LNCrawler

22. ตอนที่ 21

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 21

“หิน ทำงานวันแรกเป็นยังไงบ้าง” พสุธาพูดถาม ขณะที่เขาทำหน้าที่เป็นคนรถเองด้วย มีศิลานั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ส่วนนะโมนอนเอกเขนกอยู่เบาะหลัง

“ดีมากเลย ที่นั่นพนักงานเป็นมิตรทุกคนเลย เจ้านายซื้อขนมมาเลี้ยงตอนกลางวันด้วยนะ แล้วก็ไม่ต้องทำงานล่วงเวลาด้วย” ศิลาพูดเสียงสดใส เมื่อเล่าเรื่องที่ทำงานใหม่ของตัวเองให้น้องชายฟัง

“ไม่ทำโอ เป็นไปได้เหรอพี่ ที่อู่โมเคยมีลูกค้าคนหนึ่ง แฟนเขาก็ทำงานเป็นพนักงานบัญชีที่เท็นซี ตอนนั้นเขายังมานั่งบ่นตอนเอารถมาซ่อมเลย บอกว่าแฟนทำงานล่วงเวลาบ่อยมาก ดึก ๆ ดื่น ๆ เขายังต้องไปรอรับแฟนเขาเลิกงาน” นะโมพูดขึ้นมาจากทางด้านหลัง

“จริงเหรอ แต่วันนี้พี่ก็คิดจะทำงานล่วงเวลานะ เพราะมีบัญชีอีกหลายเล่มที่พี่ยังดูไม่เสร็จ แต่คุณพีรวิชญ์ที่เป็นรองประธานบริษัท บอกพี่เองเลยว่าไม่ต้องทำงานล่วงเวลา” ศิลาพูดอย่างสับสน

พสุธาที่นั่งฟังอยู่ เขาก็เข้าใจในทันที

ความจริงก็คือบริษัทเท็นซี มีการทำงานล่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงปิดงบบัญชี แต่เมื่อศิลาเข้าไปทำงาน ด้วยความที่เป็นพี่ชายของเขา ผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัท ถึงได้มีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ขึ้น

พูดได้ว่าการยกเลิกทำงานล่วงเวลา เป็นเพราะพี่ชายเขานี่เอง

แต่ว่าก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนได้นานแค่ไหน เพราะสุดท้ายแล้ว เท็นซีก็เป็นบริษัทใหญ่ การปิดงบบัญชี ถ้าไม่ทำงานล่วงเวลา ก็ไม่น่าจะเสร็จทัน ยกเว้นแต่จะรับพนักงานเพิ่มอีกหนึ่งเท่าตัว

ส่วนเรื่องที่พนักงานเป็นมิตรดี พสุธาเชื่อว่าด้วยนิสัยของศิลา เป็นไปไม่ได้หรอก ที่จะไม่มีคนเอ็นดูเจ้าตัว แต่ถ้าทุกคนทำตัวดี ๆ กับศิลาหมด ก็ออกจะผิดวิสัยไปเสียหน่อย

ในกลุ่มคน ย่อมต้องมีความขัดแย้งไม่มากก็น้อย และในที่ทำงาน ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมงานกันก็จริง แต่ก็เป็นคู่แข่งกันด้วย

ดังนั้นที่ศิลาบอกว่าทุกคนดีกับเจ้าตัว เขามั่นใจว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าตัว อีกส่วนเป็นเพราะมีคนกำชับเอาไว้ และคนคนนั้นจะเป็นใครไปได้อีก นอกจากพิชัย

พสุธาลอบคิด ไม่รู้ว่าพิชัยสั่งการอย่างไร แต่ถ้าเปิดเผยเรื่องที่เขาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองออกไป ไม่ช้าก็เร็ว เรื่องต้องไปถึงหูศิลาอย่างแน่นอน

เขายังไม่ได้คิดข้อแก้ตัวดี ๆ เลยนะ

“แล้ววันนี้ดินทำงานเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม ได้กินข้าวหรือยัง กลับไปพี่ทำอะไรให้กินดีไหม” ขณะที่พสุธากำลังคิดอยู่นั้น ศิลาก็ถามขึ้นมา

