23. ตอนที่ 22
ตอนที่ 22
“พ่อ จะไปไหนแต่เช้าน่ะ” ปลื้มปีติถามบิดาของตัวเอง เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวนั้นแต่งตัวเหมือนจะออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้า
“นี่มันเพิ่งจะเจ็ดโมงเองนะ หรือว่าวันนี้มีนัดขึ้นศาล แต่พ่อไม่ได้รับทำคดีอะไรนี่ช่วงนี้”
“เมื่อคืนนี้ คุณพสุธาโทรศัพท์มา เชิญให้พ่อไปหาที่บ้าน”
“หา คุณพสุธาเชิญพ่อไปที่บ้านเลยเหรอ เขาเรียกพ่อไปทำไมน่ะ หรือว่าจะถามเรื่องหนังสือตัดความสัมพันธ์”
“ไม่รู้ เห็นบอกว่ามีเรื่องจะปรึกษา”
“หรือว่าจะแก้พินัยกรรม” ปลื้มปีติยังจำได้ถึงเจตจำนงการทำพินัยกรรมของพสุธา เด็ดขาดเสียจนเขาที่อายุมากกว่า ยังต้องอาย
“ไม่รู้ แกก็อย่ามาถามมาก ฉันรีบไป”
“ไม่สิ คุณเขานัดพ่อแต่เช้าขนาดนี้เลยเหรอ” ปลื้มปีติรั้งพ่อของตัวเองเอาไว้
“นัดไว้ตอนสิบโมง”
“นี่เพิ่งจะเจ็ดโมง พ่อจะไปปลุกคุณเขาหรือไงล่ะ” ปลื้มปีติรู้สึกระเหี่ยใจกับพ่อตัวเองเล็กน้อย
“เผื่อรถติด”
“ก็ไม่น่าจะรีบออกจากบ้านตั้งแต่ตอนนี้ ผมจำได้ว่าคุณเขาซื้อวังเก่าใช่ไหม ห่างจากบ้านเราแค่ครึ่งชั่วโมงเองนี่ พ่อออกจากบ้านสักเก้าโมงก็ยังทันเลย ถ้าพ่อไปตอนนี้ ถ้าไปถึงแล้วคุณเขายังไม่ตื่น มันจะเสียเรื่องเอานา” ปลื้มปีติพูดเกลี้ยกล่อม
“ก็จริงของแก พ่อร้อนใจไปหน่อย ตอนที่เขาโทรศัพท์มา น้ำเสียงไม่ค่อยดี ฟังแล้วเหมือนจะมีคนโชคร้าย”
“หืม หรือว่าจะมีพวกไม่มีตาไปหาเรื่องคุณเขาเข้า” ปลื้มปีติพูดอย่างสงสัย
“ก็ไม่แน่ คุณพสุธาชอบทำตัวติดดิน ง่ายต่อการถูกดูหมิ่นมาก” ทนายเกษมพูด อย่างทอดถอนใจ คนที่รวยมหาศาลอย่างพสุธา แต่ก็ติดดินยิ่งกว่าใคร เห็นทีจะมีแค่พสุธา กัมปนาท คนนี้คนเดียวเท่านั้น
“หืม พสุธา ชื่อนี้เหมือนรุ่นน้องของผมคนหนึ่งเลย” เปรมปรีดิ์ที่เดินลงมาทันได้ยินทนายเกษมพูด ก็พูดออกมาอย่างแปลกใจ
“รุ่นน้องแกเหรอ ชื่อพสุธา นามสกุลอะไร” ทนายเกษมถามอย่างตื่นเต้น เพราะเขานึกขึ้นได้ว่าพสุธาก็กำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปีนี้ และยังเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกันกับลูกชายของเขาด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นคณะเดียวกัน
“พสุธา กัมปนาทครับ” เปรมปรีดิ์จำชื่อนามสกุลนี้ได้อย่างขึ้นใจ
“แกแน่ใจใช่ไหมว่าชื่อนี้”
“แน่ใจสิครับ ชื่อนามสกุลที่โดดเด่นแบบนี้ ง่ายต่อการจำมากนะครับ ได้ยินครั้งเดียว ก็จำไม่ลืมแล้ว ว่าแต่ทำไมคุณพ่อดูตื่นเต้นจังเลย” เปรมปรีดิ์พูดถาม
“แกรู้ไหมว่ารุ่นน้องที่แกพูดถึงเป็นใคร”
“ก็เป็นรุ่นน้องผมไงครับ” เปรมปรีดิ์มองผู้เป็นพ่ออย่างงง ๆ
