LNCrawler

133. ตอนที่ 131

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 131

“หอมมาก น่ากินมากด้วย ขอชิมชิ้นหนึ่งได้ไหม” นะโมถามพสุธา เขามองคุกกี้ที่พสุธาอบออกมาด้วยแววตาเป็นประกาย กลิ่นหอม ๆ ของคุกกี้ ทำให้นะโมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

“ได้ดิ ลองชิมดู แล้วบอกกูด้วยว่ารสชาติเป็นยังไง รู้สึกยังไงบ้าง หลังจากที่กินไปแล้ว” พสุธาพูด พร้อมกับเลื่อนถาดคุกกี้ร้อน ๆ ไปทางเพื่อน

“เอาไปให้พวกเฮียชิมด้วย” พสุธาพูดต่อ

“เฮียไม่อยู่ ตามพี่หินไปที่มหาวิทยาลัยแล้ว” นะโมพูดตอบ ก่อนจะเรียกคุกกี้ใส่จาน แล้วเอาไปให้ปฐพี กับพันไมล์ ที่วันนี้อยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ แต่พสุธาก็ไม่ได้รับงาน เขาใช้เวลาในการอบคุกกี้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่คุกกี้ธรรมดา แต่เป็นคุกกี้ธัญพืชที่มีคุณค่าทางอาหาร ไม่แพ้อาหารยาสูตรอื่น ๆ ของพสุธาเลย

และใช่ คุกกี้นี้ พสุธาทำเป็นของขวัญวันเกิดให้กับลูคัส

เพราะลูคัสรวยมหาศาล เจ้าตัวมีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เขาจึงไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรให้เป็นของขวัญวันเกิดปีที่สามสิบเอ็ดของเจ้าตัวดี คิดไปคิดมา ก็มาลงเอยที่คุกกี้นี่แหละ พสุธายังทำเป็นรูปรถด้วย ถือว่าตอบแทนที่เจ้าตัวให้รถเขาตั้งสิบแปดคัน แล้วยังซื้อหุ้นบริษัทรถให้เขาอีกด้วย

นะโมเดินออกไปได้ไม่นาน ปฐพีก็เดินเข้ามาพร้อมกับซองเอกสารในมือ

พสุธาเห็นแบบนั้น เขาก็ชะงักไป เพราะพอจะคาดเดาได้ว่าข้างในซองเอกสารนั้นมันคืออะไร

ปฐพียื่นซองเอกสารให้พสุธาโดยไม่พูดอะไร พสุธาก็รับมาเปิดดู เขามองผลตรวจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บมันเข้าไปในซองเหมือนเดิม

“ขอบคุณนะครับ” พสุธาพูดกับปฐพี

“พี่เต็มใจอยู่แล้วครับ แต่ถ้าอยากขอบคุณจริง ๆ ป้อนคุกกี้พี่สักชิ้นก็ได้” ปฐพีพูดด้วยรอยยิ้ม

พสุธาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหยิบคุกกี้ป้อนปฐพีไปชิ้นหนึ่ง

“เป็นยังไงบ้าง พอใช้ได้ไหมครับ” พสุธาถามออกไป เมื่อปฐพีกลืนคุกกี้ลงคอไปแล้ว

“อร่อยมาก แต่ทำไมตรงนั้นถึงมีเศษคุกกี้เยอะขนาดนั้นล่ะ” เศษคุกกี้ที่ปฐพีพูดถึง ที่จริงแล้วมันคือคุกกี้ที่แตกหัก

พสุธามีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขาพูดได้ไหมว่าตอนแรกเขากะน้ำหนักมือไม่ถูก ทำให้ตอนที่หยิบคุกกี้ออกมาจากถาด ทำให้คุกกี้แตกหักไปเกินกว่าครึ่งเลยทีเดียว

“เผลอมือหนักไปหน่อยครับ” พสุธาพูดตอบ

ปฐพีชะงักไปกับคำตอบของพสุธา จากนั้นเขาก็พูดว่า

“จริง ๆ พี่ก็สงสัยนะ เหมือนนายเพิ่งจะมามือหนักเมื่อไม่นานมานี้เองหรือเปล่า ตอนแรก ๆ ที่เราเจอกัน นายก็ยังมือเบาอยู่นะ”

