LNCrawler

24. ตอนที่ 23

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 23

คำตอบที่ได้รับจากพสุธา ทำให้คุณวินิจเดินเหม่อลอยออกจากคฤหาสน์ของพสุธา กว่าจะได้สติ ก็ตอนนั่งอยู่ในรถได้สักพักแล้ว

ท่านประธานของเขาทุ่มเงินกว่าหนึ่งหมื่นล้าน ก่อตั้งบริษัทขึ้นมา และโปรเจคแรกที่ต้องการลงทุน คืออู่ซ่อมรถแบบครบวงจร เหตุผลเพราะเพื่อนเป็นช่างซ่อมรถ

พูดง่าย ๆ ก็คือต้องการซื้ออู่ซ่อมรถให้เพื่อน!

เขาล่ะอิจฉาเพื่อนของท่านประธานจริง ๆ อยากเกิดช้ากว่านี้สักสามสิบปี เผื่อว่าจะมีโอกาสได้เป็นเพื่อนกับท่านประธานบ้าง

หลังจากที่คุณวินิจตั้งสติได้แล้ว เขาก็ขับรถไปที่ตึกเกรซ ด้วยถึงแม้ว่าเขาจะได้เป็นผู้ช่วยของพสุธาแล้ว แต่ว่าตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของตึกเกรซ ก็ยังเป็นของเขาอยู่

คุณวินิจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องทำงานหนักขึ้นเลยสักนิด กลับกัน เขาดีใจจนเนื้อเต้นเลยด้วยซ้ำ สำหรับคนที่ทะเยอทะยานในหน้าที่การงานเช่นเขา การได้ตำแหน่งนี้มาครอง มันคือการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

เมื่อขับรถมาถึงตึกเกรซ แต่คุณวินิจก็ไม่ได้ไปที่ห้องทำงานของตัวเอง แต่เลือกไปที่สำนักงานกฎหมายของทนายเกษม เขารู้จากพสุธาแล้วว่า เจ้าตัวได้ตกลงซื้อขายหุ้นยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์จากทนายเกษมแล้ว

คุณวินิจตอนที่ได้ยินเรื่องนี้ เขาก็อึ้งพอสมควร เพราะรู้ว่าทนายเกษมนั้นหวงหุ้นมากขนาดไหน แต่ตอนนี้เจ้าตัวยอมขายหุ้นให้พสุธาถึงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ

เมื่อคุณวินิจมาถึง ผู้ช่วยของทนายเกษมที่จำคุณวินิจได้ ก็รีบเข้าไปรายงานทนายเกษมทันที ก่อนที่จะออกมาเชิญคุณวินิจเข้าไป

“คุณวินิจ ยินดีด้วย ๆ ได้เป็นผู้ช่วยของคุณพสุธา” ทนายเกษมลุกขึ้นอย่างให้เกียรติคุณวินิจ

สำนวนจีนมีประโยคที่ว่า ยามเฝ้าจวนขุนนางขั้นหนึ่ง ก็คือขุนนางขั้นสี่

แต่คุณวินิจไม่ได้เป็นแค่ยามเฝ้าจวน แต่เป็นผู้ช่วยเจ้าของจวน เขาจะไม่ให้เกียรติได้อย่างไร

“ฮ่า ๆ ยินดีกับคุณเหมือนกัน ได้ท่านประธานของผมเป็นหุ้นส่วน ผมบอกเลยว่าคุณต้องไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน” คุณวินิจพูดด้วยรอยยิ้มกลับไป ก่อนจะกระซิบกับทนายเกษมว่า

“ท่านประธานของผมเป็นคนที่รักพวกพ้องมาก วันหน้าถ้ามีใครรังแกคุณ ท่านประธานต้องไม่นิ่งดูดายแน่”

ทนายเกษมฉีกยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดนี้

“หึหึ พวกเราต่างก็มีเรื่องยินดี ว่าแต่คุณมาหาผม มีธุระอะไรหรือเปล่า หรือว่ามาเพราะเรื่องซื้อหุ้นของคุณพสุธา”

