LNCrawler

18. ตอนที่ 17

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 17

“นายชื่ออะไร ฉันชื่อสีเทียน ส่วนหมอนี่ชื่อสีไม้ พวกเราเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน” หนึ่งในสองคนที่เดินมาด้วยกันกับพสุธา พูดถาม และแนะนำตัวเองกับลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง

“ฉันชื่อดิน” พสุธาแนะนำตัวเองสั้น ๆ

“โอเค งั้นต่อไปฉันเรียกนายว่าดินแล้วกัน ว่าแต่ทำไมนายถึงเลือกเรียนคณะนี้ล่ะ หรือว่าที่บ้านก็ทำงานเกี่ยวข้องกับกฎหมายเหมือนกัน” สีไม้ถามขึ้นมาบ้าง

พสุธาได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ก็ได้ข้อมูลมา ก็คือว่าลูกพี่ลูกน้องคู่นี้ ที่บ้านทำงานเกี่ยวกับกฎหมาย อาจจะเป็นทนายความ เป็นอัยการ เป็นผู้พิพากษา หรือแม้กระทั่งเป็นตำรวจ ทหาร

“เปล่าหรอก แค่อยากเรียนเฉย ๆ น่ะ” พสุธาส่ายหน้าตอบ

“ดีจริง ๆ เลย ถ้าเรียนเพราะอยากเรียน ต้องมีความสุขกับการเรียน ไม่เหมือนพี่ ถูกบังคับให้เรียน” เปรมปรีดิ์ที่เดินอยู่ข้างหน้า ส่ายหน้าพูดอย่างหดหู่

“หืม พี่ถูกบังคับให้เรียนเหรอ” สีเทียนถามอย่างสนใจ

“อืม พ่อกับพี่ชายเป็นทนายความ แล้วก็มีสำนักงานเล็ก ๆ เลยบังคับให้พี่เรียนด้วย” เปรมปรีดิ์พูดเสียงหดหู่

พสุธาได้ยินคำพูดนี้ เขาก็มองเปรมปรีดิ์อย่างตั้งใจ ก่อนที่เขาจะนึกออกว่าทำไมถึงได้คุ้นหน้าคุ้นตาเปรมปรีดิ์นัก

ก็เพราะว่าอีกฝ่ายหน้าเหมือนทนายเกษม และทนายปลื้มปีติ น่ะสิ

ดูเหมือนว่าพ่อ และพี่ชายที่อีกฝ่ายพูดถึง ก็คงจะเป็นสองคนนี้

ถ้าเขาเดาไม่ผิด โลกก็กลมเกินไปแล้ว

“แล้วพวกนายล่ะ ทำไมเลือกเรียนคณะนี้” เปรมปรีดิ์โยนคำถามไปที่ฝ่ายเริ่มบ้าง

“ก็คล้าย ๆ พี่นั่นแหละครับ ที่บ้านของเราทุกคนทำงานเกี่ยวกับกฎหมายหมดเลย พวกเราเลยต้องเดินทางนี้ด้วย” สีไม้ตอบอย่างจนใจเล็กน้อย

กลายเป็นว่าในบรรดาทั้งสี่คน มีเพียงพสุธาคนเดียวเท่านั้น ที่เลือกเรียนคณะนี้ด้วยตัวเอง

พวกเขาเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ จนมาถึงตึกคณะนิติศาสตร์ และพสุธาก็สังเกตเห็นพี่ชายของเขา และนะโมยืนอยู่ที่หน้าตึก

พสุธาโบกมือให้ทั้งคู่ ซึ่งอีกฝั่งก็โบกมือตอบกลับมา

“นั่นเพื่อนนายเหรอ” สีเทียนถามขึ้นมา

“พี่ชายกับเพื่อนของฉันเอง” พสุธาก็พยักหน้าตอบไป

“คนที่ใส่ชุดสูทน่าจะเป็นพี่ชายนายใช่ไหม ส่วนคนที่ใส่ชุดลำลอง ก็คือเพื่อนนาย” สีไม้ลองคาดเดาดูอย่างนึกสนุก