“คุณป๋าอาจจะไม่ทันสังเกตล่ะมั้งครับ ผมก็มือหนักมาตลอดนะ ไม่เชื่อลองถามเฮียโก้ดูสิ” พสุธาพูดกลั้วหัวเราะ

ปฐพีก็หัวเราะออกมาบ้าง

“พูดถึงเรื่องนี้ พี่ลองนึกย้อนกลับไปดู ความจริงเหมือนว่าพี่จะเคยได้ยินชื่อของนาย ตั้งแต่เรายังไม่เคยเจอกันเลย”

“หืม” พสุธาเลิกคิ้วขึ้น ส่งเสียงในลำคอ

“มีอยู่ช่วงหนึ่ง ไอ้โก้มันหน้าช้ำ ตัวช้ำมา พวกเพื่อนเห็นก็เลยถาม มันบอกโดนรุ่นน้องซ้อมมา รุ่นน้องคนนั้น ก็คือดินนั่นแหละ” ปฐพีพูดตอบ แล้วก็หัวเราะในลำคอ

พสุธาหลุดหัวเราะ ก่อนจะพูดว่า

“ความจริงตอนนั้น ไม่ใช่ว่าเฮียโก้สู้ผมไม่ได้หรอก แต่เป็นเพราะเฮียโก้ไม่กล้าใช้แรงกับผมเยอะ ผมก็เลยได้เปรียบ” พสุธาพูดแล้วอดที่จะนึกถึงช่วงเวลานั้นไม่ได้

ตอนนั้นเขาได้รับความเอ็นดูจากเฮียโก้มากจริง ๆ และเฮียโก้ก็ช่วยพวกเขาไว้มากจริง ๆ เหมือนกัน

แต่ว่าความดีก็ส่วนความดี เอามาชดเชยกับเรื่องที่คิดจะขโมยกระต่ายของเขาไม่ได้หรอกนะ!

“จริงสิ ช่วงนี้พี่พันไมล์เขามีคุย ๆ กับใครบ้างไหมครับ” พสุธาถาม

“เป็นห่วงนะโมเหรอ” ปฐพีถามพสุธากลับไป เขายิ้มที่ริมฝีปากเล็กน้อย แววตาที่ทอดมองพสุธา มีความอ่อนโยนเพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่ทำให้เขาตกหลุมรักพสุธา ไม่ใช่เพราะรูปร่างหน้าตา หรือความร่ำรวยของพสุธาเลย แต่มันคือการที่เจ้าตัวแบ่งแยกความรักความเกลียดได้อย่างชัดเจน คนที่สมควรได้รับความรักจากเจ้าตัว เจ้าตัวก็มอบให้อย่างท่วมท้น คนที่ไม่สมควรถูกรัก เจ้าตัวก็เฉยชา ถึงขั้นโหดเหี้ยมได้อย่างเยือกเย็น บุคลิกเช่นนี้ของพสุธา มีเสน่ห์จนทำให้เขาถอนตัวไม่ขึ้นจริง ๆ

“ใช่ครับ ถ้าพี่เขามีคนคุยอยู่แล้ว เรื่องแฟนปลอม ๆ นี่ผมก็อยากจะให้ล้มเลิกไป กลัวว่าจะมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเล่นละครจนกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ถ้าแป็นพี่พันไมล์ก็ช่างเถอะ แต่ถ้าเป็นนะโม ผมยอมไม่ได้”

ถ้าอินกันทั้งคู่ ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ถ้าอินคนเดียว พสุธาก็ไม่อยากให้มิตรภาพดี ๆ ต้องเสียไป

ที่สำคัญที่สุด ถ้าเพื่อนเขาต้องเสียใจ เขาคงจะทนไม่ได้

“พี่รู้ว่านายรักเพื่อน แต่ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง และนายก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเพื่อน ว่าเพื่อนของนายสามารถตัดสินใจ และยอมรับผลที่ตามมาได้ หรือต่อให้เพื่อนเสียใจ นายก็คอยปลอบใจภายหลังได้ แต่นายต้องให้เพื่อนได้ทำตามใจตัวเองไปก่อน” ปฐพีพูด ก่อนจะพูดต่ออีกว่า

“แต่ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้พันไมล์มันพัวพันกับใครอยู่ไหม พี่ก็จะตอบให้ว่าไม่มี ทุกวันนี้ถ้ามันไม่อยู่กับพวกพี่ มันก็อยู่ที่ร้าน หรือไม่ก็อยู่กับนะโมนั่นแหละ”

