LNCrawler

17. ตอนที่ 16

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 16

ขณะที่คฤหาสน์หลังหนึ่ง บุคคลสามคนซึ่งไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน กำลังกินอาหารค่ำด้วยกันอย่างอบอุ่น ในขณะเดียวกัน คฤหาสน์อีกหลังหนึ่ง ครอบครัวที่มีสายเลือดเดียวกัน บรรยากาศก็กำลังเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว

“เมื่อวานแกอยู่ที่บริษัทยังไง ฮึ! ทำไมแกถึงไม่รู้ว่าเจ้าของตึกไปปรากฏตัวที่บริษัท!” เด่นชัยตระโกนใส่ลูกชายฝาแฝดของตัวเองอย่างกราดเกรี้ยว เมื่อเขาได้ล่วงรู้ในวันนี้นี่เอง ว่าเมื่อนี้ เจ้าของตึกได้ไปปรากฏตัวที่ตึก

เจ้าของตึกที่ลึกลับ และไม่เคยมาเหยียบที่ตึกเลย นับตั้งแต่ได้เป็นเจ้าของตึก แต่เมื่อวานเจ้าตัวเผยโฉมแล้ว พวกเขาที่ควรจะรีบฉวยโอกาสนี้ในการเข้าหา และขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยลดค่าเช่าให้ กลับพลาดโอกาสนี้ไปอย่างน่าโมโห

เด่นชัยไม่รู้เลยว่า ที่บอกว่าพลาดโอกาสไปนั้น ไม่ใช่พลาดโอกาสเพราะไม่ได้เจอพสุธาเมื่อวานนี้ แต่พลาดไปตั้งแต่วันที่พวกเขาไปเปิดเผยกับพสุธา เรื่องที่เจ้าตัวเป็นลูกชายในสายเลือดของตัวเอง พวกเขาพลาดไปตั้งแต่ที่ไม่ยอมรับพสุธาเป็นคนในครอบครัวแล้ว

ส่วนทางด้านฝาแฝดเด่นหล้า และเด่นคุณ ทั้งคู่มีสีหน้าเหมือนคนถูกใส่ร้าย

“พ่อครับ ผมได้ยินว่าเจ้าของตึกมาตอนหนึ่งทุ่ม ตอนนั้นพวกเราก็เลิกงานกันหมดแล้ว จะไปเจอเขาได้ยังไงล่ะครับ” เด่นหล้าพูดด้วยน้ำเสียงจนใจ

พ่อคิดว่าเขาไม่อยากเจอเจ้าของตึกหรือไง ได้ยินว่าอีกฝ่ายอายุยังน้อย ถ้าได้เจอ และสามารถคบหาเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายได้ เขาจะได้รับผลประโยชน์มหาศาลขนาดไหนกัน คิดว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้เหรอ

เพราะอย่างนั้น เขากระตือรือร้นที่จะเจอเจ้าของตึกยิ่งกว่าผู้เป็นพ่อเสียอีก แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเจ้าของตึกที่ไม่เคยปรากฏตัว จะไปปรากฏตัวที่ตึกเมื่อวานนี้

เขาไม่ได้มีความสามารถในการล่วงรู้อนาคตเสียหน่อย

เด่นหล้าบ่นอยู่ในใจ

“เลิกงาน เลิกงาน ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง ไม่เคยเลิกงานกันหรือไง ทำไมไม่ทำงานล่วงเวลากัน! บริษัทขาดทุนมากี่ไตรมาสแล้ว กำลังจะฉิบหายกันหมดแล้ว ยังไม่รู้จักทำงานให้หนักขึ้น รู้จักแต่ผลาญเงินไปวัน ๆ กันหรือไง!” เด่นชัยตวาดเสียงดัง ทำเอาคนเป็นภรรยาสะดุ้งโหยง ส่วนลูกชายฝาแฝด และลูกปลอมที่อุ้มผิดตัวมา ก็ก้มหน้างุด ๆ คล้ายรู้สึกผิด แต่ในใจนั้นคัดค้านคำพูดผู้เป็นพ่อ

