25. ตอนที่ 24
ตอนที่ 24
“ท่านประธาน ผมเจอศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรแล้วครับ คาร์พิท เซอร์วิส เป็นศูนย์บริการที่อยู่ในระดับแนวหน้าของสยามเราเลย แม้แต่รถของนักแข่งชื่อดัง ก็ยังมาใช้บริการที่นี่” คุณวินิจโทรศัพท์มารายงานพสุธา ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความภูมิใจในตัวเอง
คุณวินิจคิดว่าการที่เขาใช้เวลาไม่ถึงสิบชั่วโมง ในการทำตามคำสั่งของพสุธาได้สำเร็จ หมายความว่าเขามีประสิทธิภาพมาก
ท่านประธานเองก็คงจะรับรู้ได้ใช่หรือไม่
“อ้อ เขาตกลงขายให้หรือ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ เพราะถ้าเป็นศูนย์บริการรถยนต์ระดับแนวหน้าของประเทศ ไม่ใช่อู่ซ่อมรถธรรมดา การซื้อขายไม่น่าจะง่ายดายนัก อย่างน้อยก็ต้องมีการเจรจาหลายต่อหลายครั้ง
“เป็นเรื่องบังเอิญมาก ๆ ครับ เจ้าของศูนย์ได้ลงทุนกับโครงการขนาดใหญ่โครงการหนึ่งที่ต่างประเทศ แต่เกิดปัญหาบางอย่างขึ้น ทำให้ต้องนำเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งถ้าหาเงินไปลงทุนเพิ่มไม่ได้ จะสูญเสียเงินทุนทั้งหมดไป และแม้แต่ศูนย์บริการรถยนต์นี้ก็จะรักษาเอาไว้ไม่ได้ ถึงขั้นล้มละลาย แต่ถ้าเพิ่มเงินลงทุน และโครงการประสบผลสำเร็จ จะได้กำไรหลายเท่าจากที่ลงทุนไปเลยครับ” คุณวินิจอธิบาย
พสุธาถึงได้เข้าใจ
เขากำลังจะซื้อของร้อนอีกแล้วสินะ ก่อนหน้านี้ก็คฤหาสน์ ตอนนี้ยังเป็นศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร
แต่ว่าพสุธาก็ไม่ได้รังเกียจของร้อนเช่นนี้ เพราะนับได้ว่าเป็นของดีราคาถูก
“อ้อ เขาต้องการขายเท่าไร” พสุธาถามออกไป
“หนึ่งหมื่นล้านครับ” คุณวินิจพูดตอบ
“อ้อ พอดีกับทุนจดทะเบียนบริษัทของเราเลยสินะ ซื้อเลยก็แล้วกัน แต่คุณต้องแน่ใจว่าศูนย์นี้ไม่มีปัญหานะ” พสุธาตัดสินใจซื้อบริษัทที่มีมูลค่าหนึ่งหมื่นล้านอย่างตาไม่กะพริบ ราวกับว่าเขาซื้อผักในตลาดสด
การตัดสินใจอันรวดเร็วของพสุธานี้ ทำให้คุณวินิจนิ่งอึ้งไปหลายอึดใจ ก่อนจะรับปากว่าตัวเองจะตรวจสอบอย่างดี ไม่ให้มีข้อผิดพลาดใด ๆ เด็ดขาด
“ว่าแต่ไม่ต้องต่อรองราคาหรือครับ” เจ้าของร้อนเงินขนาดนี้ ถ้าพวกเขากดราคาสักหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะประหยัดได้อีกห้าร้อยล้าน
“ไม่ต้องหรอก งานนี้ที่ผมต้องการ ก็คือให้มันสำเร็จเร็ว ๆ ส่วนจะประหยัดเงินได้หรือเปล่า ไม่อยู่ในข้อพิจารณา จำไว้ ใช้เวลาให้น้อยที่สุด ส่วนเงินจะใช้มากเท่าไร ก็ไม่ต้องสนใจ” พสุธาตอบเสียงเนิบช้า