“ใช่” พสุธาก็พยักหน้าตอบสั้น ๆ

สีไม้ และสีเทียน รวมถึงเปรมปรีดิ์มองไปยังศิลาอีกครั้ง แล้วก็สังเกตเห็นชุดสูทที่เจ้าตัวใส่ เมื่อมองตอนแรกก็มองไปออก แต่เมื่อมองดูดี ๆ ก็จะพบว่าเป็นชุดสูทที่ถูกตัดเย็บมาอย่างดี และดีไซน์ก็เรียบง่าย แต่แฝงความสง่างามเอาไว้ ชุดสูทชุดนี้ ราคาหกหลักแน่ ๆ

พี่ชายแต่งชุดสูทหรูหราขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีฐานะทางบ้านที่ดีแน่ ๆ

พวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเลือกคบคนที่ฐานะ แต่มันก็เผลอวิเคราะห์ฐานะของคนที่เพิ่งรู้จักอยู่ดี

พสุธาไม่รู้ว่าทั้งสามคนคิดอะไรอยู่ เขาเดินนำหน้าทั้งสามคน เพื่อไปหาพี่ชายและเพื่อนของเขา

“ทำไมมากันเร็วเนี่ย แล้วมาถูกด้วย หาที่นั่งรอกันก่อนนะ น่าจะมีพวกคาเฟ่ หรือร้านกาแฟอยู่ ไปนั่งรอที่นั่นกันก็ได้ เดี๋ยวมอบตัวเสร็จแล้วจะรีบลงมา” พสุธาพูดอย่างรวดเร็ว เพราะว่ายังมีคนรอเขาอยู่

“ได้ ขึ้นไปมอบตัวเถอะ พี่กับนะโมจะรออยู่แล้วนี้แหละ”

“ถ้าได้ที่นั่งแล้ว เดี๋ยวจะส่งข้อความไปบอกก็แล้วกัน หรือไม่อย่างนั้น ตอนมึงมอบตัวเสร็จ ก็ส่งข้อความมา เดี๋ยวพวกกูมายืนรอตรงนี้” นะโมพูด

“ได้ แต่ลืมบอกไป เดี๋ยวมอบตัวเสร็จ ก็ยังต้องไปหาเจ้านายที่ตึกคณะวิศวะ เจ้านายจะพาไปสมัครงานใหม่ แล้วก็ต้องไปทำงานที่คอนโดเจ้านายเป็นวันสุดท้ายด้วย มึงกับหินต้องกลับกันสองคน” พสุธาพูดแล้วก็รู้สึกว่า แบบนี้ก็เหมือนศิลา และนะโมมาเสียเที่ยวน่ะสิ

“เออ ไม่เป็นไร ก็ถือว่ากูกับพี่หินมาเปิดหูเปิดตา ดูว่ามหา’ลัยอันดับหนึ่งของประเทศเป็นไงบ้าง” นะโมพูดแล้วก็ดุนหลังเพื่อนให้รีบขึ้นไปทำเรื่องมอบตัว ส่วนเขาก็พาศิลาไปหาร้านกาแฟนั่ง

 

“สวัสดี เราชื่อน้ำทิพย์ ขอนั่งด้วยได้ไหม” เป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่ยืนหยุดต่อหน้าพสุธา และสองพี่น้องสีเทียน สีไม้ ที่พูดขึ้นมา

“นั่งเลย ๆ ฉันชื่อสีเทียนนะ นี่ลูกพี่ลูกน้องของฉัน ชื่อสีไม้ ส่วนนี่เป็นเพื่อนใหม่ที่พวกเราเพิ่งเจอ ตอนลงทะเบียน ชื่อดิน” สีเทียนแนะนำตัวเอง และยังแนะนำพสุธาให้เด็กสาวรู้จักด้วย

“ดินน่ารักจังเลย เรียนข้ามชั้นใช่ไหม” น้ำทิพย์พูดกับพสุธา สายตาที่เธอมองพสุธา เหมือนมองลูกน้อยคนหนึ่ง

พสุธาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพูดตอบ

“ฉันอายุสิบแปดแล้ว”

“อ๋า สิบแปดแล้วเหรอ แต่นายยังดูเหมือนสิบหกอยู่เลยนะ ถึงจะตัวสูง แต่หน้าเด็กมากเลย” น้ำทิพย์แปลกใจ สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

