LNCrawler

131. ตอนที่ 129

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 129

“นายรู้ได้ยังไงน่ะ ว่าที่บ้านฉัน ไม่มีซูเปอร์คาร์คันไหนที่ราคาต่ำกว่ายี่สิบล้านเลย” นะโมถามเสียงแปลกใจ

สิ้นเสียงของนะโม ก็เกิดความเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะร่วน

“ดูสิ เขาเป็นคนที่น่าสนใจดีนะ พูดเรื่องเพ้อเจ้อได้หน้าตาใสซื่อมาก”

“เขาหมายถึงรถในเกมหรือเปล่า”

“หรือบางทีอาจจะสับสนระหว่างความจริงกับความฝัน”

“ฉันควรจะเตือนเขาไหม ว่าความฝันไม่ใช่ความจริง”

“พันไมล์คบหมอนี่เพราะรู้สึกว่าเป็นตัวตลก เอ้ย เป็นคนตลกหรือเปล่า”

เสียงเยาะเย้ยดังขึ้นไม่ขาด พันไมล์จะลงมือตอบโต้ให้คนเหล่านี้หุบปากตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว ทว่าเขาถูกสายตา และแรงบีบที่แขนจากนะโม ห้ามเอาไว้

นะโมอยากรู้ว่าคนที่เรียกตัวเองว่าผู้ดีเหล่านี้ จะพูดจาเหยียดหยามคนอื่นได้ถึงขั้นไหนกัน

“เมื่อก่อนฉันคิดว่าคนจนจะหูตาคับแคบ เพราะขาดโอกาสที่จะเปิดโลกกว้าง แต่ตอนนี้ฉันได้รู้แล้ว ที่แท้แล้วไม่ได้มีคนจนเท่านั้นที่จะหูตาคับแคบ คนรวยก็หูตาคับแคบได้เหมือนกัน เพราะวัน ๆ เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในเอคโค่ เชมเบอร์ของตัวเอง” นะโมพูดเสียงเนิบช้า และราบเรียบ

คำพูดของนะโมทำให้คำพูดเยาะเย้ยเขาเมื่อครู่หยุดชะงักไป ก่อนที่จะมีคนโวยวายออกมาเสียก่อน

“จะมาทำเป็นพูดดีอะไรกัน คิดว่าทำเป็นพูดจาสวยหรูโลกสวยหน่อย ก็จะปัดเรื่องที่นายพูดจาเพ้อฝันไปได้หรือไงกัน”

“หึ จนก็แค่ยอมรับว่าจน มันยากหรือไง”

“ฉันก็ไม่ได้ปฏิเสธนี่นาว่าฉันไม่ได้จน แต่ต่อให้ฉันจน สิ่งที่พวกนายมี ฉันก็มี สิ่งที่พวกนายไม่มี ฉันก็ยังมี”

สิ่งที่คนพวกนี้มี และเขาก็มี คือการมีรถหรูให้ขับ มีคฤหาสน์หลังใหญ่ให้อยู่ มีเสื้อผ้าแพง ๆ เครื่องประดับล้ำค่า อาหารเลิศรส สิ่งเหล่านี้เขาไม่ได้ขาดแคลนเลย ถึงมันจะเป็นของที่เขาได้มาจากเพื่อนสนิทอย่างพสุธา และพ่อบุญธรรมของเจ้าตัวก็ตาม แต่เขาไม่ละอายที่จะเปรียบเทียบกับคนพวกนี้ เพราะอะไร เพราะคนพวกนี้ ก็ไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่ก็ได้มาจากที่พ่อแม่ของเจ้าตัวสร้างมาให้ไม่ใช่เหรอ ดังนั้นเขาและคนพวกนี้ต่างกันตรงไหน

ก็ต่างกันตรงที่เขามีในสิ่งที่คนพวกนี้ไม่มีน่ะสิ เขามีความอดทนที่จะดิ้นรนในยามยากลำบาก คนพวกนี้ เขาเชื่อเลยว่า ขอแค่โทรศัพท์เจ้าตัวไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็ทำอะไรหลายอย่างไม่ได้แล้ว ดีไม่ดี อาจจะใช้ชีวิตปกติสุขไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