หากว่าเขาซื้อมันเพราะเหตุผลอื่น เขาก็จะกดราคาลงสักหนึ่งพันล้าน แต่เขาซื้อเพื่อให้เพื่อนของเขาได้ไปเริ่มงานที่ใหม่ได้เร็วขึ้น ดังนั้นแล้วเขาจะเสียเวลากับเงินแค่หนึ่งพันล้านทำไม
ฝั่งคุณวินิจ เมื่อได้ยินคำตอบของพสุธา เขาก็รู้สึกว่าเขาไม่รู้จักโลกมากยิ่งขึ้น
มีคนที่ทำถึงขนาดนี้เพื่อเพื่อนด้วยเหรอ เพียงแค่ไม่อยากให้เพื่อนต้องทำงานที่เก่าไปอีกหลายวัน เงินหลายร้อยล้าน หรือกระทั่งหลักพันล้าน ก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา
ระหว่างจ่ายเงินจำนวนมากซื้อศูนย์บริการรถยนต์ กับให้เพื่อนหยุดงานสักสามสี่วัน อย่างหลังมันไม่ง่ายกว่าหรือ
ทว่าถึงคุณวินิจจะสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้ถามออกไป เขาตอบรับคำสั่งของพสุธา ก่อนจะวางสายไป
หลังวางสายจากพสุธา คุณวินิจก็ไปยังสำนักงานกฎหมายของทนายเกษม ต้องการให้ทนายเกษมช่วยดูเรื่องเอกสารการซื้อขายด้วย ต้องรัดกุมที่สุด ไม่สามารถให้เกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ได้
ฝั่งทนายเกษม เมื่อได้ยินว่าพสุธาตัดสินใจซื้อศูนย์บริการรถยนต์มูลค่าหนึ่งหมื่นล้าน เขาก็นิ่งงันไป ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงล่องลอย
“ช่วยบอกผมที ว่าการตัดสินใจซื้อครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่เพื่อนของคุณพสุธาถูกลวนลาน”
“ขอโทษที่ต้องบอกว่า เกี่ยวเต็ม ๆ ไม่มีเหตุผลอื่นเลยสักนิดเดียว”
เป็นอีกครั้งที่พวกเขาคิดตรงกันว่า อยากจะเกิดช้ากว่านี้อีกสักหลายสิบปี เพื่อที่จะได้มีโอกาสเป็นเพื่อนกับพสุธา
พสุธาไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจง่าย ๆ ของเขา สร้างความตกใจให้ใครบ้าง หลังจากจัดการเรื่องของนะโมเรียบร้อยแล้ว เขาก็เข้าครัวไปทำอาหาร ก็คือกะเพราเนื้อวากิว ไข่ตุ๋น และต้มจืดเต้าหู้หมูสับ
พสุธาทำอาหารทั้งสามอย่างนี้ สำหรับคนสี่คน หนึ่งคือปฐพี สองคือพันไมล์ที่ผูกข้าวกล่องกับเขา สามคือให้ตัวเขาเอง และสี่คือ เฮียโก้
พสุธาเชื่อว่าวันนี้เฮียโก้ต้องโผล่ไปที่ร้านอีกแน่ ดังนั้นเขาจึงเตรียมไปเผื่อเจ้าตัว
ถ้าไม่เตรียมไปเผื่อ ขี้หูของเขาอาจจะได้ออกมาเต้นระบำ
หลังทำข้าวกล่องเสร็จ พสุธาก็แบ่งส่วนของตัวเองแยกเอาไว้ ไม่ได้เอาใส่กล่องเก็บความร้อนเหมือนอีกสามกล่อง เขาจะลงมากินหลังอาบน้ำเสร็จแล้ว
พสุธาใช้เวลาอาบน้ำไม่นานนัก เขาก็ลงมากินข้าว และสะพายกระเป๋าที่มีข้าวกล่องเพื่อจะไปทำงาน
