2. ตอนที่ 1
ตอนที่ 1
“พวกเรายอมรับน้องดุจเป็นน้องชายแค่คนเดียว” เสียงเย่อหยิ่งนี้ ดังมาจากปากของชายที่ใส่ชุดสูทสุดเนี้ยบ ทว่าสีหน้าเย่อหยิ่ง และแววตาก็ฉายความรังเกียจ
ฝั่งคนที่ถูกพูดประโยคนี้ใส่ ก็ลอบกลอกตาแวบหนึ่ง แล้วคิดในใจ
‘หมอนี่ดูซีรีส์แนวตั้งมาใช่ไหม ประโยคแบบนี้ ซีรีส์สิบเรื่อง มีพูดไปแล้วเก้าเรื่อง เขาเองก็ได้ดูเถอะ!’
พสุธาค่อนขอดอยู่ในใจ แต่ก็ทอดถอนใจด้วยเช่นกัน
โตมาจนอายุสิบแปดปี ดูซีรีส์แนวตั้งมาเป็นร้อยเรื่อง ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง ซีนที่ตัวเองเคยดูในซีรีส์แนวตั้ง จะมาเกิดขึ้นกับตัวเอง
เขา พสุธา หรือคนที่รู้จักดีเรียกว่า ‘ไอ้ดิน’ มีพ่อติดพนัน มีแม่ติดเหล้า มีพี่ชายที่ดีแต่ซื่อบื้ออยู่หนึ่งคน เติบโตมาอย่างปากกัดตีนถีบ อาศัยอยู่ในสลัม ตอนเด็กเป็นเด็กดูต้นทางให้บ่อน โตขึ้นก็มารับจ้างล้างชามในร้านก๋วยเตี๋ยว
ทว่าพสุธาก็ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองรันทดเท่าไรนัก เพราะเมื่อสามปีที่แล้ว วันครบรอบวันเกิดปีที่สิบห้า เขาก็ได้ของขวัญที่เขาคิดว่าจะพลิกชีวิตเขาได้
นั่นก็คือระบบ ตอนที่พสุธารู้ว่าตัวเองถูกผูกติดกับระบบ เขาดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้น แต่เมื่อรู้ว่าเป็นระบบแบบไหน เงื่อนไขคืออะไร เขาก็รู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาทันที
คนอื่นเขาได้ระบบซองแดง ได้ระบบยิ่งใช้เงิน ยิ่งได้คืน หรือแม้กระทั่งได้ระบบสะสมแต้มอารมณ์ ส่วนเขาได้ระบบอะไรมา
ยิ่งลำบาก ยิ่งร่ำรวย?
นี่เห็นว่าที่ผ่านมาเขายังลำบากไม่พอใช่ไหม!
ตั้งใจจะให้เขาลำบากไปทั้งชีวิตเลยหรือเปล่า!
พสุธาคิดอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
กลับมาที่ตอนนี้ เขาถูกระบบกลั่นแกล้งยังไม่พอ ยังมาได้รู้ว่าที่จริงแล้ว ตัวเองเป็นคุณชายทายาทตระกูลเศรษฐีพันล้าน แต่ตอนเด็กกลับถูกอุ้มผิดตัว คุณชายตัวจริงอย่างเขาต้องมาอยู่ในสลัม ส่วนคุณชายตัวปลอม ได้เสวยสุขกับชีวิตที่ควรจะเป็นของเขา
และตอนนี้ พ่อแม่ พี่ชายสองคน ที่ควรจะเป็นของเขาด้วยเช่นกัน ก็มองเขาด้วยสายตาเย็นชา
พ่อแม่ที่แท้จริง เมื่อรู้ว่าเขาเป็นลูกชายตัวจริงที่ถูกอุ้มสลับตัวไป ก็ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นเมื่อได้เจอเขา เห็นแววตา และสีหน้าห่างเหินเย็นชา พสุธาก็เข้าใจอย่างชัดเจน
สายเลือด ไม่สำคัญเท่ากับสายใยความผูกพัน
