14. ตอนที่ 13
ตอนที่ 13
พสุธาไม่ได้ยินการถกเถียงเพราะสถานการณ์ที่หน้าตึกเมื่อครู่นี้ ทว่าเขาก็พอจะคาดเดาได้
“คุณเล่นใหญ่เกินไปแล้ว ทำผมอายเลยนะเนี่ย” พสุธาพูดอย่างจนใจ
“เป็นความผิดผมเองครับ แต่ว่าพอพวกพนักงานได้ยินว่าท่านประธานมาเยือนที่ตึก พวกเขาก็จะไปต้อนรับท่านประธานให้ได้ ผมเองก็ขัดขวางไม่ได้เหมือนกัน” วินิจพูดเหมือนว่าเป็นเรื่องหนักใจ แต่สีหน้าเขากระหยิ่มยิ้มย่องเป็นอย่างมาก
ท่านประธานมาเยือนตึกเป็นครั้งแรก พวกเขาก็ต้องต้อนรับให้ดี ๆ สิ
พสุธาได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะให้วินิจพาไปยังสถานที่ที่นัดหมายกับทนายเกษมเอาไว้
“ผมนัดไว้ที่ร้านอาหารสำรับเลิศรสครับ จองห้องส่วนตัวเอาไว้ ท่านประธานต้องการให้ผมอยู่ด้วยหรือเปล่าครับ” วินิจถามพสุธาอย่างนอบน้อม
พสุธานิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
เขาดูออกว่าวินิจนั้น นอกจากมีความสามารถในการประจบประแจงมากเกินไปหน่อย แต่ก็เป็นคนที่สามารถไว้ใจได้
อีกทั้งเรื่องที่เขาจะทำนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับ เพราะว่าหลายคนก็รู้เรื่องนี้แล้ว และหากมีเส้นสายในการสืบสักหน่อย ก็จะรู้ได้ไม่ยาก
ฝั่งวินิจเมื่อพสุธาพยักหน้า อนุญาตให้เขาอยู่ด้วย เขาก็ดีใจทันที
ท่านประธานให้อยู่ด้วย หมายความว่าท่านประธานไว้ใจฉัน ต่อไปฉันก็อาจจะได้เลื่อนขั้นเป็นคนสนิทของท่านประธาน
วินิจคิดอย่างดีใจ และที่เขามีความหวังเช่นนี้ เพราะการที่พสุธาได้ขอให้เขาทำเรื่องซื้อรถ และคฤหาสน์ให้นั่นแหละ
ในฐานะคนทำงาน เขาก็รู้ว่าเมื่อไรที่ถูกขอให้จัดการเรื่องส่วนตัวแบบนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก ว่าตัวเองเป็นที่ไว้วางใจของเจ้านาย
วินิจพาพสุธาไปยังร้านอาหารที่ได้จองไว้ เมื่อเข้าไปถึงก็แจ้งพนักงาน จากนั้นพนักงานก็พาพวกเขาไปยังห้องส่วนตัว
เมื่อพสุธาเดินเข้าไป เขาก็พบว่าในห้องนั้น มีคนสองคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว เป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง และเป็นชายหนุ่มอายุราว ๆ ยี่สิบปลาย ๆ อีกคนหนึ่ง
พสุธามอบแวบเดียว ก็รู้ว่าทั้งคู่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกัน
ก็ใบหน้าแทบจะโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกันแบบนั้น
ฝั่งสองพ่อลูกก็มองมาที่พสุธาด้วยสายตาแปลกใจเหมือนกัน
พวกเขาเคยได้ยินมาก่อนแล้ว ว่าเจ้าของตึกนั้นอายุน้อยมาก แต่ก็ไม่คิดว่าตัวจริงจะดูเด็กขนาดนี้ ไม่ใช่สุวัฒน์บอกว่าอายุสิบแปดแล้วเหรอ แต่ทำไมดูแล้วยังเหมือนอายุสิบหกเท่านั้น
เดิมทีพวกเขาคิดว่า ต่อให้เจ้าของตึกอายุสิบแปดปี แต่ด้วยความที่ครอบครองตึกเกรซ ตึกสำนักงานที่ดีที่สุดในประเทศได้ เจ้าตัวก็ต้องมีภาพลักษณ์ที่สูงส่งเป็นแน่
ทว่าที่พวกเขาเห็น คนไม่เพียงไม่มีภาพลักษณ์ที่สูงส่ง แต่ยังดูติดดินอย่างถึงที่สุด
“ท่านประธานครับ นี่ทนายเกษม และทนายปลื้มปิติ ครับ คุณทนาย ท่านนี้คือคุณพสุธา เป็นเจ้าของตึกเกรซของพวกเรา” คุณวินิจเอ่ยแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน
