16. ตอนที่ 15
ตอนที่ 15
คำพูดทะลึ่งตึงตังของเฮียโก้ ไม่ได้ทำให้พสุธาเข้าหน้าปฐพีไม่ติด เขายังคงวางตัวได้เป็นปกติ นั่นเพราะไม่ได้เก็บคำพูดไร้สาระนั่นมาคิด พูดให้ชัดก็คือ หลังจากที่คุยกันจบแล้ว เขาก็ลืมเรื่องที่คุยเล่นนั่นไปเลย
“คุณป๋า ผมกลับก่อนนะครับ” พสุธาพูดกับปฐพี หลังจากที่เขาจัดการเรื่องมื้อเย็นของปฐพีเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“อยู่กินข้าวเป็นเพื่อนฉันก่อนสิ” ปฐพีรั้งพสุธาเอาไว้
พสุธาเลกคิ้วอย่างแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติแล้วเขาไม่ได้ร่วมมื้อเย็นกลับอีกฝ่าย
“คุณป๋ามีเรื่องอะไรจะคุยกับผมหรือเปล่าครับ” พสุธาถาม เขาคิดว่าที่ปฐพีรั้งเขาเอาไว้ แล้วเอาเรื่องกินข้าวมื้อเย็นเป็นเพื่อนมาอ้าง เพราะมีเรื่องอยากจะพูดกับเขา
“ถือว่ามีก็แล้วกัน” ปฐพีพูดตอบ
พสุธางงหนัก ‘ถือว่ามีก็แล้วกัน’ นี่สรุปว่ามีหรือไม่มีกันแน่
“คุณป๋ามีเรื่องอะไรเหรอครับ” ถึงจะสงสัย แต่ปฐพีก็ยังนั่งลงที่โต๊ะอาหาร แล้วถามออกมา
“ไปตักข้าวมากินก่อนสิ” ปฐพีไม่รีบพูด ยังยืนยันที่จะให้พสุธากินข้าวกับเขา
พสุธาลังเลเล็กน้อย ก่อนที่จะตัดสินใจทำตาม
“ผมไม่ทำเผื่อในส่วนของตัวเองด้วย คุณป๋าจะทานอิ่มไหมครับ” พสุธาถามอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็นไร ปกตินายก็ทำเยอะ จนฉันกินแทบไม่หมด” ปฐพีพูดตอบ
พสุธาไม่รู้ว่าจริง หรืออีกฝ่ายแค่รักษาน้ำใจเขาเท่านั้น
“แล้ว คุณป๋ามีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ” พสุธาถามอีกครั้ง ขณะที่ใช้ช้อนกลางตักอาหารใส่จานตัวเอง
“ฉันได้ยินว่านายตกงานแล้ว” ปฐพีพูดขึ้นมา หลังจากที่นิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง
พสุธามองปฐพีอย่างแปลกใจ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่มันได้ยินเอง” ปฐพีรีบพูดทันที
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอยู่แล้ว” พสุธาพูดยิ้ม ๆ
และใช่ อย่างที่ปฐพีพูดนั่นแหละ เขาตกงานแล้ว
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ เขาได้รับสายโทรศัพท์จากญาติของป้าเพ็ญ ซึ่งก็เป็นลูกมือป้าเพ็ญที่ร้านก๋วยเตี๋ยวด้วย อีกฝ่ายโทรศัพท์มาบอกเขาว่าป้าเพ็ญจะไม่กลับประเทศในเร็ว ๆ นี้ เพราะว่าจะอยู่ที่นู่น ดูแลลูกสะใภ้ที่กำลังตั้งครรภ์ และเมื่อลูกสะใภ้คลอด ป้าเพ็ญก็จะอยู่ช่วยเลี้ยงหลานที่นั่นด้วย
ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ป้าเพ็ญไม่กลับมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวแล้ว และก็หมายถึงการเลิกจ้างพสุธาด้วย
