LNCrawler

134. ตอนที่ 132

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 132

“ลูกรัก ถ้าลูกไม่ชอบปิ้ว ๆ งั้นลองดูน้อยหน่าดีไหม” ลูคัสพูดแล้วส่งสายตาให้ลูกน้องเปิดกล่องอีกกล่องหนึ่ง เมื่อกล่องถูกเปิด ระเมิดมือหลายสิบลูกก็ปรากฏให้เห็น

พสุธา และปฐพีสีหน้ามืดครึ้ม ส่วนนะโม และพันไมล์สีหน้าซีดเผือด พวกเขาตัวสั่นด้วยความกลัวอย่างห้ามไม่ได้

พระเจ้า ระเบิดนี้มันของจริงหรือของปลอม ถ้าเกิดว่ามันระเบิดขึ้นมา มันเพียงพอที่จะบ้านหลังนี้เลยนะ

พสุธามองลูคัส

เรียกปืนกลว่า ‘ปิ้ว ๆ’

เรียกระเบิดมือว่า ‘น้อยหน่า’ หมอนี่คิดว่ามันน่ารักมากใช่ไหม อาวุธสังหาร เรียกชื่อน่ารัก ๆ แบบนี้ คิดว่ามันจะทำให้ดูน่ากลัวน้อยลงหรือไง

“ลูคัส! รีบเอาของพวกนี้กลับไป พร้อมกับเอาตัวคุณกลับไปด้วยเลย” พสุธาพูดเสียงลอดไรฟัน

แต่ลูคัสนั้นไม่ได้สลดเลย เขาเดินเข้าหาพสุธา จากนั้นก็ดึงพสุธามาใกล้ แล้วกระซิบถาม

“ลืมเรื่องที่พูดไปเมื่อไม่กี่วันก่อนแล้วเหรอ ภูสีสุก”

เมื่อพสุธาได้ยินลูคัสพูดแบบนี้ เขาก็ชะงักไป ก่อนจะนึกขึ้นได้

เขาได้ขอซื้ออาวุธสงคราม รวมถึงนักสู้จากลูคัสจริง ๆ แต่เพราะเขาถูกลูคัสทำให้ปวดหัว เขาจึงเผลอลืมเรื่องสำคัญเรื่องนี้ไป

สีหน้าของพสุธาอ่อนลง เขามองลูคัสอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า

“ขอโทษ ผมลืมไป” พสุธาพูดเสียงอ่อน

ลูคัสหัวเราะเบา ๆ แล้วส่ายหน้า

“ไม่เป็นไร พวกเราพ่อลูกหยอกล้อกันบ่อย ๆ อยู่แล้ว” ลูคัสพูดอย่างใจกว้าง ทำให้พสุธารู้สึกผิด แต่เพียงแค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น เพราะคำพูดต่อมาของลูคัส

“ว่าลูกรัก คืนนี้พ่อนอนที่นี่นะ ห้องที่ชั้นสองยังมีว่างอยู่ใช่ไหม” ขณะที่พูด สายตาเหี้ยมโหดของลูคัสก็ชำเลืองมองไปยังปฐพี และพันไมล์

ฮึ่ม เจ้าหมูพวกนี้ เดี๋ยวนี้ชักจะใจกล้า ถึงขนาดเข้ามาอยู่ในสวนผักกาดขาวของเขาเลย! เขาต้องคอยเฝ้าจับตามองเจ้าหมูพวกนี้ไว้ ไม่ให้แอบไปขโมยกินผักกาดขาวของเขา

“ไปนอนบ้านข้าง ๆ สิ ครั้งก่อนก็นอนที่นั่นนี่” พสุธาพูดปฏิเสธในทันที

“ลูกรัก พ่อนอนที่นี่ เราจะได้สะดวกพูดคุย หรือปรึกษาหารือกันยังไงล่ะ” ลูคัสแสร้งทำเสียงเคร่งขรึม เป็นจริงเป็นจัง และพสุธาคงจะเชื่อ หากไม่ใช่เพราะเห็นสายตาเย็น ๆ ที่มองไปยังพวกปฐพี

พสุธาลอบส่ายหน้า แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร

ช่างเถอะ เห็นแก่ที่ลูคัสให้ความช่วยเหลือเขามาหลายเรื่องก็แล้วกัน!