เขาเป็นลูกชาย และน้องชายตัวจริงก็จริง แต่สิบแปดปีที่ผ่านมา ความรัก ความอ่อนโยน การตามอกตามใจ ที่ควรจะมอบให้เขา ก็ได้ถูกมอบให้กับอีกคนไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยาก ที่จะถูกดึงกลับมาให้เขา
พสุธามองไปยังเด็กหนุ่มรูปร่างบอบบาง ที่มีสีหน้าซีดเซียว ก้มหน้าต่ำอยู่เสมอ ท่าทางอ่อนแอเสียจนใครเห็นก็อยากปกป้อง
พสุธามองไปได้ไม่ทัน อีกฝ่ายก็ขยุ้มชายเสื้อ แล้วก้าวเท้าหลบหลังพี่ชายฝาแฝด
“นายมองอะไรของนาย เชื่อไหมว่าฉันจะควักลูกตาของนาย ถ้านายยังกล้ามองข่มขู่น้องดุจอีก” แฝดพี่พูดเสียงข่มขู่
พสุธาลอบกลอกตาอีกรอบ
“แล้วนายเชื่อไหมว่าฉันกล้าโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ข้อหาข่มขู่ อีกอย่างถ้าน้องชายนายเปราะบางมากถึงขนาดแค่มองก็ไม่ได้ ทำไมพวกนายไม่สร้างเรือนกระจก แล้วประดิษฐานน้องชายที่รักของพวกนายเอาไว้ในนั้นล่ะ จะได้ไม่ต้องออกมาเจอแดดเจอฝน เจอฉัน” พสุธาที่โตมาในสลัม มีคำพูดหยาบคาย และคำพูดข่มขู่อะไรบ้าง ที่เขาไม่เคยเจอ
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยกลัว ยิ่งเขามีระบบตอนนี้ เขาก็ยิ่งไม่กลัว
เด่นหล้าเมื่อได้ยินพสุธาพูดเช่นนั้น ก็หน้าแดงด้วยความโกรธ น้องชายฝาแฝดอย่างเด่นคุณ และพ่อแม่ของพวกเขาก็มองพสุธาอย่างโกรธเคืองด้วยเช่นกัน แววตายังแฝงความรังเกียจอีกด้วย
“นายกล้าพูดอย่างนั้นกับพี่ชายได้ยังไง เฮอะ สมแล้วที่โตมาในสลัม ไร้การอบรมสั่งสอน” เด่นคุณพูดเสียงเหยียด
พสุธายิ้มบางส่งกลับไป ก่อนจะพูด
“ถ้าฉันจำไม่ผิด เมื่อครู่ในเพิ่งจะพูดว่าน้องชายนายมีแค่น้องดุจที่รักของพวกนายเท่านั้น เมื่อพวกนายมีน้องชายแค่คนเดียว แล้วจะมาเป็นพี่ชายฉันได้ยังไง นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกเหรอ” คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้เด่นคุณนิ่งอึ้งไป
“นี่ นี่..” เด่นคุณอยากจะโต้เถียงกับพสุธา ทว่าก็ไม่สามารถหาคำพูดใดมาเถียงได้ เพราะก่อนหน้านี้ตัวเองเป็นฝ่ายไม่ยอมรับพสุธาเป็นน้องจริง ๆ
“แล้วอีกอย่างนะ ทำไมฉันถึงโตมาในสลัมได้ล่ะ ไม่ใช่เพราะถูกอุ้มผิดตัวหรือไง แล้วใครกันล่ะที่อุ้มผิดตัวเป็นคนแรก ไม่ใช่คุณผู้หญิงท่านนี้หรอกเหรอ ลูกตัวเองยังอุ้มผิดได้ แต่คุณจะมาโยนความผิดให้ฉันไม่ได้หรอกมั้ง ตอนนั้นยังเดินไม่ได้สักหน่อย ไม่ได้เดินมาอยู่ในสลัมเองนี่” คำพูดเหล่านี้ พสุธาพูดเสียงเนิบช้า ไร้ความขุ่นเคืองใด ๆ เขาแค่รู้สึกตลกกับคนที่มีสายเลือดเดียวกันกับเขาพวกนี้
ไม่ต้องการยอมรับเขา แต่ก็ต้องการให้เขายอมก้มหัวเคารพ ช่างน่าตลกอะไรเช่นนี้