“ส่วนหนึ่งก็ด้วย แล้วยังมีที่ท่านประธานให้พวกคุณสืบ ท่านประธานให้ผมจัดการเรื่องนี้” คุณวินิจพูด

พสุธาให้คุณวินิจจัดการเรื่องนายสมพงษ์ เพราะต้องการทดสอบคุณวินิจ ถ้าคุณวินิจทำงานได้ดี เขาก็จะวางใจอย่างแท้จริง

“อืม เรื่องนั้นน่ะเหรอ ผมให้คนไปสืบแล้ว แต่ยังไม่ได้ความคืบหน้าอะไร แต่คิดว่าน่าจะอีกไม่นานแล้ว” ตั้งแต่เขารับภารกิจมา จนกระทั่งถึงตอนนี้ เพิ่งจะผ่านไปแค่สามชั่วโมงเท่านั้นเอง

และแม้ว่าทนายเกษมจะตอบคุณวินิจไปเช่นนั้น แต่เขาก็ยังต่อสายโทรศัพท์หาลูกชายของตัวเอง ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ภารกิจจากพสุธา พวกเขาไม่กล้าชะล่าใจ แม้ว่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ก็ตาม

“ได้ข้อมูลมาแล้วเหรอ งั้นก็รีบมาที่ห้องทำงานของฉันเลย” ทนายเกษมเมื่อได้ยินว่าลูกชายสืบเรื่องของนายสมพงษ์ได้แล้ว เขาก็รีบบอกให้มาที่ห้องทำงานของเขาทันที

“ลูกชายของผมสืบมาได้แล้ว เขากำลังจะมา คุณวินิจนั่งรอสักครู่นะ”

“ไม่เป็นไร ผมนั่งคุยกับคุณไปพลาง ๆ ก่อนก็ได้ อย่างไรพวกเราก็มีเรื่องให้คุยกันเยอะ”

“ใช่ ๆ ผมก็มีเรื่องสงสัย อยากจะถามคุณอยู่พอดี คฤหาสน์ของคุณพสุธาน่ะ คุณเป็นคนจัดหาใช่ไหม คุณน่าจะรู้จักประวัติของคฤหาสน์หลังนั้นดีนี่ ทำไมถึงยังแนะนำคุณพสุธาไปล่ะ” ทนายเกษมถามอย่างสงสัย

คนอื่นคิดว่าเรื่องที่เจ้าของคฤหาสน์ศิลาจันทร์ คนก่อน ๆบ้านแตกสาแหรกขาด เป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่เขารู้ว่าเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น แม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของเจ้าของเก่าหรือเปล่า แต่ว่าทุกครอบครัวที่เข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้น มีอันต้องแยกย้ายทางใครทางมันจริง ๆ

“ก่อนที่ผมจะแนะนำบ้านหลังนั้นให้ท่านประธานของผม ผมก็ไปขอคำแนะนำจากพระอาจารย์มาแล้ว ท่านบอกว่าบ้านหลังนั้น คนอื่นอยู่มีแต่จะฉิบหาย มีแค่ท่านประธานเท่านั้น ที่อยู่แล้วจะรุ่งเรืองร่ำรวย” คุณวินิจพูดอย่างภูมิใจ เขามีพระอาจารย์รูปหนึ่งที่เขานับถือมาก เขาได้เอาวันเดือนปีเกิดของพสุธา และบ้านเลขที่บ้านไปให้พระจารย์ท่านช่วยดูให้ ตอนที่ท่านทำนายออกมา ท่านเองก็ดูจะแปลกใจมาก

