LNCrawler

21. ตอนที่ 20

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 20

“น้องดินของใครนะ”

เสียงเย็น ๆ จากทางด้านหลัง ทำให้พันไมล์ค่อย ๆ หันไปมอง เห็นเพื่อนสองคนยืนกอดอก จ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว

“ของพวกเรายังไงล่ะ น้องดินเป็นสมบัติล้ำค่าของร้าน” พันไมล์พูดตอบ แล้วก็เหล่มองปฐพีเล็กน้อย เพราะว่าเมื่อครู่นี้ เขามั่นใจว่าเป็นเสียงของปฐพี

ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าปฐพีกำลังหวงอยู่

ก็ไม่รู้ว่าหวงตัวคน หรือหวงฝีมือการทำอาหารของพสุธากันแน่

 

ข้อตกลงของพสุธา และพันไมล์ ไม่ใช่ข้อตกลงปากเปล่า เพราะว่าได้มีการทำหนังสือสัญญาด้วย ในหนังสือสัญญาระบุไว้ว่าอาหารใดก็ตามที่พสุธาทำด้วยตัวเอง กำไรจะถูกแบ่งให้พสุธาเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

ที่สัญญาไม่ได้ระบุอย่างชัดเจน ว่าเป็นเมนูกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดง ก็เพราะว่าพวกเขาทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกันว่า อนาคตจะทำเมนูอื่นด้วย ไม่อาจทำเมนูเดียวทุกวันได้ เพราะต่อให้อร่อยอย่างไร ก็ต้องมีวันที่เบื่อกันบ้าง

และหลังจากที่พสุธาทำกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดง อีกหม้อใหญ่ พันไมล์ก็รีบนำไปเสิร์ฟลูกค้าด้วยตัวเอง ทั้งยังบอกว่าเป็นเมนูพิเศษของร้าน มีจำนวนจำกัด

ลูกค้าที่สั่งเมนูนี้ เพราะว่าได้กลิ่นตอนที่พันไมล์ยกออกไปกิน พวกเขาก็ไม่สนใจคำพูดของพันไมล์ เมื่อได้อาหารที่ต้องการ ก็จัดการตักใส่ปากทันที และเพียงแค่ลิ้นได้รับรสชาติ พวกเขาก็มีสีหน้าล่องลอย

“อร่อย อร่อยขนาดนี้ได้ยังไง”

“กระดูกอ่อนนี่มันนุ่มจนแทบจะละลายในปาก รสชาติเข้มข้นแต่ก็กลมกล่อม เอามาอีกหนึ่งจาน”

หลายโต๊ะเมื่อได้ลิ้มชิมรสไปเพียงแค่หนึ่งคำเท่านั้น ก็ออกปากสั่งเพิ่มอีกหนึ่งจานในทันที ทว่าพันไมล์ปฏิเสธ บอกว่าหนึ่งโต๊ะสั่งได้แค่หนึ่งจานเท่านั้น ที่พันไมล์ทำแบบนี้ เพราะอยากให้ลูกค้าโต๊ะอื่นได้กินด้วย

เมื่อมีหลายคนได้กินแล้วติดใจ วันหลังย่อมต้องมากินซ้ำแน่ ๆ และเมื่อมาที่ร้านอาหาร ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสั่งเพียงเมนูเดียว ต้องสั่งเมนูอื่น ๆ เพิ่ม

และเพราะเหตุผลนี้ ที่ทำให้พันไมล์ยอมแบ่งกำไรให้พสุธาถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

ต้องบอกว่าพันนไมล์นั้นฉลาดจริง ๆ

“เฮ้ย นี่ก็เป็นลูกค้านะ ทำไมจะสั่งบ้างไม่ได้” เฮียโก้พูดอย่างไม่พอใจ เมื่อพันไมล์ปฏิเสธจะขายกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดงให้กับเขา

“มึงได้แดกไปแล้วไง แบ่งให้คนอื่นได้พบกับความมหัศจรรย์ของน้องดินบ้าง” พันไมล์ให้คำตอบ

