสามี
หมายความว่าคอนโดมิเนียมทั้งสองห้อง ที่เธอคิดว่าได้เสียไปแล้ว สุดท้ายแล้วไม่เพียงแค่เสียไป แต่มันยังถูกเปลี่ยนให้เป็นชื่อของพวกเธอด้วย แบบนี้แล้ว ต่อให้วันหน้าลูกชายที่ไม่รักดีของเธอต้องการนำไปขายเพื่อเล่นการพนันอีก ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
“ก่อนอื่น ผมต้องขอโทษอาจารย์ทั้งสองด้วยนะครับ ที่ทำลงไปโดยไม่ได้ปรึกษา แต่ว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็ยังเลือกที่จะทำอยู่ดี” พสุธาพูด ก่อนจะเล่าเรื่องที่เขาวางแผนเล่นงานลูกชายของสองสามีภรรยา จากนั้นก็ใช้อุบายจนได้ครอบครองคอนโดมิเนียมทั้งสองห้อง แล้วก็เปลี่ยนมันให้เป็นชื่อของผู้ที่ควรจะได้ครอบครองมันจริง ๆ
สองสามีภรรยา เมื่อได้ยินว่าพสุธาทำอะไรไปบ้าง ไม่เพียงไม่โกรธที่ถูกปิดบัง แต่ยังซาบซึ้งใจในตัวพสุธามาก พวกเขาคิดไม่ออกเลยว่า เพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง พสุธาก็ดีกับพวกเขาขนาดนี้
จะบอกว่าพสุธาหวังผลประโยชน์จากพวกเขา ก็เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะพสุธาคือบุคคลที่ต่อให้เป็นนายกของประเทศมาคุยด้วย ก็ยังต้องปฏิบัติต่อพสุธาอย่างเกรงใจอยู่หลายส่วน
เมื่อมีเงินอยู่ในมือ ก็สามารถเป็นพี่ใหญ่ได้ และทรัพย์สินที่พสุธามี ก็เพียงพอที่จะให้เจ้าตัวเป็นพี่ใหญ่ของคนเกือบทั้งโลก
“คุณเอากลับไปเถอะ ถ้ามันอยู่กับพวกเรา ลูกชายตัวดีนั่น ก็จะต้องหาวิธีเอาไปจนได้อยู่ดี”
“วางใจเถอะครับ ต่อไปเขาไม่กล้าเล่นการพนันอีกแล้ว” พสุธาพูดเสียงอ่อนโยน แต่แววตาเข้มขึ้นแวบหนึ่ง
สองสามีภรรยาแปลกใจ ที่พสุธามั่นใจขนาดนี้ พวกเขารู้ดีว่าผีพนันมันน่ากลัวขนาดไหน เมื่อเป็นแล้ว แม้จะหมดตัวจนเหลือแต่กางเกงใน ก็ยังเลิกไม่ได้อยู่ดี
“ก็แค่ต้องให้เจอผีที่ดุร้ายกว่านั้นยังไงล่ะครับ” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า แต่หากเป็นละคร ดนตรีสยองขวัญก็ต้องดังขึ้นแล้ว
หลังจากที่พสุธาคุยกับสองสามีภรรยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็มีเวลาได้คุยกับเด็ก ๆ และแม่ครู
“อยู่ที่นี่เป็นอย่างไรบ้างครับ มีอะไรที่ไม่สะดวกหรือเปล่า แจ้งได้เลยนะครับ ถ้าผมจัดการได้ ผมจะให้คนมาช่วยจัดการให้” พสุธาพูดเสียงอ่อนโยน เขาอุ้มเจ้าเด็กตัวกลมวัยสองขวบอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ตัวเองออกแรงมากเกินไป จนเด็กกระดูกหักขึ้นมา