“ไม่ต้องหรอก กินที่ร้านมาแล้ว ที่ร้านมีข้าวให้กินฟรีวันละมื้อ ส่วนงานก็ไม่เหนื่อย มีป้าอีกคนหนึ่งทำหน้าที่ล้างจานเหมือนกัน อ้อ จริงสิ ดินทำสัญญากับที่ร้านด้วยนะ จะทำกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดงวันละหม้อให้ร้านเอาไว้ขาย กำไรจะแบ่งกันสามต่อเจ็ด ร้านสาม ดินเจ็ด เป็นไง เก่งไหมล่ะ ได้เงินพิเศษเพิ่มอีกทาง” พสุธายักคิ้วส่งให้พี่ชาย และนะโม

“เก่งมาก ดินเก่งที่สุดอยู่แล้ว” ศิลาชื่นชมน้องชายจากใจจริง แววตาทอประกายภาคภูมิใจ ราวกับพ่อที่ภูมิใจในลูกชายของตัวเอง ส่วนนะโมนั้น

“ทุกวันนี้กูยังไม่เข้าใจ เห็นชัด ๆ ว่าถ้ามึงเอาดีทางด้านอาหาร ป่านนี้รวยไปแล้ว ทำไมต้องหาทำงานอะไรที่มันเหนื่อยแต่ได้เงินน้อยด้วยวะ ตั้งแต่เด็กเข็นผัก เด็กส่งหนังสือพิมพ์ เด็กเก็บขยะ ตอนนี้ก็ยังเป็นเด็กล้างจาน” นะโมข้องใจในจุดนี้จริง ๆ เพื่อนของเขาทำตัวเหมือนคนไม่มีทางเลือก ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวมีทางที่ดีกว่าให้เลือกเดิน

หากไม่ชอบอยู่หน้าเตาทำอาหารตลอด งั้นก็ไปทำงานแปลภาษาสิ ต่อให้ค่าจ้างแปลคำละห้าบาทนี้ เป็นราคาพิเศษที่ปฐพีให้ แต่ต่อให้แปลได้คำละหนึ่งบ้าน หรือหนึ่งสลึง ก็ยังสบายกว่าเป็นเด็กล้างจานหรือเปล่า

“คิดเสียว่ากูชอบก็แล้วกัน อีกอย่างทำงานแบบนี้ก็ดีนะมึง ได้เจออะไรใหม่ ๆ ทุกวัน ตอนเข็นผัก กูก็ได้รู้แหล่งซื้อผักสด ๆ ราคาดี ๆ ตอนเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ ก็ทำให้กูจำเส้นทางได้ ตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ที่ทะลุหากัน กูรู้หมด ที่สำคัญ รู้เรื่องของบางบ้านด้วย อย่างใครเป็นกิ๊กใคร ลูกใครไปทำผู้หญิงท้องแล้วไม่รับผิดชอบ หรือลูกบ้านไหนที่แอบขโมยเงินพ่อแม่ไปเล่นพนัน นี่ถ้ากูเป็นสายสืบนะ รับรองได้ว่าผลงานเพียบ” พสุธาเล่าเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ภายในใจก็บ่นอุบ

เขาจะทำอาชีพไหน ตัวเขาเองก็เลือกไม่ได้ มีแต่ระบบทั้งนั้นที่เลือกและบังคับให้เขาทำ แต่ว่าพอทำภารกิจสำเร็จ เก็บคะแนนได้ครบ เขาก็จะได้ของรางวัลที่ดีมา อย่างเช่นทักษะทำอาหารที่ได้จากการเก็บของเก่าขาย หรืออย่างความสามารถด้านภาษา นั่นก็ได้มาจากการส่งหนังสือพิมพ์ ตอนเข็นผัก นั่นได้ทักษะขับรถมา ตอนนี้เขาทำภารกิจเป็นเด็กล้างจาน นอกจากระบบจะอัปเกรดเป็นระดับสาม ก็ไม่รู้ว่าจะได้ของรางวัลอะไรมาอีก

เขาอยากได้ทักษะเพิ่ม!