พ่อก็ไม่ได้ทำงานล่วงเวลาไม่ใช่หรือไง เงินที่หามาได้ พ่อก็เอาไปปรนเปรอเมียด้วยตั้งเยอะไม่ใช่หรือไง

ทั้งสามคนต่างมีความคิดเช่นนี้

“ไปเลยนะ ไปหามาให้ได้เลยว่าเจ้าของตึกเป็นใครกันแน่ ได้ยินว่าวันนั้นมีคนเห็นเจ้าของตึกเยอะแยะ ต้องมีคนบังเอิญถ่ายรูปไว้ได้บ้าง หาให้เจอ แล้วดูว่าไปสร้างความขุ่นเคืองใจอะไรให้เขา จะได้รีบไปขอโทษ!” เด่นชัยสั่งการเสียงดังลั่น

“ทราบแล้วครับ” สองฝาแฝดก็รีบขานรับคำสั่งในทันที ขณะที่ดุจฝันนั้นไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับกิจการของครอบครัว แค่ใช้ชีวิตอย่างเสวยสุขบนกองเงินกองทางก็พอ

 

พสุธาไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านครอบครัวกิจอนันต์ หลังจากที่เขากินมื้อค่ำเรียบร้อยแล้ว ก็กลับขึ้นห้องนอนไปพักผ่อน

และยังเหมือนคืนแรกที่พวกเขาเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ เขาถูกบีบเอาไว้ตรงกลาง บนเตียงนอนที่กว้างพอจะนอนได้สิบคน

“น้ำมนต์ก็พรมแล้ว หลวงพ่อยังสวดปัดเป่าให้ด้วย ห้องพระก็มีแล้ว ยังจะกลัวอะไรกันอีก” พสุธาถามขึ้นมา เขาลืมตาเหม่อมองเพดาน

“นอนสามคนอบอุ่นดี ไม่เหงา” นะโมพูดตอบก่อน

“นอนกับดิน ชินแล้ว” ศิลาก็ตอบบ้าง แต่เหตุผลของศิลานั้นเป็นเหตุผลที่แท้จริง

ตั้งแต่เด็ก เขาและพสุธาก็นอนด้วยกันอยู่ทุกคืน ตอนแรกเพราะบ้านมีแค่สองห้องนอน พ่อกับแม่นอนห้องหนึ่ง ศิลาและพสุธาอีกห้องหนึ่ง หลังย้ายออกมาจากบ้านหลังนั้น พวกเขาก็เช่าห้องอยู่ด้วยกัน

อยู่ด้วยกันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ศิลาไม่คุ้นชินที่จะนอนหลับโดยไม่มีน้องชาย

“แบบนี้ถ้าหินแต่งงาน จะทำยังไงล่ะ ดินเข้าห้องหอกับหินด้วยไม่ได้หรอกนะ” พสุธาแหย่พี่ชาย

“พี่ไม่แต่งหรอก” ศิลารีบพูดอย่างรวดเร็ว

“ถ้าเจอคนที่รัก เดี๋ยวก็เปลี่ยนใจ แต่ว่าถ้าจะให้ดี หินแต่งงานช้าหน่อยก็ได้ อายุสักสามสิบห้าค่อยแต่ง ก็ยังไม่สายเกินไป” พสุธาพูดอย่างจริงจัง

นะโมที่นอนอยู่อีกฝั่ง ได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิท ที่มีต่อพี่ชายของเจ้าตัว เขาก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงดี

ทำไมเพื่อนเขาเหมือนพ่อที่หวงลูกสาวอย่างไรอย่างนั้น

“พี่รอดินแต่งงานก่อน แล้วพี่ค่อยแต่ง” ศิลาพูดอย่างจริงจัง

“จบแล้ว งั้นหินก็ไม่น่าจะได้แต่งงานแล้ว” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ เพราะเขาไม่คิดจะแต่งงาน