ดาวิกา มารดาตามสายเลือดของพสุธา เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา สีหน้าของเธอก็แดงก่ำด้วยความอับอาย
เป็นความผิดพลาดของเธอจริง ๆ ที่อุ้มลูกผิดตัว แต่ในฐานะที่เธออุ้มท้อง และคลอดออกมาอย่างยากลำบาก เธอก็มีบุญคุณต่อพสุธาไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดพสุธาถึงได้กล้าทำตัวอกตัญญู พูดจากับเธอแบบนี้
“พี่ครับ ผมรู้ว่าพี่แค้นเคือง แต่ว่าคุณแม่ก็ไม่ได้ตั้งใจ พี่อย่าถือโทษโกรธเคืองคุณแม่เลยนะครับ ขอแค่พี่ไม่โทษคุณแม่ ให้ผมออกจากบ้านก็ได้นะครับ แม้ว่าผมจะเสียใจที่จะต้องจากคุณพ่อคุณแม่และพี่ชาย แต่ผมก็ยินยอม” ดุจฝันพูดเสียงเศร้า
และเพียงแค่นี้ พสุธาก็ได้รับสายตากล่าวโทษ และเกลียดชังในทันที
“พี่ไม่ยอมให้น้องดุจออกจากบ้านหรอก น้องดุจเป็นน้องชายคนเดียวของพี่ ถ้าจะมีใครสักคนต้องไสหัวไป ต้องไม่ใช่น้องดุจแน่ ๆ” เด่นคุณพูดแล้วก็มองพสุธา เสมือนบอกว่าคนที่ต้องไสหัวไปคือพสุธา ไม่ใช่น้องรักของเขา
สายตาของอีกสามคนก็เช่นกัน
พสุธาไร้ร่องรอยของความเศร้าเสียใจ ตั้งแต่เด็ก เขาก็ไม่ได้คาดหวังความรักของพ่อแม่อยู่แล้ว เขามีเพียงพี่ชายซื่อบื้อที่ดีกับเขา ดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าต่อไป เขาก็จะดีแค่กับพี่ชายที่ซื้อบื้อของตัวเองเท่านั้น
ส่วนคนอื่นไม่มีความสำคัญใด ๆ
“เรื่องใครจะไสหัวออกจากบ้านของพวกนาย ฉันไม่สนใจ แต่ตอนนี้ พวกนายไสหัวออกไปจากบ้านฉันได้แล้ว” พสุธาพูดเสียงเย็นชา ชี้นิ้วไปยังประตูไม้ผุ ๆ โทรม ๆ ของตัวเอง
บ้านหลังนี้เป็นบ้านเช่าที่เขาเช่าอยู่กับพี่ชายของเขาแค่สองคน เขาเช่าตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน
“แก... แกกล้าไล่พวกฉันหรือ ไอ้เด็กไม่มีมารยาท ไอ้เด็กอกตัญญู” เด่นชัย พ่อตามสายเลือดพูดเสียงโมโหเป็นอย่างมาก ยกมือขึ้นจะฟาดลงมาที่หน้าของพสุธา ทว่าต้องชะงักไป เมื่อพสุธาหยิบมีดอีโต้ที่อยู่ใกล้ ๆ มือขึ้นมา
“เชื่อไหมว่าถ้ากล้าฟาดมือลงมา ฉันก็กล้าฟันมือคุณให้ขาดจริง ๆ” ไม่มีน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมใด ๆ แววตาก็ไร้ความข่มขู่ แต่เด่นชัยกลับรู้สึกว่า ลูกชายที่เขาเพิ่งเจอตัวคนนี้ กล้าจะทำตามที่พูดจริง ๆ
“ฉัน เฮอะ ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อทะเลาะกับแก แกรีบตามพวกฉันกลับไปที่บ้านได้แล้ว” เด่นชัยพูดเสียงกระด้าง แต่พสุธาสัมผัสได้ถึงความกลัวของเจ้าตัว
ช่างเป็นคนที่กล้ากับคนที่อ่อนแอกว่า และกลายเป็นหมาหงอยกับคนที่แข็งกว่า