“มึงนี่มัน..” ฝั่งนะโม เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็หมดคำจะพูด

“เอาน่า ก็จะล้างจานอีกไม่นานหรอก น่าจะสักสองสามเดือน” พสุธาปลอบใจเพื่อน แต่ก็พูดจริง ๆ

หากเขาทำภารกิจพิเศษที่เพิ่งได้รับมาสำเร็จ เขาจะต้องล้างจานอีกเพียงแค่เก้าสิบวัน หรือราว ๆ สามเดือนเท่านั้น แล้วถ้าระหว่างนี้ยังมีภารกิจพิเศษเข้ามาอีก เขาก็จะเหลือเวลาที่ต้องล้างจาน น้อยลงเรื่อย ๆ แล้ว

ซึ่งพสุธาคาดหวังว่าจะมีภารกิจพิเศษเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ให้เขาได้เก็บสะสมคะแนน

เมื่อนะโมได้ยินว่าพสุธาคิดจะเปลี่ยนงานแล้ว เขาก็ยอมหยุดพูดเรื่องนี้

เขารู้ว่าพสุธาไม่ได้พูดโกหกไปส่ง ๆ เท่านั้น เพราะก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนงานมาเป็นเด็กล้างจาน เจ้าตัวก็พูดเช่นนี้มาก่อน

“แล้วคิดไว้หรือยังว่าจะทำอะไรต่อจากนี้” นะโมอดที่จะถามไม่ได้ หลังจากที่เงียบไปชั่วครู่หนึ่ง

“ยังไม่รู้” รอระบบมอบภารกิจออกมาก่อน

คนอื่นคิดว่าเขามีทางเลือก แต่เขามีทางเลือกเสียที่ไหนกันล่ะ งานต่อไปของเขา ต้องฟังระบบ!

“อ้อ ค่อย ๆ คิดไปก็ได้ แต่จริง ๆ มึงไม่ต้องทำงานก็ได้นะ ตอนนี้พี่หินก็เงินเดือนดี ส่วนกูช่วงนี้มีงานเยอะขึ้น มีเงินพอให้มึงใช้อยู่แล้ว” นะโมพูดอย่างจริงจัง เขาคิดว่าเพื่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศได้ เจ้าตัวตั้งใจเรียนไปก็พอ เรื่องหาเงิน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขา กับศิลา

“ใช่ ดินไม่ต้องทำงานแล้วก็ได้” ศิลาพูดเห็นด้วยกับนะโมในทันที ตอนนี้เงินเดือนของเขาสูงขึ้นแล้ว ใช้อย่างประหยัดสักหน่อย ก็ต้องไม่อดตายอย่างแน่นอน

“ไม่ได้หรอก ตอนนี้ยังมีแรงทำงาน ต้องกอบโกยเอาไว้ก่อน เผื่อวันไหนเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นมา จะได้ไม่ถึงขั้นสิ้นหนทาง” พสุธาตอบอย่างลื่นไหล

“อย่าพูดแช่งตัวเองสิวะ เรื่องไม่มงคลแบบนี้ มึงอย่าพูดบ่อย ๆ ไม่เคยได้ยินเหรอ เรียกหาอะไร มักจะได้อย่างนั้น”

“งั้นมึงเรียกหาเงินดูสิ ดูซิว่าจะได้เงินไหม” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

นะโมมุมปากกระตุก เพราะรู้ว่าเรียกไป ก็ไม่ได้มา

ทั้งสามคุยกันในรถตลอดทางกลับบ้าน ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที พวกเขาก็มาถึงบ้านกันแล้ว

“ไปอาบน้ำนอนกันได้แล้ว” พสุธาพูดกับศิลา และนะโม

“กูกับพี่หินน่ะอาบแล้ว เหลือแค่มึงนั่นแหละ” นะโมพูดบอก ก่อนจะพูดต่อ

“มึงอาบน้ำไปก่อน เดี๋ยวกูไปอุ่นนมมาให้”

“พี่ไปด้วย” ศิลารีบพูดทันที พสุธาจะเรียกรั้งเอาไว้ก็ไม่ทัน เพราะทั้งคู่จูงมือกันออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะยิ้มอย่างมีความสุข