นอกจากเขามีความอดทนต่อความยากลำบาก ที่คนเหล่านี้ไม่มีแล้ว เขายังมีมิตรภาพที่จริงใจ มีเพื่อนแท้ มีคนดี ๆ รายล้อมอยู่รอบตัว แต่ละคนนั้นสามารถนำพาเขาไปแต่ในทิศทางที่ดี เขามั่นใจมาก หลายคนที่เยาะเย้ยเขาอยู่ในที่นี้ ไม่มีสิ่งนี้เหมือนที่เขามี

คนที่ดูถูกคนอื่น จะคู่ควรมีคนมอบความจริงใจให้ด้วยหรือไงกัน

ฝั่งบรรดาคนฟัง เมื่อได้ยินคำพูดของนะโม ก็ส่งเสียงเยาะเย้ยอีกครั้ง

“ฮ่า ๆ กล้าพูดจริงนะ สิ่งที่ฉันมี นายก็มี สิ่งที่ฉันไม่มี นายก็ยังมี อย่างนั้นเหรอ งั้นฉันขอพิสูจน์ดูหน่อย ดูนี่สิ กุญแจอาวดี เอไฟว์ นายมีหรือเปล่าล่ะ” ชายหนุ่มพูดจบ ก็ชูกุญแจรถราคาเกือบสี่ล้านของตัวเองขึ้นมาอย่างโอ้อวด

นะโมมอง ด้วยความที่เขาเป็นช่างซ่อมรถหรู เขาย่อมรู้จักกุญแจรถชิ้นนี้อยู่แล้ว เขาเอียงคอ แล้วส่ายหน้า

“ไม่มีจริง ๆ นั่นแหละ” นะโมพูดจบยังไม่ทันขาดคำ เขาก็ได้รับเสียงหัวเราะเยาะทันที แต่ต่อมานะโมก็หยิบกุญแจรถจากกระเป๋ากางเกงออกมา

“มีแต่อันนี้” นะโมชูกุญแจรถ ลัมโบร์กีนี อะเวนทาโดร์ ที่เขาขับออกมาจากคฤหาสน์ศิลาจันทร์

“รถราคาเกือบสี่ล้าน ผมไม่มีจริง ๆ แต่ผมมีรถราคาสี่สิบกว่าล้านขับนะ” รถคันนี้เป็นของเขาอย่างแน่นอน เพราะเป็นคันที่ลูคัสมอบให้เขา ชื่อบนเล่มทะเบียนรถก็เป็นของเขา ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่ยอมเอามาขับ ยกให้เพื่อนอย่างพสุธาไปขับคนเดียว แต่ตอนหลังก็ถูกเพื่อนสนิทโยนกุญแจใส่ บอกว่ารถใครก็ขับเอาเอง นะโมที่กลัวรถเสีย จึงถือโอกาสเอามาขับ

จริง ๆ ก็มีอีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือว่าพันไมล์เคยหลุดปากบอกว่าเจ้าตัวชอบรถคันนี้ วันนี้นะโมก็เลยเลือกรถคันนี้ออกมาขับ

กลับมาที่ตอนนี้ก่อน เมื่อสิ้นเสียงของนะโม ก็เกิดความเงียบขึ้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีคนพยายามจะพูดหาข้ออ้างมาหลอกตัวเอง บอกว่ามันเป็นเพียงของปลอม ไม่ใช่ของจริง

พันไมล์จึงดึงกุญแจรถมาจากมือของนะโม จากนั้นเขาก็กดให้ดูว่ามันคือของจริง

เมื่อถูกพิสูจน์ให้เห็นกับตาแล้ว คนที่อยากจะหลอกตัวเองต่อไป ก็ไม่สามารถใช้ข้ออ้างว่ามันคือของปลอม มาหลอกตัวเองได้อีกแล้ว

แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่คนพวกนี้เก่งกาจไม่แพ้ใคร ก็คือความสามารถในการหลอกตัวเอง พวกเขายังหาเหตุผลมาปฏิเสธนะโมได้ว่า

“รถนี่คงจะเป็นของพันไมล์ใช่ไหม”

“แหม พันไมล์ อยากจะให้หน้าแฟนตัวเอง ถึงขั้นซื้อรถหรูให้เลยเหรอ”

เมื่อมีคนคิดข้ออ้างแบบนี้ขึ้นมาได้ คนอื่น ๆ ก็พากันสะกดจิตตัวเองตามทันที แม้แต่มารดาของพันไมล์ ก็ยังมองลูกชายของตัวเองด้วยสายตาไม่พอใจ