“แกมองเขาเป็นรุ่นน้องไม่ได้เด็ดขาด แกไม่รู้เหรอว่าเขาเป็นเจ้าของตึกเกรซที่ฉันเช่าสำนักงานอยู่ นอกจากนี้เขายังมีหุ้น และทรัพย์สินอย่างอื่น มูลค่ารวมแล้วไม่ต่ำกว่าแสนล้าน” ทนายเกษมเปิดเผยเรื่องนี้แก่ลูกชายคนเล็ก เพราะกลัวว่าลูกชายของตัวเองจะไม่ระวัง ไปสร้างความขุ่นเคืองให้กับพสุธา แม้ว่าเขาจะรู้ว่าลูกชายของเขา ไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องก็ตาม
ฝั่งเปรมปรีดิ์ เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นพ่อ เขาก็นิ่งอึ้งไป
เพราะแม้ว่าจะคิดเอาไว้แล้วว่าฐานะของพสุธานั้นต้องไม่ธรรมดาแน่ ดูจากกลิ่นอายของเจ้าตัว และพี่ชายที่สวมชุดสูทราคาหกหลัก แต่ก็ไม่คิดว่าจะรวยขนาดนี้
“แกคงไม่ได้ไปล่วงเกินอะไรเขาหรอกใช่ไหม” ทนายเกษมถามอย่างระแวง เมื่อเห็นลูกชายนิ่งอึ้งไป
“ไม่ครับ ไม่ได้ล่วงเกินอะไร วันนั้นผมดูแลน้อง ไม่สิ วันนั้นผมดูแลคุณพสุธาดีมาก พาไปลงทะเบียน พาไปยื่นเอกสาร ให้คำแนะนำต่าง ๆ” เปรมปรีดิ์พูดอย่างมั่นใจ ขณะที่พ่อและพี่ชาย ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ดีแล้ว ดีแล้ว จำไว้ ไม่ต้องประจบก็ได้ แต่อย่าหาเรื่องเด็ดขาด”
“พ่อไม่บอก ผมก็รู้น่า ผมไม่ใช่คนโง่สักหน่อย”
“พ่อ แล้วที่จะไปบ้านคุณเขาเนี่ย ผมไปด้วยได้ไหม” ปลื้มปีติที่อยู่ข้าง ๆ พูดขึ้นมา
เปรมปรีดิ์ก็เสนอตัวตามไปด้วยเช่นกัน แต่ทนายเกษมส่ายหน้า
“คุณเขาไม่ได้บอกให้แกไปด้วย ฉันกลัวว่าถ้าพาแกไปด้วย จะทำให้เขาไม่พอใจเอาได้”
“คราวก่อนคุณเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” ปลื้มปีติพูดทักท้วง นั่นทำให้ทนายเกษมลังเลใจ
“ก็ได้ แกตามฉันไปด้วยก็ได้ ส่วนแก วันนี้ยังไม่ต้องไป แกยังมีโอกาสได้คุยกับคุณเขาอีกเยอะ” ทนายเกษมตอบตกลงลูกชายคนโต และปฏิเสธลูกชายคนเล็ก
ไม่ใช่ว่าเลือกที่รัก มักที่ชัง แต่เป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้พสุธาคิดว่าเขาพาลูกชายไปประจบ
“เข้าใจแล้วครับ” แม้ว่าจะเสียดาย แต่เปรมปรีดิ์ก็ไม่ได้ตื๊อต่อ เขารู้ว่าผู้เป็นพ่อนั้นมีเหตุผล
“ขอโทษจริง ๆ นะครับ ที่เมื่อคืนเสียมารยาทโทรศัพท์ไปรบกวนคุณกลางดึก” พสุธาพูดกับทนายเกษม
เมื่อคืนนี้เพราะความโมโห เขาอาศัยช่วงที่นะโม และศิลาไปแปรงฟัน แอบโทรศัพท์ไปหาทนายเกษม
“ไม่เป็นไรเลยครับ ตอนนั้นผมยังไม่ได้หลับเลย” ทนายเกษมโกหก เขาหลับไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว แต่ถึงให้ถูกโทรศัพท์ปลุกตอนเที่ยงคืน เขาก็ไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย แต่ยังดีใจด้วย