พสุธาเมื่อได้ยินเรื่องนี้ เขาก็เหม่อไปชั่วขณะหนึ่ง
เขาถูกเลิกจ้าง นั่นไม่ใช่แค่ตกงาน แต่หมายถึงเขาทำภารกิจเลื่อนระดับไม่สำเร็จนะ
แต่พสุธาก็ซึมเพียงแค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น เพราะว่าเขาสามารถไปหารับจ้างล้างจานที่ร้านอาหารร้านอื่นได้ และเขาคิดอีกที ก็คิดว่านี่อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ เพราะเขาจะได้ไม่ต้องกลับไปย่านเก่า ไม่ต้องไปเจอกับผัวเมียที่ไม่ได้เรื่องคู่นั้นอีก
ส่วนเรื่องงาน พสุธาวางแผนจะหางานแถว ๆ คฤหาสน์ของเขา หรือไม่ก็แถว ๆ มหาวิทยาลัย เพื่อความสะดวก
กลับมาที่ตอนนี้ก่อน
“ว่าแต่ทำไมคุณป๋าถึงถามเรื่องนี้เหรอครับ” พสุธาถามปฐพีกลับไป
“ในเมื่อนายไม่ต้องไปทำงานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแล้ว สนใจมาทำงานให้ฉันแทนไหม” ปฐพีเสนองานให้พสุธาอีกครั้ง หลังจากถูกปฏิเสธไปเมื่อวันที่พสุธามาทำงานวันแรก
“ผมยังต้องทำงานเป็นคนล้างจานต่อไปครับ” พสุธาส่ายหน้า
ปฐพีขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ทำไมพสุธาถึงได้ยึดติดกับงานล้างจานนัก ทั้ง ๆ ที่มีตัวเลือกที่ดีกว่าแท้ ๆ
อันที่จริงด้วยความสามารถในการแปลภาษาของเจ้าตัว เจ้าตัวสามารถรับงานแปลได้อย่างง่ายดาย งานไม่ลำบากเท่ากับล้างจาน และยังเงินดีกว่าด้วย
คิดอะไรอยู่กันแน่นะ
ปฐพีขมวดคิ้วมุ่น
“นายชอบงานล้างจานขนาดนั้นเลยเหรอ”
‘ระบบต่างหากที่ชอบ!’ พสุธาเกือบจะโพล่งตอบออกไปแบบนี้แล้ว
“งานล้างจานก็ดีนะครับ ล้างจานไป มีเวลาใคร่ครวญชีวิตตัวเองไป” พสุธาโกหกอย่างลื่นไหล
ปฐพีหรี่ตาลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ไม่ได้เค้นถามอะไรอีก
“ฉันมีเพื่อนที่เปิดร้านอาหารอยู่ แต่เป็นร้านอาหารกึ่งร้านเหล้าที่เปิดช่วงเย็นถึงเที่ยงคืน นายสนใจไปทำที่นั่นไหมล่ะ” ปฐพีเห็นว่าพสุธาจะต้องทำงานล้างจานให้ได้ เขาจึงคิดถึงร้านอาหารของเพื่อนเขาขึ้นมา
“ร้านเพื่อนคุณป๋าเหรอครับ อยู่ที่ไหนครับ” พสุธาถามอย่างสนใจ
“อยู่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยนี่แหละ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ของร้าน ก็เป็นพวกนักศึกษา ถ้านายไม่กลัวจะเจอเพื่อนนักศึกษา ก็ไปลองทำดูได้”
“กลัวทำไมครับ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ก็งานสุจริตไม่ใช่เหรอครับ” พสุธาไม่ได้ตอบสร้างภาพ แต่เขาคิดแบบนี้จริง ๆ