พสุธาได้ยินที่ปฐพีพูด เขาก็ไม่ได้เถียงอะไรออกไป เพราะรู้ว่าปฐพีพูดความจริง และเป็นสิ่งที่เขาเองก็ต้องการจากคนอื่นด้วยเช่นกัน

คือให้เคารพความสามารถในการใช้ชีวิตของเขา เชื่อว่าเขาสามารถตัดสินใจ และรับมือกับผลที่จะตามมาได้

ทว่าถึงจะเป็นอย่างนี้ แต่มันก็คือสัญชาตญาณของมนุษย์ล่ะมั้ง ที่เมื่อไรก็ตามมีคนที่ตัวเองให้ความสำคัญ ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง อดไม่ได้ที่จะอยากกางปีกปกป้อง ไม่ให้อีกฝ่ายต้องเจอกับพายุลมฝน

“คุณป๋าพูดถูก ผมเป็นห่วงเพื่อนมากเกินไป แต่ว่ามันช่วยไม่ได้เลยจริง ๆ คนที่ดีกับผมอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่คนที่สำคัญกับผมจริง ๆ มีอยู่แค่ไม่กี่คน” พสุธาพูดเสียงทอดถอนหายใจ ก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้า เขาฉีกยิ้ม

“ช่างเถอะ จะปล่อยเรื่องนี้ไปก็แล้วกัน ตอนนี้ผมต้องทำคุกกี้เพิ่มอีกสักหน่อย” พสุธาตัดสินใจว่าจะเลิกสนใจเรื่องของนะโม และพันไมล์ชั่วคราว

“พี่ช่วยด้วยได้ไหม” ปฐพีเสนอตัว

“งั้นคุณป๋าช่วยล้างอุปกรณ์ได้ไหมครับ อาการแพ้น้ำประปาจะไม่กำเริบใช่ไหม” พสุธาก็ไม่ได้ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของปฐพี

“พี่หายดีแล้ว ไม่ใช่แค่ไม่แพ้น้ำประปาแล้ว อาหารทะเล พี่ก็ไม่แพ้แล้วด้วยเหมือนกัน ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณนาย”

“ด้วยความเต็มใจครับ” พสุธาโบกมือ คล้ายกับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

“ว่าแต่ทำไมอยู่ ๆ ถึงทำคุกกี้มากมายขนาดนี้ล่ะครับ” ปฐพีถามพสุธาอย่างสงสัย

“วันพรุ่งนี้วันเกิดลูคัสน่ะครับ ตอนนั้นลูคัสให้รถผมมาสิบแปดคัน เลยอยากจะให้คืนบ้าง แต่ลูคัสอายุสามสิบปี ให้ผมซื้อรถสามสิบเอ็ดคัน ก็ไม่มีไหว งั้นเอาเป็นคุกกี้รูปรถไปก่อนแล้วกัน อร่อย อิ่มท้อง มีประโยชน์ต่อสุขภาพ” พสุธาพูดตอบเสียงกลั้วหัวเราะ ขณะที่ปฐพีมีสีหน้าร้อนใจขึ้นมา

“วันพรุ่งนี้วันเกิดคุณลูคัสเหรอ ทำไมนายไม่บอกพี่แต่เนิ่น ๆ ล่ะ พี่จะได้เตรียมของขวัญทัน ในฐานะว่าที่ลูกเขย พี่ต้องมอบของขวัญที่ว่าที่พ่อตาประทับใจสิ”

พสุธาคิ้วกระตุก ปฐพีพูดแบบนี้ เหมือนว่าตำแหน่งพ่อบุญธรรมของลูคัสนั้นมั่นคงแล้ว

เขายังไม่ยอมรับเลยนะ อย่างมากลูคัสก็อยู่ในช่วงทดลองงานเท่านั้น โอเคไหม!

“ไม่ได้การแล้ว พี่ต้องไปเตรียมของขวัญให้คุณลูคัสก่อน” ปฐพีพูด แล้วเขาก็ทำท่าจะออกไป แต่แล้วก็ชะงัก เพราะก่อนหน้านี้พสุธาบอกให้เขาช่วยจัดการล้างอุปกรณ์

เอายังไงดี ของขวัญวันเกิดว่าที่พ่อตาก็ต้องเตรียม งานบ้านก็ต้องช่วย

คิดไปคิดมา ปฐพีก็ตัดสินใจที่จะล้างอุปกรณ์ให้เสร็จก่อน

ถ้าทำให้ว่าที่แฟนโกรธ เรื่องประจบว่าที่พ่อตา ก็อย่าเพิ่งไปพูดถึงเลย!