สามารถทำงานให้คนอย่างพสุธาได้ วันข้างหน้าพสุธาต้องไม่ใจร้ายกับพวกเขาอย่างแน่นอน
“ยังไงก็ต้องขอโทษครับ จริงสิ ดื่มอะไรดีครับ มีน้ำส้มกับน้ำเปล่า” พสุธาพูดถาม
“เอ่อ ขอน้ำเปล่าก็ได้ครับ” ทนายเกษมตอบ แล้วคิดว่าพสุธาจะเรียกหาพ่อบ้านแม่บ้าน แต่แล้วเขาก็ต้องอึ้ง เมื่อพสุธาเดินไปรินน้ำมาให้พวกเขาด้วยตัวเอง
“นี่มัน ฉันมีมหาเศรษฐีแสนล้าน รินน้ำให้ด้วยตัวเองเหรอ” ปลื้มปีติรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อมาก ขนาดเดียวกันก็ยิ่งรู้สึกว่าพสุธานั้นเรียบง่ายมากจริง ๆ
“น้ำครับ”
“ขอบคุณครับ” ทนายเกษมและลูกชายพูดอย่างพร้อมเพรียงกัน
พสุธาผงะเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง
“ผมขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ จะได้ไม่ทำให้พวกคุณเสียเวลาด้วย” พสุธาพูดขึ้นมา
“ไม่ครับ ไม่เสียเวลาหรอกครับ เรื่องของคุณพสุธา เป็นเรื่องสำคัญอยู่แล้ว” ปลื้มปีติรีบพูด
“ขอบคุณครับ” พสุธาพูดขอบคุณ ก่อนจะพูดต่อ
“สำนักงานทนายความอย่างพวกคุณ เวลามีลูกความมาว่าจ้างให้ทำคดี ก็ต้องมีการสืบหาหลักฐานกันใช่ไหมครับ พวกคุณมีทีมสืบเป็นของตัวเอง หรือจ้างบริการนักสืบครับ” พสุธาถามออกมา
ทนายเกษม และปลื้มปีติคาดไม่ถึงว่าพสุธาจะถามคำถามนี้
“พวกเรามีทีมสืบของตัวเองครับ แต่ถ้าเคสไหนที่มันอันตรายมาก ทีมสืบของพวกเรารับมือไม่ได้ พวกเราจะจ้างนักสืบครับ แต่ก็มีน้อยมากที่พวกเราต้องใช้บริการนักสืบ” ทนายเกษมตอบอย่างภูมิใจ
“งั้นก็ดีเลยครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอให้พวกคุณช่วยสืบ” พสุธาพูด น้ำเสียงและแววตาเย็นเยียบขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณพสุธาบอกมาได้เลยครับ ผมจะดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง” ปลื้มปีติรีบเสนอตัว ขณะเดียวกันก็สงสัยว่าใครมันรนหาที่ตาย
“ผมต้องการให้คุณสืบเรื่องของคนคนหนึ่ง ชื่อสมพงษ์ อายุราว ๆ ห้าสิบปี เป็นเจ้าของผับแถวมหาวิทยาลัยปริ๊นซ์ ผมมีข้อมูลเพียงแค่นี้ คงไม่ได้สร้างความลำบากให้พวกคุณใช่ไหมครับ”
“ไม่เลยครับ ไม่เลย มีข้อมูลแค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ”
“งั้นก็ดีครับ แล้วก็ถ้าสืบเจอแล้วว่าเป็นผับไหน คุณแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปตรวจสอบผับนี้ด้วยนะครับ ผมมั่นใจว่าคนแบบนั้น ต้องไม่ทำแต่เรื่องดี ๆ อย่างแน่นอน”
“ได้ครับ ว่าแต่ผมขอเสียมารยาทถามได้ไหมครับ ว่านายสมพงษ์คนนี้ ทำเรื่องอะไรให้คุณขุ่นเคืองใจ”
“มันคุกคามเพื่อนของผม” พสุธากัดฟันตอบ เสียงเยียบเย็น