“ก็ได้ เห็นแก่ไอ้ดินหรอกนะ” เฮียโก้แม้ว่าจะอยากกินอีก แต่ก็ยอมหักห้ามใจ แล้วตั้งใจว่าเดี๋ยวจะเหมาซื้อกระดูกอ่อนหมูสักสิบกิโลกรัม ไปให้พสุธาทำเมนูนี้ให้กิน

“แล้วมึง ไอ้ป๋า ทำไมวันนี้มาขลุกอยู่ที่ร้านกูได้ ปกติไม่สิงอยู่ที่คอนโด ก็อยู่ที่โรง’บาล” พันไมล์หันไปถามเพื่อนอีกคน

“เบื่อ”

“เบื่อคอนโด หรือเบื่อโรงพยาบาล”

“เบื่อมึง ถามอยู่ได้ น่ารำคาญ” คำตอบสุดแสนจะเย็นชานี้ ทำเอาพันไมล์เจ็บปวดจนแทบจะกระอักเลือดออกมา

แต่แล้วเขาก็กลับมายิ้มแย้มได้อีกครั้ง เมื่อลูกค้าทั้งยี่สิบโต๊ะ ที่ได้ลิ้มรสเมนูเด็ดจากฝีมือของพสุธา ต่างก็มาถามว่าวันพรุ่งนี้จะมีเมนูนี้อีกหรือเปล่า ถ้ามี พวกเขาจะจองเอาไว้ก่อน

แต่พันไมล์ก็ปฏิเสธการรับจอง

ถ้าเขาปล่อยให้จอง แบบนี้ลูกค้าคนอื่น ๆ ที่อยากมากิน แต่พอรู้ว่าเมนูนี้ถูกจองจนหมดแล้ว ก็เปลี่ยนใจไม่มาแล้วน่ะสิ

เมื่อถูกปฏิเสธ ลูกค้าก็บ่นอุบ แต่ก็ยอมคลายความโกรธ ด้วยการเสนอข้อแลกเปลี่ยน

“ถ้าจองไม่ได้ ก็ทำให้เยอะหน่อยสิ จำกัดแค่โต๊ะละจาน นั่นมันน้อยเกินไป อย่างน้อยต้องคนละจานสิ” หนึ่งในลูกค้าที่เพิ่งเคยมาร้านของพันไมล์ครั้งแรก พูดขึ้น

เธอเป็นเศรษฐีนีจากกระบี่ ถ้าพสุธาได้เห็นเธอ จะต้องรู้แน่ ๆ ว่าเธอมีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับสองพี่น้องสีเทียนสีไม้ เพราะว่าหน้าแทบจะโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน แต่ก็เอนเอียงไปทางเหมือนสีเทียนมากกว่านิดหน่อย

“เชฟคนนี้ของร้านเราค่อนข้างจะเอาแต่ใจนิดหน่อยน่ะครับ เขาจะทำแค่วันละยี่สิบจานเท่านั้น” พันไมล์โยนความผิดไปให้กับพสุธาในทันที

ไอ้หนู ขอยืมมาอ้างหน่อยแล้วกันนะ ยังไงนายก็ไม่เผยตัวอยู่แล้วนี่นา ถึงคนเขาจะบ่น นายก็ไม่ได้ยินอยู่ดี

พันไมล์คิดอย่างเจ้าเล่ห์ ส่วนพสุธาที่กำลังล้างจานอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่นั้น ก็จามออกมา

“มีใครคิดถึงหรือเปล่า” ป้าแจ๋ว ป้าที่มีหน้าที่ล้างจานชามเหมือนพสุธา พูดขำ ๆ

“น่าจะมีคนลอบปองร้ายผมมากกว่านะครับ” พสุธาพูดติดตลก

“โธ่เอ๊ย ไม่มีทางหรอก จะมีใครมาปองร้ายหนุ่มน้อยน่ารักอย่างเราได้ ถ้ามี คนคนนั้นต้องชั่วช้ามากแน่ ๆ”

 

“ฮัดชิ่ว!”