ดีจริง ๆ เลยที่มีทั้งสองคน

ความจริง การถูกอุ้มผิดตัว ก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด เพราะถ้าไม่ถูกอุ้มผิดตัว เขาคงไม่มีพี่ชาย และเพื่อนดี ๆ แบบนี้

พสุธายิ้มอย่างมีความสุข เดินผิวปากเข้าห้องอาบน้ำไป

ทางด้านศิลา และนะโม เมื่อพวกเขามาถึงห้องครัว ศิลาก็รับหน้าที่อุ่นนม ส่วนนะโมนั้นเดินไปเปิดตู้ หยิบขนมปังที่เขาซื้อมาเก็บเอาไว้ จะเอาไปให้พสุธากิน

“โอเค พอดินอาบน้ำเสร็จ นมก็อุ่นได้ที่พอดี ไม่ร้อนเกินไป” ศิลาพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน วางนมร้อน ๆ สามแก้วลงในถาด

“คืนนี้พวกเราจะปาร์ตี้นมกัน!” นะโมพูดอย่างฮึกเหิม ราวกับว่าพวกเขาจะดื่มไวน์ราคาแพงกันอย่างไรอย่างนั้น

 

“ชนแก้ววววว” นะโมยกแก้วขึ้นมา พสุธากับศิลาก็ยื่นแก้วนมของตัวเองออกไปชนแก้วนมของนะโม

ศิลานั้นทำอย่างเต็มใจ ส่วนพสุธานั้นจนใจ

“พวกเฮียโก้ดื่มเหล้า ยังไม่ขนาดนี้เลย” พสุธาพึมพำ

“อย่าพูดถึงคนขี้เมานั่นเลย นิสัยไม่ดี โกหกพี่ ผิดสัญญา” ศิลาพูดขึ้นมา และมันคงจะดูดุดันอยู่บ้าง หากเจ้าตัวไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนแมวขู่ และไม่มีคราบนมอยู่เหนือริมฝีปาก

“ใช่ คนที่พูดไม่เป็นคำพูดอย่างนั้น อย่าไปพูดถึงเลย” พสุธาก็เห็นด้วยกับพี่ชาย

นะโมหรี่ตามองเพื่อน เขารู้ทันพสุธา

หมอนี่อาการหวงพี่ชายกำเริบอีกแล้ว ขณะที่นะโมกำลังคิดอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เมื่อเขาเหลือบสายตาดู ก็เห็นว่ามีคนส่งข้อความมาหาเขา

‘น้องโม พรุ่งนี้เลิกงานแล้วไปกินข้าวกับพี่นะ พี่จะพาไปกินของอร่อย รับรองน้องโมต้องติดใจแน่’

พสุธาเห็นข้อความนี้อย่างชัดเจน เขาหรี่ตา

“ใครส่งมาหามึง” ถามเพื่อนเสียงเรียบ

นะโมสีหน้ามืดครึ้ม

ไม่ใช่เพราะเพื่อน แต่เพราะคนส่งข้อความนี้มาต่างหาก

“หุ้นส่วนคนใหม่ของอู่ ไอ้เหี้ยเอ๊ย วันนี้แมร่งลวนลามกูด้วย แก่แล้วยังทำหัวงู ถ้ากูไม่กลัวตกงาน จะซัดแมร่งให้น่วม” นะโมพูดอย่างโมโห

“ทำไมมึงไม่บอกกู ไม่สิ มึงน่าจะซัดมันให้ลงไปกองตรงนั้นเลย จะกลัวทำไมกับแค่ตกงาน ทำอู่เดิมไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปทำอู่ใหม่สิวะ” พสุธาพูดอย่างโมโห ที่นะโมไม่บอกเรื่องนี้กับเขาตั้งแต่แรก และถ้าเขาไม่เห็นข้อความ เจ้าตัวก็คงจะไม่พูดออกมา

“ช่างเถอะ งานหายากจะตาย กูมีวุฒิแค่เทียบมอสาม มีไม่กี่อู่หรอก ที่รับกูเข้าทำงาน อีกอย่างกูก็ผู้ชาย ถูกลูบตูดนิดหน่อย ไม่เสียหายอะไรหรอก”