“ไอ้ชั่วนี่ คุณพสุธาวางใจได้เลยครับ พวกเราจะต้องส่งมันเข้าคุกให้ได้เลยครับ คนแบบนี้ นอกจากเพื่อนของคุณแล้ว มันต้องเคยคุกคามคนอื่นมาก่อนแล้วแน่ ๆ ถ้าเราสืบเจอ ผมรับรองว่าจะต้องทำให้มันติดคุกหัวโต หรือไม่ก็แก่ตายในคุกไปเลย” ปลื้มปีติพูดอย่างขึงขัง ครึ่งหนึ่งเพื่อเอาใจพสุธา อีกครึ่งหนึ่งเพราะเขาเกลียดคนแบบนี้จริง ๆ
“ฝากด้วย เรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องเป็นห่วง ผมมีงบไม่อั้น” พสุธาพูด ก่อนที่เขาจะทำสีหน้าเหมือนนึกอะไรได้
“จริงสิ บริษัทของพวกคุณไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น มีแผนจะหาหุ้นส่วนเพิ่มหรือเปล่า” สองพ่อลูกหันมองสบตากันทันที เมื่อได้ยินพสุธาพูดประโยคนี้ออกมา
“ตอนนี้บริษัทของผมมีหุ้นส่วนอยู่สามคน ผมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีหุ้นอยู่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ อีกสองคนคือ ทนายสุวัฒน์ และทนายอเนก ที่ถือหุ้นคนสิบเปอร์เซ็นต์ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอซื้อหุ้นยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์จากคุณได้ไหม” พสุธาไม่อ้อมค้อม เสนอออกไปทันที
ทนายเกษมมีหุ้นอยู่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ เขาขอซื้อยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เจ้าตัวก็ยังมีหุ้นเหลืออยู่ในมือห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ ต่อให้เขาไปขอซื้อหุ้นต่อจากผู้ถือหุ้นอีกสองคน ก็รวมกันได้แค่สี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ไม่คุกคามตำแหน่งผู้ถือหุ้นใหญ่ของทนายเกษม
ประเด็นนี้ ทนายเกษมก็เข้าใจความคิดของพสุธา เขาอดชื่นชมไม่ได้ ว่าเจ้าตัวนั้นช่างเด็ดขาดดีจริง ๆ ดูจากสีหน้าของเจ้าตัวก่อนหน้านี้ ก็รู้ว่าการที่เจ้าตัวต้องการซื้อหุ้นนั้น เป็นความคิดปุบปับ ไม่ได้วางแผนมาล่วงหน้า
“ทำไมคุณถึงอยากลงทุนในบริษัทของผมล่ะครับ” ทนายเกษมถามออกไป
“คุณอาจจะไม่รู้ แต่ตอนนี้สิ่งที่ไร้ประโยชน์สำหรับผมที่สุด ก็คือเงิน ตอนนี้ผมมีเงินเหลือเฟือจนไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไรดี” พสุธาพูดอย่างไร้อารมณ์
ระบบห้ามไม่ให้เขาใช้เงินซื้อความสะดวกสบายให้ตัวเอง พี่ชายและเพื่อนของเขา ก็ไม่ชอบใช้เงินของเขา ดังนั้นแล้ว เงินจึงเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์สำหรับเขามากในตอนนี้ ดังนั้นแล้วแทนที่จะปล่อยให้มันนอนนิ่ง ๆ อยู่ในบัญชี ไม่สู้เอาไปลงทุน เพื่อทำภารกิจหนึ่งล้านล้านให้สำเร็จ จะดีกว่า