ถ้าเขาสามารถทำภารกิจของระบบได้ ถึงตอนนั้นเขาก็เป็นเศรษฐีล้านล้านแล้ว ยังจะต้องการแต่งงานเพื่ออะไรอีก

หาคนมาช่วยใช้เงินหรือไง ไม่มีทาง เงินของเขามีให้พี่ชายของเขาเท่านั้นแหละ อ้อ ให้เพื่อนอย่างนะโมด้วย

“งั้นพวกเราสองพี่น้องก็อยู่กันแบบนี้ตลอดไป” ศิลาพูดอย่างมีความสุข

“นี่ ขออยู่ด้วยคนได้ไหม ตอนนี้นอนกันอยู่สามคนเนอะ” นะโมพูดขึ้นมาอย่างงอน ๆ

“โมอย่างอน โมก็อยู่กับพวกเรา พวกเราสามคนอยู่ด้วยกันตลอดไป” ศิลารีบพูดง้อในทันที เขายืดแขนผ่านตัวพสุธา ไปลูบหลังนะโนเบา ๆ อย่างต้องการง้อ

พสุธาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หลับไปอย่างเริ่มคุ้นชินกับความอบอุ่นนี้แล้ว

ถ้าอยู่ด้วยกันแบบนี้ได้ตลอดไป ก็คงจะดี

 

“หิน เวลาลงทะเบียนมอบตัว เริ่มต้นตอนเก้าโมง นี่เพิ่งจะหกโมงเช้าเองนะ เราไม่ต้องรีบตื่นขนาดนี้ก็ได้มั้ง” พสุธาพูดพลางหาวหวอด ๆ เพราะเขาถูกพี่ชายปลุกขึ้นมาให้อาบน้ำแต่งตัว เตรียมไปมหาวิทยาลัย

“นั่นสิพี่ บ้านเราอยู่ห่างจากมหา’ลัยแค่สิบห้านาทีเอง ตื่นแปดโมงก็ยังทันเลย” นะโมที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วย ก็หาวตามพสุธา

“พี่ตื่นเต้นนี่นา” ศิลาพูดอย่างตื่นเต้นจริง ๆ

วันนี้เป็นวันมอบตัวเข้ามหาวิทยาลัยของพสุธา ในฐานะที่เขาเป็นพี่ชาย ก็ถือว่าเป็นผู้ปกครองคนหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงจะไปส่งพสุธาที่มหาวิทยาลัยด้วย

ตอนที่ศิลาเอ่ยปากเรื่องนี้กับพสุธา พสุธาก็ตอบตกลงในทันที

มีอะไรไม่ตกลง เมื่อพี่ชายของเขาอยากไปส่งเขา ก็ให้เจ้าตัวไป นอกจากนี้เขายังชวนกึ่งบังคับให้นะโมไปด้วย พสุธาคาดหวังว่าบรรยากาศของมหาวิทยาลัย จะทำให้ทั้งศิลา และนะโม เกิดความรู้สึกอยากเรียนมหาวิทยาลัยขึ้นมาบ้าง

“พี่รีดชุดนักศึกษาให้แล้ว เข็มมหาวิทยาลัยก็ติดแล้วเรียบร้อย จริงสิ กระเป๋า พี่ตรวจดูเอกสารแล้ว ไม่น่าจะลืมอะไร แต่ดินตรวจดูอีกทีนะ เดี๋ยวพี่ไปทำอาหารเช้าก่อน” ศิลาพูดแล้วก็เร่งรีบเดินลงไปข้างล่าง เพื่อไปทำอาหารเช้าให้น้องชาย และนะโม หลังจากทำอาหารเสร็จ เขาก็จะรีบขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกรอบ

ศิลาตั้งใจจะใส่ชุดสูทที่พสุธาซื้อให้เขา เพื่อใส่ไปสมัครงาน ใส่ไปส่งพสุธาในวันนี้ ที่เขาตั้งใจแบบนี้ ก็เพราะรู้ว่าในบรรดาเสื้อผ้าทั้งหมดในตู้เสื้อผ้า ชุดสูทชุดนี้แพงที่สุด และเพื่อไม่ให้พสุธาต้องอายเพื่อน ดังนั้นเขาจะต้องแต่งตัวดี ๆ