 

ขณะที่พสุธา และปฐพีวุ่นวายอยู่ในครัว ที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ คณะบัญชี ภาคพิเศษ ศิลาก็กำลังตั้งใจเรียน โดยที่มีเฮียโก้เนียนเข้ามานั่งเรียนด้วย

เอ่อ อันที่จริงก็ไม่เนียนสักเท่าไร เพราะอาจารย์ผู้สอนนั้นจับได้แล้ว

“นักศึกษาคนนั้นน่ะ ผมเหมือนจะไม่เคยเจอคุณในคลาสเรียนของผมมาก่อนนะ คุณเรียนอยู่คณะไหน”

สายตาทุกคู่หันไปมองเฮียโก้

เฮียโก้ที่ถูกเปิดโปง ก็ไม่ได้มีท่าทางเขินอายเลยสักนิด ยืนขึ้นเต็มความสูง อวดร่างกายที่มีมัดกล้ามอย่างนักกีฬามืออาชีพ แล้วพูดตอบเสียงดังฟังชัด

“เรียนอยู่คณะวิศวการบินครับ”

“แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้” ผู้เป็นอาจารย์พูดถาม ก่อนจะหันไปหาศิลาที่นั่งกะพริบตาปริบ ๆ อยู่

“อ้อ มาเฝ้าแฟนสินะ” เมื่อสิ้นเสียงนี้ ก็ตามมาด้วยเสียงโห่แซวทันที

“ไม่ใช่นะครับ ผมกับโกโก้เป็นเพื่อนกัน” ศิลารีบพูดปฏิเสธทันที

เฮียโก้หน้าหมองเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกเรียกโกโก้ต่อหน้าคนอื่น หรือเพราะศิลาปฏิเสธกันแน่

“อ้อ ยังอยู่ในขั้นคนคุยสินะ เฮ้อ วัยรุ่นสมัยนี้ ขยันสร้างสถานะกันเหลือเกิน รุ่นผมไม่มีหรอกคนคงคนคุยอะไรเนี่ย มีแค่กำลังจีบกัน กับคบกันเลยเท่านั้นแหละ” ผู้เป็นอาจารย์ส่ายหน้า ทำท่าเหมือนคนสูงวัยที่ไม่เข้าใจเด็กสมัยใหม่ ก่อนจะหันไปสอนต่อ

“ทำไมไม่ปฏิเสธล่ะ” ศิลากระซิบถามเฮียโก้ หลังจากที่อาจารย์หันไปแล้ว

“หินก็ปฏิเสธแล้วไม่ใช่หรือไงล่ะ” เฮียโก้พูดเสียงขึ้นจมูก

ศิลากะพริบตาปริบ ๆ

“ทำไมโกโก้เหมือนกำลังโกรธอยู่เลยล่ะ” ศิลาถามอย่างไม่เข้าใจ เขาดูจะสับสนอยู่ไม่น้อย

“เฮอะ จะไปโกรธอะไรล่ะ หินพูดความจริงนี่” เฮียโก้เบ้ปากพูด ก่อนจะงึมงำในลำคอ

“มีเพื่อนที่ไหนยอมให้ยึดเงินค่าขนมบ้างล่ะ”

“โกโก้พูดอะไรนะ อยากกินขนมเหรอ กลับไปจะซื้อให้กินนนะ” ศิลาได้ยินคำพูดของเฮียโก้ไม่ชัดนัก เขาจึงเข้าใจผิดไปแบบนี้

เฮียโก้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะบีบแก้มศิลาเบา ๆ

“เอาเถอะ ตั้งใจเรียน ไม่ต้องสนใจโก้แล้ว”

ถ้าไอ้เด็กแสบนั่นรู้ว่าเขารบกวนเวลาเรียนของศิลา ต้องตีเขาแน่

คิดถึงตรงนี้ เฮียโก้ก็ถอนหายใจอย่างระอาตัวเอง เห็นชัด ๆ ว่าเขาโตกว่า ไม่ว่าจะอายุ หรือขนาดตัว แต่เขากลับกลัวพสุธาที่ทั้งอายุอ่อนกว่า ทั้งขนาดตัวเล็กกว่า