ทางฝั่งของสองพ่อลูก เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา พวกเขาก็มุมปากกระตุกในทันที
นี่ใช่คำพูดที่คนจะพูดออกมาเหรอ เงินไร้ประโยชน์ ถ้าอย่างนั้นคุณยกของไร้ประโยชน์นี้ให้ผมได้หรือเปล่าล่ะ
“คุณไม่ต้องรีบให้คำตอบผมก็ได้ กลับไปลองพิจารณาดู แน่นอนว่าต่อให้พวกคุณไม่ขายหุ้นให้ผม ก็ไม่มีผลกระทบต่อความร่วมมือของเรา และผมจะไม่เอาเรื่องนี้มาหาเรื่องขึ้นค่าเช่าสำนักงานของพวกคุณด้วย” พสุธาพูดอย่างใจกว้าง
คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้ทนายเกษมประทับใจเป็นอย่างมาก และเขาก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
“ไม่ต้องคิดแล้วครับ ผมตกลงที่จะขายหุ้นยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ให้กับคุณพสุธา และรู้สึกเป็นเกียรติมาก ที่ได้เป็นหุ้นส่วนกับคุณพสุธา” ทนายเกษมพูดจากใจจริงในทุกคำพูด
พสุธาฉีกยิ้มออกมาทันที
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ทำสัญญากันเลย” พสุธากระตือรือร้นยิ่ง
“ผมจะกลับไปร่างเอกสารสัญญาก่อน เย็นวันนี้ผมจะเอามาให้คุณเซ็นนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นวันพรุ่งนี้เถอะ มาสักเวลาประมาณนี้ก็ได้ ตอนเย็นผมไม่ว่าง มีงานล้างจานรออยู่” พสุธาพูดบอก
ทนายเกษม และปลื้มปีติมีสีหน้าพูดไม่ออกอีกครั้ง
คนที่เพิ่งบอกว่าเงินเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ที่สุด ตอนนี้มาบอกว่ามีงานล้างจานรออยู่ตอนเย็น
เคยได้ยินว่าอัจฉริยะมักจะมีนิสัยแปลก ๆ แต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะแปลกขนาดนี้!
หลังจากที่สองพ่อลูกกลับไปแล้ว คฤหาสน์หลังงามของพสุธา ก็มีแขกอีกคนหนึ่งมาเยือน ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคุณวินิจนั่นเอง และเป็นพสุธาที่เชิญมาเองด้วยเช่นกัน
ตอนที่วินิจได้รับโทรศัพท์จากพสุธา ว่าเจ้าตัวเชิญเขามาที่คฤหาสน์ เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น เหมือนข้าราชบริพานที่เจ้าเหนือหัวเรียกพบ
“คุณดื่มน้ำอะไร มีน้ำเปล่ากับน้ำส้ม” พสุธาถามคุณวินิจ
“ขอน้ำเปล่าก็ได้ครับ” คุณวินิจพูดตอบ ซึ่งต่อมาเขาก็มีปฏิกิริยาเหมือนสองพ่อลูกไม่มีผิด เมื่อพสุธาเดินไปรินน้ำมาให้เขาด้วยตัวเอง
“ขอบคุณครับ” คุณวินิจรับแก้วน้ำด้วยสองมือ ท่าทางราวกับได้รับของล้ำค่า
พสุธามุมปากกระตุกกับท่าทางโอเวอร์ของคุณวินิจ
“คุณคงจะแปลกใจ ที่ผมขอให้คุณมาที่นี่” พสุธาเกริ่นขึ้นมา
“แปลกใจนิดหน่อยครับ แต่ดีใจมากกว่า” คุณวินิจพูดประจบ
พสุธายิ้มบาง ก่อนจะพูด
“คุณเป็นผู้จัดการใหญ่ที่ตึกเกรซมานานหรือยัง”