“สวัสดีครับคุณพสุธา เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยครับ ที่ได้พบคุณพสุธาในวันนี้” ปลื้มปิติพูดประโยคนี้แทนผู้เป็นพ่อของตัวเอง
“สวัสดีครับ ผมนัดคุณเวลานี้ คงจะไม่ได้ทำให้พวกคุณลำบากใช่ไหมครับ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“ไม่เลยครับ ๆ ปกติแล้วพวกเราก็ไปพบกับลูกความเวลานี้บ่อย ๆ ครับ” ปลื้มปิติรีบพูด พ่อของเจ้าตัวก็พยักหน้ายืนยัน
“ผมขอให้คุณวินิจเชิญพวกคุณมา เพราะมีเรื่องอยากให้ช่วยน่ะครับ” พสุธาพูดเข้าเรื่องทันที เขาไม่อยากเสียเวลามากนัก เดี๋ยวพี่ชายจอมซื่อบื้อแล้วยังขี้กังวลของเขา จะร้อนใจแย่
“คุณพสุธาไม่ต้องเกรงใจเลยครับ บอกมาได้เลย พวกเราพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ครับ” ทนายเกษมพูดขึ้นบ้าง ท่าทางกระตือรือร้นไม่แพ้คนเป็นลูกเลยสักนิดเดียว หากว่าคนที่เคยขอให้เขารับว่าความให้ แต่ถูกปฏิเสธไป ได้มาเห็นท่าทางของเขาในตอนนี้ จะต้องอิจฉาจนตาร้อนผ่าวอย่างแน่นอน
“เรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้ แม้ว่าจะมีหลายคนที่รู้แล้ว หรืออาจจะเคยได้ยินข่าวลือมาแล้ว แต่ผมก็ไม่ต้องการให้มันถูกพูดถึงอย่างเปิดเผยมากเกินไป หรือเป็นข่าวที่กระจายในวงกว้าง พวกคุณเข้าใจความหมายของผมใช่ไหมครับ” ประโยคหลัง พสุธาถามด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังบางอย่าง เป็นพลังที่ทำให้สองพ่อลูก เพิ่งจะรู้สึกจริง ๆ ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าพวกเขานี้ เป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยความน่าเกรงขาม
ที่แท้แล้วสูงส่งหรือไม่สูงส่ง ไม่ได้อยู่ที่แต่งกายอย่างไร แต่อยู่ที่ทำให้คนหวั่นเกรงได้หรือเปล่า
ซึ่งพสุธาสามารถทำได้ เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำของเจ้าตัวเท่านั้น ก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่าจะเป็นศัตรูกับคนแบบนี้ไม่ได้เป็นอันขาด
“ผมรับรองครับ ว่าสิ่งที่ได้ยินในวันนี้ จะไม่มีทางหลุดออกจากปากของผมอย่างแน่นอน” วินิจรีบพูดทันที สองพ่อลูกก็ให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น พสุธาพยักหน้า ก่อนจะเล่าเรื่องที่เขาถูกอุ้มสลับตัวกับดุจฝัน คนที่ตอนนี้คนในวงการนักธุรกิจรู้กันว่าเป็นทายาทของตระกูลกิจอนันต์
“นี่เป็นผลการตรวจดีเอ็นเอ ที่ได้รับการรับรองจากโรงพยาบาลรัศมีอินเตอร์ ซึ่งผู้ที่ยื่นตรวจคือครอบครัวกิจอนันต์ แน่นอนว่าตอนที่พวกเขาตรวจดีเอ็นเอ ผมไม่รู้เรื่องด้วย และไม่รู้ว่าพวกเขาใช้วิธีการไหน ถึงได้เอาดีเอ็นเอของผมไปได้” พสุธาพูด ก่อนจะยื่นเอกสารที่ปฐพีโทรศัพท์เพียงสายเดียว ก็เอามาให้เขาได้
สองพ่อลูกทนายความ รวมถึงวินิจ ต่างก็ตื่นตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินนี้
เจ้าของตึกเกรซ ที่เก็บค่าเช่าได้ปีละสี่พันห้าร้อยล้านเป็นอย่างต่ำ ที่จริงแล้วเป็นเด็กที่ถูกอุ้มผิดตัว ทั้งยังโตมาในสลัมเนี่ยนะ!