ขณะที่เฮียโก้กำลังคิดอยู่นั้น โทรศัพท์ของเขาก็สั่น เฮียโก้หยิบขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นบิดาของตัวเอง เขาก็สะกิดศิลา ชี้ไปที่โทรศัพท์ของตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ ย่องออกไปจากห้องเรียน

เมื่อเฮียโก้ออกมาจากห้องเรียนได้ สายก็ถูกตัดไปอีกแล้ว เฮียโก้จึงตัดสินใจโทรศัพท์กลับไปหาผู้เป็นพ่อเอง

เขารอสายแค่ไม่นานนัก

“ไอ้โก้ เอ็งอยู่ไหนของเอ็ง สองวันนี้ไม่โผล่หัวมาที่ค่ายเลย”

“เตี่ยรู้ได้ยังไง เตี่ยอยู่ที่ญี่ปุ่นไม่ใช่เหรอ” เฮียโก้พูดถามอย่างแปลกใจ

“ฉันกลับมาแล้วน่ะสิ เด็ก ๆ มันบอกฉันบอกแล้ว ว่าเอ็งไม่กลับบ้านมาหลายวัน”

“ผมเป็นเด็กมีปัญหา เตี่ยไม่มีเวลาให้ เอาแต่ทำงาน ผมเลยหนีออกจากบ้าน ไปอยู่บ้านเพื่อนแทน” เฮียโก้พูดตอบ เป็นคำตอบที่วอนโดนตีมาก

เสี่ยก้อนรู้สึกคันมือคันไหม อยากจะฟาดลูกชายสักที

“กวนตีนละเอ็ง พูดมาซิ ตอนนี้มุดหัวอยู่ที่ไหน”

“ไม่ได้มุดหัวอยู่ที่ไหน แต่นั่งหัวโด่อยู่ในห้องเรียน เพิ่งหลบออกจากห้องเรียน มารับสายเตี่ยเนี่ยแหละ” เฮียโก้ตอบกลับไปอย่างยียวน

“เรียนอะไรของเอ็ง วันนี้วันอาทิตย์”

“มาเรียนเป็นเพื่อนหิน หินเรียนภาคพิเศษ เรียนเสาร์อาทิตย์” เมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย เสี่ยก้อนก็เงียบไปชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดถามออกมา

“เจ้าหินเป็นอย่างไรบ้างล่ะ สบายดีใช่ไหม”

“สบายดีสิเตี่ย น่ารักขึ้นเยอะเลยด้วย” เฮียโก้พูดตอบกลับไป ทั้งยังยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อนึกถึงแก้มที่เริ่มกลมของศิลา จากที่ผอมซูบมาตลอด

“เอ็งอย่าบอกนะว่าเอ็งชอบเจ้าหินน่ะ” เสียงของเสี่ยก้อนผิดปกติเล็กน้อย แต่เฮียโก้ไม่ทันสังเกต

“ก็ชอบมาตลอดนะเตี่ย”

“ฉันหมายถึงชอบแบบจะจีบ แบบคนรัก” เสี่ยก้อนพูดเสียงขรึม

เฮียโก้นิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบในทันที ก่อนจะถามว่า

“ถ้าใช่ เตี่ยจะขัดขวางไหม”

“ขัดขวางสิ เอ็งไม่เหมาะสมกับเจ้าหิน” เสี่ยก้อนตอบเสียงหนัก

เฮียโก้ขมวดคิ้วมุ่นทันที

“มีอะไรไม่เหมาะสมกัน อย่าบอกนะว่าแค่เป็นผู้ชายเหมือนกัน นี่มันสมัยไหนกันแล้วเตี่ย อีกอย่างปกติเตี่ยก็ไม่ได้ต่อต้านเรื่องนี้ไม่ใช่หรือไง นักมวยในค่ายเป็นแฟนกัน เตี่ยไม่เห็นจะด่าเลย”

“ไม่ใช่เพราะเรื่องเพศ แต่ไม่เหมาะก็คือไม่เหมาะ ถ้าเอ็งอยากจะมีแฟนเป็นผู้ชาย จะไปหาคนไหนก็ได้ แต่เจ้าหินไม่ได้”