“พระอาจารย์เหรอ หรือว่าจะเป็นพระอาจารย์ท่านนั้น” ทนายเกษมหมายถึงพระอาจารย์รูปหนึ่ง ที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง จากแวดวงผู้ร่ำรวย และมีอำนาจ เนื่องจากท่านนั้นมีญาณหยั่งรู้ที่สูงส่ง ว่ากันว่าท่านทักใคร คนคนนั้นจะได้เป็นใหญ่เป็นโต ดังนั้นจึงมีคนพยายามเข้าหาท่านมากมาย แต่ยากนักที่จะได้พบท่าน

“จะได้พบท่านยากมาเลยนี่ คุณทำยังไงถึงได้พบท่าน” ทนายเกษมถามอย่างแปลกใจ

“ผมพอมีช่องทางติดต่อลูกศิษย์ของท่านอยู่บ้าง ตอนแรกท่านก็ไม่ยอมให้พบหรอก แต่ผมลองส่งวันเดือนปีเกิดของท่านประธานไป พระอาจารย์ท่านก็ตกลงให้ผมเข้าพบได้”

“หรือว่าจะเป็นเพราะวันเดือนปีเกิดของคุณพสุธา” ทนายเกษมคาดเดา คุณวินิจก็พยักหน้า เขาเองก็คาดเดาเช่นนั้นเหมือนกัน

“ดูเหมือนว่าคุณพสุธาจะพิเศษกว่าที่คิด” ทนายเกษมลูบคางของตัวเอง และมั่นใจมากกว่าเดิม ว่าการขายหุ้นให้พสุธา เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

พวกเขาคุยประเด็นนี้กันจบ ก็พอดีกับที่ปลื้มปีติมาถึง

“พ่อครับ นี่ที่พวกเราสืบมาได้ นายสมพงษ์ ทรัพย์มั่งมี แต่งงานแล้ว มีลูกสองคน คนโตตอนนี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปริ๊นซ์ คนเล็กยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนปรินซ์ในเครือเดียวกัน ทรัพย์สินส่วนตัว มีคฤหาสน์หนึ่งหลัง และคอนโดมิเนียมสองห้อง ด้านธุรกิจ เปิดกิจการผับบารอนอยู่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยปริ๊นซ์ ผมตรวจสอบแล้ว ผับแห่งนี้อยู่ใกล้กับสถานศึกษาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่เพราะจ่ายเงินให้กับตำรวจยศใหญ่ในพื้นที่ จึงไม่ถูกสั่งปิด นอกจากผับแล้ว ยังลงทุนในกิจการอีกหลายอย่าง ล่าสุดคือเป็นหุ้นส่วนอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ด้านพฤติกรรมส่วนตัว นอกจากจะกร่างไปทั่วแล้ว ยังมีประเด็นคุกคามผู้อื่นอยู่หลายคดี แต่ส่วนมากแล้วเหยื่อเลือกจะไม่เอาความเพราะกลัวจะอับอาย หรือไม่ก็เลือกที่จะรับเงินชดเชย และเมื่อวานนี้ ได้ก่อเหตุลวนลามช่างในร้าน นี่คลิปวิดีโอครับ” ปลื้มปีติยื่นแทปเล็ตให้ผู้เป็นพ่อได้ดู ซึ่งในวิดีโอนั้น แสดงให้เห็นเหตุการณ์ที่นายสมพงษ์กำลังลูบก้นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในชุดช่างซ่อม

ซึ่งเด็กหนุ่มคนนั้นก็คือนะโมนั่นเอง

ทนายเกษมไม่เคยเจอนะโมมาก่อน ดังนั้นจึงไม่รู้ว่านะโมคือเพื่อนของพสุธา แต่คุณวินิจเมื่อได้ยินว่าคนที่พสุธาให้สืบ ก่อเหตุลวนลามช่างซ่อมรถคนหนึ่งในอู่ เขาก็นึกถึงภารกิจที่พสุธามอบหมายมาทันที

“ขอผมดูคลิปวิดีโอหน่อยครับ” คุณวินิจรีบพูดทันที

ทนายเกษมก็ไม่ได้ปฏิเสธ อย่างไรคุณวินิจก็เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว

เมื่อคุณวินิจเห็นหน้าของเด็กหนุ่มที่ถูกลวนลามในคลิป เขาก็โพล่งออกมา

“เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย ไม่แปลกใจเลยที่ท่านประธานจะใส่ใจเรื่องนี้มาก”

“หมายความว่ายังไง หรือว่าเด็กหนุ่มในคลิปวิดีโอนี่ เกี่ยวข้องกับคุณพสุธา” ทนายเกษมก็ไม่ใช่คนโง่ เมื่อเห็นท่าทางของคุณวินิจ เขาก็คาดเดาออกมาทันที

คุณวินิจพยักหน้า

“คุณไม่เคยเจอเด็กหนุ่มคนนี้ แต่ผมเคยเจอ และจำได้ขึ้นใจว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทกับท่านประธาน” คุณวินิจเคยเจอนะโม ตอนที่เขาไปส่งรถยนต์ไฟฟ้าให้กับพสุธาด้วยตัวเอง

ฝั่งสองพ่อลูก เมื่อได้ยินว่าคนที่ถูกลวนลามในคลิปวิดีโอ ก็คือเพื่อนสนิทของพสุธา พวกเขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่า นายสมพงษ์คนนี้ ชีวิตได้เดินมาถึงจุดจบแล้ว

กล้าที่จะลวนลามเพื่อนของเศรษฐีแสนล้าน ถึงตายก็ไม่ถือว่าน่าแปลกใจ

“เมื่อคุณพสุธาให้สืบเรื่องที่มันทำผิดกฎหมาย ก็น่าจะต้องการให้มันรับโทษทางกฎหมาย” ทนายเกษมพูดขึ้นมา

“ไม่ต้องห่วง จากที่ผมสืบมาได้ และมีหลักฐานครบถ้วน ต่อให้ไม่นับเรื่องที่มันลวนลามเพื่อนคุณพสุธา มันก็ต้องใช้ชีวิตในคุกไม่น้อยกว่าสิบปีอย่างแน่นอน” ปลื้มปีติพูด

“ถ้างั้นก็จัดการตามนี้ ส่งหลักฐานความผิดของมันทั้งหมดไปให้กับสำนักอัยการ แล้วก็ส่งมาให้ผมชุดหนึ่งด้วย หากว่าทางการไม่จัดการเรื่องนี้ เราก็จะใช้สังคมกดดัน” คุณวินิจพูดเสียงเย็น และสองพ่อลูกก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้

หลังคุยกับสองพ่อลูกจบ คุณวินิจก็ขอตัวกลับก่อน เมื่อเขาไปที่ห้องทำงาน ก็โทรศัพท์ไปรายงานผลการสืบสวน และแนวทางการจัดการของพวกเขา ซึ่งก็ได้รับการเห็นชอบจากพสุธา

นอกจากนี้แล้วคุณวินิจยังเสนอเรื่องการให้นะโมย้ายไปทำงานที่อู่ใหม่ โดยที่คุณวินิจจะไปติดต่ออู่ซ่อมรถครบวงจรแห่งใหม่ไว้ก่อน ให้ส่งคนไปทาบทามนะโม พร้อม ๆ กับที่ดำเนินการซื้อขาย

ถ้ารอซื้อขายอู่เสร็จ ถึงจะรับนะโมเข้าทำงาน นะโมยังต้องทนทำงานที่เก่าไปอีกสองสามวัน เพราะเขายังต้องทำเรื่องจัดตั้งบริษัทก่อนด้วย ยกเว้ยเสียแต่ว่าพสุธาจะซื้ออู่ในนามของเจ้าตัวก่อน แล้วค่อยขายต่อให้กับบริษัททีหลัง