แต่เมื่อออกมาที่โรงจอดรถ เขาก็พบว่าจักรยานเก่า ๆ ของเขาที่เคยจอดอยู่ในโรงจอดรถนั้นหายไป
ไม่สิ ไม่ได้หาย แต่เพราะเมื่อวานเขาปั่นไปทำงานที่ร้านอาหาร แต่ตอนกลับ พี่ชายของเขาไปรับกลับ รถจักรยานของเขาเลยถูกทิ้งเอาไว้ที่ร้าน
พสุธาเงยหน้ามองฟ้าอย่างท้อใจ
ถ้าเขาต้องเดินออกไปขึ้นรถ เขาจะต้องเดินจนขาลากแน่ แค่ลำพังตัวบ้านกับรั้วบ้าน ก็อยู่ห่างกันเป็นไร่แล้ว
พสุธาได้เรียนรู้แล้วว่าอะไรคือ ‘ทุ่มหินใส่เท้าตัวเอง’ ตอนที่เขาจะย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ เขาเอ่ยอ้างถึงความลำบากนี้ แต่ตอนนี้ ข้ออ้างที่เขาใช้ ได้กลายเป็นเรื่องจริงแล้ว
ถ้าน้ำตาท่วมซอยบ้านในตอนนี้ ให้รู้ไหวว่าเป็นน้ำตาของเขาเอง
กว่าจะเดินออกมาพ้นรั้วบ้าน ก็ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว พสุธามองดูเวลา ถ้าเขายังรอรถเมล์อีก เขาคงจะเข้างานไม่ทันแล้ว ดังนั้นพสุธาจึงได้ตัดสินใจ ซื้อรถจักรยานคันใหม่ให้ตัวเอง
อืม ถึงยังไงเขาก็มีทักษะขับขี่ระดับเทพจากระบบ ความเร็วในการปั่นจักรยานของเขา ไม่ใช่สิ่งที่รถเมล์จะเทียบได้เลย
ทว่าตอนที่พสุธากำลังจะจ่ายเงิน เสียงเย็น ๆ ของระบบก็ดังขึ้นมา
‘ตรวจพบว่าโฮสต์กำลังมีพฤติกรรมที่ขัดกับกฎเกณฑ์ของระบบ ขอให้โฮสต์หยุดการกระทำนี้ ไม่เช่นนั้นระบบจะทำการลงโทษ’ เสียงของระบบเย็นชาพอ ๆ กับคำพูดของเจ้าตัวเลย
พสุธาชะงักไป ก่อนจะแกล้งขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน เพื่อฉวยโอกาสนี้ในการปรับทัศนคติกับระบบ
‘ระบบ ฉันว่าเราต้องตีความคำว่าลำบากใหม่นะ ลำบากหมายถึงอะไร หมายถึงความไม่สะดวกสบาย นายลองคิดดูสิ ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยรถยนต์วิ่งจนเต็มท้องถนนไปหมด ฝุ่นควันคละคลุ้ง ฉันปั่นจักรยานไปทำงาน ท่ามกลางอากาศร้อน ๆ ฝุ่นควันที่ถูกสูดดมเข้าไปเต็มปอด นายคิดว่านี่ยังไม่เรียกว่าลำบากอีกเหรอ อีกอย่างจักรยานที่ฉันซื้อ ก็ไม่ใช่ของดีราคาแพงอะไร นายดูสิ ราคาแค่หนึ่งพันนิด ๆ เบาะก็แข็งจนก้นฉันด้านหมดแล้ว นี่ก็นับเป็นความลำบากอีกอย่างใช่ไหม และนอกจากนี้ นายดูสิ ฉันปั่นจักรยานไปท่ามกลางรถที่ขับอย่างอันตรายแบบนี้ ฉันก็ต้องระมัดระวังอีกเป็นเท่าตัว เพื่อไม่ให้ถูกรถมาชนเข้า นี่ก็นับเป็นความลำบากเหมือนกัน’
พสุธาอธิบายเหตุผลยืดยาว ระบบนิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง แล้วก็เงียบหายไป
พสุธาร้อง ‘เยส!’ ในใจ เพราะเขารู้ว่าเมื่อระบบเงียบไปแบบนี้ หมายความว่าอนุมัติให้เขาซื้อจักรยานได้