“ไม่มีอะไรไม่สะดวกเลยค่ะ ที่นี่ดีมากจริง ๆ ดีจนพวกเราไม่รู้ว่าจะขอบคุณคุณอย่างไรดี” แม่ครูภาวนาพูดด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจ แม้ตอนแรกจะเห็นภาพที่พสุธาเคยเปิดให้ดูแล้ว แต่เมื่อได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้จริง ๆ ได้เห็นเด็ก ๆ วิ่งเล่นอย่างมีความสุข ยังมีอาจารย์มาสอน ทั้งเรื่องวิชาการ ทั้งเรื่องการทำอาหาร ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นอาชีพได้ในอนาคต เธอก็ยิ่งตื่นเต้น มีความสุข และซาบซึ้งต่อสิ่งที่พสุธามอบให้
“ไม่ต้องคิดมากนะครับ แค่ใช้ชีวิตให้ดี วันหน้าหากมีโอกาส ก็ส่งมอบโอกาสเหล่านี้ต่อไปยังคนที่ต้องการโอกาส ก็ได้นะครับ” พสุธายังคงพูดเสียงอ่อนโยน แล้วพูดถามต่ออีกว่า
“ได้ลองเดินไปยังบ้านข้าง ๆ แล้วหรือยังครับ”
“ไปดูมาแล้วค่ะ มีสุนัขน่ารักหลายตัวเชียว” แม่ครูภาวนาพูดตอบ แล้วพวกเด็ก ๆ ที่ยืนรุมล้อมอยู่ ก็พูดอย่างกระตือรือร้นตื่นเต้น
“น้องหมา น่ารักมากค่ะ หนูอยากอุ้มน้องหมา”
“อุ้มไม่ได้หรอก น้องยังเจ็บอยู่ ต้องรอให้น้องหายดีก่อน”
“ไม่อยากอุ้ม อยากขี่ ขี่หมา ฮี่ฮี่”
เสียงเด็ก ๆ ที่แย่งกันพูด ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน พสุธาอยู่เล่นกับเด็ก ๆ ต่ออีกชั่วครู่หนึ่ง เขาก็เดินไปยังบ้านมูลนิธิรักษ์สุนัขบ้าง
เมื่อพสุธาเดินเข้าไป เขาก็เห็นว่าปิ่นกมลกำลังตรวจสุนัขที่ถูกรับมาเลี้ยงอยู่ โดยมีลูกชายของเจ้าตัวคอยเป็นผู้ช่วยตัวน้อยอยู่ข้าง ๆ
เมื่อปิ่นกมลเห็นพสุธา เธอก็ส่งยิ้มให้พสุธาในทันที แต่ก็เหมือนกับแม่สามี และพ่อสามีของเธอ ที่มีแววตาขมขื่น และอ่อนล้า
เป็นเพราะเธอยังเศร้าใจเรื่องคอนโดมิเนียมอยู่ ไม่รู้ว่านอกจากจะไม่ต้องเสียคอนโดมิเนียมไปแล้ว ยังได้เปลี่ยนมาอยู่ในชื่อของตัวเองอีกด้วย
พสุธาก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเธอ รอให้พ่อและแม่สามีของเธอมาบอกกับเธอด้วยตัวเอง
“เป็นอย่างไรบ้างครับ พอจะไหวไหม” พสุธาถาม
“ไหวค่ะ แต่ว่ายังคงต้องการอุปกรณ์อีกหลายอย่าง แล้วก็ อยากจะขอผู้ช่วยที่เคยทำงานผู้ช่วยสัตวแพทย์มาก่อน สักหนึ่งคนค่ะ” ปิ่นกมลพูดอย่างเกรงใจ
“ได้เลยครับ ไม่มีปัญหา ผมจะให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อคุณวินิจเอาไว้ ถ้าคุณต้องการอะไร แจ้งเขาได้เลยครับ อ้อใช่ คุณวินิจคือผู้ช่วยพิเศษของผม” พสุธาพูดบอก
ปิ่นกมลเห็นพสุธาตอบตกลงอย่างง่ายดาย เธอก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วรู้สึกชื่นชมในตัวพสุธามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