“อืม เป็นงานสุจริต หาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่มีอะไรน่าอายจริง ๆ” ปฐพีพยักหน้ากับคำพูดของพสุธา
“งั้นวันพรุ่งนี้ผมไปสมัครเลยได้ไหมครับ” พสุธาถามอย่างกระตือรือร้น
เพราะว่าเขาทำงานให้ปฐพีอีกแค่สองวัน ก็จบภารกิจแล้ว และต้องกลับไปทำงานล้างจานต่อโดยไว เพื่อที่จะเก็บแต้มความลำบากให้ครบเร็ว ๆ จะได้เลื่อนระดับได้
ถ้าเลื่อนไปถึงระดับสาม ร้านค้าของระบบจะเปิดขึ้น เขาสามารถใช้คะแนนแลกซื้อของในร้านค้าได้
“วันอาทิตย์ก็แล้วกัน วันนั้นหลังจากมอบตัวเสร็จ นายก็ไปหาฉันที่คณะ เพื่อนฉันคนนี้ก็เรียนคณะเดียวกันกับฉันนี่แหละ”
“ได้ครับ ว่าแต่เพื่อนคุณป๋าคนนี้ ก็เป็นเพื่อนกับเฮียโก้ด้วยใช่ไหมครับ”
“ใช่ มันชื่อพันไมล์ เพื่อนกลุ่มเดียวกัน แต่ไอ้โก้ฉันรู้จักตั้งแต่มัธยม ส่วนเพื่อนคนนี้ ฉันรู้จักตอนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”
“อ้อครับ ขอบคุณคุณป๋านะครับที่ช่วยหางานให้” พสุธาไม่ลืมที่จะขอบคุณอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไร นายเป็นน้องไอ้โก้ ก็เหมือนเป็นน้องฉันอีกคน” ปฐพีพูดอย่างใจกว้าง ส่วนพสุธาก็ปากเร็ว
“ถ้าอย่างนั้นพี่ชายคนนี้ มีอั่งเปาให้น้องชายบ้างไหมครับ”
“มึงโดนไอ้ดินรีดไถแล้วเหรอ ฮ่า ๆ” คำถามที่ตามมาด้วยเสียงหัวเราะร่วนของเพื่อนสนิท ทำให้ปฐพีมุมปากกระตุก ต้องยกโทรศัพท์ออกจากหู เพราะเสียงหัวเราะของเพื่อนนั้นมันเสียดแทงหูเขาเสียเหลือเกิน
“เด็กนั่นเปลี่ยนหน้าไวดีจริง ๆ”
ตอนแรกยังเป็นเด็กน่ารัก พริบตาเดียวก็เปลี่ยนเป็นเด็กหน้าเงินไปเสียแล้ว
“หึหึ มันก็หยอกมึงเล่นนั่นแหละ ถ้ามึงให้จริง ๆ มันไม่เอาหรอก นอกจากมึงจะให้ค่าจ้างเพิ่มนั่นแหละ” เฮียโก้กลัวว่าเพื่อนจะเข้าใจน้องรักของตัวเองผิด จึงอดที่จะแก้ต่างแทนไม่ได้
“กูรู้” ปฐพีตอบสั้น ๆ แต่เขาก็รู้จริง ๆ
รู้เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะเขาควักเงินให้พสุธาจริง ๆ น่ะสิ แต่เจ้าตัวก็รีบปฏิเสธ แล้วบอกว่าพูดเล่นเท่านั้น
“มันเป็นเด็กดีนะมึง เก่งด้วย เข้มแข็งด้วย ใครได้ไปนี่โคตรจะโชคดีเลย” ปฐพีรู้สึกว่าเพื่อนพูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย
“มึงคงไม่ได้จะจับคู่น้องมึงกับกูใช่ไหม” ปฐพีถามออกไป
“กูไม่ได้พูดนะ มึงพูดเองนะ” เฮียโก้พูดเสียงกรุ้มกริ่ม
“น้องมึงเพิ่งจะอายุสิบแปด ปล่อยให้เด็กได้เจอโลกกว้างก่อนเถอะ” ปฐพีพูดเสียงจนใจ ทำไมทั้งเพื่อน ทั้งพี่ชาย ถึงได้เชียร์พสุธาให้กับเขานักนะ