“ร้านอาหารของแกเพิ่งจะดีได้ไม่เท่าไร ก็ใช้เงินฟุ่มเฟือยขนาดนี้แล้วเหรอ”

พันไมล์ได้ยินคำพูดประโยคนี้ของมารดา เขาก็หัวเราะออกมา

“แม่ คนอื่นไม่รู้ก็ช่างเถอะ แต่แม่ก็ไม่รู้กับเขาด้วยหรือไง ร้านผมทำกำไรได้ยังไม่ถึงยี่สิบล้านเลย จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อรถให้นะโม อย่าว่าแต่ไม่ได้ซื้อรถให้เลย พูดตรง ๆ ว่าตอนนี้ผมไปกินฟรี อยู่ฟรีกับนะโมด้วย ถ้าจะพูดว่ามีใครเกาะแฟนกิน ก็ผมนี่แหละ คนเกาะ” คำพูดนี้ของพันไมล์ ทำให้เกิดความเงียบอีกครั้ง ก่อนที่คนเป็นมารดา จะโมโหจนแทบเป็นลม

“ลูกไม่ได้เรื่อง คำพูดแบบนี้ แกก็พูดออกมาได้ แกไม่อาย ก็ต้องคิดถึงหน้าตาของครอบครัวด้วย แกพูดแบบนี้ แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

“ก็เอาไว้ที่เดิมนั่นแหละ หรือไม่งั้นก็เอาไปไว้ที่คลินิกเสริมความงาม วัน ๆ เอาแต่โกรธจนหน้าเหี่ยวไปหมดแล้ว”

สิ้นคำพูดของพันไมล์ ผู้เป็นมารดาก็โกรธนหน้ามือ ซวนเซจนแทบจะล้ม ยังดีที่มีชายหนุ่มหน้าตาคล้ายพันไมล์อยู่หลายส่วน ก้าวเข้ามาประคองเอาไว้ได้ทัน

“พันไมล์ แกอย่ากวนประสาทแม่นักจะได้ไหม” คนที่เพิ่งมาถึง พูดกับน้องชายด้วยเสียงอื่นโยน

“ช่วยไม่ได้ ผมไม่ได้เป็นเด็กดีเหมือนพี่นี่นา” พันไมล์พูดตอบ

นะโมมองคนที่แน่ชัดแล้วว่าเป็นพี่ชายของพันไมล์

“แกนี่นะ” คนเป็นพี่ส่ายหน้า ก่อนจะหันมาหานะโม

“นี่คือน้องนะโมใช่ไหมครับ พี่ชื่อหมื่นไมล์ เป็นพี่ชายของพันไมล์” หมื่นไมล์พูดแนะนำตัวเองอย่างเป็นมิตร

นะโมก็สัมผัสได้ถึงความเป็นมิตรที่จริงใจของพันไมล์

“สวัสดีครับ พี่หมื่นไมล์” นะโมพูดตอบกลับไป อย่างสุภาพ

“ความจริงพี่เคยเจอเราด้วยนะ ตอนนั้นพี่เอารถเข้าไปซ่อมที่คาร์พิท เราเป็นช่างที่เก่งที่สุดของที่นั่นเลย อันนี้พี่ไม่ได้พูดเองนะ แต่ช่างที่นั่นเขาพูดกัน”

“ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็พูดเกินจริงไปแล้วครับ ผมยังต้องเรียนรู้จากพวกพี่เขาอีกเยอะ” นะโมพูดความจริง เขาเป็นคนที่เรียนรู้ได้เร็วก็จริง แต่มีหลายเรื่องที่เขาเองก็เพิ่งได้เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานอยู่เยอะเหมือนกัน

“หาแฟนได้ดีนะ” หมื่นไมล์หันไปพูดกับพันไมล์ ทำให้คนเป็นแม่ถลึงตาใส่เขา คนอื่น ๆ ก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีเหมือนกัน เพราะหมื่นไมล์พูดแบบนี้ เมื่อครู่นี้ที่พวกเขาดูถูกนะโม พวกเขาก็เหมือนตัวตลกเสียเองน่ะสิ

ขณะที่คนอื่นอารมณ์ไม่ดี พันไมล์กลับมีสีหน้าระรื่นที่สุด เขายืดอก

“แน่นอนอยู่แล้ว นะโมดีที่สุด แฟนผมดีที่สุด”