“พูดเหี้ยอะไรของมึง ไม่เสียหายอะไร จะผู้ชายผู้หญิง ถูกลวนลามมันก็เป็นผู้เสียหายทั้งนั้น” พสุธาขึ้นเสียงใส่เพื่อนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ส่วนศิลาก็มีสีหน้าไม่สู้ดี ทั้งกลัวว่าน้องชายจะทะเลาะกับเพื่อน ทั้งเป็นห่วงนะโม

“มึงใจเย็นหน่อยสิวะ มึงโกรธแทนกู จนกูไม่กล้าโกรธต่อแล้วเนี่ย” นะโมพูดเสียงอ่อย เพราะรู้ว่าเพื่อนนั้นกำลังโกรธมากจริง ๆ

“ไอ้เหี้ยนั่นมันเป็นใคร มึงเอาข้อมูลมันมา” พสุธาสูดลมหายใจลึก เขากัดฟันพูด

“มึงจะทำอะไร อย่าหาเรื่องนะมึง มันเป็นคนมีเงิน ถ้ามันเอาเรื่องขึ้นมา มึงจะเดือดร้อนไปด้วย” นะโมเป็นห่วง กลัวว่าพสุธาจะทำอะไรที่ทำให้เจ้าตัวเดือดร้อนทีหลัง แล้วก็รู้สึกเสียใจด้วย คิดว่าตัวเองไม่น่าพูดเรื่องนี้ออกมา ไม่อย่างนั้นพสุธาคงจะไม่ต้องมาเดือดร้อนไปด้วย

“กูบอกให้เอามาก็เอามาเถอะ รับรองว่ากูไม่ไปทำอะไรมันหรอก กูไม่ยอมเสียอนาคตเพราะสวะอย่างมันหรอก”

“แล้วมึงจะเอาข้อมูลมันไปทำอะไร”

“จะเอาไปถามพวกคุณป๋าน่ะสิ พวกเขารวย ๆ ทั้งนั้น น่าจะรู้จักอยู่บ้าง บางทีอาจจะมีทางสั่งสอนไอ้เลวนี่ได้” พสุธาโกหกหน้าตาย

เขาไม่คิดจะเอาไปถามปฐพีหรอก เขามีวิธีเล่นงานมันมากมาย

ถ้าครอบครัวมันทำธุรกิจ บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เขาจ้างคนปั่นหุ้นให้บริษัทมันล้มละลายก็ได้

หรือไม่อย่างนั้น เขาจ้างพวกนักเลงสักสิบยี่สิบคน ไปสั่งสอนมันก็ยังได้

แววตาของพสุธาเย็นเยียบขึ้นชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

“มึงไม่โกหกแน่นะ ถ้ามึงต้องเดือดร้อนเพราะกู กูต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่” นะโมพูดเสียงสั่น

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า กูไม่โง่หรอก” พสุธาให้คำยืนยัน

“งั้นก็ได้ แต่กูไม่รู้นามสกุลมันหรอก รู้แค่ว่ามันชื่อสมพงษ์ เป็นเจ้าของผับแถวมหา’ลัยปริ๊นซ์”

“แค่นี้ก็พอแล้ว” พสุธาพยักหน้า แล้วคิดในใจ

เปิดผับนี่ก็จัดการได้ง่ายเลย เขาไม่เชื่อว่าคนที่ชั่วช้ากล้าลวนลามคนอื่นอย่างมัน ผับของมันจะไม่มีปัญหาอะไรเลย ต้องทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ พวกเราไปแปรงฟันแล้วนอนกันเถอะ วันนี้อนุญาตให้นอนกอดได้” พสุธาพูดกับพี่ชาย และเพื่อนสนิท

นะโมยิ้มออกมาทันที เพราะรู้ว่าเพื่อนกำลังปลอบใจตัวเองอยู่

“ขอบคุณนะมึง” นะโมพูดเสียงเบากับตัวเอง เขาไม่พูดกับพสุธาตรง ๆ เพราะว่าเขารู้ว่าพสุธาไม่ต้องการคำนี้ ส่วนเขาก็จดจำความดีของเพื่อนเอาไว้ในใจ

เพื่อนคนนี้ ต่อให้เขาต้องตายแทน เขาก็ทำได้