เดี๋ยวสิ ท่านประธานเป็นลูกที่อุ้มผิดตัวของตระกูลกิจอนันต์ ตระกูลกิจอนันต์นี่ไม่ใช่บริษัทเด่นการช่าง ที่ท่านประธานของเขาขึ้นค่าเช่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ไปเมื่อวานนี้หรอกเหรอ
วินิจมองพสุธา แล้วก็แอบหวั่นเกรงเจ้าตัวอยู่ในใจ ช่างโหดเหี้ยมและเยือกเย็นจริง ๆ ได้เจอพ่อแม่ที่แท้จริง นอกจากจะไม่ดีใจแล้ว ยังเล่นงานอีกฝ่ายด้วย
“คุณพสุธาต้องการจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรครับ” ทนายเกษมพูดถามอย่างระมัดระวัง เขารู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก
“ผมต้องการตัดความสัมพันธ์จากพ่อแม่ทั้งสองคู่ ไม่ว่าจะปลอมหรือแท้ ผมต้องการตัดความสัมพันธ์ ให้กลายเป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกันเท่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ไม่เกี่ยวข้องกับผม เช่นเดียวกัน เรื่องที่เกิดขึ้นกับผม ไม่ว่าจะร้ายหรือดี ก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเหมือนกัน” พสุธาพูดอย่างเยือกเย็น ความราบเรียบไร้ร่องรอยใด ๆ ในน้ำเสียง ทำให้สองพ่อลูกทนายความอดไม่ได้ที่จะรู้สึกนับถือ
คนที่เด็ดขาดเยือกเย็นเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่จะสร้างตัวมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ด้วยวัยเพียงเท่านี้
“นอกจากนี้ผมยังมีพี่ชายคนหนึ่ง ผมก็ต้องการให้เขาตัดสัมพันธ์ทางกฎหมายกับพ่อแม่ด้วยเช่นกัน” เรื่องนี้พสุธาทำโดยไม่ปรึกษาศิลา และเขาก็ไม่คิดจะบอกด้วย
บอกไป ศิลาก็ทุกข์ใจเปล่า ๆ แน่นอนเขารู้ว่าเขาทำไม่ถูก เพราะหากพูดกันตามสายเลือด เขาก็คือคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับศิลา
แต่ว่าหากไม่นับสายเลือด เขาต่างหากที่เป็นครอบครัวที่แท้จริงของศิลา
“ผมยังต้องการทำพินัยกรรมด้วย” พสุธาพูดต่อ และประโยคนี้ของเขา ทำให้ทุกคนในห้องนี้ตื่นตะลึงพรึงเพริด
“ทำพินัยกรรมหรือครับ แต่ว่าคุณเพิ่งจะอายุสิบแปดเท่านั้น” ปลื้มปิติไม่เคยเห็นใครทำพินัยกรรมในวัยเท่านี้มาก่อนเลย
“ผมแค่เตรียมการเอาไว้ก่อน โลกนี้อะไร ๆ ก็ไม่แน่นอน หากวันหนึ่งวันใดเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น จะได้ไม่มีปัญหา” พสุธาพูด แล้วก็เปิดกระเป๋า หยิบเอกสารขึ้นมากองใหญ่
มีเอกสารยืนยันผู้ถือหุ้นอยู่หลายแผ่น จากหลายบริษัท มีเอกสารครอบครองอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงตึกเกรซ และคฤหาสน์ที่เขาเพิ่งจะซื้อเมื่อวาน ยังมีเงินในบัญชีด้วย