“เอาล่ะ ไปพบคุณตากันดีกว่า ท่านกำลังจะลงมาแล้ว” หมื่นไมล์หมั่นไส้น้องชายเล็กน้อย ก็เปลี่ยนเรื่อง ไม่ให้พันไมล์ได้หน้าระรื่นเกินไปนัก

“จริงสิ พวกเราต้องไปมอบของขวัญให้คุณตาด้วยครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นมา ก่อนที่จะทำหน้าแปลกใจ

“เอ๊ะ ว่าแต่นะโมเป็นแฟนของพันไมล์ ก็ต้องมีของขวัญมามอบให้คุณตาด้วยใช่ไหม แย่แล้ว พวกเราต้องรีบมอบให้ก่อน ถ้าของขวัญของนะโมล้ำค่าเกินไป ของขวัญของพวกเราคงจะกลายเป็นของประกอบฉากไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่เสแสร้ง

“ผมมีของขวัญมาด้วยอยู่แล้ว แต่ของขวัญที่ผมจะมอบให้กับคุณตา ก็ไม่ใช่ของที่จะเอามาแข่งกับใคร” นะโมพูดเสียงเรียบ

“ไม่แข่ง เพราะไม่กล้าแข่งหรือเปล่า ช่างซ่อมรถแบบนาย จะมอบของขวัญอะไรดี ๆ ได้” ชายหนุ่มอีกคนพูดเยาะเย้ยขึ้นมา

“ทำไมพวกนายถึงอยากรู้อยากเห็นกันจังเลย ตั้งแต่ฉันมาถึง พวกนายถามกันไม่หยุดเลย” นะโมทำสีหน้าสงสัยอย่างจริงจัง ดวงตาดูใสซื่อมาก ทำให้คนมองอาจจะเข้าใจผิด คิดว่านะโมสงสัยจริง ๆ ไม่ใช่ค่อนแคะอยู่

“ใช่ ๆ ทำไมพวกนายถึงอยากรู้อยากเห็นไปหมดเลยล่ะ” พันไมล์ก็รีบดันหลังแฟน (ปลอม ๆ) ของตัวเองทันที

“นี่ เฮอะ ทำเป็นบ่ายเบี่ยง ที่จริงแล้วของที่นายเอามา มันไม่มีค่าอะไรเลยใช่ไหมล่ะ”

“ก็อยู่ที่คนอย่างพวกคุณ ให้คุณค่ากับอะไร สำหรับฉัน ขอแค่เป็นของที่มอบให้อย่างจริงใจ แม้จะเป็นแค่หินก้อนเดียว มันก็มีค่า” นะโมพูดตอบตามความจริง เมื่อหลายปีก่อน พวกเขาไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อขนมกิน ของขวัญที่พวกเขามอบให้กัน ก็เป็นพวกของที่ทำเอง และจนถึงทุกวันนี้ พวกเขาก็ยังเก็บมันเอาไว้ และให้ความสำคัญกับมัน ยิ่งกว่าของล้ำค่าใด ๆ เสียอีก

“นี่มันคำพูดของพวกคนที่เอาความรู้สึกมาอ้าง เพื่อกลบเกลื่อนความจนของตัวเองนี่นา” เสียงเยาะเย้ยดังขึ้นอีกครั้ง

“ความจนยังมีอะไรมากลบได้ แต่สันดานเสีย ๆ ของพวกนาย หาอะไรมากลบก็ไม่มิดเลยนะ เพราะพูดแต่ละที กลิ่นเหม็นเน่ามันโชยออกมาจากปาก” พันไมล์ตอบโต้แทนนะโม ก่อนที่เขาจะหันไปทางนะโม

“ขอโทษนะ พี่ไม่ควรพานายมาเจออะไรแบบนี้เลย ไม่คิดว่างานวันเกิดของคุณตา จะมีขยะมากมายขนาดนี้ ไปเถอะ พวกเราไปอวยพรวันเกิดคุณตา แล้วกลับกัน” พันไมล์พูดจบ ก็ไม่รอให้คนอื่นได้พูดอะไรกลับมาอีก เขาจับมือนะโม แล้วพาเจ้าตัวเดินเข้าไปด้านใน ปล่อยให้คนอื่น ๆ มองตามแผ่นหลังที่เคียงคู่กันของพวกเขา