“ไอ้ไมล์ ไอ้เหี้ย จะจามก็หันไปทางอื่นสิวะ มาจามใส่หน้ากูทำห่าอะไร จะแพร่เชื้อโรคใส่กูเหรอ” เฮียโก้ด่ารัว หยิบกระดาษทิชชู่เปียกมาเช็ดหน้าตัวเองอย่างรังเกียจ

“โทษที กูหันไม่ทัน” พันไมล์ขอโทษขอโพยเพื่อน มือก็ขยี้จมูกเบา ๆ สงสัยว่าตัวเองอยู่ ๆ ทำไมถึงได้จามออกมา ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้สึกป่วยอะไร

 

“ลูกค้าไม่มีแล้วนี่หว่า ให้น้องรักกูออกมาพักหน่อยซิ” เฮียโก้พูดขึ้นมา สีหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเขินอายอะไรหรอก เพราะเริ่มเมาแล้วนี่แหละ

“ไอ้อาร์ม ไปเรียกน้องดินให้หน่อยโว้ย” พันไมล์ก็ตระโกนสั่งลูกน้องทันที

ไม่นาน พสุธาก็เดินออกมาด้วยสีหน้าสงสัย

“มีอะไรเหรอครับ”

“มา ๆ มึงมานั่งข้าง ๆ กูนี่” เฮียโก้กวักมือเรียกพสุธา

พสุธาหันไปมองนายจ้างของตัวเอง

“นั่งเถอะ ลูกค้าน่าจะไม่เข้าแล้วล่ะ” พันไมล์พยักหน้าอนุญาต

“นี่เพิ่งจะสี่ทุ่มครึ่งเองนี่ครับ ร้านปิดตั้งเที่ยงคืน”

“คืนวันธรรมดาก็แบบนี้แหละ พรุ่งนี้ยังต้องตื่นไปทำงาน ไปเรียนกัน ไม่ค่อยมีคนอยู่ดึก ๆ หรอก ยิ่งช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม พวกนักศึกษาก็กลับบ้านต่างจังหวัดกัน คนยิ่งน้อยไปใหญ่” พันไมล์อธิบาย

พสุธาถึงได้ค่อยเข้าใจ

“กินเหล้าไหม” พันไมล์ถาม

“ไม่กิน” ไม่ใช่พสุธาที่ตอบ แต่เป็นปฐพี

“กูถามน้องดิน” พันไมล์หรี่ตาใส่เพื่อน

“กูตอบแทนในฐานะพี่ชาย” ปฐพีก็ไม่ยอมแพ้

“ได้ข่าวว่ามึงเพิ่งรู้จักน้องได้ไม่กี่วัน”

“จะกี่วันก็ถือเป็นน้องกู” ปฐพีเสียงเย็น

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ ปกติเขาเป็นคนคอยควบคุมพี่ชาย ตอนนี้เขามีพี่ชาย (ไม่แท้) มาคอยควบคุมแล้วเหรอ

“ยังเด็กอยู่ อย่าเพิ่งกิน อีกอย่างกลับบ้านดึก ๆ ถ้าเมาจะยิ่งอันตราย” ปฐพีพูดกับพสุธา

“ผมไม่ดื่มอยู่แล้วครับ” พสุธาพูดตอบกลับไป เขาเองอันที่จริงก็ตั้งใจจะปฏิเสธอยู่แล้ว

“ไอ้ดินมันไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ มันไม่อยากให้พี่มันเป็นห่วง ไอ้นี่มันเด็กดี รักพี่มันจะตาย” เฮียโก้พูดลิ้นพันกัน

“อยากเป็นพี่ชายของน้องดินบ้างจังเลย” พันไมล์พูด ดวงตาเป็นประกายวาววับ

“อยากเป็นเพราะหวังว่าจะได้แดกอาหารฝีมือไอ้ดินบ่อย ๆ น่ะสิ” เฮียโก้พูดอย่างรู้ทัน

“ใส่ร้ายกันน่า เออ แต่พูดถึงเรื่องนี้ น้องดิน พี่ผูกข้าวกล่องกับเราด้วยได้ไหม ไหน ๆ ก็ต้องทำให้ไอ้ป๋าอยู่แล้ว ก็ทำเผื่อพี่ด้วย แน่นอนว่าพี่ไม่กินฟรีนะ พี่จะจ่ายเงินให้”

“หืม แต่พี่ก็เปิดร้านอาหารนี่ครับ”

“กินร้านตัวเองก็เบื่อแล้ว ที่สำคัญไม่อร่อยเท่าที่น้องดินทำ”