ใช่แล้ว ปฐพีก็รู้ว่าพี่ชายของเขาอย่างปฐวี ก็อยากให้เขาได้คบหากับพสุธา แต่สำหรับปฐวี ปฐพีรู้สึกว่านอกจากเจ้าตัวจะอยากหาแฟนให้เขาแล้ว เจ้าตัวยังอยากกินของอร่อยด้วย
อืม ดูเหมือนเหตุผลหลังจะเป็นเหตุหลักเสียด้วยซ้ำ
“พูดแบบนี้ แสดงว่าถ้ากูเจอโลกกว้างแล้วยังไม่มีใคร มึงก็สามารถเป็นโลกทั้งใบให้น้องกูได้สินะ”
“มึงดูซีรีส์ให้น้อยลงหน่อยเถอะ คำพูดคำจา ยังกับหลุดมาจากซีรีส์”
“ถ้ากูชอบดูซีรีส์ มึงก็พระเอกซีรีส์นั่นแหละ หล่อ รวย มีโรคแปลก มีแสงจันทร์ขาว แล้วก็กำลังจะมีซินเดอเรลาเป็นของตัวเอง” เฮียโก้พูดแล้วก็หัวเราะร่วน จากนั้นก็กดตัดสายทิ้งทันที เพราะรู้ว่าเพื่อนต้องด่ากลับมาแน่ ๆ
ปฐพีคิ้วกระตุก เมื่อเพื่อนสนิทชิงตัดสายไปก่อนแล้ว ทำให้เขาไม่ได้ด่ากลับไปเลย
“ปวดหัวจริง ๆ” ปฐพีพูดบ่น ก่อนจะยกมือนวดคลึงที่ขมับตัวเอง เขารู้สึกได้ถึงเส้นเลือดที่เต้นตุบ ๆ
พสุธาไม่รู้ว่าเขาถูกคนที่ตัวเองนับถือเป็นพี่ชาย จับคู่เข้าให้แล้ว หลังออกมาจากคอนโดมิเนียมของปฐพี เขาก็ตรงกลับคฤหาสน์ทันที เมื่อพสุธากลับเข้าคฤหาสน์ ก็เห็นพี่ชายนั่งหน้าซึมอยู่ที่ห้องโถง
“เป็นอะไร โดนใครแกล้งมา” พสุธาถามทันที น้ำเสียงกดต่ำ แฝงความขุ่นมัวเอาไว้
“ไม่มีใครแกล้งพี่หรอก” ศิลาส่ายหน้าปฏิเสธ
“อย่าโกหก ถ้าไม่มีใครแกล้ง จะนั่งทำหน้าเศร้าทำไม”
“ไม่มีใครแกล้ง แต่พี่ถูกให้ออกจากงานแล้ว”
“ฮะ นี่มันข่าวดีไม่ใช่เหรอ จะทำหน้าเศร้าทำไม จะได้ไปเริ่มงานที่ใหม่สักที” พสุธาพูดอย่างดีใจ เขาอยากให้พี่ชายของเขาลาออกจากบริษัทเดิมตั้งนานแล้ว และจะได้ไปทำงานที่ใหม่ ซึ่งเป็นบริษัทที่เขาถือหุ้นอยู่ ที่นั่น เขามั่นใจได้ว่าไม่มีใครกล้ารังแกพี่ชายของเขา หรือต่อให้มี พี่ชายของเขาก็ต้องได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน
ศิลาได้ยินคำพูดอารมณ์ดีของน้องชาย เขาก็กะพริบตาปริบ ๆ แล้วพูด
“บริษัทถูกขายให้กับเจ้าของคนใหม่ เจ้าของคนใหม่ก็บอกว่าต้องการปรับโครงสร้างบริษัท และจัดสรรบุคลากรใหม่ เขาโยกย้ายพนักงานบางคนมาจากบริษัทของเขาที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ปลดพนักงานเก่าบางคนออก พี่ก็โดนด้วย เหตุผลเพราะว่าวุฒิการศึกษาของพี่ไม่ถึงมาตรฐานที่เขาตั้งไว้” ศิลาเสียใจที่คุณค่าของเขา ถูกประเมินจากวุฒิการศึกษา ไม่ใช่ความสามารถ
“ไม่สิ ความจริงหินก็ยื่นใบลาออกไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังต้องปลดออกอีกล่ะ” พสุธาถามอย่างนึกขึ้นได้