“ได้ ถ้าคุณทำงานนี้สำเร็จ ผมจะมีโบนัสให้” พสุธาพูดอย่างพึงพอใจ

คุณวินิจก็ดีใจ ที่ตัวเองทำผลงานได้เป็นที่ประทับใจของเจ้านาย

หลังวางสายจากคุณวินิจ พสุธาก็นิ่งคิดไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเปิดลิ้นชัก หยิบโทรศัพท์อีกเครื่องที่นอนนิ่งอยู่ในลิ้นชักออกมา จากนั้นก็เปิดเครื่อง แล้วต่อสายหาเบอร์โทรศัพท์เพียงเบอร์เดียวที่มีอยู่ในเครื่อง เขารอสายอยู่ไม่นานนัก อีกฝ่ายก็กดรับสาย

“หนูน้อย โทรฯหาฉันแบบนี้ แสดงว่าเปลี่ยนใจ ยอมเป็นลูกบุญธรรมของฉันแล้วใช่ไหม” เสียงแหบกระด้าง แต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจดังลอดลำโพงโทรศัพท์ออกมา

“ไม่ใช่” พสุธาตอบสั้น ๆ แต่ลอบกลอกตา คิดไม่ถึงเลยว่าผ่านมาตั้งสามปีแล้ว แต่อีกฝ่ายยังไม่ยอมล้มเลิกความคิดที่จะรับเขาเป็นลูกบุญธรรมอีก

“ถ้าอย่างนั้นโทรศัพท์หาฉันทำไมกัน รู้ไหม ฉันคิดว่าชาตินี้ฉันคงจะไม่ได้รับสายจากนายแล้ว” ชายร่างใหญ่ผมสีดำสนิท ทว่าแววตาสีฟ้า และรูปหน้าที่มองออกว่าเป็นคนเอเชียผสมตะวันตก เอนตัวกับพนักเก้าอี้ มือหนึ่งคีบซิการ์ อีกมือหนึ่งก็ถือโทรศัพท์คุยกับพสุธา

“ผมจำได้ว่าคุณมีคนของคุณอยู่ที่สยาม ผมจะขอยืมคนของคุณมาใช้งานได้หรือเปล่า” พสุธาพูดเข้าเรื่อง เขากลัวว่าถ้าต่อบทสนทนาของอีกฝ่ายต่อไป เจ้าตัวจะต้องพูดเรื่องรับเขาเป็นลูกบุญธรรมขึ้นมาอีกแน่นอน

“ได้สิ ฉันก็เคยบอกแล้วนี่นา ว่าคนของฉันที่นั่น ให้นายใช้งานได้ตามสบาย คนพวกนั้นก็รู้จักนาย ขอแค่นายเอ่ยปากสั่ง ฉันรับรองว่าไม่มีใครกล้าไม่ทำตาม” ริมฝีปากสีคล้ำเพราะนิโคติน เอื้อยเอ่ยอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะพูดต่อว่า

“ว่าแต่ใครกัน ที่ทำให้นายยอมโทรศัพท์มาหาฉันได้” ลูคัสรู้ว่าพสุธาไม่อยากติดต่อกับมาเฟียอย่างเขามากนัก

ใช่ ลูคัสเป็นมาเฟีย ธุรกิจของเขาเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธ และคาสิโนหลายแห่ง รวมถึงควบคุมย่านการค้าในหลาย ๆ ย่านดัง หากถามว่ามาเฟียอย่างลูคัส มารู้จักกับเด็กอย่างพสุธาได้อย่างไร ก็ต้องบอกว่าเมื่อสามปีก่อน พสุธาได้ช่วยชีวิตของลูคัสเอาไว้

ตอนนั้นลูคัสเพิ่งรับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งต่อจากพ่อบุญธรรม แล้วถูกลอบทำร้าย และได้รับบาดเจ็บ เขาหนีการไล่ล่าจนไปสลบอยู่ในตรอกล้างแห่งหนึ่ง และพสุธามาเจอเข้า จึงได้ช่วยเหลือเขาเอาไว้ ถึงแม้เจ้าตัวจะยอมรับเองตอนหลัง ว่าที่ช่วยเพราะเห็นว่าเขาแต่งตัวดี ต้องรวยมากแน่ ๆ ถ้าเจ้าตัวช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เขาต้องจ่ายเงินตอบแทนอย่างแน่นอน