“ถึงจะเรื่องจริง แต่มึงพูดแบบไม่กลัวว่าพ่อครัวจะมาได้ยินเลยนะมึง” เฮียโก้ปาถั่วลิสงใส่เพื่อน

“ไม่โกรธหรอก ยังอยากจะไหว้น้องดินเป็นอาจารย์อยู่เลย ว่าไงเรา ตกลงไหม” พันไมล์พูดกับเฮียโก้ แล้วหันมาถามพสุธา

“ผมไม่มีปัญหาอะไรครับ แต่ว่าอาหารของคุณป๋า จะไม่มีเมนูอาหารทะเล พี่โอเคใช่ไหมครับ” พสุธาบอกเอาไว้ก่อน เพราะถ้าให้เพิ่มเมนูอาหารทะเล เขาก็ค่อนข้างจะขี้เกียจ

“ได้ ไม่มีปัญหา”

“งั้นก็ตกลงครับ” พสุธาตอบตกลง เมื่ออีกฝ่ายไม่มีปัญหาเรื่องวัตถุดิบที่จะไม่มีอาหารทะเล

“เริ่มวันพรุ่งนี้เลยนะ วันพรุ่งนี้พี่อยากกินเนื้อผัดน้ำมันหอย”

“หืม ซอสหอยนางรม คุณป๋าน่าจะทานไม่ได้นะครับ” พสุธาพูด

“ใช่ เปลี่ยนเป็นทำเนื้อวากิวผัดกะเพรา แล้วก็ไข่ตุ๋น ต้มจืดเต้าหูหมูสับด้วย” ปฐพีมองพันไมล์ด้วยสายตาเหนือกว่า

“หึ ก็ได้ ยอมให้พวกขี้แพ้ก็ได้” พันไมล์แหย่เพื่อน

“พวกพี่หยอกกันแรงจริง ๆ” พสุธาอดที่จะพูดไม่ได้

“หยอกอะไรกันครับ พวกพี่เกลียดกันจริง ๆ นะ แต่ฝืนใจคบไปงั้น” พันไมล์ยังล้อเล่นต่อ ส่วนปฐพีก็

“แต่เริ่มจะไม่อยากฝืนใจแล้ว อยากจะเลิกคบมันตอนนี้เลย”

พสุธาหัวเราะในลำคอ ก่อนที่จะชะงัก เพราะมีลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน

“น่าจะร้านนี้นะ”

“ร้านสนามเด็กเล่น แถวมอสยามปราชญ์ ร้านนี้นี่แหละ”

“ร้านหรูอยู่นะ แต่จะอร่อยสมที่ได้ยินมาไหม ต้องลองกินก่อน”

บทสนทนานี้ดังเข้ามาในหูของพวกพสุธา พวกเขามองหน้ากัน ก่อนที่พันไมล์จะลุกขึ้นไปต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง

“คุณลูกค้ามากี่ท่านครับ”

“ร้านนี้ใช่ที่มีเมนูกระดูกหมูอ่อนตุ๋นน้ำแดงเป็นเมนูเด็ดของร้านใช่ไหม พวกเราจะมาลองกินเมนูนี้” กลุ่มคนที่เดินเข้าร้านมาไม่ได้ตอบ แต่พูดประโยคนี้แทน

พันไมล์ชะงักไป แล้วหันไปมองพสุธาชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาตอบ

“วันนี้เมนูกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดงหมดแล้วครับ หากคุณลูกค้าต้องการลองชิม สามารถมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ครับ ทางร้านเราเปิดให้บริการตอนห้าโมงเย็น”

“หมดแล้ว? อะไรกัน ร้านปิดเที่ยงคืนใช่ไหม นี่เพิ่งจะสี่ทุ่มกว่า อาหารจะหมดได้ยังไง” หนึ่งในคนที่ตั้งใจมาลองกินตามที่เพื่อนมาเล่าให้ฟัง พูดอย่างไม่พอใจ

“เมนูที่คุณลูกค้าต้องการ เป็นเมนูพิเศษของทางร้าน ต้องใช้ระยะเวลาในการปรุง ตุ๋นด้วยเตานานถึงสิบชั่วโมง ในแต่ละวันทำจำกัดแค่ยี่สิบจานเท่านั้นครับ” พันไมล์พูดโกหกได้อย่างหน้าตาเฉย