คุณพสุธาเป็นคนที่ใจกว้างมากจริง ๆ ต่อไป คนที่ได้เป็นคู่ครองของเจ้าตัว ต้องเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกแน่ ๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แล้วก็คิดถึงสามีของเธอเอง ปิ่นกมลก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขมขื่นมากยิ่งขึ้น
เธอไม่คาดหวังว่าสามีของเธอจะดีเหมือนพสุธา แต่ขอให้ได้สักเศษเสี้ยงหนึ่งของพสุธา เธอก็ดีใจมากแล้ว
ขณะที่พสุธาพูดคุยกับคนที่เขาเชิญมาร่วมงานด้วย ฝั่งของนะโม ที่ไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดปีที่เจ็ดสิบของคุณตาของพันไมล์ ตอนนี้เขาก็เผชิญกับแขกที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาและพันไมล์
“นี่ใช่แฟนของพันไมล์หรือเปล่า ได้ยินมาว่าเป็นช่างซ่อมรถที่คาร์พิท เซอร์วิสใช่ไหม ที่นั่นรับแต่รถหรู ๆ นายเก่งจริง ๆ เลย ซ่อมรถหรูได้ด้วย ไม่เหมือนพวกเรา ทำเป็นแค่ขับ แต่ซ่อมไม่ได้” น้ำเสียงของคนพูดแฝงความอิจฉาเอาไว้จริง ๆ
แต่นะโมก็ไม่ได้โง่ เขามองออกว่าความอิจฉาของอีกฝ่าย ไม่ได้มาจากการที่เขาซ่อมรถเป็น แต่เป็นการที่เขาได้เป็นแฟน (ปลอม ๆ) ของพันไมล์ต่างหาก และคำพูดของเจ้าตัว ก็ไม่ได้ชื่นชมเขาจริง ๆ แต่กำลังเหยียดว่าเขาเป็นแค่ช่างซ่อมรถเท่านั้น
นะโมไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรกับคำพูดเหล่านี้ เพราะเขาภูมิใจในอาชีพของตัวเองมาก ก็เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่เหรอ ที่ทำให้เขามีกินมีใช้อยู่ทุกวันนี้
“ได้ยินว่าที่นั่น ต่อให้เป็นแค่ช่างซ่อมรถธรรมดา ก็ต้องมีวุฒิการศึกษาระดับอนุปริญญา แล้วนายล่ะ เรียนจบอะไร น่าจะปริญญาตรีใช่ไหม ยังไงสมัยนี้ การจบปริญญาตรี ก็ถือเป็นแค่การศึกษาพื้นฐานแล้วนี่นา” ชายหนุ่มอีกคนพูดขึ้นมาบ้าง
นะโมอ้าปากจะตอบ ทว่าเขายังไม่ทันจะตอบ พันไมล์ก็พูดขึ้นมาก่อนว่า
“เรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับไหนถึงจะนับว่าเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉันไม่สนใจหรอก แต่ฉันก็สงสัยนะว่า พวกนายรู้จักมารยาทพื้นฐานบ้างหรือเปล่า เคยมีใครสอนไหม ว่าอย่าเสือกเรื่องของคนอื่นให้มันมากนัก”
คำพูดดุเดือดนี้ของพันไมล์ ทำให้เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่ง คนที่ถูกต่อว่าก็หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย และความโกรธ