คำถามนี้ของพสุธา ทำให้คุณวินิจชะงักไปเล็กน้อย เขากำลังคิดอย่างระมัดระวัง ว่าเพราะอะไร ทำไมอยู่ ๆ พสุธาถึงได้ถามคำถามนี้ขึ้นมา
“ผมทำงานที่ตึกเกรซมาหลายปีแล้วครับ แต่เพิ่งได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้จัดการใหญ่ไม่นาน”
“อ้อ ก็แสดงว่าอยู่มาหลายปีแล้วสินะ แล้วคุณมีความคิดที่จะเปลี่ยนงานบ้างไหม” สิ้นคำถามนี้ของพสุธา คุณวินิจก็หน้าซีด ขาสั่นทันที
“ท่านประธานครับ ผมอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ ขอโอกาสให้ผมได้แก้ตัว อย่าไล่ผมออกเลยนะครับ” คุณวินิจพูดเสียงร้อนใจ เขาตกใจมากเมื่อได้ยินคำถามของพสุธา หวาดกลัวจนใจเต้นรัวไปหมด เพราะอะไร ทำไมเขาถึงจะโดนไล่ออก
การโดนไล่ออก ความจริงไม่น่ากลัวเท่าไร แต่ถ้าถูกพสุธา ที่มีทรัพย์สินนับแสนล้านไล่ออก ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะถูกสั่งแบนไปหลายบริษัท แบบนั้นเขายังจะมีอนาคตได้อีกเหรอ
ยิ่งคิด คุณวินิจก็ยิ่งกลัว
พสุธาเห็นท่าทางของคุณวินิจ เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิดเสียแล้ว
“ไม่ใช่ ที่ผมถามแบบนี้ เพราะผมมีตำแหน่งอื่นมาเสนอคุณ” พสุธาพูดอธิบาย
“ตำแหน่งอื่นเหรอครับ ท่านประธานต้องการให้ผมทำอะไรครับ” วินิจค่อยหายใจโล่งขึ้นมาเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้วางใจเสียหมด
ไม่ไล่ออก หรือว่าจะแค่ลดตำแหน่งของเขา
พสุธาไม่รู้ว่าคุณวินิจกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นเขาต้องขอคำยืนยันจากระบบอีกรอบ ว่าวินิจนั้นเหมาะสมจะเป็นผู้ช่วยของเขาจริง ๆ หรือเปล่า
ใช่แล้ว ที่พสุธาเชิญวินิจมา เพราะเขาต้องการมอบตำแหน่งผู้ช่วยของเขาให้เจ้าตัว ซึ่งที่พสุธาเลือกวินิจ ก็เป็นเพราะคำยืนยันของระบบ
ตอนแรกพสุธาถามระบบว่ามีวิธีรับสมัครผู้ช่วยที่ไว้ใจได้หรือเปล่า เหมือนในนิยายเรื่องอื่น ที่มีไอเทมใบรับสมัครพนักงานที่วางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนั้น แต่ระบบบอกว่าไม่จำเป็นต้องประกาศรับสมัคร มีคนที่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเขาได้อยู่แล้ว ซึ่งก็คือคุณวินิจ
เมื่อระบบแนะนำมาเช่นนี้ พสุธาก็เชื่อระบบ เพราะถึงแม้ว่าระบบจะโหดร้าย แต่ก็ถือว่าไว้ใจได้
“ผมต้องการผู้ช่วยสักคน คุณเต็มใจมาเป็นผู้ช่วยของผมไหม” พสุธาถามน้ำเสียงไร้อารมณ์ ทำให้วินิจรู้สึกว่านี่เป็นแค่การชวนเท่านั้น ไม่ใช่การขอร้อง หากเขาปฏิเสธ ก็ยังมีคนอีกมากที่ต้องการทำงานในตำแหน่งนี้
และแน่นอนว่าวินิจไม่มีทางปฏิเสธ