“คงเพราะมีแก้มมั้ง” ช่วงนี้กินดีอยู่ดี ได้กินอาหารดี ๆ ที่คอนโดมิเนียมของปฐพี ทำให้เขาน้ำหนักขึ้นมาเล็กน้อย และมันก็ไปออกผลที่แก้มจนหมด

“เบบี้แฟต น่ารัก” น้ำทิพย์พูดแล้วก็เผลอตัว ยื่นมือไปบีบแก้มพสุธา

พสุธาผงะกับการถึงเนื้อถึงตัวของเธอ

“เอ่อ ขอโทษนะ เรามือไวไปหน่อย พอเป็นพวกแพ้สิ่งมีชีวิตที่นุ่มฟูน่ะ” น้ำทิพย์พูดอาย ๆ

พสุธาสีหน้ามืดครึ้มเล็กน้อย ตั้งใจว่าต่อไปจะต้องอยู่ห่างจากผู้หญิงคนนี้ให้มาก ๆ เพราะดูท่าแล้ว อีกฝ่ายจะมองเขาเป็นตุ๊กตาแมวไปแล้ว

“จริงสิ พวกนายอยู่บ้านหรืออยู่หอกันเหรอ เรามาจากเชียงใหม่ เลยต้องอยู่หอ” น้ำทิพย์เปิดประเด็นขึ้นมา

“พวกเราก็อยู่หอ พวกเรามาจากกระบี่น่ะ” สองพี่น้องสีเทียน สีไม้พูดตอบ

“อยู่บ้าน” พสุธาตอบสั้น ๆ

“นายเป็นคนเมืองหลวงตั้งแต่กำเนิดเลยเหรอ ดีจังเลย ได้อยู่บ้าน ไม่ต้องอยู่ห่างครอบครัว” น้ำทิพย์พูดอย่างอิจฉา

พสุธาเพียงแค่พยักหน้า ไม่ได้พูดตอบอะไร

“งั้นต่อไปถ้าพวกเราสนิทกันแล้ว ขอไปเที่ยวบ้านนายบ้างได้ไหม” สีเทียนพูดอย่างกระตือรือร้น เขาชอบไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่สุด ตอนอยู่ที่โรงเรียนเก่า เขาไปเที่ยวบ้านเพื่อนสนิททุกคนเลย

“ถ้ามีโอกาสน่ะนะ” พสุธาไม่คิดว่าตัวเองจะสนิทกับทั้งสามคนนี้หรอก

ไม่ใช่ว่าเขาหยิ่ง หรือว่าทั้งสามคนนิสัยไม่ดี แต่เป็นเพราะเขาต้องทำงาน ไม่มีเวลาไปสร้างความสนิทสนมกับทั้งสามคน

“ต้องมีโอกาสแน่ ๆ” น้ำทิพย์ตาเปล่งประกาย

พวกเขาพูดคุยกันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก็ถึงคิวของพสุธาที่ต้องไปยื่นเอกสารแล้ว

“ฉันไปก่อน” พสุธาวางแผนว่าหลังจากยื่นเอกสารเสร็จเรียบร้อย เขาก็จะไม่กลับมารวมกลุ่มกับทั้งสามคนแล้ว แต่จะไปหาพี่ชาย และเพื่อนสนิทเลย

ซึ่งเมื่อพสุธากลับออกไปก่อนแล้ว เมื่อพวกสีเทียนรู้เรื่องนี้ พวกเขาก็มีสีหน้าผิดหวังกันเล็กน้อย

“ดินโลกส่วนตัวสูงจังเลย แต่แบบนี้ก็ยิ่งดูเหมือนแมวเข้าไปใหญ่” น้ำทิพย์พูดเสียงใส ขณะที่สองพี่น้องสีเทียนสีไม้ ก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วย

เหมือนแมวขาวจอมหยิ่งจริง ๆ

 

พสุธาไม่รู้ว่าในสายตาเพื่อนร่วมรุ่นทั้งสามคน เขากลายเป็นแมวขาวจอมหยิ่งไปแล้ว ตอนนี้เขาเดินมาหาพี่ชาย และเพื่อนสนิทที่ร้านกาแฟข้าง ๆ โรงอาหาร ซึ่งเมื่อเขากวาดตามองไป ก็เจอพี่ชาย และนะโม แต่ว่านอกจากทั้งสองคนแล้ว ยังมีคนอื่นนั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกันกับทั้งสองคนด้วย