ดังนั้นวันนี้ พสุธาจึงได้ปั่นจักรยานคันใหม่ไปทำงาน
เมื่อพสุธาไปถึงร้านอาหารสนามเด็กเล่นของพันไมล์ เขาก็ได้รับการต้อนรับจากพ่อครัวอย่างกระตือรือร้น
“คุณมาแล้ว พวกเราเตรียมวัตถุดิบเอาไว้พร้อมแล้ว รอให้คุณแสดงฝีมือ” พ่อครัวเช่นนี้ ไม่ได้ต้องการท้าทายพสุธา แต่เขากระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิธีการทำทอาหารจากพสุธาไม่ไหวแล้ว
แน่นอนว่าพสุธาไม่ได้รับปากว่าจะสอนพ่อครัวทำอาหาร แต่เขาอนุญาตให้พ่อครัวอยู่ใกล้ ๆ เพื่อดูเขาทำอาหารได้ ด้วยความสามารถของพ่อครัว ขอเพียงตั้งใจดู จับสังเกตจุดสำคัญให้ดี ต่อให้ไม่อาจทำอาหารออกมาได้รสชาติเหมือนกับพสุธาเต็มสิบส่วน อย่างน้อยก็ต้องได้แปดถึงเก้าส่วน
พสุธาก็ไม่ได้ยืดยาด เพราะตอนนี้ใกล้จะได้เวลาเปิดร้านแล้ว เขาลงมือตุ๋นตอนนี้ ก็เสร็จไม่ทันตอนร้านเปิด
เมื่อพสุธาลงมือทำกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดง พ่อครัวก็ตั้งใจจับจ้องอย่างตาไม่กะพริบ เขากลัวว่าถ้ากะพริบตา จะทำให้พลาดวินาทีสำคัญ
ไม่เพียงแค่พ่อครัวเท่านั้น แต่ผู้ช่วยพ่อครัวอีกสองคน ก็ตั้งใจดูเช่นกัน พวกเขาเองก็อยากพัฒนาฝีมือ และโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว พวกเขาจะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ได้อย่างไรกัน
มีคนตั้งใจดูการทำอาหารของตัวเอง เพื่อเรียนรู้ พสุธาก็ไม่ได้จงใจเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น หรือถ่วงจังหวะให้ช้าลง เขาทำไปตามจังหวะของตัวเอง ความคล่องแคล่วของการใช้มีด การใส่เครื่องปรุงอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ทุกอย่างล้วนเป็นไปอย่างธรรมชาติ ดูเรียบง่าย แต่เป็นความเรียบง่ายที่คนครัวทุกคนรู้ดี ว่าต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก จึงจะมีฝีมือระดับนี้ได้
แต่ว่าพ่อครัวตัวน้อยที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา เพิ่งจะอายุเท่าไรเอง สิบแปดปีใช่ไหม เหตุใดถึงมีฝีมือระดับนี้ หรือว่าฝึกทำอาหารตั้งแต่อยู่ในท้องแม่
พวกเขาไม่รู้ ทักษะการทำอาหารระดับเทพของพสุธา ไม่ได้มาจากการฝึกฝน แต่มาจากความยากลำบากในการเก็บของเก่าขาย
“เอาล่ะ รอสี่สิบห้านาทีเหมือนเดิม ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว” พสุธาพูดแล้วถอยออกมาจากหม้ออัดแรงดัน
“ขอบคุณนะครับ วันนี้พวกเราเรียนรู้อะไรได้เยอะเลย” หนึ่งในผู้ช่วยพ่อครัวพูดขึ้นมา