ตอนที่ได้ยินพสุธาพูดประโยคนี้อย่างตรงไปตรงมา ลูคัสไม่เพียงแต่ไม่ผิดหวัง เขายังชอบใจมากเสียด้วยซ้ำ ถึงขนาดอยากจะรับพสุธาเป็นลูกบุญธรรม เขารู้ว่าคนอย่างพสุธา อนาคตไม่มีทางเติบโตไปเป็นคนธรรมดา ๆ อย่างแน่นอน

ทว่าพสุธาปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ต้องการเพียงเงิน แต่ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับเขา เพราะรู้ว่าเขานั้นเป็นตัวอันตราย

เจ้าตัวไม่ได้กลัวตัวเองจะเป็นอันตราย แต่ห่วงคนสำคัญของตัวเอง ที่อาจจะเดือดร้อนเพราะเขา

ลูคัสยิ่งอยากได้พสุธาเป็นลูกบุญธรรมากยิ่งขึ้นไปอีก คนที่รักพวกพ้องแบบนี้ ต่อไปถ้ารับตำแหน่งต่อจากเขา จะต้องได้รับความภักดีจากลูกน้องเป็นแน่

ฝั่งพสุธาเมื่อได้ยินที่ลูคัสถาม เขาก็ตอบไปตรง ๆ

“มีคนไม่อยากมีมือ มันมาลวนลามเพื่อนของผม”

“อ้อ อยากส่งคนไปตัดมือมันสินะ” ลูคัสพูดสบาย ๆ เหมือนว่าที่พูดถึงคือการตัดต้นไม้ใบหญ้า ไม่ใช่มือคนทั้งคน

“แค่ต้องการให้มือมันใช้งานไม่ได้ ไม่ถึงขนาดต้องตัดทิ้งหรอก” พสุธาบอกกับตัวเองว่าเขาเป็นคนที่เคารพกฎหมาย จะตัดอวัยวะใครได้อย่างไรกัน

“จะทำยังไงก็แล้วแต่นายจัดการ แฟรงค์มันรอรับคำสั่งของนายอยู่” แฟรงค์คือหัวหน้าลูกน้องที่ประจำการอยู่ที่สยาม รวมถึงธุรกิจของแก๊งในเอเชีย และเป็นหนึ่งในคนสนิทของลูคัส พสุธาก็รู้จักเจ้าตัวดี

แฟรงค์เป็นชายวัยสามสิบที่ดูไม่เหมือนลูกน้องมาเฟียเลยสักนิด เจ้าตัวเหมือนพวกนักวิชาการมากกว่า แต่พสุธาก็รู้ว่าภายใต้ภาพลักษณ์ปัญญาชนของเจ้าตัว ซ่อนความเหี้ยมโหดเอาไว้ หากคุณกล้าหาเรื่องคนแบบนี้ แม้ตาย คุณก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายเพราะอะไร

“ไม่ต้องให้แฟรงค์มาจัดการเองหรอก ส่งพวกลูกน้องของแฟรงค์มาสักสามสี่คนก็พอ”

“บอกแล้วว่าไปคุยกับแฟรงค์เอาเอง จริงสิ เดือนหน้าฉันจะไปสยาม เรามาเจอกันหน่อยสิ” ลูคัสพูดชักชวน

“ไม่ว่าง” พสุธาก็ปฏิเสธในทันที และไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ เพิ่งจะขอยืมคนจากอีกฝ่ายไป

ลูคัสหัวเราะเสียงแหบกระด้าง

“นายยังไม่รู้เลยว่าฉันจะไปวันไหน ก็บอกว่าไม่ว่างเสียแล้วหรือ”