หมายถึงเรื่องระยะเวลาในการตุ๋น เพราะว่าพสุธาใช้หม้ออัดแรงดัน ทำให้ร่นระยะเวลาเหลือแค่สี่สิบห้านาที แต่ถ้าไม่ใช่หม้ออัดแรงดัน ก็ต้องตุ๋นนายกว่าสิบชั่วโมง อย่างที่พันไมล์พูดจริง ๆ 

“แค่ยี่สิบจานเองเหรอ นี่มันน้อยเกินไปแล้ว ทำไมไม่ทำให้มันเยอะกว่านี้ล่ะ อ้อ เข้าใจแล้ว กำลังเล่นเกมจิตวิทยากับลูกค้าสินะ ยิ่งได้มายาก ๆ ยิ่งเป็นที่ต้องการ” ชายหนุ่มคนหนึ่งกอดอกพูด น้ำเสียงดูเย่อหยิ่งพอสมควร

พันไมล์ไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิด แม้ว่าอีกฝ่ายจะเปิดเผยแผนการของตัวเอง

“คุณลูกค้า ของดีมีน้อยครับ” พันไมล์พูดด้วยรอยยิ้ม

“เหอะ วันพรุ่งนี้พวกเราจะมาพิสูจน์ว่าของดีจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นแค่ราคาคุย พวกเราจะประกาศไปทั่วเลย รู้ไหมว่าพวกเราเป็นช่องรีวิวอาหารที่มีคนติดตามหลายแสนคนนะ” ชายคนเดิมพูดอย่างเย่อหยิ่ง

“ร้านของเรายินดีต้องรับการพิสูจน์อย่างโปร่งใสครับ ว่าแต่วันนี้คุณลูกค้าจะเปลี่ยนไปทานอย่างอื่นหรือเปล่าครับ ถ้าไม่ต้องการ ก็ขอให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับ” พันไมล์ยิ้มอย่างเย็นชา แม้ว่าเขาจะเป็นคนอารมณ์ดี แต่ก็เกลียดการถูกข่มขู่มากที่สุด

“ไม่ พรุ่งนี้พวกเราจะมากินหมูตุ๋นน้ำแดงจานเด็ด เก็บเอาไว้ให้ด้วย” ชายคนหนึ่งพูดแล้วก็เดินออกไปทันที คนอื่นก็เดินตามไป

“ให้ตายสิ เบื่อคนแบบนี้จริง ๆ เลย” พันไมล์เดินกลับมาที่โต๊ะ กระดกเหล้าจนหมดแล้ว แล้วพูดเสียงไม่สบอารมณ์

“มึงยังไม่ชิน? เปิดร้านอาหารแบบนี้ มีลูกค้าแบบไหนบ้างที่ไม่เคยเจอ” ปฐพีเลิกคิ้วใส่เพื่อน

“ไม่อยากชินเลย พับผ่าสิ” พันไมล์สบถ

พสุธานั่งฟังเงียบ ๆ แม้ว่าเรื่องนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา แต่เขาก็ไม่เสนอทำเพิ่ม เพราะอาหารของเขา ทำเท่าไรก็ไม่พอหรอก และถ้าเป็นแบบนั้น เขาได้เหนื่อยตายพอดี

“มึงดื่มให้น้อย ๆ หน่อย เดี๋ยวขับรถกลับบ้านไม่ได้” ปฐพีห้ามเพื่อน เมื่อเพื่อนยกดื่มอีกแล้ว

“ก่อนจะห่วงกู ห่วงไอ้โก้เถอะ” พันไมล์ชี้ไปยังเพื่อนอีกคนที่นั่งกอดถังน้ำแข็งแล้ว

“มันอยากแดกไม่รู้พอดี ก็ทิ้งมันนอนนี่แหละ” ปฐพีเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง

พสุธามองยิ้ม ๆ รู้ว่าสุดท้ายปฐพีก็ต้องพาเฮียโก้ไปส่งอยู่ดี ดีไม่ดีอาจจะต้องไปส่งพันไมล์ด้วย