พสุธายิ้มบาง
“เรียนรู้ได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับทุกคนแล้วครับ ส่วนผมก็ไม่ได้สอนอะไร พวกคุณไม่ต้องขอบคุณหรอก” พสุธาไม่อยากรับคำขอบคุณ เพราะรับคำขอบคุณแล้ว เหมือนว่าเขายอมรับการสอนพ่อครัวทั้งสามคนนี้ และถ้าเป็นแบบนั้น ภาระของเขาก็จะมากเกินไป
หลังจากที่พสุธากล่าวจบ ก็พอดีกับที่มีคนสามคนเดินเข้ามาในห้องครัว ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นปฐพี เฮียโก้ แล้วก็เจ้าของร้านอย่างพันไมล์
“น้องดิน ข้าวกล่องของพี่ล่ะ” นี่คือประโยคแรกที่พันไมล์พูดกับพสุธา ไม่ถามเรื่องงาน ไม่สนใจเรื่องในครัว ถามหาข้าวกล่องของตัวเองอย่างเดียว
“อยู่ในกระเป๋าครับ” พสุธาพูดตอบ ก่อนจะเดินไปที่กระเป๋าของตัวเอง หยิบข้าวกล่องออกมาสามกล่อง
ยื่นให้พันไมล์หนึ่งกล่อง จากนั้นก็ยื่นให้ปฐพีอีกหนึ่งกล่อง
“ไอ้ดินน้องรัก กล่องที่เหลือนั่น..” เฮียโก้กลืนน้ำลาย พูดกับพสุธาด้วยน้ำเสียงประจบ
พสุธาตอนแรกคิดจะยกให้อีกฝ่ายฟรี ๆ แต่เมื่อนึกถึงการกระทำของเจ้าตัวเมื่อคืนนี้ เขาก็ชูห้านิ้ว
“หนึ่งพัน”
“ได้ ตกลง กูโอนเดี๋ยวนี้เลย” ปากก็พูด มือก็ล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดโอนเงินให้กับพสุธา ราวกับกลัวว่าพสุธาจะเปลี่ยนใจ
เฮียโก้ไม่คิดว่าพสุธารีดไถเงินของตัวเอง เพราะรู้ว่าวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารวันนี้ คือเนื้อวากิวอย่างดี อีกอย่างต่อให้ไม่ใช่เนื้อวากิว ลำพังแค่รสชาติอาหาร ก็คุ้มค่าให้เขาจ่ายเงินก้อนนี้แล้ว
“ไหน ๆ มึงก็ต้องทำสองกล่องแล้ว ทำเพิ่มอีกกล่องให้กูด้วยสิ ค่าวัตถุดิบ เดี๋ยวกูหารสามกับไอ้สองคนนี้เอง ส่วนค่าแรงมึง ไอ้ไมล์จ่ายเท่าไร กูก็จ่ายเท่านั้น” เฮียโก้พูด
“ตกลง” พสุธาก็ไม่รังเกียจที่จะได้เงินเพิ่ม แต่ก็ไม่คิดจะรับลูกค้ามากไปกว่านี้แล้วเช่นกัน
ทำอาหารหนึ่งกล่อง กับสามกล่อง อาจจะไม่ต่างกันมากนัก แต่ถ้าสามกล่อง กับสิบกล่อง ก็มีความแตกต่างอยู่ เขาไม่อยากเหนื่อยเพิ่มแล้ว
“เยี่ยมไปเลย เฮ้อ แบบนี้กูก็มีเหตุผลให้ตั้งหน้าตั้งตารอวันพรุ่งนี้แล้ว” เฮียโก้พูแล้วก็ทอดถอนใจ
พสุธามุมปากกระตุก มองคนที่พูดราวกับว่าชีวิตนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ
“ทำไม เฮียเพิ่งอกหักมาเหรอ ถึงได้พูดเหมือนชีวิตมันขมขื่นจนไม่อยากมีวันพรุ่งนี้”
“น้องรัก มึงพูดอะไร คนอย่างเฮียโก้มีหรือที่จะอกหัก ไม่รู้อะไรซะแล้ว มีคนมาต่อแถวจีบเฮียตั้งแต่หน้าประตูค่ายมวย ไปจนถึงทำเนียบขาวนู่น”