“ทำไมล่ะเตี่ย” เฮียโก้สับสนหนักยิ่งกว่าเดิม จะบอกว่าพ่อของเขารังเกียจศิลาก็ไม่น่าจะใช่ เพราะที่ผ่านมา เจ้าตัวแสดงออกชัดว่าเอ็นดูศิลามาก

“เอ็งไม่ต้องรู้เหตุผลมากมายหรอก รู้แค่ว่าเอ็งชอบเจ้าหินไม่ได้” เสี่ยก้อนพูด ก่อนจะพูดอย่างเข้มงวดต่ออีกว่า

“เอ็งไปอยู่ที่บ้านเจ้าหินใช่ไหม ย้ายกลับมาเลยนะ”

“ไม่กลับ ผมโตแล้ว เตี่ยจะมาบงการชีวิตผมไม่ได้หรอกนะ เตี่ยเอาเวลามายุ่งกับผม ไปดูแลเด็ก ๆ ของเตี่ยเถอะ” เฮียโก้พูด ก่อนจะตัดสายทิ้ง เมื่อผู้เป็นพ่อโทรศัพท์กลับมาอีก เขาก็ไม่ยอมรับ ยังปิดเครื่องหนีเสียด้วยซ้ำ

เมื่อปิดเครื่องแล้ว เฮียโก้ก็ไม่ได้เดินกลับเข้าไปในห้องเรียน เขายืนมองศิลาที่กำลังตั้งใจเรียนอยู่ข้างนอก สมองคิดไปถึงคำพูดกีดกันของผู้เป็นพ่อ

เพราะอะไร ทำไมกันแน่ เตี่ยมีเรื่องอะไรที่ปิดบังเขาอยู่ใช่ไหม

ไม่รู้ทำไม เฮียโก้จึงได้คิดไปถึงเรื่องชาติกำเนิดที่ยังเป็นปริศนาของศิลา อย่างไม่รู้ตัว และเขาคิดว่ามีความเป็นไปได้สูง ที่มันจะเกี่ยวข้องกัน ดังนั้นเขาจึงตั้งมั่นว่าจะต้องสืบเรื่องชาติกำเนิดของศิลาให้ได้

เฮียโก้ไม่รู้ว่า สิ่งที่เขากำลังจะตามหานั้น พสุธาได้ค้นพบมันแล้ว

 

พสุธาไม่รู้ว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ขัดขวางไม่ให้หมาป่ามาขโมยกระต่ายของเขาไป ก็มีคนลงมือขัดขวางเองแล้ว และคนคนนั้นก็ยังเป็นพ่อหมาป่าด้วย

ตอนนี้พสุธากำลังเผชิญหน้ากับพ่อบุญธรรมที่ยัดเยียดตัวเองมาให้เขา

“ลูกรัก ทำไมทำหน้าบึ้งตึงขนาดนั้น อ้อ พ่อรู้แล้ว เป็นพ่อโกรธที่พ่อมาหาช้าไปใช่ไหม โกรธที่พ่อไม่มีเวลาอยู่กับลูกเลยสินะ ลูกรักอย่าโกรธไปเลยนะ เป็นเพราะพ่องานยุ่งมากเกินไป พ่อสัญญาเลย ต่อไปจะพยายามหาเวลามาอยู่เป็นเพื่อนลูกให้บ่อยขึ้น” ลูคัสพูดอย่างจริงจัง

พสุธามองคนที่พูดเองเออเอง

“เคยเห็นคนที่หลอกตัวเองมาก็มาก แต่ไม่เคยเห็นใครหลอกตัวเองได้เก่งเท่าคุณมาก่อนเลย” พสุธาพูดพลางส่ายหน้า

คำพูดของพสุธา ทำให้หลายคนเกือบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ บรรดาผู้ติดตามลูคัส ที่ทนฟังลูคัสพูดอวดลูกชายมาตลอดทาง ตอนนี้ก็พากันคิดอย่างพร้อมเพรียงว่า

‘เห็นอวดลูกชายมาตลอด ที่ไหนได้ ลูกไม่รักนี่เอง’

“ลูกพ่อ อย่าปากแข็งเลย ใจแข็งแค่กับคนอื่นก็พอแล้ว กับพวกเราพ่อลูกผูกพัน พวกเราสามารถคุยกันอย่างตรงไปตรงมาได้ คิดถึงก็บอกคิดถึง โกรธก็บอกว่าโกรธ”

พสุธาสัมผัสได้ว่าเส้นเลือดที่ขมับของตัวเองเต้นตุบ ๆ แล้วนึกเสียดายว่าทำไมลูคัสถึงไม่อายุเยอะกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเขาจะได้ส่งเจ้าตัวไปที่บ้านพักคนชราได้

พ่อที่พูดเพ้อเจ้อแบบนี้ เขารับมือเองไม่ไหวหรอก!

