LNCrawler

19. ตอนที่ 18

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 18

“ต่อจากนี้ถ้ากูอยากแดกข้าวฝีมือมึง ก็ต้องไปที่บ้านผีสิงแล้วใช่ไหม” เฮียโก้พูดถามขึ้นมา หลังจากที่กลืนข้าวลงคอไปแล้ว

มื้อนี้เป็นมื้ออาหารสุดท้าย ของสัญญาจ้างงานเจ็ดวันแล้ว ต่อไปพสุธาก็ต้องทำอาหารวันละมื้อให้ปฐพี จากที่บ้านของเขาเอง

ทำอาหารน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่ว่าเรื่องน้ำที่ใช่ทำอาหาร หรือแม้กระทั่งล้างภาชนะ จำเป็นต้องใช้น้ำแร่ด้วยหรือเปล่านะ

พสุธาแอบกังวลอยู่ไม่น้อย

น้ำแร่มันแพงนะ ต่อให้ซื้อมาแค่ทำอาหาร และล้างภาชนะให้ปฐพีก็เถอะ

ฝั่งปฐพีไม่รู้ว่าพสุธากำลังคิดอะไรอยู่ เขามองเลิกคิ้วมองเพื่อนสนิทอย่างสงสัย

“บ้านผีสิง?”

“มึงไม่รู้สินะ ไอ้เด็กนี่เห็นแก่ของถูก ไปเช่าบ้านผีสิงที่เป็นวังเก่าน่ะ”

“หมายถึงที่เคยเป็นวังศิลาจันทร์มาก่อน?”

“นั่นแหละ เจ้าของคนก่อน ๆ ที่อยู่ มีใครบ้างที่ไม่เจอเรื่องซวยจนชีวิตตกต่ำ พวกที่แต่งงานครอบครัวอบอุ่น พอย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านนั้น มีอันต้องเลิกกันทุกราย ไอ้เด็กนี่ยังกล้าจะไปเช่าอยู่ เห็นแก่ของถูกเดือนละสองพัน” เฮียโก้พูดเสียงขึ้นจมูก ขณะที่ปฐพีมองไปทางพสุธา แววตามีความสงสัยวาบผ่าน

เขาได้ยินมาว่าคฤหาสน์หลังนั้น เมื่อไม่กี่วันก่อนได้มีคนมาซื้อไปแล้ว ด้วยราคาสองพันล้านบาท แล้วทำไมกลายเป็นว่า พสุธาเช่าอยู่ในราคาสองพันบาทต่อเดือนไปได้ล่ะ

เพราะสิ่งที่เขาได้ยินมามันผิด หรือว่าใครบางคนแถวนี้มีความลับซ่อนอยู่

พสุธาเห็นแววตาสงสัย และจับผิดของปฐพีที่มองมา เขาก็ไม่ได้หลบสายตา ยังทำหน้าใสซื่อปนสงสัยที่ถูกจ้องมอง ส่งกลับไป

เห็นสีหน้าของพสุธา ปฐพีก็ดึงสายตากลับมา แล้วพูดเสียงเนิบช้าว่า

“ได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคฤหาสน์หลังนั้นมานาน เห็นทีวันหลังฉันต้องขอเข้าไปดูด้วยตาตัวเองบ้างแล้ว ได้ไหม” สองคำสุดท้าย ปฐพีพูดพร้อมกับมองหน้าพสุธาอีกครั้ง

“ด้วยความยินดีครับ” พสุธาก็ไม่ได้กลัว แม้จะรู้ว่าอีกคนสงสัยตัวเองแล้ว

สงสัยเขาก็ไม่แปลก ปฐพีไม่ใช่คนที่โตมากับเขา ไม่ได้รู้ว่าเขาเติบโตมาอย่างไร ดังนั้นเจ้าตัวจึงสงสัยในตัวเขา ไม่เหมือนกับพี่ชายของเขา นะโม และเฮียโก้ ที่เพราะรู้จักเขามานาน โดยเฉพาะสองคนแรก ที่เรียกได้ว่าโตมาด้วยกัน ดังนั้นจึงรู้ว่าเขาใช้ชีวิตมาอย่างไร แต่ละวันทำอะไรบ้าง หาเงินได้มากแค่ไหน เพราะอย่างนั้น จึงเชื่อเรื่องโกหกที่เขาแต่งขึ้นมา