ศิลาไม่รู้ว่าพสุธาไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยสักนิด หากว่าเขาสนใจ เขาคงไม่ใส่ชุดเก่า ๆ ไปเยือนตึกเกรซหรอก

อีกทั้งพสุธายังจะไปทำงานที่ร้านอาหารของเพื่อนปฐพีด้วย ดังนั้นแล้วไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องเจอเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่ร้านอาหารนั่นอยู่ดี ถึงตอนนั้นคนอื่น ๆ ก็จะรู้ว่าเขามีฐานะ ‘ยากจน’

แต่พสุธาก็ไม่กลัวโดนล้อ เพราะเขาคิดว่าในวัยที่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่มีใครบุลลี่เรื่องฐานะทางบ้านคนอื่นหรอก อย่างมากก็แค่กีดกันออกจากสังคม

บางทีก็อาจจะไม่เชิงกีดกัน แต่บางกิจกรรมก็จะไม่ชวนเขา เพราะรู้ว่าเขาไม่มีเงินมากพอที่จะไปเข้าร่วม

อย่างเช่นไปกินอาหารที่ร้านหรู ๆ หรือการไปชอปปิง หรือการไปเที่ยว

ทว่าต่อให้เขาไม่โดนกีดกันจากสังคม ด้วยการที่เขาต้องทำภารกิจของระบบ พสุธาก็ต้องแยกตัวออกจากกลุ่มสังคมในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

เขาต้องเอาเวลาไปทำงาน จะเอาเวลาไหนไปคบหาเพื่อนล่ะ

กลับมาที่ตอนนี้ เมื่อถูกพี่ชายปลุก พสุธาก็เดินงัวเงีย ลากขาไปอาบน้ำ ขณะที่นะโมเลือกที่จะนอนต่อ แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่หนึ่งเท่านั้น เขาก็ลุกไปอาบน้ำบ้าง

ครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็พร้อมกันที่โต๊ะอาหาร

“ดิน หน้าจะทิ่มลงจานข้าวแล้วมึง” นะโมสะกิดบอกเพื่อนที่หน้าตาจะปิดอยู่

“ง่วง” พสุธาพึมพำเสียงงัวเงีย การอาบน้ำเย็นไม่ได้ช่วยให้เขาตื่นตัวขึ้นมาเลยสักนิดเดียว

ส่วนนะโมนั้นยังดี เพราะปกติเขาตื่นเช้ายิ่งกว่านี้ ด้วยต้องตามหลวงพ่อไปบิณฑบาต

“พี่ทำน้ำมะนาวมาให้ ดินดื่มสักหน่อย จะได้สดชื่น ของนะโมก็มีนะ” ศิลาพูดกับน้องชาย แล้วหันไปพูดกับนะโม

นะโมพยักหน้าหงึกหงัก แล้วหยิบน้ำมะนาวเย็น ๆ มาดื่ม ความเปรี้ยวของน้ำมะนาว ช่วยทำให้เขาตาตื่นได้ดีจริง ๆ

ส่วนพสุธายังคงไม่เคลื่อนไหว ศิลาจึงได้หยิบแก้ว แล้วใส่หลอดลงไป จากนั้นก็ยื่นไปให้พสุธาดูด

“อืม ให้พี่มึงป้อนข้าวเลยดีไหม” นะโมแหย่เพื่อน เมื่อเห็นว่าพสุธาอ้าปากดูดน้ำมะนาวที่พี่ชายป้อน

“ได้ก็ดีนะ” พสุธาตอบเนือย ๆ แต่ศิลาทำจริง ดังนั้นแล้วภาพที่นะโมเห็นในเช้าวันนี้ก็คือ พสุธาที่ถูกพี่ชายนั่งป้อนข้าว