“บุญมี ไปเตรียมห้องที่ชั้นสอง” พสุธาพูดสั่ง

เมื่อสิ้นเสียงคำสั่งของพสุธา ก็มีเสียงดังขึ้นมาว่า

“ขอรับ นายท่าน” เสียงนี้ทำให้พวกลูกคัสแปลกใจ เพราะพวกเขารู้สึกว่าเสียงมันดังใกล้พวกเขามาก แต่พวกเขาไม่เห็นเลยว่าใครเป็นผู้ขานรับคำสั่ง

แต่ว่านะโม และพันไมล์นั้น ไม่ได้ตกใจเท่าไรนัก เพราะพวกเขารู้แล้วว่า ‘บุญมี’ ที่พสุธาสั่งงาน และเป็นเจ้าของเสียงตอบรับเมื่อครู่นี้ ก็คือผีในบ้าน!

นะโม และพันไมล์ยังไม่เห็นตัวผี แต่เขาได้ยินเสียง และหลายครั้งที่พวกเขาได้เห็นของใช้ในบ้านเคลื่อนไหวเอง โดยเฉพาะพวกอุปกรณ์ทำความสะอาด

ตอนแรกพวกเขาตกใจแทบสิ้นสติ แต่พอเห็นหลายครั้งเข้า ก็เริ่มทำใจให้ชินขึ้นมาบ้างได้แล้ว

“บุญมีคือหุ่นยนต์เอไอหรือเปล่า” ลูคัสพูดถามขึ้นมา และมองหาหุ่นยนต์พ่อบ้านไปด้วย

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า หุ่นยนต์พ่อบ้านที่เป็นปัญญาประดิษฐ์นั้นก็ถูกพัฒนาขึ้นจนสามารถใช้งานได้จริงแล้ว และก็มีหลายบ้านที่ซื้อมาใช้ แทนที่จะจ้างคนจริง ๆ เพราะว่ามันมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง

ลูคัสไม่รู้ว่าบุญมีไม่ใช่คน แต่ก็ไม่ใช่หุ่นยนต์ด้วยเช่นกัน แต่เป็นผีหัวขาด!

พสุธายังไม่ทันได้ตอบอะไร ลูคัส และบรรดาบอดี้การ์ดที่ตามมาด้วย ก็ประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาลืมไปลงตลอดชีวิต

“ไม้ ไม้กวาดลอยได้”

“ถัง ถังน้ำลอยได้”

ต่อให้เป็นคนที่เผชิญหน้ากับเส้นแห่งความเป็นความตายมาหลายครั้ง ไม่กลัวความตาย ไม่กลัวเลือด ไม่กลัวศพ แต่พวกเขาก็ยังกลัวผีอยู่ดี เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้ พวกบอดี้การ์ดทั้งหลายก็แข้งขาอ่อนทันที มีลูคัส และแฟรงค์เท่านั้น ที่ยังดูไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์สักเท่าไร แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าพวกเขาเผลอก้าวถอยหลังไปสองก้าวเลยทีเดียว

ลูคัสมองไปรอบ ๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอุปกรณ์ช่วยเล่นมายากล เขาก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ แล้วถามว่า

“บุญมีนี่..”

“อ้อ เป็นผีที่ผมเลี้ยงดู ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นพ่อบ้านใหญ่ของบ้านหลังนี้” พสุธาก็ตอบสบาย ๆ ราวกับที่เขาพูดถึงไม่ใช่ผี

เมื่อพสุธายืนยันสิ่งที่พวกเขาคาดเดากันอยู่ในใจแล้ว ก็มีเสียงดังตุบเกิดขึ้น พสุธามองไป ก็เห็นว่าบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่หลังสุด หงานหลังหมดสติไปแล้ว

“ตกใจอะไรกัน ทีตอนจะฆ่ากันตาย ไม่เห็นกลัว มากลัวอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว”

เมื่อบรรดาบอดี้การ์ดของลูคัสได้ยินคำพูดของพสุธา พวกเขาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง

