LNCrawler

27. ตอนที่ 26

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 26

จริง ๆ ผมกลับเองได้นะครับ บ้านผมอยู่ไม่ไกลเท่าไรแล้ว เดินยังได้เลย” พสุธาพูดกับปฐพี หลังจากที่พวกเขาซื้อของกันเสร็จแล้ว

“ของเยอะขนาดนี้ นายจะเดินถือไปงั้นเหรอ” ปฐพีเลิกคิ้วถามพสุธา มองถุงข้าวของที่ซื้อมา มีมากกว่าสิบถุง

พสุธาชะงักไป เพราะเขาลืมคิดถึงเรื่องนี้

“งั้นก็รบกวนคุณป๋าด้วยนะครับ” พสุธาพูดแล้วยิ้มแห้ง

“ไม่รบกวนหรอก พี่ไปส่งนายก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว” ปฐพีพูดแล้วเดินนำพสุธาไปที่รถหรูของตัวเอง

“จริงสิ วันนี้ผมค่อนข้างยุ่ง เลยไม่มีเวลาแปลนิยายให้คุณป๋าเลย” พสุธาสารภาพออกไป

“ไม่เป็นไร  ทำเท่าที่นายไหวก็ได้ ถ้ามันไม่ทันจริง ๆ พี่จ้างคนแปลเพิ่มก็ได้” ปฐพีก็ไม่ได้เร่งรัดหรือกดดันพสุธา

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะแปลให้ได้มากที่สุด ยังไงงานดี เงินดีขนาดนี้ ก็ไม่ได้มีบ่อย ๆ นี่นา” พสุธาพูดจากใจจริง

ปฐพีหัวเราะเสียงทุ้มนุ่มในลำคอ ก่อนจะถามพสุธาว่า

“นายทำอาหารสำหรับคนป่วยได้ไหม”

“จะให้ผมทำอาหารให้เพื่อนคุณป๋าเหรอครับ” พสุธาเข้าใจที่ปฐพีต้องการจะพูดจริง ๆ ทันที

“ใช่ ช่วงนี้เพื่อนพี่กินอะไรไม่ค่อยได้แล้ว พี่อยากให้เขาได้กินของอร่อยบ้าง”

“ทำน่ะทำได้นะครับ แต่ผมคิดว่าคุณป๋าปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อนคุณป๋าก่อนดีกว่า ว่ามีข้อห้ามหรือข้อควรระวังอะไรไหม คุณป๋าจดแล้วส่งมาให้ผม แล้วผมจะดูว่าทำเมนูอะไรถึงเหมาะสม”

“ขอบใจนะ” ปฐพีมองพสุธาด้วยสายตาซาบซึ้ง พสุธาไม่เคยปฏิเสธคำขอของเขาเลย

“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ยังไงผมก็คิดค่าแรงอยู่แล้ว” พสุธาพูดกลั้วหัวเราะ ปฐพีก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยเหมือนกัน

ขณะที่พสุธากำลังหัวเราะอยู่นั้น ก็มีเสียงของระบบดังขึ้นมา ทำให้เสียงหัวเราะของเขาหยุดชะงักไป

‘ตรวจพบภารกิจพิเศษ ทำอาหารยาหนึ่งอย่าง ช่วยให้ผู้ป่วยที่อาการวิกฤติ แข็งแรงขึ้น เมื่อภารกิจสำเร็จ โฮสต์จะได้รับห้าสิบคะแนน และกล่องรางวัลระดับทองคำ’

พสุธาเบิกตากว้าง อาหารยาอย่างนั้นเหรอ ของรางวัลยังเป็นคะแนนห้าสิบคะแนน และกล่องรางวัลระดับทองคำอีก

แต่ภารกิจเดิมของเขายังทำไม่เสร็จเสียด้วยซ้ำ ทำไมระบบปล่อยภารกิจใหม่มาให้เขาอีกแล้ว

อืม หรือว่าจะเกี่ยวกับแสงจันทร์ขาวของปฐพีกันนะ

“มีอะไรหรือเปล่า” ปฐพีถาม เมื่อพสุธามองหน้าเขานิ่งอยู่หลายชั่วลมหายใจแล้ว สายตาที่มอง ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเจ้าตัวมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ

“อ้อ เปล่าครับ แค่คิดขึ้นมาได้ว่าอาหารของคนเรา นอกจากกินเพื่อความอร่อยแล้ว ยังต้องเป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่างร่างกายด้วย ทว่าส่วนใหญ่แล้ว อาหารที่อร่อย ไม่ค่อยมีประโยชน์”

ปฐพีสับสนเล็กน้อย ที่อยู่ ๆ พสุธาก็จริงจังขึ้นมา หรือว่าเพราะเรื่องที่เขาขอให้เจ้าตัวทำอาหารให้เพื่อนของเขา

“นายไม่ต้องกดดันไปนะ พี่รู้ว่าอาหารสำหรับผู้ป่วย ทำให้อร่อยก็ยาก เพราะมีข้อจำกัดมากมาย ถ้าไม่ได้จริง ๆ พี่ก็ไม่ว่าอะไร” ปฐพีพูดอย่างเข้าใจ แล้วรู้สึกผิดเล็กน้อย ที่หาเรื่องยุ่งยากให้พสุธา

“คุณป๋าไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมไม่ทำเรื่องเกินตัวแน่ ถ้าเกิดว่าทำไม่ได้จริง ๆ ผมจะแจ้งให้ทราบนะครับ” พสุธายิ้มอย่างเข้าใจ

ตอนแรกที่ไม่มีภารกิจจากระบบ เขาก็ตั้งใจจะทำที่ปฐพีขออยู่แล้ว เพราะว่าเขาก็เห็นใจคนป่วย รู้ว่าถ้าป่วยแล้วไม่ได้กินของอร่อย จะยิ่งทรมานเพิ่มขึ้นหลายเท่าเลย ยังไม่นับรวมว่าตอนนี้มีภารกิจจากระบบด้วยแล้ว ถ้าเขาทำภารกิจนี้สำเร็จ รวมกับภารกิจที่ได้รับมาเมื่อวานนี้ เขาก็จะต้องล้างจานต่ออีกแค่หกสิบเอ็ดวันเท่านั้น

ไม่สิ เขาล้างไปแล้วอีกสองวัน เท่ากับจะเหลืออีกแค่ห้าสิบเก้าวันเท่านั้น

พสุธาฮึกเหิมขึ้นมาทันที เขาอยากกลับบ้านแล้ววิ่งเข้าห้องครัวเสียตั้งแต่ตอนนี้

“ดีแล้ว จริงสิ เรื่องครอบครัวของนาย จัดการไปถึงไหนแล้ว มีอะไรให้พี่ช่วยหรือเปล่า” ปฐพีถาม เขาเห็นว่าพสุธาช่วยเขาหลายเรื่องแล้ว เขาควรจะช่วยอะไรเจ้าตัวบ้าง

“อืม เรียกว่าอยู่ในขั้นตอนดำเนินการครับ” พสุธาตอบออกไป วันนี้เขาได้ถามทนายเกษมแล้ว ทนายเกษมบอกว่าวันพรุ่งนี้จะทำการส่งหนังสือสัญญาตัดขาดความสัมพันธ์ไปยังครอบครัวกิจอนันต์ และสองสามีภรรยาราตรี ธีรดล

“ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ” ปฐพีย้ำอีกครั้ง

“ตกลงครับ ถ้าผมมีเรื่องจะขอความช่วยเหลือ จะไม่เกรงใจแน่นอน” พสุธารับปากไป แต่เขาคิดว่าเรื่องพวกนี้ เขาจัดการเองได้ ไม่ต้องให้ถึงมือของปฐพีหรอก

พสุธาและปฐพีไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก เพราะว่าพวกเขามาถึงคฤหาสน์ศิลาจันทร์แล้ว

ตอนที่รถมาจอดอยู่หน้าตึก พสุธาก็เห็นคนสองคนยืนอยู่ที่หน้าประตู เขาขมวดคิ้วมุ่นทันที

ไม่รู้ว่ามายืนกันตั้งแต่เมื่อไร อย่าบอกนะว่าตั้งแต่ที่เขาโทรศัพท์มาบอกว่าไม่ต้องไปรับเขา