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน” ศิลาส่ายหน้า
“ไม่แน่ว่าเพราะเห็นหินจะลาออกอยู่แล้ว ก็เลยใส่รายชื่อหินไปในรายชื่อพนักงานที่ถูกปลดด้วย ส่วนเหตุผลนั้น ก็อาจจะแค่เพียงแกล้งหินหรือเปล่า ใครเป็นคนให้เหตุผลตอนหินออก”
“หัวหน้าฝ่ายบุคคล”
“แล้วปกติเขาปฏิบัติต่อหินแบบไหน ชอบ ไม่ชอบ หรือว่าเฉย ๆ”
“น้องเขยของเขา ถูกไล่ออกจากบริษัทเพราะทำบัญชีผิดพลาด แล้วพี่เป็นคนเจอ” ศิลาพูดตอบ
คำตอบที่ได้นี้ ก็ทำให้พสุธาพอจะคาดเดาเหตุผลออกแล้ว
นี่มันคือการแกล้งกันชัด ๆ แล้ว เหตุผลที่ถูกให้ออกจากงาน จะถูกบันทึกเอาไว้ ถ้าศิลาไปสมัครงานที่อื่น แล้วฝ่ายบุคคลอื่นต้องการตรวจสอบจากบริษัทเดิม ประวัติของศิลาก็จะกลายเป็นว่าถูกปลดออก ไม่ใช่ลาออกเอง
พสุธาสีหน้ามืดครึ้ม นึกอยากจะเล่นงานใครสักคน
ดูเหมือนว่าเขาต้องปรึกษากับทนายเกษม ว่าเรื่องนี้พอจะทำอะไรได้บ้างหรือเปล่า
เขาไม่หวังฟ้องเรียกค่าเสียหายหรอก แต่อย่างน้อยต้องทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าทำให้ประวัติพี่ชายของเขาเสียหาย
“ในเมื่อไม่ต้องไปทำงานที่เดิมแล้ว หินก็พักสักสองสามวัน แล้วไปเริ่มงานที่บริษัทใหม่เถอะ”
“พี่จะไปวันจันทร์” ถ้าไม่ใช่ว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ และแผนกบัญชีของบริษัทเท็นซีหยุดทุกวันเสาร์อาทิตย์ ศิลาจะไปเริ่มงานพรุ่งนี้เลย
“ก็ตามใจหิน ถ้าไปทำงานที่ใหม่แล้วโดนแกล้ง มาบอกดินทันทีเลยนะ”
“พี่ไม่ได้เป็นเด็กขี้ฟ้องสักหน่อย” ศิลาทำแก้มพองลม จนใจที่น้องชายทำเหมือนเขาเป็นลูกน้อยที่กำลังจะไปเรียนวันแรก แล้วกลัวถูกเพื่อนรังแก
เขาอายุยี่สิบปีแล้วนะ เขาสู้คนได้นะ!
“แล้วนี่กินข้าวหรือยัง แล้วไอ้โมล่ะ” พสุธาถามอย่างเปลี่ยนเรื่อง เมื่อเห็นสีหน้าของพี่ชาย
ถูกงอนเข้าแล้ว
“พี่กินขนมปังไปแล้ว ยังไม่หิว ส่วนโมไปอาบน้ำ ยังไม่ลงมาเลย เอ๊ะ นั่นไง มาแล้ว” ศิลาชี้ไปยังนะโม ที่ใส่กางเกงบอล กับเสื้อยืดของแถมจากน้ำมันเครื่องที่อู่ให้มา กำลังเดินลงบันไดมา
“มึงกินอะไรหรือยัง”
“ยัง แต่กูซื้อกับข้าวมาแล้ว ซื้อมาเผื่อมึงกับพี่หินด้วย” นะโมพูดตอบ
“งั้นเดี๋ยวพี่ไปอุ่นเอง ดินกินข้าวด้วยกันนะ” ศิลาเสนอตัวทันที
พสุธาก็พยักหน้าตกลง แม้ว่าเขาจะกินข้าวมาจากคอนโดมิเนียมของปฐพีแล้ว แต่ก็กินไม่อิ่มเท่าไร ยังเหลือกระเพาะอีกเกือบครึ่ง
“งานมึงเป็นไงบ้าง” พสุธาถามเพื่อนสนิทของตัวเอง