เพราะต่อให้ทั้งสองคนจินตนาการล้ำเลิศแค่ไหน ก็ไม่มีทางคิดไปได้หรอกว่านอกจากเงินจากการทำงานแล้ว เขายังมีเงินอีกมหาศาลจากรางวัลของระบบ

“ไว้วันหลังไปพร้อมกูสิ” เฮียโก้พูดขึ้นมา

“เฮียไม่กลัวผีแล้วหรือไง” พสุธายิ้มมุมปากมองคนอายุมากกว่า

“ใครบอกว่ากูกลัวผี กูไม่ได้กลัวเว้ย”

“งั้นดีเลย วันนี้เฮียไปบ้านผมก็แล้วกัน”

“วันนี้กูไม่ว่าง เตี่ยกูรอคุยเรื่องงานแข่งชกมวยอยู่” เฮียโก้พูดอย่างจริงจัง

พสุธาหัวเราะในลำคอ แต่ก็ไม่ได้แกล้งอีกฝ่ายต่อ

ปฐพีมองความสนิทสนมที่พสุธามีให้กับเพื่อนสนิทของเขา ก็คิดว่าถ้าวันหน้าเขาและพสุธาสนิทกันมากขึ้น อีกฝ่ายก็จะมีทีท่าแบบนี้กับเขาใช่ไหม

อืม เหมือนจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร ดูแล้วเขาอาจจะได้กินยาแก้ปวดหัวจนโอเวอร์โดสก็เป็นได้

 

“นายต้องการเงินสด หรือโอน” ปฐพีถามพสุธา วันนี้เป็นวันครบกำหนดสัญญาจ้างแล้ว และพ่อบ้านของเขาก็กลับมาแล้ว แต่เขาให้เจ้าตัวอยู่ที่คฤหาสน์ไปก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาทำงาน

“โอนก็ได้ครับ” พสุธาพูดตอบ

“งั้นฉันจะโอนพร้อมกับเงินค่าจ้างแปลด้วย นายแปลไปแล้วหนึ่งแสนห้าพันคำ คำละห้าบาท คิดเป็นเงินห้าแสนสองหมื่นห้าพันบาท รวมกับค่าจ้างพ่อบ้าน ก็เป็นเงินห้าแสนสามหมื่นบาท นายลองคิดดูว่าฉันคำนวณถูกหรือเปล่า” ปฐพีพูดแจกแจงจำนวนเงินที่พสุธาจะต้องได้รับ

พสุธาตาลุกวาว เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำงานแล้วได้ค่าตอบแทนเยอะขนาดนี้ เงินจำนวนนี้เป็นเงินที่เขาสามารถใช้กับตัวเองได้ ไม่เหมือนเงินจากระบบ ต่อให้มีเป็นแสนล้าน เขาก็ไม่สามารถใช้ปรนเปรอตัวเองได้

“ไม่ต้องคิดแล้วครับ คุณป๋าไม่มีทางคิดผิดแน่ ๆ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มกว้าง

ความจริงปฐพีนับว่าใจกว้างมาก ที่ให้ค่าแปลเยอะขนาดนี้ คิดเป็นคำละห้าบาทเลยทีเดียว มากกว่าเรทราคาทั่วไปหลายเท่าตัวเลย

เขาเคยได้ยินมาว่า บางสำนักพิมพ์จ้างแปลเป็นรายตอน ตอนหนึ่งได้แค่สองถึงสามร้อยบาทเท่านั้น ถ้าปฐพีให้เขาเป็นรายตอน ตอนละสามร้อย เขาแปลไปสามสิบห้าตอน เพิ่งจะได้แค่หนึ่งหมื่นห้าร้อยบาทเท่านั้น

พอลองคำนวณแบบนี้แล้ว พสุธาก็คิดว่าปฐพีไม่ใช่แค่ใจกว้างแล้ว แต่ยังเป็นสายเปย์สมกับชื่อเล่นของเจ้าตัว นี่ล่ะป๋าตัวจริง!