“พี่พูดแรงขนาดนี้ ไม่กลัวโดนพวกเขาแบนเหรอครับ พวกเขากลุ่มใหญ่เลยนะ” นะโมถามพันไมล์ ก่อนหน้านี้ตอบโต้กลับไป ก็รู้สึกสะใจอยู่บ้างจริง ๆ แต่พอมานึกถึงว่าพันไมล์อาจจะได้รับผลกระทบ เขาก็รู้สึกหวั่น ๆ ขึ้นมาเล็กน้อย

“จะกลัวอะไร ต่อให้คนพวกนั้นไม่คบค้าสมาคมกับพี่ พี่ก็ไม่คิดจะคบค้าสมาคมกับคนพวกนั้นอยู่แล้ว ศีลไม่เสมอกัน เป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก” พันไมล์ตอบอย่างไม่เสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่เขาจะพูดเสียงกลั้วหัวเราะว่า

“อีกอย่าง เทียบกันแล้ว คนพวกนั้นโกรธน่ะ ไม่มีค่าอะไรหรอก แต่ถ้าพี่ยืนดูนายโดนคนพวกนั้นเหยียดหยามอยู่เฉย ๆ น้องดินโกรธพี่แน่ ๆ ถึงตอนนั้น ต่อให้พี่มีเก้าชีวิต ก็ไม่แน่ว่าจะพอชดใช้”

นะโมหลุดขำออกมา เขาสัมผัสได้ว่าพันไมล์เกรง ๆ พสุธาอยู่จริง ๆ

“ดีแล้วครับที่กลัว จริง ๆ ดินมันใจดีนะ แต่ถ้ามันโกรธขึ้นมา มันก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน” นะโมยังไม่เคยโดนพสุธาโกรธ แต่เคยเห็นตอนที่พสุธาโกรธคนอื่นอยู่บ้าง

“พวกนายสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยใช่ไหม ถึงได้รักกันดีจังเลย” พันไมล์พูดถาม

“ก็ตั้งแต่จำความได้ พวกเราไม่ได้แค่วิ่งเล่นด้วยกัน แต่ยังพึ่งพาอาศัยกันด้วย ดังนั้นแล้วสำหรับผม ดิน และพี่หิน ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นครอบครัว” นะโมพูดด้วยรอยยิ้ม

“งั้นรับพี่เข้าไปในครอบครัวของนายด้วยได้ไหม” พันไมล์ถาม

“ขอถามหัวหน้าครอบครัวอย่างไอ้ดินก่อนนะ” นะโมพูดตอบขำ ๆ

พันไมล์มองนะโมที่หัวเราะจนตาแทบปิด เขาก็หัวเราะขึ้นมาบ้าง ในใจก็รู้สึกว่า ถ้าได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของนะโมจริง ๆ ก็คงจะดี

 

นะโมมองคนรุ่นใหญ่ ที่กำลังมอบของขวัญวันเกิดให้เจ้าของงานทีละคน ฉากนี้เหมือนกับที่เขาเคยเห็นในละครสั้นไม่มีผิด มีการเปิดของขวัญให้ดูต่อหน้า วัดกันไปเลยว่าของใครที่มีมูลค่าทางด้านราคาสูงกว่า

นะโมมองนึกถึงของขวัญที่ตัวเองนำมา เขาหวังว่าคุณตาของพันไมล์จะชอบมัน

“ไม่ต้องกังวลหรอก คุณตาต้องชอบแน่ ๆ” พันไมล์พูดปลอบนะโม

“ไม่ได้กังวลเลยครับ แค่ตื่นเต้นนิดหน่อย” นะโมตอบความจริง

เขามอบของขวัญให้ด้วยความจริงใจ และตั้งใจเลือกของขวัญชิ้นนี้มาอย่างดี ถ้าอีกฝ่ายไม่ชอบมัน เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

นะโมและพันไมล์พูดคุยกันอยู่อีกสองสามประโยค ก็ถึงรอบของพันไมล์ที่ต้องไปมอบของขวัญแล้ว

ตอนที่หมื่นไมล์ไปมอบของขวัญ เจ้าตัวพาคนรักไปมอบของขวัญพร้อมกันด้วย ตอนนี้ถึงรอบของพันไมล์ เขาก็พานะโมเข้าไปมอบของขวัญพร้อมกัน

“สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดครับคุณตา ขอให้คุณตาสุขภาพแข็งแรง มีความสุขทุก ๆ วันครับ” นะโมพูดอวยพร หลังจากที่หลานชายแท้ ๆ ของเจ้าของวันคล้ายวันเกิด ได้พูดอวยพรไปแล้ว