“พี่ชาย กับเพื่อนของนาย รักนายมากทีเดียว” ปฐพีพูด แม้ว่าจะรู้จักพสุธาได้ไม่นาน และเคยเจอศิลารวมถึงนะโมแค่สองครั้ง แต่เขาสามารถบอกได้เลยว่าทั้งสามคนนี้รักและห่วงใยซึ่งกันและกันดีจริง ๆ

เผลอ ๆ จะมากกว่าเขาและปฐวี ที่เป็นพี่น้องแท้ ๆ กันเสียอีก

“ครับ ก็พวกเรามีกันแค่สามคนนี่นา” พสุธาตอบออกไป ก่อนจะพูดต่อ

“วันนี้ขอบคุณที่มาส่งนะครับ” พูดจบแล้วก็เปิดประตูลงจากรถ

ปฐพีก็ลงจากรถด้วย เขาเดินไปเปิดท้ายรถ หยิบเอาของที่ซื้อวันนี้ออกมา

“ไปเถอะ พี่ช่วยหิ้วเข้าไป” ปฐพีพูด

“ไม่เป็นไรครับ ผมหิ้วเองได้ ระยะทางใกล้ ๆ แค่นี้เอง” พสุธาปฏิเสธ

“พวกเราช่วยเอง” เสียงของนะโมก็ดังขึ้นจากด้านหลังของพวกเขา

พสุธาหันไป ก็เห็นว่าทั้งนะโม และศิลา เดินเข้ามาแล้ว ทั้งสองมาช่วยเขาหิ้วของ

“ขอบคุณคุณปฐพีมากนะครับ ที่มาส่งน้องชายของผม” ศิลาพูดกับปฐพีอย่างซึ้งน้ำใจ

“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก ถึงยังไงของพวกนี้ ก็ซื้อมาเพราะฉันอยู่แล้ว” ปฐพีปฏิเสธที่จะรับความดีความชอบ

“เอาล่ะ ดึกแล้ว คุณป๋าขับรถกลับด้วยความระวังนะครับ ผมขอตัวเข้าบ้านก่อน” พสุธาไม่ถ่วงเวลาปฐพีเอาไว้ เพราะว่าตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว

“ตกลง วันพรุ่งนี้เจอกัน” ปฐพีพูดจบก็เดินกลับขึ้นรถไป แต่สักพักเขาก็ลดกระจกลง

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” พสุธาถาม เมื่อเห็นปฐพีลดกระจกลง

“แค่จะบอกว่าราตรีสวัสดิ์นะ” พูดจบแล้ว ก็เลื่อนกระจกขึ้นปิด แล้วขับรถจากไป

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ อยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปชวนพี่ชาย และเพื่อนกลับเข้าบ้าน พร้อมกับพูดบ่น

“ทำไมมายืนรออยู่ตรงนี้กัน บอกแล้วว่าให้นอนไปเลย ไม่ต้องรอไม่ใช่เหรอ มายืนตากน้ำค้าง ถ้าไม่สบายขึ้นมาจะทำยังไง”

“มาถึงก็บ่นเลยนะมึง ไม่ได้มายืนนานสักหน่อย แค่ก่อนที่มึงจะมาถึงไม่นาน ก็เห็นบอกว่าจะกลับตั้งนานแล้ว แต่มาไม่ถึงสักที คนก็เป็นห่วงน่ะสิ” นะโมพูดเสียงเคือง

“บอกแล้วว่าจะแวะซื้อของที่ซูเปอร์มาเก็ตไม่ใช่เหรอ” พสุธายังคงขมวดคิ้ว

“ก็ไม่คิดว่าจะซื้อนานขนาดนี้ คิดว่าจะแวะซื้อของไม่กี่ชิ้น”

“ถ้ากูจะแวะซื้อของไม่กี่ชิ้น คุณป๋าเขาจะมาส่งทำไม”

“คุณปฐพีมาส่งมึง กูไม่แปลกใจเท่าที่เขาบอกราตรีสวัสดิ์มึง อย่าบอกนะว่าเขาจีบมึงอยู่น่ะ” นะโมถามเพื่อน ศิลาก็มองพสุธาด้วยเหมือนกัน