ปฐพีมองรอยยิ้มกว้างของพสุธา เขาเพิ่งเคยเห็นเจ้าตัวยิ้มกว้างขนาดนี้เป็นครั้งแรก

“บอกเลขที่บัญชีของนายมาสิ” ปฐพีหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พร้อมที่จะกดโอนเงิน

พสุธาก็ไม่ทำท่าเหนียมอาย รีบบอกเลขที่บัญชีของตัวเองในทันที แล้วไม่นานหน้าจอโทรศัพท์ของเขาก็สว่างวาบ มีการแจ้งเตือนว่ามีเงินเข้าบัญชี

พสุธาดูยอดโอนด้วยความกระตือรือร้น ไม่ใช่ว่าเขากลัวปฐพีจะโอนเกิน แต่จำนวนเงินที่เยอะแบบนี้ เขาก็อยากจะมองให้มาก ๆ หน่อย ทว่าเมื่อเห็นจำนวนยอดอย่างชัดเจน เขาก็มองปฐพีอย่างงุนงง

“คุณป๋าโอนเกินนะครับ” จำนวนเงินที่เขาต้องได้ คือห้าแสนสามหมื่น แต่ปฐพีโอนมาถึงหกแสน นี่เกินไปตั้งเจ็ดหมื่นนะ

“ไม่เกินหรอก ที่เหลือเป็นโบนัสให้นาย” ปฐพีไม่ได้ให้โบนัสเพิ่มอย่างไร้เหตุผล ที่เขาให้โบนัสพสุธาเยอะขนาดนี้ เพราะว่าพสุธาใช้เวลาเพียงแค่สามวันกว่าเท่านั้น ก็แปลนิยายให้เขาไปแล้วกว่าสามสิบห้าบท กว่าหนึ่งแสนคำ ซึ่งหมายความว่าเจ้าตัวเร่งรีบที่จะทำงานนี้ จนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ปฐพีไม่รู้ว่า ด้วยทักษะภาษาที่พสุธาได้รับมาจากระบบ ทำให้เขามีทักษะภาษาที่แข็งแกร่งมาก อย่างเช่นการแปลนี้ เขาสามารถแปลได้อย่างถูกต้อง เลือกใช้คำที่สละสลวย และรวดเร็วกว่าผู้เชี่ยวชาญถึงห้าเท่าเลยทีเดียว

ดังนั้นเรื่องที่กังวลว่าพสุธาจะไม่มีเวลาพักผ่อน ก็เป็นการกังวลอย่างเสียเปล่าไปก็เท่านั้น

“โบนัสเจ็ดหมื่นนี่มันก็เยอะไปนะครับ” พสุธาชอบเงิน แต่ว่าก็ไม่ได้จะเอาเปรียบคนกันเองแบบนี้ เพราะลำพังแค่ปฐพีคิดราคาให้คำละห้าบาท นั่นก็เยอะมาก ๆ แล้ว

“ไม่มากหรอก ถือเสียว่าเป็นค่าเร่งงานก็แล้วกัน” ปฐพีพูดเสียงเนิบช้า

พสุธาได้ยินว่าเป็นค่าเร่งงาน แววตาของเขาก็ทอประกายว่า ‘เข้าใจแล้ว’ ก่อนจะหันไปมองสบตากับเฮียโก้ แล้วบอกผ่านทางสายตาว่า ‘แสงจันทร์ขาวมีอยู่จริง ๆ ด้วย’

เพื่อให้แสงจันทร์ขาวได้อ่านนิยาย ถึงขนาดซื้อลิขสิทธิ์มา แล้วยังจ่ายค่าจ้างแพง ๆ จ้างผู้เชี่ยวชาญ และจ้างเขามาแปล เงินที่ให้เป็นค่าจ้างเขา ก็อยู่ในเรทราคาเดียวกับผู้เชี่ยวชาญที่แปลเอกสารสำคัญยาก ๆ เลยด้วย

นี่ถ้าไม่รักจริง ไม่มีทางทุ่มเทขนาดนี้หรอกนะ

ว่าแต่ว่า เมื่อไรเขาจะมีโอกาสแจกโบนัสเจ็ดหมื่น แบบตาไม่กะพริบแบบนี้บ้างนะ

พสุธามองปฐพีอย่างอิจฉา เขาอยากมีอิสระทางการเงินแบบนี้บ้างจริง ๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณนะครับ” หลังจากที่ระงับความอิจฉาของตัวเองได้แล้ว พสุธาก็พูดขอบคุณปฐพีด้วยรอยยิ้มกว้าง