ชายชราวัยเจ็ดสิบปี มองนะโม ด้วยสายตาที่นะโมรู้สึกได้ว่าเจ้าตัวดูจะแปลกใจ และตกใจตอนที่เห็นเขา

“เจ้าหนุ่ม เป็นแฟนของพันไมล์เรอะ เป็นลูกหลานบ้านไหนล่ะ”

“คุณตา นะโมเป็นแฟนของผมเองครับ” พันไมล์พูดตอบ และเขาก็สงสัยว่าเพราะอะไร คุณตาของเขาที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องชาติกำเนิดของคนอื่น จะถามคำถามนี้กับนะโมขึ้นมา

จะบอกว่าเป็นเพราะนะโมอยู่ในสถานะแฟนของเขาหรือ

พันไมล์คิด แล้วก็รู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้

“เป็นเด็กกำพร้า โตมาในวัด ตอนนี้เป็นช่างซ่อมรถอยู่ครับ” นะโมไม่ได้ตอบ แต่เป็นหนึ่งในญาติที่เคยเจอนะโมเมื่อหลายวันก่อน พูดขึ้นมา และคาดหวังว่าจะได้ยินเสียงตำหนิพันไมล์ จากผู้อาวุโส ทว่าพวกเขาก็ต้องผิดหวัง เมื่อคุณตาไม่ได้พูดตำหนิพันไมล์ แต่ยังพูดกับนะโมด้วยว่า

“ถ้าวันไหนว่าง ๆ ก็แววะมาเล่นกับตาบ้างนะ” คำพูดนี้ของผู้อาวุโส ทำให้ทุกคนในงานนิ่งอึ้งไป ไม่เว้นแม้แต่พันไมล์

เขามองคุณตาของตัวเอง แล้วก็มองนะโม จากนั้นก็คิดขึ้นมาว่า

จะแปลกใจอะไร นะโมเป็นคนน่ารักแบบนี้ มีคนเอ็นดูก็ปกติ ที่ไม่ปกติคือคนที่ไม่เอ็นดูเจ้าตัวต่างหาก

เมื่อคิดได้ดังนี้ หัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันของพันไมล์ก็คลายออก ก่อนจะพูดตอบรับแทนนะโมอย่างร่าเริงว่า

“ได้เลยครับ ต่อไปผมจะพาน้องโมมาเยี่ยมตาบ่อย ๆ นะ”

“แกน่ะเหรอ ร้อยวันพันปีถึงจะโผล่หัวมาสักครั้ง ถ้ารอแกพามา ฉันคงจะได้เจอหนูนะโมชาติหน้าล่ะมั้ง”

“ถ้าอย่างนั้นตาก็ต้องมีหลานชายอย่างผมในชาติหน้าด้วย ตาถึงจะได้เจอนะโม”

“พูดแบบนี้ แกจะตามหลอกหลอนหนูนะโมไปถึงชาติหน้าเลยเรอะ” คุณตาพูดเสียงขึ้นจมูก

พันไมล์ยืดอกพูดเสียงดังฟังชัด

“แน่นอน ผมจะเกาะน้องโมไปทุกชาติเลย”

นะโมมองพันไมล์ที่พูดอย่างมุ่งมั่น เขาก็สะกิดพันไมล์ แล้วกระซิบถามเสียงเบา

“พี่ต้องใจร้ายกับผมขนาดนี้เลยเหรอ”

พันไมล์สับสนกับคำพูดของนะโมอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะทำปากยื่นออกมา

“อะไร นายคิดว่าการเจอพี่ทุกชาติ เป็นเรื่องไม่ดีเหรอ”

นะโมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดปลอบ แล้วหันกลับไปหาเจ้าของวันเกิด

“ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ นี่ของขวัญวันเกิด ที่ผมตั้งใจเลือกมา ราคาอาจจะไม่สูงนัก แต่ผมตั้งใจเลือกมาเลยนะครับ” นะโมพูด จากนั้นเขาก็มอบกล่องของขวัญให้กับปู่ของพันไมล์

คุณปู่ก็รับมา แล้วไม่ได้เปิดออกดู กำลังจะยื่นให้คนสนิทเอาไปเก็บไว้ในห้องของเขา ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พูด ก็มีเสียงดังขึ้นมาก่อน