“จีบบ้าจีบบออะไร กูกับเขาฐานะต่างกันตั้งเท่าไร คนแบบนั้นแต่งงานกับคนที่ฐานะใกล้เคียงกันเท่านั้นแหละ” ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะมีเงินเยอะมาก รวม ๆ แล้วสินทรัพย์ที่เขามีในตอนนี้ ก็ไม่น้อยไปกว่าที่ครอบครัวของปฐพีมีสักเท่าไร แต่ว่าถึงอย่างไรปฐพีก็ไม่รู้นี่นา

“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ซีรีส์แนวตั้งที่มึงชอบดู ก็มีให้เห็นตั้งหลายเรื่องไม่ใช่เหรอ”

“แล้วบอกกูว่าอย่าอินซีรีส์ให้มาก ถึงจะมีคนทำนิสัยแบบในซีรีส์แนวตั้งพวกนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมือนทุกอย่างนะ” พสุธาส่ายหน้าพูด ก่อนจะพูดต่อ

“นี่ยังไม่รวมถึงว่าคนเขามีเพื่อนเล่นสมัยเด็กเป็นแสงจันทร์ขาวในใจอีกนะ”

“ก็ไม่แน่นะ แต่จะว่าไป ถึงมึงจะเก่งมาก และคู่ควรกับเขา แต่ครอบครัวเขานี่ก็พูดยาก ถ้าแต่งเข้าไปแล้วเจอแม่ผัวตัวร้ายเหมือนในละคร แบบนั้นก็น่ารำคาญเกินไปแล้ว” นะโมพูดเสียงทอดถอนใจ

“เลิกคุยเรื่องนี้เถอะ คุยเรื่องมึงดีกว่า วันนี้ไอ้เหี้ยนั่นยังไปคุกคามมึงอยู่ไหม” น้ำเสียงของพสุธาเข้มขึ้น

“ก็มา แต่วันนี้กูอยู่แต่ใต้ท้องรถ ไม่ออกมา มันเลยไม่มีโอกาส พอตอนเลิกงาน กูฉวยโอกาสตอนมันเผลอ รีบบิดมอ’ไซด์หนีมาเลย” นะโมพูดด้วยสีหน้าขยะแขยง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า

“แต่กูมีข่าวดีนะวันนี้ มีบริษัทติดต่อกูมา ถามว่ากูอยากไปทำงานด้วยไหม มึงรู้ไหมว่าคือบริษัทอะไร” เสียงของนะโมตื่นเต้น ตาเป็นประกายวาววับ

“บริษัทอะไร” พสุธาแกล้งถามออกไป ทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบดี จะมีบริษัทไหนอีก ถ้าไม่ใช่คาร์พิท เซอร์วิส ที่เขาให้คุณวินิจซื้อมาด้วยเงินหนึ่งหมื่นล้าน

“คาร์พิท เซอร์วิส มึงต้องคิดไม่ถึงแน่ เพราะตอนที่รับสาย กูก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน คิดว่าเป็นพวกมิจฉาชีพมาหลอกกู กูด่าไปเลยด้วย จนเขาต้องยอมเปิดกล้องวิดีโอคอล กูถึงจะเชื่อ ไอ้เหี้ย ตอนนั้นกูเกือบเป็นลม” นะโมเล่ารวดเดียว ราวกับว่าหายใจทางผิวหนัง

ฝั่งพสุธาก็ทำสีหน้าตื่นเต้นไปกับเพื่อน

“จริงเหรอ กูเคยได้ยินว่าคาร์พิท เซอร์วิสเป็นศูนย์บริการรถยนต์ระดับแนวหน้าของประเทศ นอกจากพวกรถทั่วไปแล้ว ยังให้บริการพวกรถแข่งอีกด้วย” พสุธาคิดว่าตอนนี้ตัวเองควรได้รางวัลออสก้า การแสดงของเขายอดเยี่ยมทีเดียว

“ใช่ ที่มึงได้ยินมาไม่ผิดเลย ดังนั้นตอนนี้กูเลยรู้สึกเหมือนฝันไปมาก ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเป็นเรื่องจริง บริษัทระดับนั้น โทรศัพท์มาติดต่อให้กูไปร่วมงานด้วยเองเนี่ยนะ เป็นไปได้ยังไง”