“นายสมควรได้รับแล้ว” ปฐพีไม่รับคำขอบคุณนี้ เพราะว่ามันไม่จำเป็น สิ่งที่เขาให้พสุธาไป เป็นสิ่งที่พสุธาควรได้รับ ตามความสามารถ และการทุ่มเทของเจ้าตัว

พสุธาไม่ได้พูดอะไรอีก เขาหันไปมองเฮียโก้ ก่อนจะขอตัวลากลับ

ได้เงินมาแล้ว ต้องเอาไปซื้อของกินไปเลี้ยงฉลองกับหินซื่อบื้อ และนะโมเสียหน่อย อืม ทำหมูกระทะกินดีกว่า

พสุธาคิดอย่างมีความสุข เดินอย่างร่าเริงออกจากห้องของปฐพี ทว่ายังไม่ทันจะพ้นประตู เขาก็นึกขึ้นได้

“คุณป๋า ผมเกือบลืมคืนคีย์การ์ดสำรองเสียแล้ว” พสุธาพูดพลางยื่นคีย์การ์ดคืนให้กับปฐพี

“นายถือเอาไว้ก่อนเถอะ วันหลังค่อยคืน ถ้านายคืนวันนี้ ฉันก็ต้องลงไปส่งนายอีก” ปฐพีพูดเสียงเรียบ

“งั้นก็ได้ครับ วันพรุ่งนี้ผมจะฝากคุณพันไมล์ไว้นะครับ”

“ไม่ต้อง ไว้ฉันจะไปเอาเอง” ปฐพีปฏิเสธ

พสุธาก็ไม่ได้หนักใจอะไร ถึงอย่างไรเขาก็ต้องทำอาหารให้ปฐพีไปอีกสองปี ถ้าปฐพีไม่ฝากคนอื่นมารับข้าวจากเขา ก็หมายความว่าเขายังมีโอกาสได้เจอปฐพีทุกวัน ไปอีกสองปีเลยทีเดียว

“ได้ครับ ผมลาอีกรอบครับ สวัสดีครับ” พสุธาพนมมือไหว้ปฐพี ทำเอาปฐพีรู้สึกว่าตัวเองแก่มาก

“ทีหลังไม่ต้องไหว้ ฉันยังไม่แก่ขนาดนั้น”

“อ้อ ได้ครับ” เมื่ออีกฝ่ายไม่ต้องการความสุภาพระดับนี้ พสุธาก็พร้อมตอบรับความต้องการของเจ้าตัว หลังจากที่เขาพูดตอบ เขาก็บอกลาอีกรอบ

“ไปจริง ๆ แล้วนะครับ” พสุธาพูด ก่อนจะเดินต่อไป ทว่าเขาเดินไปได้ก้าวเดียวเท่านั้น

“เดี๋ยวก่อน”

“ครับ?” พสุธาหันมามอง ขณะที่เฮียโก้นั้นกลั้นหัวเราะ

“วันนี้ไอ้ดินไม่น่าจะได้กลับบ้านแล้วมั้ง”

ปฐพีตวัดสายตามองเพื่อนอย่างเย็นชา ก่อนจะพูดกับพสุธาว่า

“ต่อไปนี้นายก็ไม่ได้เป็นพ่อบ้านของฉันแล้ว ไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณอีก ให้เรียกฉันว่าพี่”

พสุธาเอียงคอเล็กน้อย สีหน้ามีความครุ่นคิด ก่อนจะพูดตอบ

“พี่ป๋าเหรอครับ ผมว่าเรียกคุณป๋าเข้าปากกว่า คุณป๋าว่าไหมครับ”

 

‘ระบบ ฉันทำภารกิจสำเร็จแล้วใช่ไหม’ ขณะที่กำลังลงจากลิฟต์ พสุธาก็เรียกหาระบบ เขาตื่นเต้นว่าตัวเองจะได้รับรางวัลอะไร

‘ยินดีด้วย โฮสต์ทำภารกิจพิเศษสำเร็จ ได้รับคะแนนความลำบาก ห้าสิบคะแนน ได้รับกล่องของขวัญระดับทองคำหนึ่งกล่อง’

‘กล่องของขวัญระดับทองคำ ระบบ นายดีที่สุดเลย’ พสุธาตาลุกวาวทันทีที่ได้ยินว่าเป็นกล่องของขวัญระดับทอง