พสุธาหัวเราะในลำคอ
“แน่ใจนะว่าที่มาต่อแถวนั่นมารอจีบ ไม่ใช่มารอต่อย”
“น้องดินพูดถูก ถ้ามีคนต่อแถวยาวขนาดนั้นจริง ต้องมารอกระทืบมึงแน่ ๆ ไอ้โกโก้”
“โกโก้พ่อมึงสิ บอกว่าเรียกแบบนี้” เฮียโก้หันไปถลึงตาใส่เพื่อน
“หินยังเรียก” ปฐพีพูดขึ้นมาบ้าง
“ไม่เหมือนกัน หินมันเรียกมาตั้งแต่เด็กแล้ว” เฮียโก้พูด ก่อนจะพูดต่อ
“ไม่ไร้สาระกับพวกมึงแล้ว กูไปกินข้าวดีกว่า เดี๋ยวข้าวร้อน ๆ จะเย็นหมด” เฮียโก้พูดแล้วก็หมุนตัวเดินออกจากห้องครัวไปทันที
“อืม เหมือนได้กลิ่นอะไรบางอย่าง มึงว่าไหม” พันไมล์หันไปหาปฐพี
“กลิ่นปากมึงมั้ง” ปฐพีพูดเสียงเย็นชา แล้วเดินตามเฮียโก้ออกไป ก่อนที่จะออกไป ก็มองพสุธาชั่วครู่หนึ่งด้วย
พสุธากะพริบตาปริบ ๆ เพราะรู้สึกเหมือนว่าปฐพีมีเรื่องจะพูดกับตัวเอง แต่เจ้าตัวก็ยังลังเล
เรื่องอะไรหว่า หรือว่าจะขอให้เขาเร่งแปลนิยายเพิ่ม
จะว่าไป วันนี้เขายุ่งมากจนไม่มีเวลาแปลนิยายให้กับแสงจันทร์ของปฐพีเลยสักคำเดียว
เฮ้อ ช่างเป็นวันที่เหนื่อยล้าจริง ๆ
คิดอย่างหดหู่ ก็เดินลากขาพาร่างอันไรเรี่ยวแรงของตัวเองไปห้องล้างจาน
ฝั่งสามหนุ่มเมื่อได้กินของอร่อยแล้ว พวกเขาก็ไม่สนใจจะพูดคุยกันเลยสักนิด ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวในกล่องของตัวเอง แม้แต่ปฐพี หรือเฮียโก้ที่กินอาหารฝีมือของพสุธามาหลายครั้ง ก็ยังคงไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยสักนิดเดียว
“อร่อยฉิบหาย ไม่เคยคิดเลยว่าเมนูง่าย ๆ ก็จะอร่อยได้ขนาดนี้ ได้กินอาหารรสชาติแบบนี้แล้ว ต่อไปกูจะกินอาหารที่ไหนได้อร่อยอีกบ้าง นอกจากฝีมือของน้องดิน” หลังจากที่กินจนหมด พันไมล์ก็พูดอย่างทอดถอนใจ
“เพราะฉะนั้น ต้องภาวนาให้ไอ้ดินไม่เลิกทำอาหาร ไม่อย่างนั้นกูได้ขาดใจตายแน่” เฮียโก้พูดพลางลูบพุงของตัวเอง แม้ว่าข้าวกล่องจะดูกล่องไม่ใหญ่มากแต่พสุธาก็ยัดข้าวมาจนแน่นกล่อง เฮียโก้ทที่กินจุ ยังกินจนแน่นท้องไปหมด
ปฐพีมองเพื่อนทั้งสองคน ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์นิดหน่อย เพราะคิดว่าเพื่อนทั้งสองคนนั้น อาศัยบารมีของตัวเอง ถึงได้มีของอร่อยให้กินทุกวัน
ปฐพีลืมสิ้นแล้ว ว่าใครเป็นคนแนะนำพสุธาให้มาทำงานกับเขา