คนพี่ก็ป้อนข้าวน้องคำ กินข้าวของตัวเองคำ ทำแบบนี้จนกระทั่งหมดจาน

“พี่ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวโมล้างจานเอง” นะโมอาสาล้างจาน

“งั้นพี่ฝากด้วยนะ แล้วตอนมื้อเย็น พี่จะเป็นคนล้างจานเอง” ศิลาพูดตอบ

“ได้” นะโมก็รับคำสั้น ๆ ก่อนจะหันมาหาพสุธาที่ตอนนี้นั่งหาวอีกแล้ว

“มึงงีบรอไปก่อนไป”

“ไม่ต้องให้กูช่วยล้างจาน?”

“ก่อนจะช่วยกูล้างจาน มึงลืมตาให้ได้ก่อนดีไหม เป็นแบบนี้ไปช่วยกูล้างจาน ได้เปลืองเงินซื้อจานใหม่กันพอดี”

“มึงดูถูกนักล้างจานมืออาชีพอย่างกูเกินไป อย่างกูน่ะ หลับตาล้างยังได้เลย” คนที่ถูกระบบบังคับให้รับจ้างล้างจาน เถียงทันที รู้สึกว่าตัวเองโดนหมิ่นประมาทเป็นอย่างมาก

นะโมส่ายหน้ากับความโอเวอร์ของเพื่อน ก่อนจะพูด

“มึงงีบไปเถอะ”

 

“ดินลงตรงนี้เอง หินกับนะโมเอารถไปหาที่จอดเถอะ” พสุธาพูด เมื่อพวกเขามาถึงมหาวิทยาลัยแล้ว และในรั้วมหาวิทยาลัย หรือกระทั่งนอกรั้ว ก็เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มีทั้งนักศึกษา และผู้ปกครองของนักศึกษาที่มาส่งลูกหลานของตัวเอง

“ให้นะโมลงไปเป็นเพื่อนไหม” ศิลาถามน้องชายอย่างเป็นห่วง

“ให้มันไปเป็นเพื่อนหินเถอะ” พสุธาคิดแล้ว รู้สึกว่าหินน่าจะต้องการคนไปเป็นเพื่อนมากกว่าเขา

“โมไปกับพี่เอง จะได้ช่วยหาที่จอดด้วย ตอนนี้น่าจะหาที่จอดยาก” นะโมก็เห็นด้วยกับเพื่อนรัก เขาคิดว่าไปช่วยศิลาหาที่จอดรถจะดีกว่า

เมื่อตกลงกันได้แล้ว พสุธาก็เปิดประตูลงจากรถ

“หืม เด็กปีหนึ่งรุ่นนี้มีแต่คนหน้าตาดีแฮะ ดูน้องคนนั้นที่เพิ่งลงจากรถสิ ไม่รู้ว่าอยู่คณะอะไร หน้าตาแบบนี้ ลงประกวดเดือนได้เลยนะ”

“ดูเด็กไปหน่อยไหม เหมือนเพิ่งจะสิบหก เหมือนเพิ่งจะขึ้นมอปลาย”

บทสนทนานี้ ดังมาจากจุดลงทะเบียนนักศึกษาที่อยู่ไม่ไกล และบุคคลในบทสนทนา ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพสุธานั่นเอง

พสุธาที่อยู่ในชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยม เมื่อรวมกับรูปร่างหน้าตา และผิวพรรณที่ขาวสว่างของเจ้าตัว ก็ทำให้พสุธานั้นโดดเด่นมาก แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงคนมากมาย

และอาจจะเพราะรูปร่างหน้าตาที่ถึงแม้จะดูเหมือนเด็ก แต่บรรยากาศที่สงบนิ่งของเจ้าตัว ก็ทำให้เจ้าตัวดูแตกต่างจากนักศึกษาใหม่คนอื่น ๆ ที่ค่อนข้างจะกระตือรือร้น บางคนก็ตื่นเต้น บางคนก็กระวนกระวาย และบางคนก็กลัวกับที่ต้องเปลี่ยนมาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ

พสุธาไม่รู้ว่าเขาเป็นที่พูดถึงแล้ว สายตาของเขากวาดมองหาจุดลงทะเบียนสำหรับคณะนิติศาสตร์

“น้องเป็นนักศึกษาใหม่ใช่ไหมครับ คณะอะไรล่ะ” ขณะที่พสุธากำลังมองหาอยู่นั้น ก็มีรุ่นพี่เข้ามาทักทายเขาอย่างเป็นมิตร

“คณะนิติศาสตร์ครับ”  หลังจากที่พสุธาให้คำตอบออกไป เขาก็ได้เห็นสีหน้าผิดหวังจากรุ่นพี่คนนั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะหันไปตะโกน

“ไอ้เปรม รุ่นน้องคณะมึงน่ะ” สิ้นเสียงนี้ ก็มีนักศึกษาชายใส่แว่นกรอบเหลี่ยมเดินตรงมา

พสุธาเห็นอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกว่าเจ้าตัวหน้าคุ้น ๆ เล็กน้อย เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

“สวัสดี นายเป็นนักศึกษาใหม่ปีนี้ใช่ไหม พี่ชื่อเปรม นายชื่ออะไร”

“สวัสดีครับ ผมชื่อพสุธา ชื่อเล่นว่าดิน” พสุธาแนะนำตัวอย่างสุภาพ

“พสุธา กัมปนาท?” คนเป็นรุ่นพี่กล่าวด้วยสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ใช่ครับ รุ่นพี่รู้จักผมด้วยเหรอครับ” พสุธาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

“อ้อ ไม่รู้จักหรอก แต่พวกเรามีรายชื่อนักศึกษาใหม่ของคณะอยู่ แล้วชื่อกับนามสกุลของนาย มันเอ่อ ค่อนข้างจะสะดุดตา และทำให้จำได้ง่าย”

พสุธาได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เขาก็มุมปากกระตุกไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ขุ่นเคืองอะไร เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่คนแรก ที่มีปฏิกิริยาแบบนี้ ตอนที่เห็นชื่อกับนามสกุลของเขา

“น้องชื่อพสุธา กัมปนาทเหรอ เอ่อ เคยคิดจะเปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนนามสกุลบ้างไหม” รุ่นพี่คนแรกที่เข้ามาทักพสุธา พูดถามขึ้นมา เมื่อได้ยินว่าพสุธานั้นมีชื่อจริง และนามสกุลว่าอย่างไร

พสุธาส่ายหน้า

“นามสกุลบรรพบุรุษส่งต่อมา ชื่อพ่อแม่ก็ตั้งให้มา ขี้เกียจไปเปลี่ยนให้ยุ่งยากครับ” พสุธาไม่อยากยุ่งยากจริง ๆ อีกทั้งเขาก็ไม่สนใจสายตาล้อเลียนของคนอื่น

“ใช่ ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก ชื่อพสุธาก็ดีแล้ว เหมาะสมกับนายดี หนักแน่นมั่นคงดั่งผืนพสุธา” เปรม เปรมปรีดิ์ พูดขึ้นมา

“ขอบคุณที่ชมครับ ว่าแต่ผมต้องลงทะเบียนมอบตัวตรงไหนครับ” แดดร้อน ๆ แบบนี้ พสุธาก็ไม่อยากยืนตากแดดนานนัก

“อ้อ ทางนี้ ๆ เดี๋ยวไปลงทะเบียนเสร็จ แล้วพี่จะพาไปยื่นเอกสารที่ตึกคณะ” เปรมปรีดิ์ พูดอย่างใจดี และกระตือรือร้น

พสุธาไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่าย เดินตามเจ้าตัวไปลงทะเบียน แล้วเขาก็พบว่ามีนักศึกษาอีกสองคนที่เพิ่งจะลงทะเบียนเสร็จ