“หิน นะโม” พสุธาส่งเสียงเรียกทั้งคู่ แล้วส่งสายตาตั้งคำถาม

“อ้อ นี่คือน้องชายของหินใช่ไหม สวัสดีครับ พี่ชื่อวาโย” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างศิลา พูดแนะนำตัวอย่างกระตือรือร้น

“สวัสดีครับ” พสุธาตอบกลับไปเสียงเรียบ ใบหน้าก็เรียบเฉย แล้วหันไปพูดกับพี่ชายของตัวเอง

“ดินทำเรื่องมอบตัวเสร็จแล้ว ไปกันเถอะ เดี๋ยวเฮียโก้จะรอนาน” พสุธาพูดแล้วก็ดึงแขนพี่ชาย ให้ลุกขึ้น

ฝั่งของคนที่นั่งอยู่ข้างศิลา เมื่อได้ยินพสุธาพูดถึงบุคคลที่สาม เขาก็สีหน้าเปลี่ยนไป ด้วยเข้าใจว่า ‘เฮียโก้’ ที่พสุธาพูดถึง คือแฟนของศิลา

ซึ่งพสุธาก็ตั้งใจให้อีกฝ่ายเข้าใจอย่างนั้นนั่นแหละ และนะโมก็รู้ทันเพื่อน ส่วนศิลานั้นไม่รู้อะไรเลย

เขากะพริบตาปริบ ๆ สงสัยว่าตัวเองไปนัดเฮียโก้เอาไว้ตั้งแต่เมื่อไร ตอนที่เจอกันเมื่อชั่วโมงก่อน อีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้นี่นา

ทว่าถึงจะสงสัย แต่เมื่อน้องชายบอกว่าเฮียโก้รออยู่ ศิลาก็เชื่อไปตามนั้น เดินตามน้องชายออกจากร้านอย่างงง ๆ

“อาการหวงพี่กำเริบอีกแล้วนะมึง” เมื่อออกมาจากร้าน นะโมก็พูดเสียงกลั้วหัวเราะ

“มึงยังมีหน้ามาหัวเราะอีกเหรอ ปล่อยให้มีคนเข้าหาหินได้ยังไง”

“เขาก็เข้ามาอย่างเป็นมิตรนี่หว่า ไม่ได้คุกคาม หรือเสียมารยาทอะไร กูจะไล่เขาได้ยังไงล่ะ อีกอย่างมึงก็เห็น ในร้านโต๊ะเต็มไปหมด คนเขาขอนั่งด้วย ก็ปฏิเสธไม่ได้ไหม” นะโมแก้ต่างให้ตัวเอง

“ต่อให้เข้าหาดีแค่ไหนก็ไม่ได้ หินยิ่งซื่อบื้ออยู่ เกิดถูกหลอกขึ้นมาจะทำยังไง” พสุธาพูดเสียงแข็ง ส่วนคนพี่ที่ถูกน้องว่าซื่อบื้อ ก็กะพริบตาปริบ ๆ

“พี่ซื่อบื้อเหรอ” ศิลาถามเสียงเบา

“พี่อย่าไปฟังไอ้ดินมัน พี่แค่ไม่ค่อยทันคน ไม่ได้ซื่อบื้อ” นะโมปลอบพี่ชายเพื่อนอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไร เพราะศิลาทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้

“พี่ไม่ได้ซื่อบื้อ แล้วก็ไม่ได้ไม่ทันคนนะ” ศิลาพูดเสียงอ่อย

“แล้วที่โดนเอาเปรียบมาตลอดนี่เรียกว่าอะไร” พสุธากอดอกถาม

ศิลาก้มหน้าจนคางแทบจะชิดอก

“เอาล่ะ ๆ อย่าดุพี่มึงมาก พี่มึงแค่ไม่ชอบมีเรื่องกับใครเท่านั้น อะไรยอมได้เขาก็ยอม ไม่เหมือนมึง พร้อมปะทะตลอด” นะโมพูด ก่อนจะพูดต่อ