“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ มึงอย่าได้ดูถูกตัวเองเกินไป ถึงแม้ว่าการศึกษามึงจะไม่สูง เมื่อเทียบกับคนอื่น แต่เรื่องความสามารถ มึงก็ไม่แพ้ใคร” พสุธาพูด ก่อนจะถามต่อ

“ว่าแต่มึงคงไม่โง่ปฏิเสธไปหรอกใช่ไหม”

“กูไม่ได้โง่นะ กูต้องตอบตกลงอยู่แล้วสิ นั่นมันบริษัทในฝันของกูเลย ถ้ากูปฏิเสธ แสดงว่าในหัวกูนี่มีแต่น้ำ ไม่มีสมอง” นะโมพูดเสียงขึ้นจมูก

“ดีแล้ว แล้วมึงจะไปบริษัทใหม่วันไหน”

“วันมะรืนนี้ กูจะไปเซ็นสัญญาแล้วเริ่มงานใหม่เลย เรื่องสอบสัมภาษณ์นั่น กูสอบผ่านตอนวิดีโอคอลไปแล้ว” นะโมพูดอย่างภูมิใจ ก่อนจะพูดต่อ

“วันพรุ่งนี้กูจะเข้าไปลาออกจากที่อู่ แล้วก็ส่งต่องานด้วย”

“ต้องการให้กูไปเป็นเพื่อนไหม” พสุธาถาม

“ไม่ต้องหรอกน่า กูจัดการเองได้” นะโมปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

“ได้ แต่ถ้ามีปัญหาอะไร ก็โทรศัพท์หากูได้เลย” พสุธาก็ไม่ได้คิดจะเลี้ยงเพื่อนเป็นลูก ให้เจ้าตัวทำอะไรเองไม่ได้

เขาคิดว่าในฐานะเพื่อน สิ่งที่เขาต้องทำ ไม่ใช่การอุ้มอีกฝ่ายเดิน แต่เป็นช่วยประคองในระยะแรก เมื่อเจ้าตัวเดินได้อย่างมั่นคงแล้ว เขาค่อยถอยออกมา เป็นกำลังเสริมอยู่ด้านหลัง เป็นแนวป้องกันทางด้านหลัง หากเพื่อนจะล้ม เขาจะรีบเข้าไปประคองอีกรอบ

แน่นอนว่ารวมถึงพี่ชายของเขาด้วย

“ว่าแต่หิน วันนี้ทำงานเป็นยังไงบ้าง” พสุธาหันไปถามพี่ชายตัวเองบ้าง

ที่พสุธาถามนะโมก่อน ไม่ใช่ว่าเขาเห็นเพื่อนดีกว่าพี่ เขาให้ความสำคัญทั้งสองคนเท่า ๆ กัน แต่เป็นเพราะเขาคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ของนะโมน่าเป็นห่วงมากกว่า

“ดีมากเหมือนเดิมเลย” ศิลาตอบแล้วยิ้มกว้าง

“แล้วมีใครมาจีบบ้างไหม ตอบมาตรง ๆ เลยนะ ห้ามปิดบัง” พสุธาจ้องพี่ชายเขม็ง

“หา จีบอะไร จะมีใครมาจีบพี่ได้ยังไง” ศิลาพูดอย่างสับสนมึนงง

“ทำไมจะจีบไม่ได้ หินทั้งเก่ง ทั้งหน้าตาดี ต้องมีคนมาชอบอยู่แล้ว” พสุธาพูดกลับไป แล้วมองพี่ชาย ก่อนจะถามอีกครั้ง

“มีคนมาขอเบอร์โทรศัพท์หรือเปล่า พวกแชท ไลน์ ไอจี มีคนมาขอไหม”

คราวนี้ศิลานิ่งเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพูดตอบ

“มี แต่เขาบอกว่าเอาไว้คุยเรื่องงานนะ”

“คนแผนกบัญชีเหมือนกันเหรอ” พสุธาถามต่อ

“ไม่ใช่ เหมือนว่าจะมาจากแผนกโปรแกรมเมอร์นะ”

พสุธามุมปากกระตุกทันที

“แล้วโปรแกรมเมอร์มันมีเรื่องอะไรให้ต้องคุยกับพนักงานบัญชี” นี่เป็นคำถามที่แม้แต่ศิลาก็ตอบไม่ได้

“พอแล้วน่า มึงไม่คิดจะให้พี่หินมีเพื่อน มีสังคมบ้างหรือไง อย่าหวงนักเลยน่า” นะโมปรามเพื่อนทันที

พสุธาอยากจะเถียง แต่ก็รู้ว่านะโมนั้นพูดได้ถูกต้อง

ถูกต้อง แต่ไม่ถูกใจ พี่ชายของเขา เขาฟูมฟักมาตั้งแต่เด็ก จะปล่อยให้มีจิ้งจอกเจ้าเล่ห์มาคาบไปไม่ได้!