“ที่นี่คือบ้านของฉัน ฉันยังต้องกลับไปที่บ้านหลังไหนอีก?” พสุธาเลิกคิ้ว
“เฮอะ แกเรียกห้องรูหนูนี่ว่าบ้านเหรอ ห้องคนใช้ที่บ้านฉันยังใหญ่กว่านี้” เด่นคุณพูดเสียงรังเกียจ
“แล้วฉันจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้เหรอ” พสุธาเลิกคิ้ว
“นี่..” เด่นคุณโมโหอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำพูดยียวนของพสุธา
“จะนี่ นี่ อะไรนักหนา หรือว่าบ้านนายเป็นหนี้ หรือว่าเป็นหนี้จนใกล้จะล้มละลายแล้ว”
“ไอ้เด็กบ้า แกกล้าแช่งครอบครัวพวกฉันเหรอ” เด่นคุณสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างโมโห
พสุธาหัวเราะเสียงเบาในลำคอ
ดูสิ หมอนี่แบ่งแยกอย่างชัดเจน และครอบครัวของหมอนี่ ก็ไม่ได้นับรวมเขาไปด้วย
“ถ้าไม่อยากฟัง ก็พากันกลับไปเถอะ แล้วต่อไปก็ไม่ต้องมาอีก ในเมื่ออุ้มผิดตัวตั้งแต่ตอนนั้น ก็ถือว่ามันถูกไปแล้วเถอะ” พสุธาโบกมือ
“แกไม่ต้องการรับพวกเราเป็นครอบครัวเหรอ แกรู้ไหมว่าพวกเรามีเงินเท่าไร รู้ไหมว่าบริษัทของพวกเขามีมูลค่าแค่ไหน”
“บริษัทเด่นการช่าง เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อหลายปีก่อน ถือว่าเป็นเศรษฐีใหม่ ตอนที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ถูกประเมินว่ามีมูลค่าสามพันล้านบาท ทว่าช่วงที่ผ่านมา มีผลกำไรลดลงเรื่อย ๆ ทุกไตรมาส จนกระทั่งไตรมาสที่แล้ว ผลกำไรติดลบ ทำให้มูลค่าของบริษัทต่ำลง และบริษัทอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะขาดสภาพคล่อง หากยังไม่สามารถหาเงินทุน หรือหากยังไม่ได้รับโครงการใหญ่ เกรงว่าบริษัทของพวกคุณจะล้มละลายในไม่นาน” พสุธากอดอกพูดเสียงเรียบเรื่อย แต่ยิ่งเขาพูด สีหน้าของครอบครัวกิจอนันต์ก็ยิ่งตลกขึ้นเรื่อย ๆ
พสุธามองสีหน้าที่น่าตลกของอีกฝ่าย เขาก็ส่ายหน้า แล้วพูดต่อ
“เพราะความเสี่ยงที่จะล้มละลายนี้ พวกนายจึงได้วางแผนที่จะหาผู้มากอบกู้บริษัท ซึ่งพวกนายก็มีอยู่สองแผนการ หนึ่งคือให้สุดที่รักสุดดวงใจของพวกนาย หมั้นหมายกับมหาเศรษฐี หวังว่าจะได้เงินจากเขามาอุดรอยรั่วของบริษัท สองก็คือต้องการแย่งชิงโครงการใหญ่ ซึ่งตอนนี้โครงการใหญ่ที่พวกนายหมายตา ก็คือโครงการก่อสร้างโรงงานที่มีขนาดพื้นที่กว่าห้าพันไร่ และมีมูลค่ากว่าหนึ่งแสนล้านบาท” ยิ่งพสุธาพูด สีหน้าของคนตระกูลกิจอนันต์ก็ยิ่ง ‘น่ามอง’ ขึ้นเรื่อย ๆ
ถามว่าพสุธารู้เรื่องเหล่านี้ได้ยังไงน่ะเหรอ
เพราะว่าแม้ตอนนี้เบื้องหน้าเขาจะเป็นเด็กร้านชามที่ร้านก๋วยเตี๋ยว แต่เขาก็เป็นเจ้าของโครงการที่คนพวกนี้ต้องการรับงานนี้ด้วยน่ะสิ