“มึงต้องรีบไปหาเพื่อนเฮียโก้ที่เป็นเจ้านายมึงไม่ใช่หรือไง รีบไปสิ อย่าให้เขารอนาน เดี๋ยวชวดงานนะมึง” นะโมสงสารศิลา จึงรีบไล่พสุธาให้ไปเร็ว ๆ

“กูไปก็ได้ แต่มึงดูแลหินให้ดี ๆ อย่าให้ใครมาหลอกไปได้นะมึง” พสุธาก็ไม่ได้คัดค้าน แต่ก่อนจะไปก็ไม่วายกำชับเพื่อนอีก

“ไปเถอะ รีบไปเร็ว ๆ เลย” นะโมโบกมือไล่เพื่อน แล้วพาศิลาเดินหนี

“พี่อย่าไปฟังไอ้ดิน มันปากหมาแบบนั้น แต่จริง ๆ แล้วมันรัก มันห่วงพี่มากนะ” นะโมพูดแก้ต่างให้เพื่อน

“พี่รู้ ดินน่ารัก” ศิลาก็ยังไม่ลืมที่จะอวยน้องชายของตัวเอง

นะโมมุมปากกระตุก ก่อนจะถอนหายใจ

“เอาเถอะ แค่พี่ไม่คิดมากก็พอแล้ว แต่พูดจริง ๆ นะ พี่ต้องเข้มแข็งกว่านี้หน่อย ต้องหัดสู้คนบ้าง ไอ้ดินมันจะได้ห่วงพี่น้อยลง”

“พี่กลัวว่าจะสร้างปัญหาให้ดิน” ศิลาพูดเสียงเบา ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากสู้ เวลาที่มีคนเอาเปรียบ แต่เขากลัวว่าสุดท้ายแล้ว จะทำให้น้องชายของตัวเองเดือดร้อน

“ถ้าพี่สู้แล้วมีปัญหา ไอ้ดินคงดีใจกว่าการไม่มีปัญหาเพราะพี่ไม่สู้”

“เข้าใจแล้ว” ศิลาผงกศีรษะเบา ๆ

“โอเค จบเรื่องนี้ไป แล้วเราจะยังไงต่อดี จะเดินดูต่อ หรือว่าจะกลับเลย”

“เดินดูต่อเถอะ พี่อยากรู้ว่ามหาวิทยาลัยที่ดินเรียนเป็นยังไง แล้วเราไปดูรอบ ๆ มหาวิทยาลัยด้วยนะ” ศิลาพูดอย่างกระตือรือร้น

“ได้ ตามใจพี่เลย” นะโมก็เหมือนพสุธา ที่ไม่อาจปฏิเสธศิลาที่กระตือรือร้นได้

 

ฝั่งพสุธา เมื่อเขาเดินตามแผนที่ในโทรศัพท์มือถือมาเรื่อย ๆ ก็มาถึงตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์การบิน และแทบจะทันที เขาเห็นปฐพีที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย

ต้องบอกว่าอีกฝ่ายนั้นโดดเด่นสะดุดตามากจริง ๆ

พสุธามองอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก็เดินเข้าไปหาเจ้าตัว

“คุณป๋า สวัสดีครับ เฮียโก้ สวัสดี” พสุธาทักทายเจ้านาย ก่อนจะหันไปทักทายพี่ชายคนสนิท

“หืม เด็กที่ไหนเนี่ย เด็กมึงเหรอไอ้ป๋า” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นมา น้ำเสียงกรุ้มกริ่ม สายตามองไปยังปฐพี และพสุธา สลับกันไปมา

“นี่ไอ้ดิน น้องกูเอง” เฮียโก้เป็นคนตอบ แล้วดึงพสุธาไปอยู่ข้าง ๆ

“น้องกูด้วย” ปฐพีพูดเสียงเรียบ

พสุธาหันไปมองเจ้าตัวอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเห็นเขาเป็นน้องชายด้วย

“อ้อ คนที่พวกมึงพูดถึงก่อนหน้านี้ใช่ไหม เรียนนิติ แล้วก็เป็นคนที่มึงจะฝากเข้ามาทำงานในร้านกูด้วย” พันไมล์พูดขึ้นมา