พวกเขาสู้คนเป็นได้ แต่พวกเขาสู้ผีไม่ได้หรอกว่า

ว่าแต่ว่า มาเฟียคนอื่นเขาเลี้ยงนักสู้ เลี้ยงนักฆ่า แต่ทำไมนายน้อยของพวกเขา ถึงได้เลี้ยงผีล่ะ

“นายน้อย นายใหญ่มีพ่อบ้านมืออาชีพอยู่หลายคน ให้ส่งมาทำงานรับใช้นายน้อยสักคนดีหรือไม่ครับ” หัวหน้าบอดี้การ์ดของลูคัสพูดขึ้นมา

เขามั่นใจว่านายใหญ่ของตัวเอง จะต้องมาที่นี่อีกหลายครั้ง และเขาในฐานะหัวหน้าบอดี้การ์ด ต้องตามมาด้วยอย่างแน่นอน เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เขาก็ต้องหาหนทางให้ตัวเองรอดพ้นจากการโดนผีหลอกให้ได้

มันคงจะน่าอายมาก ที่หัวหน้าบอดี้การ์ดมาเฟียอย่างเขา ตกใจตายเพราะโดนผีหลอก รู้ถึงไหน อายถึงนั่น

ส่วนพสุธาก็โบกมือปฏิเสธความ ‘หวังดี’ นั้น

“ไม่ต้องยุ่งยากหรอก แค่บุญมีก็พอแล้ว อ้อใช่ ยังมีอันนาด้วย อันนาไปบ้านนู้น ช่วยเตรียมห้องให้บอดี้การ์ดหน่อย” พสุธาสั่งการอันนา จากนั้นอันนาที่ตอนนี้อยู่ในชุดสวย ใบหน้าก็ไม่เละน่ากลัวเหมือนเดิมแล้ว ก็ขานรับเสียงใส

“ได้เลย นายท่าน”

เสียงของผีสาวที่ดังขึ้น ทำให้บรรดาบอดี้การ์ดทั้งหลายรู้สึกอยากจะร้องไห้เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีของพวกเขา

แค่ผีผู้ชายตนเดียวยังไม่พอ ยังมีผีผู้หญิงด้วยเหรอ นายน้อยของพวกเขาเลี้ยงผีเอาไว้กี่ตนกันแน่

“ได้ยินแต่เสียง เลยอาจจะทำให้ทุกคนกลัว ไม่อย่างนั้นลองเห็นตัวด้วยดีไหม เผื่อจะหายกลัวขึ้นมาบ้าง” พสุธาเห็นสีหน้าของทุกคน เขาก็เสนออย่างใสซื่อ

คำพูดของพสุธา ทำให้แต่ละคนนั้นมองเขาด้วยสายตาที่พูดไม่ออก

ตรรกะนายน้อยของพวกเขานี่ช่าง... ไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ

มาแค่เสียง พวกเขายังกลัวกันขนาดนี้ ถ้ามาให้เห็นเป็นตัว ๆ เลย คงไม่ได้มีบอดี้การ์ดเป็นลมแค่คนเดียว

“เอ่อ ไม่เป็นไรครับนายน้อย พวกเราสมควรฝึกฝนความกล้าหาญ กล้าอยู่ร่วมกับสิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นครับ” แฟรงค์เป็นคนพูดตอบ เขาหาคำตอบที่สามารถเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดี

พสุธาทำสีหน้าผิดหวัง

เฮ้อ คนของลูคัสหลอกไม่ง่ายเลย ลูกค้ากลุ่มใหญ่หายไปแล้ว

พสุธาคิดอย่างเสียดาย

 

“แฟรงค์บอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดคุณ คุณจะจัดงานหรือเปล่า” พสุธาถามลูคัส ขณะนี้พวกเขานั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร กำลังกินมื้อกลางวันด้วยกัน

แน่นอนว่าพสุธาเป็นคนเข้าครัวทำอาหารเอง โดยมีปฐพี และลูคัสคอยทะเลาะกัน ไม่ใช่ หมายถึงเป็นผู้ช่วยอยู่ข้าง ๆ