ถึงแม้ว่าตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ จะดูแล้วตำแหน่งสูงกว่าตำแหน่งผู้ช่วย แต่ก็ต้องดูด้วยว่าเป็นตำแหน่งผู้ช่วยของใคร ถ้าเป็นผู้ช่วยของพสุธา เช่นนั้นตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ตึกเกรซก็เทียบไม่ได้เลย
อย่าลืมว่าตอนนี้พสุธาถือหุ้นอยู่หลายบริษัท และไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้นรายย่อย แต่ละบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ ถ้าไม่ใช่อันดับสอง ก็อันดับสาม มีกระทั่งถือหุ้นอันดับหนึ่งด้วยซ้ำ
“ผมยินดีครับ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับใช้ท่านประธานครับ”
“อย่าพูดแบบนั้นสิครับ รับใช้อะไรกัน ก็แค่ทำงานเป็นผู้ช่วยของผมเท่านั้น” พสุธาพูดยิ้ม ๆ
“ได้เป็นผู้ช่วยของท่านประธาน ผมถือว่าได้รับเกียรติมากครับ ผมสัญญาเลยว่าจะจงรักภักดีต่อท่านประธาน ไม่คิดคดทรยศเด็ดขาดครับ” คุณวินิจพูดอย่างหนักแน่น
พสุธายิ้มบาง
“ผมเชื่อใจคุณ แต่ก็เชื่อใจสัญญาทางกฎหมายมากกว่า ผมให้ทนายเกษมร่างสัญญามา หากคุณอ่านสัญญาแล้วไม่มีข้อโต้แย้งอะไร ก็เซ็นได้เลย” พสุธายื่นเอกสารสัญญา ที่เขาขอให้ทนายเกษมร่างไว้ ก่อนที่เจ้าตัวจะกลับไป ส่งให้กับคุณวินิจ
คุณวินิจก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร เขาชื่นชมพสุธามากกว่า เพราะการที่เจ้าตัวเด็ดขาด และรอบคอบเช่นนี้ ก็หมายถความว่าอนาคตในวงการธุรกิจของเจ้าตัว จะต้องยาวไกล และล้ำหน้าคนอื่น ๆ แน่นอน ส่วนตัวเขาที่ได้เป็นผู้ช่วย ก็ได้อาศัยบารมีไปด้วย
คุณวินิจอ่านสัญญา เมื่อพบว่าสัญญาไม่ได้กดขี่ หรือเอาเปรียบอะไร เขาก็จรดปลายปากกาเซ็นชื่อทันที
“เอาล่ะ งานแรกของคุณที่ผมต้องการให้คุณทำ ก็คือก่อตั้งบริษัทขึ้นมาหนึ่งบริษัท เอาเป็นชื่อ ซอร์ กรุ๊ป และตั้งบริษัทย่อยขึ้นมา ชื่อซอร์ อินเวสท์เมินท์ เงินทุนก้อนแรกของบริษัท สักหนึ่งหมื่นล้านก็แล้วกัน เมื่อบริษัทจดทะเบียนแล้ว ผมจะจัดการโอนเงินเข้าบริษัท เมื่อตั้งบริษัทเสร็จแล้ว คุณก็หาข้อมูลอู่ซ่อมรถดี ๆ สักอู่ แล้วซื้อมันมา หรือไม่ก็ลงทุนในนามของ ซอร์ อินเวสท์เมินท์” พสุธาสั่งงานรวดเดียว ขณะที่คุณวินิจอ้าปากค้าง
เงินทุนตั้งต้นของบริษัทใหม่คือหนึ่งหมื่นล้าน หนึ่งหมื่นล้านนี่บอกจะใช้ก็ใช้เลยเหรอ แล้วเรื่องซื้ออู่ซ่อมรถอีก นี่เจ้านายของเขาคิดจะยื่นมือเข้าไปในวงการนี้ด้วยเหรอ
“เลือกอู่ที่ให้บริการครบวงจรนะ” พสุธากำชับไปอีกเรื่อง
“รับทราบครับ แต่ผมขอถามได้ไหมครับ ทำไมคุณพสุธาถึงคิดจะลงทุนในธุรกิจอู่ซ่อมรถล่ะครับ”
“เพราะผมมีเพื่อนคนหนึ่ง ที่เป็นช่างซ่อมรถยังไงล่ะ”