“ทำไมคุณตาไม่เปิดดูล่ะครับ ให้พวกเราได้เรียนรู้บ้าง ว่าควรจะซื้อของขวัญแบบไหน ไปมอบให้ญาติผู้ใหญ่ของแฟนดี” คำพูดนี้ดังออกมาจากทางด้านหลัง นะโมมองไม่เห็นผู้พูด แต่สัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายอย่างชัดเจน

คุณตาของพันไมล์อ้าปากจะตำหนิเจ้าของคำพูด ทว่านะโมก็พูดขึ้นมาก่อนว่า

“คุณตาเปิดดูก็ได้นะครับ” ไม่มีอะไรที่เขาต้องกลัว

เมื่อคุณตาของพันไมล์ได้ยินอย่างนั้น ท่านก็ลังเลอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก็รับกล่องของขวัญมาเปิดดู

คนอื่น ๆ ก็ชะโงกหน้ามาดูอย่างอยากรู้อยากเห็น และเตรียมที่จะพูดจาเยาะเย้ยนะโม ทว่าปฏิกิริยาของคุณตา ทำให้ทุกคนมองอย่างงุนงง

ดวงตาของชายชราเบิกกว้าง เขาลุกขึ้นยืนจากรถเข็น ราวกับว่าขาของเขาไม่เคยมีปัญหามาก่อน จากนั้นเขาก็ล้วงมือเข้าไปในคอเสื้อ หยิบแว่นขยายอันเล็กที่ห้อยคออยู่ออกมาส่องดู

“นี่ เนื้อดิน ศิลปะหริภุญชัย สภาพเกือบจะสมบูรณ์ นี่มัน ของแท้” เสียงของคุณตาพึมพำอย่างตื่นเต้น เขาใช้แว่นขยายส่องดูอยู่นาน ก่อนจะพูดกับนะโม

“นี่ของแท้เลยนะ หนูไปได้มาจากที่ไหน ของแท้ล้ำค่าขนาดนี้ ไปหามาได้อย่างไร”

“คุณตา มันจะล้ำค่าขนาดไหนกันครับ ก็แค่พระองค์เล็ก ๆ เองไม่ใช่เหรอ ผมเห็นขายแบกับดินก็ตั้งเยอะ ราคาแค่ห้าบาทสิบบาท” คนที่เยาะเย้ยนะโมก่อนหน้านี้ พูดขึ้นมาอย่างไม่ค่อยยินยอมนัก ที่คุณตาของพันไมล์ ดูจะตื่นเต้นกับของขวัญของนะโมมาก ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ยังเพียงแค่ยิ้มรับของขวัญมูลค่าหลายสิบล้านอยู่เลย

“พวกแกจะไปรู้อะไรล่ะ นี่ไม่ใช่แค่พระองค์เล็ก ๆ แต่เป็นหลวงปู่รอด ของแท้และหายาก มูลค่าห้าบาทสิบบาทหรือ เหอะ ถ้าไม่มีเงินสักร้อยล้าน ก็อย่าหวังว่าจะซื้อได้เลย หรือต่อให้มีเงิน ก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้”

เมื่อคุณตาพูดประโยคนี้จบ สายตาของทุกคนก็เบิกกว้าง มองนะโมอย่างไม่อยากจะเชื่อ

นะโมเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ว่าของขวัญที่เขาเลือกมา จะมีมูลค่าสูงขนาดนี้ สูงกว่าที่เขาประเมินไว้เป็นสิบเท่าตัวเลยทีเดียว

นะโมคิดว่าอย่างมากก็ราคาหลักหนึ่งล้านเท่านั้น แต่คุณตาประเมินไว้ถึงหนึ่งร้อยล้านเลย

ขณะที่นะโมกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น พันไมล์ก็พูดกับนะโมว่า

“น้องโม พี่คิดว่านายแค่เป็นเพื่อนกับมหาเศรษฐีอย่างน้องดิน แต่ที่จริงแล้ว นายก็เป็นมหาเศรษฐีปลอมตัวมาเพื่อพิสูจน์รักแท้กับพี่ใช่ไหม ตอนนี้ถึงเวลาเฉลยแล้วสินะ พี่ต้องโกรธไหมที่ถูกปิดบัง ไม่เอาดีกว่า มีแค่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะโกรธเรื่องแฟนรวย พี่เป็นคนฉลาด พี่ไม่โกรธน้องโม เราแต่งงานกันเถอะ”