“ไม่ว่าวันไหนก็ไม่ว่างทั้งนั้น ผมมันคนหาเช้ากินค่ำ ต้องทำงาน” ตอนที่รู้จักกับลูคัส ตอนนั้นพสุธาเพิ่งจะได้ระบบมาใหม่ ๆ รางวัลจากระบบก็ยังไม่ได้รับ ดังนั้นแล้วลูคัสที่สืบหาตัวตนของเขาในตอนนั้น ก็ย่อมไม่เจอว่าเขามีทรัพย์สินอะไรบ้าง

รู้เพียงแค่ว่าเขาเป็นเด็กที่โตมาในสลัมก็เพียงแค่นั้น

“ฉันบอกแล้วไง ให้รับฉันเป็นพ่อบุญธรรม นายจะมีทั้งเงินทั้งอำนาจ”

“แล้วก็มีศัตรูตามไล่ฆ่าด้วย” พสุธาสวนกลับไปทันที

ลูคัสหัวเราะอีกครั้ง เขารู้สึกสนุกมากที่ได้ต่อปากต่อคำกับพสุธา เพราะด้วยฐานะของเขาแล้ว อย่าว่าแต่ไม่มีใครกล้าเถียงเขาเลย แค่จะสบตาเขา ก็กลัวจนลนลานไปหมดแล้ว

“หึหึ มาเจอกันหน่อยเถอะ รับรองว่าไม่สร้างปัญหาให้นาย ฉันจะปลอมตัวจนแม้แต่แม่แท้ ๆ ก็ยังจำฉันไม่ได้” ลูคัสพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ขณะที่พสุธานั้นกระตือรือร้นขึ้นมาเล็กน้อย

“คุณมีเทคนิคแปลงโฉมแบบในหนังหรือเหรอ” พสุธาดวงตาเป็นประกายวาวสับ

“ไม่มีหรอก” ลูคัสปฏิเสธ

“แล้วคุณจะปลอมตัวยังไง ให้แม่แท้ ๆ ของตัวเองจำไม่ได้” พสุธาไม่คิดว่าจะมีแม่ที่จำลูกของตัวเองไม่ได้

“ก็แม่แท้ ๆ ของฉัน ขายฉันให้พ่อบุญธรรมตั้งแต่ฉันอายุได้ไม่ถึงสามวัน ตอนนี้ฉันสามสิบแล้ว นายคิดว่าเขาจะยังจำฉันได้หรือไม่ล่ะ”

พสุธามุมปากกระตุก จากนั้นเขาก็กดตัดสายทิ้งทันที

ความเจ้าอารมณ์นี้ของพสุธา ทำให้ลูคัสหัวเราะเสียงก้องกังวาน บอดี้การ์ดนับสิบคนที่เฝ้าอยู่หน้าห้อง ต่างก็มองหน้ากันอย่างสงสัย ว่าเพราะอะไร หัวหน้าของพวกเขาถึงได้หัวเราะอารมณ์ดีขนาดนี้

 

ฝั่งพสุธา หลังวางสายจากลูคัสได้ไม่นาน เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากแฟรงค์

“นายน้อย นายใหญ่บอกว่าคุณมีเรื่องจะสั่งให้ผมทำ”

“อย่าเรียกผมว่านายน้อย” พสุธาปฏิเสธสถานะที่อีกฝ่ายใช้เรียกเขา

“ทราบแล้วครับนายน้อย”

พสุธามุมปากกระตุก หมอนี่รับทราบ แต่ไม่รับคำสั่งสินะ

“เอาเถอะ อยากเรียกอะไรก็เรียก ส่วนเรื่องที่ผมจะขอให้คุณช่วย ก็คือช่วยผมสั่งสอนใครบางคน ไม่ต้องรุนแรงมาก แค่ให้มือกับส่วนที่เอาไว้สืบพันธุ์ของมันใช้การไม่ได้ตลอดชีวิตก็พอ”