ส่วนเขาปั่นจักรยานกลับเองได้

ทว่าสิ้นความคิดของพสุธาไม่ทันไร ก็มีรถยนต์เลี้ยวเข้ามาจอดในร้าน

“หืม มีลูกค้ามาอีกแล้วเหรอ กูว่าจะปิดร้านแล้วนะ” พันไมล์พูด

พสุธาหันไปมอง ก่อนที่เขาจะขมวดคิ้วมุ่น เพราะรถที่แล่นเข้ามาจอด เป็นรถพี่ชายของเขาเอง

“รถพี่ชายผมเองครับ” พสุธาพูดออกไป

“พี่ชายน้อง หินน่ะเหรอ” พันไมล์พูดแล้วก็ยิ้มออกมา

พสุธามองพันไมล์อย่างแปลกใจ

“เมื่อวานพี่ชายกับเพื่อนของนาย เดินหลงไปที่คณะพี่ แล้วก็เจอพวกพี่ รวมถึงไอ้นี่ด้วย” ปฐพีเห็นความสงสัยจากพสุธา เขาจึงได้เล่าให้ฟัง

“อ้อ แบบนี้นี่เอง” พสุธาเข้าใจแล้ว

“พี่ชายน้องแวะมารับ หรือแวะมากินข้าว” พันไมล์ถามพสุธา

“น่าจะมารอรับครับ” พสุธาใช้คำเหมือนไม่มั่นใจ แต่เขามั่นใจมาก เพราะรู้ดีว่าคนอย่างพี่ชายเขา ไม่ยอมใช้เงินในร้านอาหารแบบนี้หรอก เจ้าตัวประหยัดจะแย่

“งั้นก็กลับเลย พี่เองก็จะปิดร้านแล้วเหมือนกัน วันนี้น่าจะไม่มีลูกค้าเข้ามาแล้วล่ะ” พันไมล์พูดบอก

“แต่ยังเหลือเวลาอีกชั่วโมงกว่าเลยนะครับ”

“ไม่หรอก จริง ๆ ถึงร้านจะเปิดถึงเที่ยงคืน แต่ครัวก็ปิดตั้งแต่ห้าทุ่มแล้ว นี่ก็เลือกเวลาอีกไม่มาก ครัวก็จะปิดแล้ว”

“ถ้างั้นก็ได้ครับ” พสุธาพูดตอบ พอดีกับที่พี่ชายของเขา และนะโมเดินเข้ามา

“บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าไม่ต้องมารอรับ หืม” พสุธาถามเสียงเนิบ แต่แฝงความโกรธเอาไว้

“พี่เป็นห่วงดินนี่นา” หินพูดตอบ

“มึงอย่าดุนักเลย แดกกระดูกเป็นอาหารหรือไง พี่มึงรออยู่บ้าน ก็นอนไม่หลับอยู่ดี เพราะเป็นห่วงมึง อีกอย่างกูเองก็ออกมาด้วย ไม่เกิดอันตรายกับพี่หินแน่นอน” นะโมปกป้องพี่ชายของเพื่อนสนิท ที่เป็นพี่ของเขาด้วยเช่นกัน

พันไมล์มองพสุธาดุพี่ชายของเจ้าตัว เขาก็รู้สึกว่าพสุธาเหมือนแมวขาว ที่กำลังดุกระต่าย กระต่ายก็หูตก ขณะเดียวกันก็มีแมวส้มอีกตัว คอยปกป้องกระต่ายน้อย

“หิน นะโม เจอกันอีกแล้วนะ” พันไมล์ทักทายทั้งสองคน

“สวัสดีครับ พวกเรามารอรับดิน ไม่ได้จะมารบกวนร้านนะครับ พวกเราจะรอเงียบ ๆ” ศิลารีบพูดอธิบายทันที

“ไม่เป็นไรครับ ต่อไปถ้ามา ก็เข้ามารอในร้านได้เลย ส่วนวันนี้ไม่ต้องรอครับ รับกลับได้เลย เพราะร้านของเราจะปิดแล้ว” พันไมล์พูดอย่างกระตือรือร้น แต่พสุธาหรี่ตา