“ทั้งหมดนี้ รวมถึงสิ่งที่ผมจะมีในอนาคต หากว่าผมเสียชีวิต หรือว่าอยู่ในสภาพที่ไม่ได้สติ ให้จัดตั้งกองทุนทรัสต์ขึ้นมา โดยมีพี่ชายของผม นายศิลา กัมปนาท เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว และหากว่าพี่ชายผมเสียชีวิต ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม สมบัติทั้งหมด จะถูกบริจาคให้กับมูลนิธิเด็กกำพร้าทั่วประเทศ” พสุธาพูดอย่างชัดเจน
เขารู้ว่าหากเขาตายไป สมบัติที่เขาทิ้งไว้เหล่านี้ จะทำให้ศิลาตกอยู่ในอันตราย อาจจะอันตรายถึงขั้นชีวิตเลยก็ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องทำพินัยกรรมแบบนี้เอาไว้ ให้คนที่คิดแย่งชิงสมบัติ ได้รู้ว่าต่อให้ทำอะไรพี่ชายของเขา ก็ไม่มีทางได้สมบัติไปครอบครอง
“คุณพสุธา กับพี่ชาย มีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นมากเลยนะครับ” ปลื้มปิติพูดอย่างระมัดระวัง เขารู้สึกว่าการทำพินัยกรรมเช่นนี้ มีความเสี่ยงมาก
แม้ว่าจะเป็นพี่น้องแท้ ๆ แต่ก็ยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดเรื่องแย่งชิงสมบัติกัน นี่นับประสาอะไรกับพี่น้องที่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน
หากว่าวันหนึ่งพี่ชายของพสุธาเกิดโลภ หรือมีเรื่องจำเป็นที่ต้องใช้เงิน แล้วคิดสั้นฆ่าน้องชายเพื่อสมบัติขึ้นมา นั่นก็เป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้ามาก
“ใช่ พวกเรารักกันมาก เขาเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของผม ผมต้องวางแผนเพื่อเขา และจะทำทุกอย่างเพื่อเขา หมายรวมไปถึงปกป้องเขา หากมีใครหรืออะไรมาทำร้ายเขา ต่อให้ต้องล้มละลาย ผมก็จะแก้แค้นให้สาสม” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มบาง แต่ทำให้คนฟังทั้งสามตัวสั่นสะท้านขึ้นมา
น่ากลัว น่ากลัวเกินไปแล้ว เด็กอายุสิบแปดปีคนหนึ่ง มีกลิ่นอายที่น่ากลัวขนาดนี้ได้อย่างไร
ทั้งสามคนต่างก็คิดเหมือนกัน และพวกเขาก็มั่นใจมาก ว่าสิ่งที่พสุธาพูดออกมา ไม่ใช่คำขู่ แต่เจ้าตัวพร้อมจะทำเช่นนั้นจริง ๆ หากเกิดเรื่องขึ้นกับพี่ชายของเจ้าตัว
พวกเขาคิดว่า หากศัตรูลงมือกับตัวพสุธาเอง อาจจะมีทางรอดชีวิต แต่หากลงมือกับพี่ชายของเจ้าตัว ทางเดียวที่จะเดินได้ ก็คือทางไปนรก
“พี่หินไม่เสียดายเหรอ นั่นเป็นของชิ้นเดียวที่แสดงว่าแม่พี่ก็เคยเป็นแม่ที่ดีนะ” นะโมพูดถามศิลา เขารู้สึกเสียดายแทนเจ้าตัว
เรื่องของเรื่องก็คือ ศิลา เอากำไลข้อเท้าที่ทำจากทองคำแท้ ที่ใส่เมื่อตอนเด็กไปขาย เพื่อเอาเงินไปซื้อสร้อยทองพร้อมพระเลี่ยมทอง ให้กับพสุธา