“เดี๋ยวฉันไปส่งรุ่นน้องสามคนนี้พร้อมกันเอง” เปรมปรีดิ์พูดกับเพื่อนที่นั่งประจำโต๊ะลงทะเบียน ของคณะนิติศาสตร์

“ให้ฉันไปแทนเถอะ ฉันอยากไปแทน” รุ่นพี่คนนั้นก็แสดงความกระตือรือร้นขึ้นมา แต่สายตาจับจ้องที่พสุธาอย่างตาวาววับ

“พอเถอะอีเจ๊ เห็นรุ่นน้องหน้าตาดีไม่ได้เลยนะ” เป็นรุ่นพี่อีกคนที่ขัดขึ้นมา ก่อนจะพูดต่อว่า

“เดี๋ยวกูไปเอง”

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ มองรุ่นพี่ที่แย่งกันทำหน้าที่ ก่อนจะพึมพำออกมา

“พี่ ๆ ที่นี่ใจดีกับรุ่นน้องดีนะ” นักศึกษาใหม่สองคน ที่จะกลายเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของพสุธา เมื่อได้ยินเจ้าตัวพึมพำประโยคนี้ พวกเขาก็มองสบตากัน เห็นความคัดค้านในแววตาของทั้งคู่

ใจดีอะไร ก่อนหน้านี้ยังเกี่ยงกันไปส่งพวกเขาอยู่เลย แต่พอมีพสุธาเข้ามาเพิ่ม กลับแย่งกันไปส่งเสียอย่างนั้น!

“ไปกันเถอะ พวกเราไปที่คณะกัน” เปรมปรีดิ์พูด แล้วพาพสุธา และอีกสองคนไปยังตึกคณะ

ขณะที่กำลังเดินไปยังตึกคณะ พสุธาก็ส่งข้อความบอกพี่ชาย และนะโมว่าเขากำลังจะไปตึกคณะนิติศาสตร์ ถ้าถึงตึกแล้ว เขาจะส่งโลเคชันไปให้

ตอนที่พสุธาส่งข้อความไป พี่ชายและเพื่อนของเขา ก็เดินหลงทางมาจนถึงตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์การบินแล้ว และก็บังเอิญเจอเฮียโก้ที่ยืนอยู่กับกลุ่มเพื่อน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีปฐพี

“ไอ้โม หิน!” เสียงตะโกนของเฮียโก้ ทำให้สองคนที่กำลังหลงทางหันไปมอง

“โกโก้!” ศิลาหันไปเห็นเฮียโก้ เขาก็แสดงสีหน้าดีใจทันที เขารีบจูงมือนะโมเดินเข้าไปหาเฮียโก้

“หิน ยังไม่เลิกเรียกฉันว่าโกโก้อีกนะ” เฮียโก้ทำหน้าบูดบึ้ง ขณะที่เพื่อน ๆ ของเขาก็เริ่มส่งเสียงหัวเราะล้อเลียนแล้ว ก่อนจะเริ่มสนใจผู้มาใหม่ทั้งสองคน

“โกโก้ นี่เพื่อนมึงเหรอ” หนึ่งในกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้วยกัน พูดขึ้นมา แล้วยังไม่ลืมล้อชื่อของเฮียโก้

“โกโก้พ่อมึงสิ แล้วนี่ก็เพื่อนกับน้องกูเอง” เฮียโก้ด่าเพื่อน ก่อนจะชี้ไปที่ศิลา และนะโมตามลำดับ ก่อนจะหันไปหาปฐพี

“นี่หิน พี่ชายของไอ้ดิน แต่มึงเคยเจอแล้วเมื่อวันก่อนนี่ ใช่ไหม” คำพูดของเฮียโก้ ทำให้เพื่อนคนอื่น ๆ หันไปมองปฐพีด้วยสายตาสงสัย

“ดินนี่คือใคร” มีคนถามขึ้นมา ก่อนที่เขาจะได้สองคำตอบพร้อมกัน

“เป็นน้องกู”

“เป็นคนของกู”