จะพูดก็พูดสิ จะเก็กหล่อทำไม คิดจะล่อลวงพี่ชายเขาหรือไง

“หิน เฮียโก้ก็อยู่ด้วยนะ” พสุธาพูดกับพี่ชาย

“หือ โกโก้ก็อยู่เหรอ อ้าว คุณปฐพีก็อยู่ด้วย สวัสดีครับ” ศิลาทักทายปฐพี ก่อนจะหันไปหาเฮียโก้อีกครั้ง

“ทำไมกอดถังน้ำแข็งเอาไว้แบบนั้นล่ะ หรือคิดว่าเป็นหมอนข้างเหรอ” ศิลากะพริบตาปริบ ๆ

พสุธาตบหน้าผากตัวเองดังแปะ

“เฮียมันเมาแล้ว”

“โกโก้เมาอีกแล้วเหรอ ไหนเคยบอกว่าจะไม่ดื่มจนเมาไม่รู้เรื่องไง” ศิลาทำแก้มป่อง นึกเคืองคนที่โกหกตัวเอง

“โกโก้ คนขี้โกหก” ศิลาตำหนิคนเมา

“หืม ใครโกหก ไหนใครโกหกหินน้อย บอกมา เฮียโก้คนนี้จะจัดการให้เอง” เฮียโก้ได้ยินเสียงของศิลา ก็ปล่อยถังน้ำแข็ง แล้วลุกขึ้นยืนประกาศเสียงกร้าว ยังมีการทุบหน้าอกตัวเองอีกด้วย

พสุธานวดขมับ ส่วนนะโมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดวิดีโอ

“โกโก้นั่นแหละโกหก ไหนบอกว่าจะไม่ดื่มจนเมาไง” ศิลาพูดอย่างเคือง ๆ แต่ก็เข้าไปประคองคนตัวใหญ่ที่ยืนตัวโอนเอนไปมา

“หา ใครเมา นี่ไม่เมา ว่าแต่ทำไมมีหินหลายคนล่ะ ไหนบอกว่าของดีมีน้อย แล้วทำไมมีหินเยอะจังเลย” คนเมาเริ่มพูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหล สองมือใหญ่ประกบเข้าที่แก้มสองข้างของศิลา เพ่งสายตามองจ้องหน้าเล็ก ๆ นั่น

พสุธาหรี่ตาลงอีกครั้ง เขาเดินเข้าไปหาเฮียโก้

“มา ดินประคองเอง หินตัวแค่นี้ เดี๋ยวได้โดนเฮียมันล้มทับจนแบนพอดี” พสุธาดึงเฮียโก้มาจากมือพี่ชาย และด้วยแรงของเขา ก็สามารถบังคับเฮียโก้ให้ยืนนิ่ง ๆ ได้

“มึง ไปช่วยดินประคองไอ้โก้สิ ตัวมันอย่างกับยักษ์ ดินจะไปประคองไหวได้ยังไง” ปฐพีหันไปสั่งพันไมล์

“กูก็เห็นว่าประคองได้มั่นคงดีนี่นา” พันไมล์พึมพำ แต่เมื่อได้รับสายตาเยือกเย็นจากเพื่อน ก็รีบไปพยุงเฮียโก้แทนปฐพีทันที

“เฮียมันเมาขนาดนี้ จะทำไง พาไปส่งที่บ้านไหม หรือจะให้ค้างที่บ้านเราดี” นะโมพูดขึ้นมา

“ให้นอนที่บ้านเราก็ได้” พสุธาตอบ หลังจากที่คิดอยู่ชั่วครู่หนึ่ง

“ไม่ต้อง เดี๋ยวพี่กับไอ้ไมล์พามันกลับคอนโดเอง” ปฐพีเสนอตัวรับผิดชอบแทน

“ว่าแต่พวกพี่จะกลับกันยังไงครับ ดื่มแล้วไม่น่าจะขับรถได้นะ”

“พี่ดื่มไปแก้วเดียว ขับได้ครับ แต่เดี๋ยวเรียกคนขับรถมารับแทนก็ได้”

“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ” พสุธาพูดตกลง เพราะคิดว่าเฮียโก้ไปอยู่กับเพื่อนสนิทของเจ้าตัว ก็น่าจะดีกว่า

อืม ที่บ้านเขามีกระต่าย ต้องระวังไม่ให้พวกจิ้งจอกที่ไหนเข้าบ้านง่าย ๆ