กล่องของขวัญที่ระบบจะมอบให้ แบ่งออกเป็นสี่ระดับ มีระดับทองแดง ระดับเงิน ระดับทอง และระดับเพชร

ระดับทองแดงเป็นระดับที่ต่ำที่สุด ระดับเพชรก็เป็นระดับที่สูงที่สุด

‘ไม่ใช่ ระบบเป็นระบบเฮงซวย ระบบโหดร้ายเลือดเย็น’ ระบบตอบกลับอย่างเย็นชา

พสุธายิ้มเขินทันที คำที่เขานินทาระบบ ระบบได้ยินด้วยเหรอเนี่ย

‘ระบบ ฉันต้องการเปิดกล่องของขวัญเลย’ พสุธาเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว

‘ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับเทคโนโลยีการผลิตชิป ขนาดศูนย์จุดห้านาโนเมตร และเครื่องมือสำหรับผลิตชิป’

พสุธาตาโต เมื่อได้ยินว่าเขาเปิดกล่องของขวัญได้รางวัลอะไรมา

เทคโนโลยีการผลิตชิป ขนาดศูนย์จุดห้านาโนเมตร

ตอนนี้บริษัทอาร์เอ็ม ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิปอันดับหนึ่งของโลก เพิ่งจะเปิดตัวชิปที่มีขนาดเล็กกว่าหนึ่งนาโนเมตร ก็คือขนาดศูนย์จุดเจ็ดนาโนเมตร เป็นครั้งแรกไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเทคโนโลยีนี้ สร้างความตื่นเต้นให้กับคนทั่วโลก เพราะว่าชิปที่อาร์เอ็มได้เปิดตัวนี้ มีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นจากชิปรุ่นเก่าถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ และประหยัดพลังงานได้มากขึ้นถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

ชิปขนาดศูนย์จุดเจ็ดนาโนเมตร ยังดีขนาดนั้น แล้วชิปขนาดศูนย์จุดห้านาโนเมตรล่ะ!

พสุธายิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ขอเพียงเขาสร้างโรงงานผลิตชิปได้สำเร็จ ภารกิจสร้างธุรกิจมูลค่าหนึ่งล้านล้าน ก็ต้องสำเร็จเร็วขึ้นแน่

‘โฮสต์ต้องการเทคโนโลยีเลยหรือไม่’

‘เอาเก็บไว้ก่อน พวกเครื่องมือเครื่องจักรก็ด้วย’ พสุธาตอบกลับระบบ

ถ้าเขาบอกว่าเขาต้องการเทคโนโลยีเลย ระบบจะส่งข้อมูลทั้งหมดเข้ามาในสมองของเขา และสมองของเขาก็จะทำงานอย่างหนัก ทำให้เขาไม่สามารถรักษาสติเอาไว้ได้ เพราะมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว พสุธาจึงไม่ประมาท เขาจะรอจนถึงเวลานอน แล้วค่อยรับเอาของรางวัลมา

 

“ดิน มึงตื่นมาตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย” นะโมที่ตื่นมาแล้วเห็นเพื่อนนั่งพิมพ์อะไรสักอย่างอยู่หน้าแลปท็อป เขาก็ถามอย่างงัวเงีย และแปลกใจ

“ทำงานน่ะสิ งานแปลน่ะ เงินโคตรดี เมื่อวานกูก็เล่าให้ฟังแล้วไม่ใช่เหรอ”

คราวนี้พสุธาไม่ได้โกหกเพื่อน เขากำลังนั่งแปลนิยายให้กับปฐพีอยู่

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ที่เขาตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางดี ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะทำงานแปล แต่เขาต้องการพิมพ์เทคโนโลยีการผลิตชิปขนาดศูนย์จุดห้านาโนเมตร ทว่าเมื่อเขาคิดดี ๆ แล้ว ก็เปลี่ยนใจ

เขายังไม่คิดจะจดสิทธิบัตรในตอนนี้ ตั้งใจว่าจะซื้อโรงงาน และผลิตชิปให้สำเร็จก่อน แล้วค่อยจดสิทธิบัตร