“ผมบอกให้ลูกน้องพาคุณไปหาหมอ คุณยังไม่ได้ไปอีกเหรอ” พสุธาสงสัยว่าตอนนั้นที่ลูคัสได้รับบาดเจ็บ เจ้าตัวอาจจะได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง

“พ่อไปตรวจมาแล้ว ลูกรักเป็นห่วงพ่อขนาดนี้ พ่อจะปล่อยให้ลูกรักของพ่อกังวลใจได้ยังไงล่ะ สบายใจได้เลยนะ หมอบอกว่าพ่อแข็งแรงดี มีชีวิตอยู่กับลูกไปได้อีกหลายสิบปีเลยล่ะ”

“ทำไมคุณหมอคนนั้นต้องสาปแช่งผมด้วย” พสุธาทำหน้าบึ้งตึง

เมื่อพสุธาพูดประโยคนี้ออกไป ก็เกิดความเงียบชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะหลุดออกมา

เป็นพันไมล์ที่กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ แต่เมื่อถูกสายตาโหด ๆ ของลูคัสมองไป เขาก็รีบเอามือปิดปากทันที

“ลูกรักชอบหยอกล้อพ่อแรง ๆ จริง ๆ” ลูคัสรับมือกับความปากร้ายของพสุธาได้อย่างลื่นไหล เขาปรบมือครั้งหนึ่ง ก็มีลูกน้องของเขาช่วยกันยกกล่องบางอย่างเข้ามา

พสุธาหรี่ตามอง

“มันคืออะไร”

“ของฝากจากพ่อยังไงล่ะ พ่อกลับมาจากต่างประเทศทั้งที ก็ต้องมีของมาฝากลูกด้วยสิ”

พสุธาเบ้ปาก เพราะลูคัสใช้คำพูดเหมือนว่าที่นี่ต่างหากคือบ้านที่แท้จริงของเจ้าตัว ส่วนที่ต่างประเทศนั้น เขาแค่ไปทำงานเท่านั้น ทำงานเสร็จแล้ว ก็กลับมาที่บ้าน

“เปิดดูสิว่าชอบไหม พ่อสั่งทำมาพิเศษเพื่อลูกรักเลยนะ” ลูคัสพูด มองพสุธาอย่างต้องการคำชม

พสุธาไม่สนใจแววตาของลูคัส เขาย่อตัวลงเปิดกล่องที่ลูกน้องของลูคัสนำเข้ามา ก่อนที่เขาจะผงะไป

“ลูคัส คุณบ้าไปแล้วเหรอ เอาของแบบนี้มาให้ผมเนี่ยนะ!” พสุธาถามเสียงเขียว เมื่อเห็นปืนกลที่อยู่ในกล่อง เมื่อเขาเปิดไปอีกกล่อง ก็พบว่าเป็นลูกกระสุนปืนหลายพันลูก

“แค่ของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ เอง ลูกก็มีของเล่นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” ลูคัสหมายถึงปืนที่พสุธาหยิบมายิงพวกที่ลอบเข้าไปขายยาในโรงแรมของเขาเมื่อวันก่อน

พสุธาที่ถูกจี้จุด เขาก็มองไปยังแฟรงค์ตาเขียว

“นายน้อย ผมไม่ได้รายงานนะครับ เป็นคนอื่นต่างหาก” แฟรงค์รีบปฏิเสธข้อกล่าวหาในทันที

ตอนนี้เขาจงรักภักดีกับนายน้อยสุด ๆ

เห็นได้ชัด อยู่ต่อหน้านายน้อย นายใหญ่ของเขายังต้องทำตัวดี ๆ แบบนี้แล้วเขาจะไม่รู้ได้ยังไง ว่าต่อไปใครกันแน่ที่ใหญ่สุด!