พสุธาได้ยินอีกฝ่ายพูดประโยคนี้ เขาก็หันไปมองเจ้าตัวในทันที เห็นว่าอีกฝ่ายก็ดูมีภาพลักษณ์คุณชายอยู่ไม่แพ้ปฐพีเลย

“สวัสดีครับ” พสุธาทักทายอีกฝ่าย ซึ่งอาจจะกลายเป็นว่าที่เจ้านายคนต่อไปของเขา หากว่าอีกฝ่ายรับเขาเข้าทำงาน

“หน่วยกร้านดี หน้าตาดี ให้เป็นเด็กล้างจานจะเสียของเกินไปมั้ง ไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการร้านดีกว่าไหม” พันไมล์เห็นแก่หน้าของปฐพี จึงเสนอตำแหน่งใหม่ให้ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เขาเชื่อว่าคนที่ปฐพีไว้ใจ และคนที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี้ได้ ต้องไม่ใช่คนไร้ความสามารถอย่างแน่นอน

“ขอบคุณที่ไว้ใจครับ แต่ผมอยากเป็นเด็กล้างจานมากกว่า” พสุธาพูดขอบคุณ ก่อนจะปฏิเสธ ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับทุกคนที่อยู่ในที่นี้

“มึงไม่ต้องแปลกใจหรอก ขนาดไอ้ป๋าเสนอเงินเดือนให้เดือนละสองแสน แลกกับการเป็นพ่อครัวให้มัน ไอ้เด็กนี่ยังปฏิเสธเลย จะเป็นเด็กล้างจานลูกเดียว” เฮียโก้พูดอย่างเหนื่อยใจ

“หืม สองแสนกับการเป็นพ่อครัวเนี่ยนะ”

“แปลกใจอะไร อย่าเห็นว่าไอ้ดินมันยังเด็กนะโว้ย ฝีมือการทำอาหารของมันยิ่งกว่าเชฟจากภัตตาคารห้าดาวอีก ไอ้ป๋าที่แดกยาก ๆ ยังติดใจ มึงคิดดู”

“ก็จริง แบบนี้สนใจมาเป็นพ่อครัวร้านพี่ไหม” พันไมล์เสนอตำแหน่งใหม่อีกครั้ง ซึ่งพสุธาก็ปฏิเสธอีกครั้งเช่นกัน

“อ่า งั้นก็ตามใจ แต่ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไร มาบอกพี่ได้ตลอดเลยนะ” พันไมล์พูดอย่างจนใจ และเสียดาย

“ตกลงครับ” พสุธาก็ไม่ได้ปฏิเสธอีก เผื่อว่าเขาทำภารกิจเป็นเด็กล้างจานสำเร็จแล้ว ระบบอาจจะมอบหมายงานอื่นให้อีก ซึ่งอาจจะเป็นงานที่พันไมล์เคยเสนอมา

“เรื่องค่าแรง พี่ให้เป็นรายชั่วโมงแล้วกัน ชั่วโมงละแปดสิบ ทำขั้นต่ำสี่ชั่วโมงต่อวันนะ หนึ่งสัปดาห์หยุดได้หนึ่งวัน คืนวันศุกร์เสาร์ห้ามหยุด ถ้าจะหยุดต้องแจ้งล่วงหน้าสองสัปดาห์” พันไมล์พูดกฎของร้านออกมา

“ครับ” พสุธาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะเขาเองก็อยากรีบทำงานให้สำเร็จให้เร็วที่สุด ถ้าไม่จำเป็น เขาจะไม่หยุดงานเลยด้วยซ้ำ

เห็นพสุธาตกลงง่าย ๆ พันไมล์ก็พอใจ เขากลัวว่าอีกฝ่ายถือว่ามีปฐพี และเฮียโก้หนุนหลัง แล้วจะเรียกร้องเอาแต่ใจ

“จะเริ่มงานวันไหน” พันไมล์ถามต่อ

“วันพรุ่งนี้เลยครับ”

“รีบอะไรขนาดนั้น ร้อนเงินหรือไงมึง” เฮียโก้พูดขึ้นมา

“ร้อนสิเฮีย นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องรักษาศักดิ์ศรีนะ ผมหาเสี่ยเลี้ยงแล้ว” พสุธาแกล้งพูด

“หาเสี่ยทำไม มึงมีป๋าอยู่แล้วทั้งคน”