“ก็ดี ช่วงนี้มีลูกค้าเอารถมาซ่อมเยอะ กูก็ได้ค่าแรงเยอะขึ้นด้วย” เงินเดือนพื้นฐานของนะโมอยู่ที่ห้าพันเท่านั้น แต่ถ้ามีรถมาซ่อมเข้าเป้า นะโมก็จะได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นด้วย เหมือนกับเซลล์ขายบ้าน ขายรถแบบนั้น
“มึงคิดจะเรียนต่อบ้างไหม” พสุธามถามขึ้นมา นะโมเรียนจบเทียบมัธยมศึกษาสามเท่านั้น แล้วไม่ได้ไปเรียนต่อ
“ไม่เอาหรอก กูมันแก่เกินเรียนแล้ว”
“มึงสิบแปด ไม่ใช่แปดสิบ แก่ห่าอะไรล่ะ” พสุธาเถียงทันควัน เพราะเขาและนะโมอายุเท่ากัน ถ้านะโมแก่ เขาก็แก่ด้วยน่ะสิ
“หึ เออ ๆ นั่นแหละ กูไม่ชอบเรียน กูทำงานหาเงินดีกว่า” นะโมหลบสายตาพสุธา
“มึงเรียนไปทำงานไปได้นะ ตอนนี้เขามีเรียนทุกเสาร์อาทิตย์ หรือไม่ก็เรียนภาคค่ำ หรือถ้ามึงไม่อยากไปเรียนแบบนั้น ก็ไปลงเรียนซ่อมรถยนต์เพิ่มเติมก็ได้ มันมีที่เปิดคลาสสอนอยู่” พสุธาพูด ก่อนจะพูดต่ออีกว่า
“ถ้ามึงห่วงเรื่องเงิน ยืมเงินกูก่อนก็ได้ จะบอกให้นะ วันนี้กูเล่นหวยในเว็บไซต์ ได้เงินมาสามแสนเลยนะมึง” พสุธาแกล้งกระซิบกับนะโม
“สามแสน! นี่มึงเล่นไปกี่บาทเนี่ย ไม่ดีแล้ว มึงเสพติดการเล่นพนันแล้วหรือเปล่าเนี่ย” นะโมพูดอย่างตกใจ แล้วก็กังวลด้วย
เขากลัวว่าเพื่อนของเขาจะติดการพนัน นั่นมันแย่ยิ่งกว่าการโดนโจรขึ้นบ้านอีกนะ
ถ้าโจรขึ้นบ้าน อย่างน้อยก็ยังเหลือบ้าน แต่เล่นการพนัน แม้แต่บ้านก็อาจจะไม่เหลือ
“มึงโวยวายอะไร กูไม่ได้เล่นเยอะ แต่โชคดีที่กูถูกรางวัลใหญ่ไง เลยได้เงินมาเยอะ อีกอย่างกูก็จะไม่เล่นแล้ว ที่เล่นนี่เพราะเมื่อคืนฝันว่ามีคนมาให้เลข กูเลยไปซื้อขำ ๆ ไม่คิดว่าจะถูก” พสุธาสร้างเรื่องได้อย่างลื่นไหล และคล่องปาก
“เมื่อคืนมึงก็ฝันว่ามีคนมาให้เลขเหรอ” นะโมตาโตถามเพื่อน
“มึงก็ฝันเหมือนกันเหรอ” พสุธาจับสังเกตคำพูดของเพื่อนได้
“ใช่น่ะสิ แต่กูเอาไปเล่นแล้วไม่ถูก ทำไมลำเอียงแบบนี้วะ ให้เลขมึงถูก แต่ให้เลขกูไม่ถูก” นะโมพูดอย่างเจ็บใจ
พสุธามุมปากกระตุก
เขาโกหกเรื่องที่ฝันได้เลขเด็ด แต่คนที่ฝันจริง ๆ คือนะโม
“แล้วทำเป็นว่ากูเรื่องเล่นหวยนะมึง”
“ก็กูคิดว่ามึงเล่นเยอะ เห็นได้เงินเยอะนี่หว่า ส่วนกูเล่นขำ ๆ ห้าบาท ฝากเมียพี่ที่ทำงานเล่น” นะโมพูดเขิน ๆ
พสุธาแค่นหัวเราะในลำคอ แต่ไม่พูดอะไรอีก เพราะศิลาเดินมาตามพวกเขาไปกินข้าวพอดี
“มึงอย่าบอกเรื่องกูเล่นหวยกับหินนะ กูไม่อยากหูชา” พสุธากระซิบกับเพื่อน
“ได้ ถ้ามึงรับปากว่าจะไม่เล่นหวยอีก”
“ได้” พสุธารับปาก แต่ในใจก็เริ่มครุ่นคิดอย่างหนักใจ ว่าต่อไปเขาจะหาข้ออ้างอะไร เวลาจะเอาเงินมาใช้กับพี่ชาย กับเพื่อนล่ะ
บอกว่ามีป๋าเลี้ยงดีไหมนะ