“ลูกรักอยากให้จัดไหมล่ะ ปกติพ่อไม่ได้จัดนะ มีพวกเพื่อน ๆ มากินเหล้าด้วยกันแค่นั้น” ลูคัส ปากก็พูดตอบ มือก็กำลังแย่งชิงอาหารอยู่กับปฐพี

หรือจะพูดให้ถูก ก็คือลูคัสจ้องจะแย่งอาหาร ไม่ว่าปฐพีจะตักอาหารจานไหน เขาจะรีบแย่งตักก่อนทุกที

“นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาเลย คุณมีเพื่อนด้วยเหรอ” พสุธาทำหน้าตกใจ

สงครามระหว่างปฐพี และลูคัส สงบลงทันที ก่อนที่จะได้ยินเสียงหลุดหัวเราะออกมา ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นแฟรงค์นั่นเอง แต่เจ้าตัวก็รีบยกมือปิดปาก แล้วหันหลังหลบอย่างรวดเร็ว

ลูคัสมองลูกชายที่รักยิ่งของตัวเอง

“ลูกรักของพ่อนี่ชอบล้อเล่นจริง ๆ”

พสุธาหัวเราะ ก่อนจะไม่แกล้งลูคัสแล้ว เขาพูดถาม

“แล้วปีนี้ ทำไมไม่อยู่กับเพื่อนอีกล่ะ”

“อยู่ทำไมกับเพื่อน อยู่กับลูกรักของพ่อดีกว่า” ลูคัสพูดด้วยน้ำเสียงรังเกียจในประโยคแรก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีในประโยคหลัง

“แล้วถามผมหรือยัง ว่าอยากอยู่ด้วยไหม”

“ไม่ต้องถามหรอก เราสองคนเป็นพ่อลูกผูกพัน ลูกคิดอะไรอยู่ พ่อจะไม่รู้ได้ยังไง ลูกน่ะแค่ปากแข็ง แต่จริง ๆ แล้วดีใจมากใช่ไหมล่ะ ที่พ่อมา” ลูคัสยืดอกพูด สีหน้าดูมีความสุขเหมือนคนเป็นพ่อที่ถูกรักโดยลูกชายจริง ๆ

พสุธามองลูคัส เขาคิดว่าตรงไหนของลูคัส ที่ทำให้พ่อบุญธรรมของเจ้าตัว ยอมมอบตำแหน่งหัวหน้าแก๊งให้

แต่นี่ก็เป็นแค่ความคิดเล่น ๆ ของพสุธาเท่านั้น เพราะเขานั้นรู้ดีว่าหากลูคัสเป็นคนที่วางใจไม่ได้ เชื่อถือไม่ได้ เจ้าตัวอาจจะรับตำแหน่งต่อจากพ่อบุญธรรมของเจ้าตัวได้ จะไม่สามารถรักษาตำแหน่ง รวมถึงไม่สามารถได้รับความจงรักภักดีจากลูกน้อง ได้อย่างท่วมท้นแบบนี้

ดังนั้นแล้ว พสุธาจึงรู้ดีอีกว่า ท่าทางเหมือนคนเชื่อถือไม่ได้นี้ ลูคัสปฏิบัติต่อหน้าเขา และอาจจะรวมถึงเพื่อนสนิทของเจ้าตัว แค่นั้น

“แล้วปีนี้คุณไม่อยู่กับพวกเขา พวกเขาจะไม่โกรธคุณเหรอ” พสุธาถามต่อ

“จะโกรธก็เรื่องของพวกมันสิ อยู่กับพวกมันมาหลายปี ปีนี้ต้องมีเวลาให้ลูกบ้าง” ลูคัสพูดราวกับว่าตัวเองเป็นพ่อที่ต้องทำหน้าที่พ่อให้ดี

พสุธาเลิกถามลูคัส เขาหยุดพูดแล้วกลับไปกินอาหาร ส่วนลูคัสก็กลับไปแย่งอาหารปฐพี กับพันไมล์

ใช่แล้ว คราวนี้ลูคัสเพิ่มเป้าหมายในการแย่งชิงอาหารด้วย

พสุธา และนะโม ได้แต่มองดูอย่างเหนื่อยใจ

 

“คุณรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับภูสีสุกบ้าง” พสุธาถามลูคัส ตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องทำงานกัน

“อยากรู้อะไร ถามพ่อมาเลยดีกว่า” ลูคัสก็ให้พสุธาเป็นฝ่ายถามเรื่องที่เจ้าตัวอยากรู้แทน

“ตอนนี้พวกคุณได้ขายสินค้าให้กับภูสีสุก ไม่สิ ต้องถามว่าขายสินค้าให้กับเจ้าหลวงกบฏนั่นหรือเปล่า” พสุธาถาม แล้วมองสบตาลูคัส เขาต้องการได้ยินเสียงในใจของลูคัส เพื่อหาความคิดที่แท้จริงของเจ้าตัว

แม้ว่าเขาจะเชื่อใจลูคัส แต่เพราะนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตของศิลา เขาจึงต้องระมัดระวังให้มาก

“ไม่ พวกนั้นเคยติดต่อมาซื้อ แต่เพราะอดีตนายใหญ่มีสัมพันธ์อันดีกับอดีจเจ้าหลวง ดังนั้นอดีตนายใหญ่จึงไม่ได้ขายให้ มาถึงตอนนี้ พ่อเองก็ไม่ได้ขายให้ แต่ขายให้กลุ่มต่อต้านแทน”

พสุธาชะงักไป เมื่อได้ยินคำตอบประโยคสุดท้าย

“กลุ่มต่อต้าน? เป็นพวกภักดีกับราชวงศ์เก่า หรือเป็นพวกที่พยายามจะฟื้นราชวงศ์เก่าขึ้นมา” พสุธาถามอย่างต้องการรู้เรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลในการวางแผนการ

“เป็นพวกที่เกลียดชังการปกครองอย่างเผด็จการ บ้าอำนาจ และโหดเหี้ยม กลุ่มต่อต้านนี้ ต้องการล้มล้างการปกครอง ให้เป็นระบอบประชาธิปไตย”

พสุธาเห็นด้วย แต่คิดถึงว่าถ้าเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แบบนั้นพี่ชายของเขา ก็จะไม่ได้คืนในสิ่งที่เจ้าตัวสมควรได้รับน่ะสิ

เห็นพสุธานิ่งเงียบไป ลูคัสก็เดาได้ว่าพสุธากำลังคิดอะไรอยู่ เขาพูดเสียงขรึม

“สิ่งที่ลูกควรทำที่สุดในขั้นตอนแรก ก็คือถามความคิด และความต้องการของหิน ดูว่าหินอยากจะกลับไปกู้บัลลังก์คืนมาไหม หรือว่าแค่อยากใช้ชีวิตสงบสุข เรียบง่ายเหมือนตอนนี้”

พสุธาชะงักไปอีกครั้ง เขาถอนหายใจ

ใช่ ลูคัสพูดถูก ก่อนที่เขาจะวางแผนการใด ๆ สิ่งที่เขาควรทำมากที่สุดในตอนนี้ ก็คือการไปถามความต้องการของศิลา ไม่ใช่การตัดสินใจแทน

“ในกลุ่มต่อต้านนั่น มีคนของคุณอยู่หรือเปล่า” พสุธาถามออกไป

“เมื่อสองวันก่อนไม่มี แต่วันนี้มีแล้ว”

“หมายความว่ายังไง” พสุธาถามลูคัส

ลูคัสก็ไม่ใช่คนที่จะปิดทองหลังพระ ในเมื่อสามารถแสดงความดีความชอบต่อหน้าลูกชายบุญธรรมได้ ทำไมเขาจะไม่ทำล่ะ

“ก็ตั้งแต่ที่ลูกโทรศัพท์มาเมื่อวันก่อน พ่อก็ส่งคนเข้าไปแทรกซึมในกองกำลังต่อต้านแล้ว”