ขณะที่ทั้งสามคนยังอิ่มเอมใจกับรสชาติอาหารที่อร่อยจนหยุดกินไม่ได้ ก็มีเสียงดังจอแจขึ้นมา มีลูกค้าเข้ามาในร้านแล้ว เมื่อพวกเขามองดูดี ๆ ก็พบว่าล้วนแล้วแต่เป็นลูกค้าที่เมื่อวานได้กินเมนูกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดงไป และนอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่อวดอ้างตนว่าเป็นเจ้าของช่องรีวิวอาหารที่มีผู้ติดตามหลายแสนคน พวกเขาถือกล้องไลฟ์สดมาเลย
พันไมล์ก็ไม่ได้ห้าม เพราะมั่นใจในฝีมือของพสุธามาก ต่อให้คนพวกนี้จงใจหาเรื่อง แต่ปฏิกิริยาของลูกค้าคนอื่น ๆ ต้องเผยความจริงแน่
พันไมล์ลุกไปต้อนรับลูกค้าอย่างกระตือรือร้น พนักงานแต่ละคนก็มาจดออเดอร์อาหาร แน่นอนว่าแต่ละโต๊ะนั้น อาหารจานแรกที่พวกเขาสั่งก็คือกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดงสูตรพิเศษจากพสุธา และไม่นาน กระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดงยี่สิบจาน ก็ถูกขายออกไปจนหมด
ทำให้ลูกค้าที่มาถึงช้า ต่างก็บ่นระงม บอกว่าให้ทำเพิ่ม แน่นอนว่าพันไมล์ปฏิเสธ เขาต้องการใช้อาหารเมนูนี้เป็นเมนูพิเศษ ยกระดับชื่อเสียงของร้าน ดังนั้นถ้ามีอาหารไม่จำกัดจำนวน ความพิเศษของมันก็จะหายไปน่ะสิ
“วันนี้ลูกค้าเยอะกว่าเมื่อวานเกือบเท่าตัวเลย” พันไมล์พูดแล้วยิ้มกว้าง ขณะที่มองพสุธาเหมือนมองสมบัติล้ำค่า เพราะว่าลูกค้าที่มาเพิ่มในวันนี้ ต่างก็ถามหากระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดงกันทั้งนั้น
แม้พันไมล์จะมั่นใจมากว่าอาหารจานนี้จากฝีมือของพสุธา จะต้องโด่งดังมากแน่ ๆ แต่เขาก็ไม่คิดว่ามันจะดังอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เพิ่งจะผ่านมาแค่วันเดียวเองนะ แล้ววันนี้ยังมีกลุ่มคนมาไลฟ์สดอีกด้วย คาดว่าความโด่งดังของอาหารจานนี้ จะเพิ่มขึ้นด้วย และหมายความว่าวันพรุ่งนี้ ร้านอาหารของเขา จะมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ขณะที่พันไมล์กำลังตื่นเต้น พสุธาก็ผิดหวังนิดหน่อย
ทำไมแค่เกือบเท่าตัวล่ะ ทำไมไม่เป็นหนึ่งเท่าตัวไปเลย
‘ขอแจ้งให้โฮสต์ทราบ ลูกค้าเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานหนึ่งเท่าตัว เทียบแล้วเท่ากับปริมาณลูกค้าในคืนวันศุกร์ หรือคืนวันเสาร์ ในช่วงที่มหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอน ดังนั้นภารกิจของโฮสต์จะสำเร็จได้ ต้องมีลูกค้าเพิ่มอีกหนึ่งเท่าตัว จากลูกค้าในวันนี้ เพื่อไม่ให้โฮสต์รู้สึกว่าระบบเป็นระบบเฮงซวย โหดร้าย ระบบขอเป็นกำลังใจให้โฮสต์ สู้ ๆ นะ’
พสุธาได้ยินเสียงเย็น ๆ จากระบบ เขาก็รู้สึกหดหู่ยิ่งกว่าเดิม สู้ ๆ นะ อย่างนั้นเหรอ ตอนนี้เรื่องเดียวที่เขาอยากจะสู้ ก็คือสู้ตายกับระบบ!