ขณะที่ลำบากลำบนมาสามปี ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยจนแทบจะไม่ได้นอน พสุธาก็ได้รับรางวัลจากระบบมาไม่น้อยเช่นกัน
เช่นถือหุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของบริษัทอินเทอร์เน็ตอันดับหนึ่งของประเทศ นอกจากนี้ยังถือหุ้นใหญ่โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และหุ้นอีกหลาย ๆ บริษัท ทำให้เขามีสินทรัพย์โดยรวมแล้วไม่น้อยกว่าห้าหมื่นล้าน
น่าเจ็บใจที่ห้าหมื่นล้านนี้ พสุธาไม่สามารถเสวยสุขกับมันได้ เพราะถ้าเขาไม่ลำบาก เขาจะไม่ได้รางวัลน่ะสิ
หากสงสัยว่าทำไมพสุธายังไม่ยอมแพ้ แค่ใช้เงินจากรางวัลที่ได้มา ก็เพียงพอที่เขาจะใช้ไปทั้งชาติแล้ว ก็ต้องบอกว่าเป็นเพราะระบบไม่ยอมให้เขายอมแพ้น่ะสิ
ถ้าเขาไม่สามารถมีสินทรัพย์มูลค่าหนึ่งล้านล้านได้ภายในสิบปี เขาจะต้องถูกลบตัวตนออกจากโลกใบนี้ แต่ถ้าเขาทำสำเร็จ ทรัพย์สินมูลค่าหนึ่งล้านล้านนั่นจะเป็นของเขาทั้งหมด
เขายังเหลือเวลาอีกเจ็ดปี อีกเจ็ดปี เขาก็เพิ่งจะอายุยี่สิบห้าเท่านั้น
อายุยี่สิบห้า ได้เป็นมหาเศรษฐีล้านล้านบาท พสุธายินยอมที่จะอดทน!
ขณะที่พสุธากำลังวาดฝันถึงอนาคต คนของครอบครัวกิจอนันต์ก็มองพสุธาด้วยสายตาซับซ้อน
“ใครบอกแกเรื่องพวกนี้” เด่นชัยถามลูกชายตัวจริงของตัวเอง เขาไม่มีทางเชื่อว่าเด็กที่โตมาในสลัมอย่างพสุธา จะรู้เรื่องพวกนี้ได้ เพราะเรื่องที่บริษัทของเขากำลังจะขาดสภาพคล่อง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้
“ฉันรู้ได้ยังไงไม่สำคัญ สำคัญที่พวกคุณเอาเวลาที่มาวุ่นวายอยู่ที่นี่ ไปหาทางแก้ไขปัญหาของบริษัทเถอะ ไม่อย่างนั้นล้มละลายมา ฉันกลัวว่าจะต้องถูกให้เลี้ยงดูพวกคุณ” พสุธาแค่นหัวเราะ
หากว่ามีวันหนึ่งที่เขาถูกเรียกร้องให้เรียกดูบุพการีจริง ๆ เขาจะให้เงินรายเดือนตามที่กฎหมายกำหนด
ตอนนี้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำไว้เท่าไรละ เดือนละสองพันใช่ไหม
“แกมันลูกอกตัญญู ฉันไม่น่าคลอดแกออกมาเลย” ดาวิกาชี้หน้าพสุธา หายใจหอบสะท้าน แสดงให้เห็นว่าโกรธมากขนาดไหน
พสุธายักไหล่
“ถ้าคุณไม่คลอดผมออกมา แล้วคุณจะอุ้มลูกรักคุณกลับไปได้ยังไงล่ะ”
คำพูดของพสุธา ทำให้คนฟังโกรธจนแทบจะกระอักเลือดอีกครั้ง
พสุธาเห็นแววตาเกลียดชังของคนเหล่านี้แล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
ถ้าเขาได้ระบบความชัง เขาคงจะสบายกว่านี้มาก เพราะแค่คนกลุ่มนี้ เขาก็คงจะมีคะแนนทะลุแสนล้านแล้ว!