พสุธาถอนหายใจ เขาต้องยอมรับจริง ๆ ว่าลูคัสดีกับเขามาก

แต่จะดีกว่านี้ ถ้าไม่อยากเป็นพ่อบุญธรรมของเขา

หมอนี่แก่กว่าเขาแค่สิบสอง สิบสามปีเท่านั้น คิดจะเป็นพ่อบุญธรรมของเขา ทำไมถึงไม่เป็นพี่ชายบุญธรรมแทนล่ะ

“แค่เพราะผมเคยช่วยชีวิตคุณครั้งเดียว คุณต้องทำดีกับผมขนาดนี้เลยเหรอ” พสุธาถามออกไป

“ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะลูกเป็นลูกรักของพ่อต่างหาก ซาบซึ้งใจใช่ไหมล่ะ” ลูคัสพูดตอบ ก่อนจะถามเสียงกลั้วหัวเราะ

พสุธาลอบกลอกตา เขาคงจะเผลอซึ้งใจขึ้นมาจริง ๆ ถ้าไม่ได้ยินประโยคท้ายนั่นเสียก่อน

“เรื่องนักสู้ห้าหมื่นคนที่ลูกต้องการ พ่อได้ทยอยส่งเข้าไปที่ภูสีสุกแล้ว ไม่สามารถส่งเข้าไปพร้อมกันได้ เพราะภูสีสุกเป็นแค่ประเทศเล็ก ๆ ถ้าอยู่ ๆ มีคนจำนวนมากเดินทางเข้าไป นั่นจะทำให้ถูกทางการเพ่งเล็งเอาได้”

“ผมรู้ เดิมทีผมก็ต้องการให้ทยอยเข้าไป อันที่จริงคิดอยากจะหาคนพื้นที่เสียด้วยซ้ำ”

“มีคนพื้นที่อยู่ด้วยเหมือนกัน แค่ไม่มากนัก แค่ไม่กี่พันคน พวกนี้เคยเป็นพวกที่อพยพตอนเกิดเหตุการณ์กบฏเมื่อยี่สิบปีก่อน เป็นทหารของราชวงศ์เก่า ที่หลบหนีแล้วผันตัวไปเป็นทหารรับจ้าง พอได้ยินว่ามีภารกิจนี้ ก็รีบเสนอตัวเข้าร่วมทันที”

“นี่หมายความว่าเจ้าหลวงกบฏนั่น ปกครองได้โหดเหี้ยมจริง ๆ ถึงได้เป็นที่เกลียดชังขนาดนี้” พสุธาพูดเสียงเยาะเย้ย

“จริง ๆ แล้วเป้าหมายที่ลูกควรจะสนใจ ไม่ใช่ตัวเจ้าหลวงกบฏนั่นหรอก เพราะมันก็คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ที่ต้องให้ความสนใจจริง ๆ คือซาเมียร์ คนที่จะขึ้นสืบทอดบัลลังก์แทนพ่อของมัน หมอนี่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าพ่อของมันเสียอีก หากกำจัดมันได้ก่อน เรื่องจะง่ายขึ้นมาก”

“พูดแบบนี้ แสดงว่าคุณรู้จุดอ่อนของมันใช่ไหม” พสุธาเข้าใจลูคัสดี ถ้าหากเจ้าตัวไม่มั่นใจว่าจะกำจัดคนคนนี้ได้ง่าย จะไม่มีทางเอาเรื่องนี้มาบอกเขาอย่างแน่นอน

“ใช่ มันเป็นพวกบ้ากาม หมกมุ่นในสตรี ส่งสาวงามสักคนไปมอมเมามัน หาโอกาสดี ๆ สังหารมัน ก็เป็นเรื่องง่าย”

“ฆ่ามันเป็นเรื่องง่าย แต่ผู้หญิงที่เราส่งไป จะทำยังไง ไม่สามารถปล่อยทิ้งให้ถูกตามล่าได้ใช่ไหม” พสุธามั่นใจมากว่า เมื่อซาเนียร์ถูกฆ่าตาย หัวหน้ากบฏนั่นจะต้องคลุ้มคลั่ง และสั่งให้คนตามล่าฆาตกรอย่างแน่นอน และเมื่อตามล่าได้ ก็ไม่ต้องการฆ่าทันที แต่ต้องจับมาทรมานก่อน เพื่อระบายความแค้น