พสุธาไม่กลัวว่าจะถูกตัดหน้า เพราะว่าเทคโนโลยีชิปล่าสุดของอาร์เอ็ม เพิ่งจะเปิดตัวไป และยังไม่มีการผลิตออกมาใช้อย่างเป็นทางการ ถึงขั้นยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาให้คุณภาพเสถียร ดังนั้นแล้ว พสุธาจึงมั่นใจว่าอย่างน้อยสองปีนี้ อาร์เอ็มจะไม่มีเวลามาพัฒนาชิปขนาดศูนย์จุดห้านาโนเมตร

เมื่อยังไม่จดสิทธิบัตร ก็ยังไม่จำเป็นต้องพิมพ์ข้อมูลออกมา เพราะนั่นมีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหล มีเพียงข้อมูลอยู่ในหัวสมองของเขาเท่านั้น ถึงจะวางใจได้อย่างแท้จริง

ฝั่งนะโมเมื่อได้ยินคำตอบของเพื่อน เขาก็ลุกขึ้นเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหลังพสุธา ตามองไปยังหน้าจอแลปท็อปเครื่องหรู ที่ปฐพียกให้พสุธาเอาไว้ใช้งาน

“มึงรู้ภาษาจีนจริง ๆ ด้วย มึงไปเรียนภาษาจีนมาตั้งแต่เมื่อไร” นะโมถามอย่างแปลกใจ เขาไม่รู้หรอกว่าที่เพื่อนของเขาแปลนั้นตรงกับต้นฉบับหรือเปล่า แต่หลังจากที่อ่านส่วนที่แปลแล้ว เขาก็รู้สึกว่ามันต้องถูกต้องแน่ ๆ เพราะมันสนุกมาก สนุกจนเขาที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ยังอดไม่ได้ที่จะอยากอ่านต่อ

“กูก็เรียนมาเรื่อย ๆ นั่นแหละ ตอนทำงานก็ท่องคำศัพท์ ไป ๆ มา ๆ มันก็ได้เอง” พสุธาโกหกเพื่อนอีกครั้ง

“มึงมันฉลาดจริง ๆ สมแล้วที่เข้ามหา’ลัยอันดับหนึ่งของประเทศได้ ถ้ากูฉลาดได้สักครึ่งหนึ่งของมึงก็คงจะดี”

“มึงก็ฉลาด แค่ไม่ใช่ในด้านเดียวกับกู มึงซ่อมรถได้ ไม่ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัย แค่นั่งดูช่างที่อู่ซ่อม มึงก็ซ่อมเองได้แล้ว แสดงว่ามึงฉลาดไม่แพ้ใครหรอก” พสุธาไม่ได้ปลอบใจเพื่อน แต่พูดถึงข้อเท็จจริง

พวกเขาสามคน พูดอย่างไม่หลงตัวเอง ไม่เข้าข้างพวกพ้อง ก็ไม่มีใครโง่เลยสักคนเดียว หินซื่อบื้อที่แม้จะซื่อบื้อ แต่ก็ไม่โง่ ความสามารถด้านบัญชีของเจ้าตัว เข้าขั้นอัจฉริยะเสียด้วยซ้ำ นะโมเองก็มีความสามารถด้านการซ่อมเครื่องยนต์ได้จากการเพียงดูช่างซ่อมแค่ครั้งเดียว ถ้านี่ไม่เรียกฉลาด แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่าฉลาด

ส่วนเขาเอง ต่อให้ไม่มีระบบ เขาเองก็มีความสามารถในการเรียนรู้ที่ไม่เลว ไม่อย่างนั้นเพียงแค่ความสามารถด้านทักษะภาษา ก็ไม่เพียงพอให้เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศได้หรอก ทั้ง ๆ ที่เขาเรียนจากหลักสูตรนอกระบบ และยังต้องเรียนไปทำงานไป เวลาจะอ่านหนังสือยังแทบไม่มี แต่เขาก็สามารถเข้าคณะนิติศาสตร์ได้ด้วยคะแนนสอบเข้าเป็นอันดับสอง ซึ่งน้อยกว่าอันดับหนึ่งเพียงแค่สองคะแนนเท่านั้น

ดังนั้นแล้ว พวกเขาขาดเพียงแค่โอกาส ขอเพียงมีโอกาส พวกเขาก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดที่เหนือกว่าใคร ๆ ได้

และพสุธาก็ตั้งมั่นว่า เขานี่แหละ ที่จะเป็นโอกาสให้กับพี่ชาย และเพื่อนสนิทของเขาเอง

 