กำไลข้อเท้านั้น เจ้าตัวได้มาจากผู้เป็นยาย ก่อนที่ยายของศิลาจะสิ้นใจ ได้เรียกศิลาเข้าไปหา แล้วเอากำไลสองวงยัดใส่มือศิลา บอกว่ากำไลสองวงนี้ มารดาของศิลาซื้อให้ศิลาใส่ตอนศิลาอายุได้หนึ่งเดือน ตอนนั้นเธอยังไม่ได้ติดเหล้า ยังเป็นมารดาที่ดีคนหนึ่ง จนกระทั่งตอนท้องลูกอีกคน ถึงได้เปลี่ยนเป็นคนละคน ยายของศิลาเห็นท่าไม่ดี ก็เลยแอบเอากำไลไปซ่อนเอาไว้ แล้วก็ซ่อนมาหลายปี จนกระทั่งวันตาย ถึงได้เอาออกมาให้ศิลาเก็บเอาไว้
ศิลาก็เห็นว่ามันเป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจมาก ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดจะขายมันเลย แม้ว่าจะอดแค่ไหนก็ตาม แต่ตอนนี้ศิลานำไปขายแล้ว แล้วเปลี่ยนเป็นสร้อยทองพร้อมพระเลี่ยมกรอบทอง ให้พสุธา
“ไม่เสียดายหรอก เก็บเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ เอาไปเปลี่ยนเป็นสร้อยแขวนพระให้ดินดีกว่า พระจะได้คุ้มครองดิน” ศิลาพูดอย่างมีความสุข เขารอที่จะสวมสร้อยเส้นนี้ให้กับน้องชายแทบไม่ไหวแล้ว
นะโมได้ฟังที่ศิลาพูดแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำ
“อย่างไอ้ดิน ยังต้องให้พระคุ้มครองอีกเหรอ”
“หืม โมพูดอะไรนะ” ศิลาถามนะโม เมื่อได้ยินสิ่งที่เจ้าตัวพูดไม่ชัด
“ที่พี่ซื้อสร้อยพระให้ไอ้ดิน เพราะว่าบ้านหลังนี้มีประวัติใช่ไหม” นะโมถามเสียงกระซิบ พูดเองเขาก็กลัวเอง
ศิลาก็พยักหน้าหงึกหงัก เขาเชื่อเรื่องผีสุดหัวใจ ดังนั้นจึงกลัวว่าน้องชายของเขาจะถูกผีทำร้าย
“แล้วทำไมไม่ซื้อใส่เอง พี่ไม่กลัวเหรอ ไม่อยากให้พระคุ้มครองตัวเองหรือไง” นะโมแกล้งถาม ศิลาส่ายหน้า
“ให้พระคุ้มครองดิน มีดินอยู่ พี่ไม่กลัว”
พสุธาไม่รู้เลยว่า เพราะคำโกหกของเขา ทำให้ศิลายอมขายของที่มีคุณค่าทางจิตใจไปแล้ว ตอนนี้เขาออกมาจากตึกเกรซแล้ว และกำลังปั่นจักรยานกลับบ้าน ทว่ายังไม่ทันจะได้ไปถึงครึ่งทาง เขาก็พบกับรถยนต์ที่คุ้นเคยคันหนึ่ง
นั่นไม่ใช่รถของนายจ้างเขาหรอกเหรอ
พสุธาคิดในใจ ขณะมองไปยังรถของปฐพีที่จอดติดไฟแดงอยู่ และเพื่อพิสูจน์ความคิดของตัวเอง เขาก็ปั่นจักรยานไปใกล้ ๆ
ใช่จริง ๆ ด้วย
เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของปฐพี พสุธาก็ยืนยันได้ว่าตัวเองจำรถไม่ผิดคัน
ปฐพีที่อยู่ในรถ ก็สังเกตเห็นพสุธาแล้วเหมือนกัน เขาลดกระจกลง
“ทำไมนายมาอยู่แถวนี้ล่ะ ออกจากคอนโดฉันไปตั้งนานแล้วนี่” ปฐพีถามอย่างสงสัย
“อ้อ พอดีผมไปทำธุระมาน่ะครับ จะไฟเขียวแล้ว ผมไปก่อนนะครับ” พสุธาพูดตอบ และเมื่อเห็นว่าไฟแดงได้เปลี่ยนไปไฟเหลือง แล้วกำลังจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียวในอีกไม่ช้า เขาก็บอกลาปฐพี แล้วปั่นจักรยานจากมาในทันที
ปฐพีมองดูพสุธาที่ปั่นจักรยานไปตามเลนส์สำหรับรถจักรยาน เขามองได้เพียงแวบเดียว ก็มีเสียงบีบแตรจากรถคันข้างหลัง
ไฟเขียวแล้ว เขาถูกเร่งให้ไปข้างหน้าแล้ว