พสุธามั่นใจแบบนี้ ก็เพราะหากว่ามีใครมารังแกพี่ชาย หรือเพื่อนของเขา เขาก็จะทรมานมัน แทนที่จะรีบฆ่ามันให้ตายเหมือนกัน

“ไม่ต้องห่วงหรอก นักฆ่าผู้หญิงที่เชี่ยวชาญด้านการล่อลวงแล้วค่อยฆ่า ในแก๊งมีอยู่หลายคน ความสวยก็หลากหลายทีเดียว” ลูคัสไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่ยังหยิบโทรศัพท์ดาวเทียมมายื่นให้พสุธา

พสุธารับมา ก็เห็นว่ามีข้อมูลของสตรีหลายคนให้เขาได้เลื่อนดู

“คุณไว้ใจผมเกินไปแล้ว” พสุธาพูดแล้วคืนโทรศัพท์ให้ลูคัส การที่ลูคัสกล้าให้เขาเห็นข้อมูลนักฆ่าในแก๊ง นี่แปลว่าลูคัสไว้ใจเขามากจริง ๆ

“ถ้าพวกเขารู้ว่าคุณเปิดเผยข้อมูลของพวกเขากับผมง่าย ๆ พวกเขาจะเสียศรัทธาในตัวคุณ” พสุธาพูดอย่างจริงจัง และเตือนลูคัสด้วยความจริงใจ

ข้อมูลของนักฆ่า ตัวตนของนักฆ่า ควรเก็บเป็นความลับ แม้แต่ในแก๊งเดียวกัน ก็ไม่ควรจะรู้จักตัวตนของนักฆ่าคนอื่นเลย แต่นี่ลูคัสเอาข้อมูลทุกคนมาให้เขาดู ลูคัสช่างกล้า และไว้ใจเขามากเกินไปแล้ว

“นักฆ่าหญิงพวกนี้ ไม่ใช่นักฆ่าหญิงทั้งหมดในแก๊งของเรา แต่ที่ให้ลูกดูนี่ เป็นเพราะพวกเขามีสายเลือดของภูสีสุก และรอคอยที่จะพาครอบครัวกลับมาตุภูมิของตัวเอง ดังนั้นแล้วการเปิดเผยข้อมูลของพวกเขาในครั้งนี้ ได้รับความยินยอมพร้อมใจจากพวกเขาแล้ว และคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะได้รับเลือกให้ทำหน้าที่สำคัญ”

พสุธานิ่งอึ้งไป ไม่คิดว่าในแก๊งของลูคัส จะมีคนของภูสีสุกหลบซ่อนอยู่เยอะขนาดนี้

แต่เมื่อพสุธานึกได้ว่า ก่อนหน้านี้ลูคัสบอกว่าอดีตนายใหญ่ มีความสัมพันธ์อันดีกับอดีตเจ้าหลวง หรือก็คือพ่อที่แท้จริงของศิลา เขาก็พอจะนึกออกแล้ว ว่าทำไมในแก๊งของลูคัส ถึงได้มีคนของภูสีสุกเยอะนัก

เป็นเพราะว่าอดีตนายใหญ่ ให้ความช่วยเหลือเอาไว้น่ะสิ

จะว่าไปแล้ว นี่มันก็เป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ

เขาช่วยลูคัสเอาไว้ พ่อบุญธรรมของลูคัส ก็เคยให้ความช่วยเหลือประชากรของพ่อของศิลา

“ว่าแต่ที่ลูกรักพูดเมื่อครู่นี้ ก็คือเป็นห่วงพ่อใช่ไหม กลัวว่าพ่อจะถูกลูกน้องหมดสิ้นศรัทธา แล้วถูกทรยศใช่ไหม เฮ้อ มิน่าล่ะ ใคร ๆ ถึงได้บอกว่ามีลูกก็เหมือนมีเสื้อกั๊กนวมตัวน้อย ๆ ทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจจริง ๆ”

“แต่ไม่เห็นมีใครบอกเลย ว่ามีพ่อบุญธรรมแล้วจะทำให้ปวดหัวมากจริง ๆ”