“เยี่ยมไปเลย คิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องเข้ากับหิน” พสุธาพูดอย่างพึงพอใจ เมื่อพี่ชายของเขาใส่ชุดใหม่ที่เขาซื้อให้เมื่อวานนี้ แล้วมันเข้ากับเจ้าตัวมาก เสื้อคอวีลายนกเพนกวิน สวมทับด้วยสูทลำลอง และกางเกงยีนส์เข้ารูป อวดขาเรียวสวยของเจ้าตัว นอกจากนี้ยังคาดเข็มขัดหนังดีไซน์ทันสมัย

บริษัทเท็นซีมีความยืดหยุ่นเรื่องการแต่งกายมาก นอกจากต้องไปพบลูกค้า พวกเขาไม่จำเป็นสวมชุดสูทก็ได้ เพียงแค่ไม่ใช่กางเกงขาสั้น เสื้อยืด และรองเท้าแตะก็พอ

“ใช่ เข้ากับพี่มาก” นะโมที่เดินตามลงมาทีหลัง ก็พูดอย่างเห็นด้วยกับเพื่อนสนิท

พสุธาหันไปมองนะโม เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น

“แล้วทำไมมึงไม่ใส่ชุดใหม่ ไม่ชอบ?”

เมื่อวานนี้ หลังออกจากคอนโดมิเนียมของปฐพี พสุธาก็แวะซื้อของกลับบ้าน เมื่อผ่านร้านเสื้อผ้า เขาก็เข้าไปซื้อเสื้อผ้าให้กับพี่ชาย และนะโม ซื้อมาให้คนละสิบชุด ทำเอาทั้งสองคนนั้นบ่นจนพสุธาต้องขู่ว่า ถ้ายังไม่หยุดบ่น เขาจะหนีออกจากบ้าน นั่นแหละ หูของเขาถึงได้พัก

“ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่กูทำงานที่อู่ เปื้อนน้ำมันเครื่องทุกวัน กูจะใส่ชุดใหม่ไปให้เปื้อนทำห่าอะไรล่ะ เก็บเอาไว้ใส่เวลาอยู่บ้าน หรือไปเที่ยวสิวะ” นะโมพูด แล้วมองเพื่อนด้วยสายตา ‘ถามอะไรโง่ ๆ’

“อ้อ งั้นก็ตามใจมึง แต่จริง ๆ แล้วถ้าเปื้อนก็แค่ซื้อใหม่ ถึงยังไงตอนนี้กูก็หาเงินได้เยอะแล้ว”

“มึงหาเงินได้เยอะ แล้วกูต้องผลาญเงินมึงอย่างไม่เกรงใจหรือไง” นะโมเท้าเอววีนเพื่อน

พสุธาอยากตอบเหลือเกินว่าช่วยผลาญหน่อยเถอะ เขาได้เงินมากมายจากระบบ แต่ใช้ไม่ได้ นี่มันทำให้เขาอึดอัดใจจนแทบจะคลั่งตาย ตอนนี้พบช่องโหว่แล้วว่าสามารถใช้เงินกับคนรอบตัวของเขาได้ แล้วทำไมเขาจะไม่ใช่มันล่ะ

“เอาเถอะ ไม่เถียงมึงแล้ว ไอ้พวกจิตสำนึกดี รีบไปแดกข้าว แล้วไปทำงานเถอะ”

“โม เดี๋ยวพี่ไปส่งนะ” ศิลาพูดขึ้น

วันนี้เขาไปเริ่มงานที่บริษัทใหม่แล้ว ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไปไม่เท่าไร ใกล้กว่าที่ทำงานเดิม แต่ปัญหาก็คือ ที่ทำงานใหม่ของเขานี้ คนละทางกับที่ทำงานของนะโม

“ไม่เป็นไรพี่ โมไปเองได้ พี่ไม่ต้องเสียเวลาขับรถวนไปวนมาหรอก” นะโมปฏิเสธศิลา

“ไม่เสียเวลา พี่ไปส่งได้”

“ไม่ต้องเถียงกัน ถัดไปมีร้านมอเตอร์ไซด์อยู่ ออกไปซื้อแล้วมึงก็ขับไปทำงาน มึงมีใบขับขี่อยู่แล้วนี่” พสุธาพูดแทรกขึ้นมา