“นายพูดแรงเกินไปหรือเปล่า พวกเราก็แค่อยากทำความรู้จักกับแฟนนายเท่านั้นเอง” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดถามขึ้นมา
“แล้วถามแฟนกูหรือยัง ว่าอยากรู้จักกับพวกมึงไหม” พันไมล์ถามอย่างโมโห เขารู้สึกผิดมาก ๆ ที่ทำให้นะโมต้องโดนเหยียดหยามแบบนี้
“เห้ย ต้องพูดถึงขนาดนี้เลยเหรอ พวกเราก็รู้จักกันมาตั้งนานนะ”
“แต่กูไม่อยากรู้จักมึงเลย อยากให้มึงไปรู้จักมารยาทให้มากกว่านี้ก่อน ก่อนค่อยมารู้จักกับกู” พันไมล์ไม่สนใจใครทั้งนั้น ถ้ามาดูถูกนะโม เขาก็พร้อมจะฉีกหน้ากับทุกคน
“พันไมล์ ฉันสอนให้แกหยาบคายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร อย่าทำตัวเหมือนคนไม่มีการศึกษา ฉันส่งเสียเลี้ยงดูแกให้ได้เรียนโรงเรียนดี ๆ จะได้รู้จักแต่คนดี ๆ เพื่อที่แกจะได้ไม่เสียคน แต่ตอนนี้มันอะไรกัน ไม่รู้ไปคบกับคนแบบไหน ถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว” เสียงตำหนินี้ดังมาจากปากของสตรีที่เพิ่งจะเดินเข้ามา แล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นมารดาของพันไมล์นั่นเอง
พันไมล์สีหน้ามืดครึ้มยิ่งกว่าเดิม เพราะเขาฟังออกว่าแม่ของเขากำลังต่อว่านะโมอยู่
นะโมก็ฟังออกเช่นกัน เขาเอื้อมมือไปคล้องแขนพันไมล์ ก่อนจะพูดว่า
“คุณป้าพูดได้ถูกต้องเลยครับ พี่พันไมล์ฟังคุณป้าสั่งสอนด้วยนะครับ จำไว้ว่าอย่าไปคบกับคนที่เอาแต่ดูถูกคนอื่น โดยเฉพาะพวกที่ยังหาเงินเองไม่ได้สักบาท แต่ก็กล้าเอาเงินที่พ่อแม่มีให้มาดูถูกคนอื่น” นะโมพูดเสียงจริงจัง
“ได้ พี่จำไว้แล้ว จะว่าไป พวกเราสองคนนี่ก็ถือเป็นพวกที่หาเงินเลี้ยงตัวเองได้ทั้งคู่สินะ”
“ใช่แล้ว พวกเราเป็นคนมีการมีงานทำ เป็นพวกเอาถ่าน” นะโมพูดแล้วพยักหน้าหงึกหงัก
“นี่แกว่าใครเป็นพวกไม่เอาถ่าน” ชายที่พูดจาเหยียดหยามนะโมเป็นคนแรก พูดถามเสียงดัง
“โอ้ ผมแค่พูดแบบไม่เจาะจง แต่ถ้ามันไปแตะถูกปมใครเข้า ก็ต้องขอโทษด้วย” นะโมเลิกคิ้วขึ้น ดูยียวนไม่น้อย
“เฮอะ ก็แค่ทำเป็นปากดี ปิดบังความยากจนของตัวเองไม่ใช่หรือไง น้ำหน้าอย่างแก ชาตินี้ก็เป็นได้แค่คนที่ซ่อมรถเท่านั้นแหละ ไม่มีทางได้ขับรถราคาสิบล้านอย่างพวกฉันหรอก”
ฟังคำพูดนี้ของชายหนุ่ม นะโมก็นึกถึงรถซูเปอร์คาร์มากมายหลายสิบคันที่จอดอยู่ในโรงจอดรถของคฤหาสน์สองหลัง เขาก็เห็นด้วยกับคำพูดของชายหนุ่มทันที เขาพยักหน้าหงึกหงัก แล้วพูดว่า
“นายรู้ได้ยังไงน่ะ ว่าที่บ้านฉัน ไม่มีซูเปอร์คาร์คันไหนที่ราคาต่ำกว่ายี่สิบล้านเลย”