“ดินไม่ชอบเหรอ” ศิลาถามเสียงเบา เมื่อเห็นว่าน้องชายของเขานั้นไม่ยิ้มเลย เมื่อเขาได้มอบสร้อยให้ไป
“หินเอากำไลไปขายที่ไหน” พสุธาถาม เขารู้เรื่องที่ศิลาเอากำไลไปขายแลกสร้อยมาจากนะโม
“ร้านทองเสี่ยก้อน” นะโมตอบแทนศิลา และเสี่ยก้อน ก็คือพ่อของเฮียโก้นั่นแหละ นอกจากจะเป็นเจ้าของค่ายมวยแล้ว ยังเป็นเจ้าของร้านทองอีกด้วย
เมื่อได้ยินว่ามาจากร้านทองของเสี่ยก้อน พสุธาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แบบนี้เขาจะซื้อกำไลคืนมา ก็ง่ายนิดเดียว
แม้ว่าพ่อแม่ของศิลาจะไม่ดี แต่กำไลคู่นั้น ก็เป็นของที่ยืนยันได้ว่า ครั้งหนึ่ง ศิลาเคยได้รับความรัก ความเอ็นดูจากมารดาผู้ให้กำเนิดของตัวเอง
ของที่สำคัญขนาดนี้ เขาจะยอมปล่อยให้หายไปได้ยังไงกัน
“ดินชอบมาก หินรู้ได้ยังไงว่าดินอยากได้สร้อยอยู่พอดี” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม เมื่อรู้ว่าสามารถเอากำไลคืนมาให้พี่ชายได้ พสุธาก็สามารถยิ้มได้
“ดินกำลังอยากได้สร้อยอยู่พอดีเหรอ งั้นพี่ก็เก่งมากน่ะสิ” ศิลายิ้มอย่างมีความสุข เมื่อคิดว่าเขาซื้อสิ่งที่น้องชายของเขากำลังอยากได้อยู่พอดี
พสุธาผงกศีรษะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขอตัวจากพี่ชาย อ้างว่าจะไปอาบน้ำ แต่จริง ๆ แล้วจะไปโทรศัพท์หาเฮียโก้ เพื่อขอซื้อกำไลคืนมา
นะโมมองสองพี่น้องที่คิดเผื่อกันและกัน เขาก็อดอิจฉาไม่ได้
เขาเองก็อยากมีพี่น้องแบบนี้สักคนเหมือนกัน
“ไม่ทันแล้วมึง หลังจากที่มึงบอก กูก็รีบไปถามให้เลย แต่ว่ามีคนซื้อกำไลของพี่มึงไปก่อนแล้ว ตอนพี่มึงไปขาย คนที่ซื้อเขาอยู่ในร้านพอดี พอพี่มึงขายให้ร้าน เขาก็ซื้อต่อจากร้านทันทีเลย”
“หืม ใคร ทำไมเขาต้องซื้อกำไลของหินด้วย มันไม่ใช่ของหลุดจำนำสักหน่อย ปกติก็ไม่มีคนซื้อทองต่อแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ
“กูก็ไม่รู้ แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้จะดูกล้องวงจนปิดให้”
“รบกวนเฮียด้วยนะ กำไลนั่นมันสำคัญมากจริง ๆ หินน่าตีชะมัด ของสำคัญแบบนั้นยังเอาไปขายได้” พสุธาบ่นถึงพี่ชายตัวเองเบา ๆ
“นั่นก็เพราะว่าสำหรับหิน มึงสำคัญกว่ากำไลคู่นั้นยังไงล่ะ”
“กูเจอแล้วนะ คนที่ซื้อกำไลพี่มึงไปน่ะ” ยังไม่ทันจะแปดโมงเช้าดี พสุธาก็ได้รับโทรศัพท์สายนี้จากเฮียโก้
พสุธาที่กำลังง่วง ๆ อยู่ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เขาก็ตื่นเต็มตาในทันที
“ใครเฮีย มีช่องทางติดต่อไหม”
“เอาทำไมช่องทางติดต่อ เดี๋ยวมึงก็ได้เจอ”
“เฮียหมายความว่ายังไง” พสุธาถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก็คนที่ซื้อกำไลของพี่ชายมึงไป คือคุณป๋าของมึงไง”