“โทษนะ มึงพูดเหมือนซื้อหัวไชเท้า มอ’ไซด์คันละเป็นหมื่น ไม่ใช่ห้าบาท สิบบาท ที่บอกว่าจะซื้อก็ซื้อได้”

“ถ้ามึงเกรงใจ งั้นกูให้มึงยืมเงินดาวน์ไปก่อน แล้วมึงก็ผ่อนเอง เป็นไง” พสุธาเสนอทางให้เพื่อน เขารู้ว่านะโมไม่อยากเอาเปรียบเขา

“ไม่เป็นไร กูนั่งรถเมล์ไปได้” นะโมยังคงปฏิเสธ เขามาอยู่บ้านหลังนี้ ยังไม่ได้ช่วยจ่ายค่าเช่าสักบาท ดังนั้นจึงไม่อยากยืมเงินเพื่อนอีก

“มึงนั่งได้ แต่ถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่า มึงจะทนลำบากไปทำไมวะ มึงอย่าเกรงใจให้มันมาก ทำเหมือนว่าถ้ากูเป็นฝ่ายลำบาก แล้วมึงมีเงิน มึงจะไม่ช่วยกูอย่างนั้นแหละ” พสุธาพูดเสียงขุ่นมัว

นะโมถอนหายใจ รู้ได้ว่าเพื่อนกำลังจะโกรธแล้ว

“งั้นกูจะรีบหาเงินมาคืนมึงก็แล้วกัน” ในที่สุด นะโมก็จำยอมรับเงินของพสุธาไปซื้อรถจักรยานยนต์

เขากลัวว่าถ้าเขาไม่ยอมยืมเงินไปดาวน์รถ เมื่อเขากลับมาบ้านตอนเย็นวันนี้ จะมีรถจอดรอเขาอยู่

นะโมสังหรณ์ใจไม่ผิดหรอก ถ้านะโมไม่รับเงินไป พสุธาจะไปซื้อรถจักรยานยนต์ให้นะโมด้วยตัวเอง และจะเอารุ่นที่แพงที่สุดด้วย

“แนะนำให้มึงซื้อรุ่นที่คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่รุ่นที่ถูกที่สุด เพราะแค่ต้องการประหยัดเงิน” พสุธาพูดอย่างรู้นิสัยเพื่อนดี เจ้าตัวจะต้องเลือกซื้อรถรุ่นที่ถูกที่สุดอย่างแน่นอน

เมื่อถูกเพื่อนรู้ทัน นะโมก็ได้แต่จนใจ แล้วทำตามที่พสุธาบอก

“เดี๋ยวพี่ไปส่งโมที่ร้านรถเอง พี่จะช่วยดูด้วย ซื้อเสร็จโมก็ขับรถไปทำงาน พี่ก็ไปทำงานของพี่ด้วยเหมือนกัน” ศิลาเสนอตัว

“ได้” นะโมก็ไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีนี้

“อ้อ วันนี้ดินเริ่มทำงานที่ใหม่เป็นวันแรก เข้างานตอนห้าโมงเย็น เลิกงานตอนเที่ยงคืน ไม่ต้องรอกินข้าวกันนะ” พสุธาบอก

“มึงรับงานแปลแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังต้องไปทำงานที่อื่นอีก งานเลิกดึกด้วย” นะโมทักท้วง

“เอาน่า กูชอบงานนี้”

“แปลกคน เพิ่งเคยได้ยินว่ามีคนชอบงานล้างจาน”

“มึงไม่รู้อะดิ ล้างจานมันช่วยคลายเครียดได้นะ”

“ถ้าต้องล้างทุกวัน ล้างชามเป็นตั้ง ๆ กูว่าน่าจะเครียดกว่าเดิม” นะโมคัดค้านทันที

“ถ้าดินอยากทำ พี่ก็ไม่ห้าม แต่ตอนเลิกงาน พี่จะไปรับ”

“ไม่ต้องหรอก มันดึก หินเอาเวลาไปนอนเถอะ” พสุธาปฏิเสธทันที หนึ่งเพราะห่วงพี่ชาย สองเพราะเดี๋ยวระบบมันจะคิดว่าเขาสบายเกินไป ที่มีคนไปรับไปส่ง

“แต่..”

“อย่าดื้อ เป็นพี่ต้องเชื่อฟังน้อง เข้าใจไหม”