ดูเหมือนว่าเขาจะต้องหาเวลาไปเยือนบริษัทเท็นซีสักหน่อยแล้ว!

 

ขณะที่พวกพสุธากำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน? ที่โรงแรมห่างออกไปไม่ไกลเท่าไรนัก ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด กึ่งกลางร่างกายส่วนล่างนั้นชุ่มโชกไปด้วยโลหิต  มือสองข้างถูกบิดจนผิดรูปน่าหวาดกลัวยิ่ง

ชายวัยกลางคนคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือนายสมพงษ์ที่ไปคุกคามนะโมนั่นเอง และที่เจ้าตัวอยู่ในสภาพแบบนี้ เพราะถูกเด็กหนุ่มคนหนึ่งจัดการเข้า

วันนี้เขาอารมณ์เสียจากการที่ถูกนะโมหนีกลับบ้านก่อน ทำให้เขาไปดื่มที่คลับของตัวเอง แต่นั่นก็ทำให้เขาเจอเด็กหนุ่มคคนหนึ่งที่คล้ายกับนะโม ด้วยความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่ในอก เขาก็ทำการมอมเหล้าเด็กหนุ่มคนนั้น แล้วพาเจ้าตัวมาที่โรงแรมแห่งนี้ ไม่คาดคิดว่าระหว่างที่กำลังจะทำกิจธุระ เด็กหนุ่มก็ได้สติขึ้นมา แล้วทำการดิ้นรนต่อสู้ขัดขืน และสุดท้ายก็ทำให้นายสมพงษ์ตกอยู่ในสภาพนี้

เด็กหนุ่มที่ถูกมอมเหล้าพาตัวมา ตอนนี้ก็อยู่ในสภาพตื่นตระหนกตกใจ เขามองมือของตัวเอง จากนั้นก็ลนลานกดโทรศัพท์แจ้งตำรวจ

เมื่อตำรวจมาถึง ก็เห็นเด็กหนุ่มนั่งขดตัวคุดคู้อยู่ข้างมุมห้อง บนเตียงมีนายสมพงษ์นอนร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด

“เกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนโทรศัพท์แจ้งตำรวจ” นายตำรวจหนุ่มยศผู้กองคนหนึ่งพูดถามขึ้น

“ผะ ผม ผมเอง” เด็กหนุ่มพูดเสียงแผ่วเบา ดวงตาแดงช้ำ สีหน้าซีดเผือด

“เกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมเขาถึงได้เป็นแบบนั้น” นายตำรวจถาม

สิ้นคำถามนี้ เด็กหนุ่มก็ร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเปิดปากตอบด้วยเสียงสะอื้น และยังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

นายตำรวจฟังคำตอบของเด็กหนุ่ม พวกเขาก็มองหน้ากัน แม้ว่าเด็กหนุ่มจะพูดวกไปวนมา เพราะยังอยู่ในอารมณ์หวาดกลัว แต่พวกเขาก็พอจะจับใจความได้

สรุปก็คือเด็กหนุ่มคนนี้ ถูกมอมเหล้าแล้วถูกมาเพื่อจะทำการล่วงละเมิด แต่เด็กหนุ่มได้สติขึ้นมาก่อน ดังนั้นแล้วจึงทำการต่อสู้ จนอีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพได้รับบาดเจ็บแบบนี้

นายตำรวจเห็นอาการของเด็กหนุ่ม เบื้องต้นเขาก็ค่อนข้างจะเชื่อ ทว่าทุกอย่างยังต้องพูดกันตามหลักฐาน เขาจึงทำการตรวจห้องพักเพื่อหาหลักฐาน แล้วก็เจอกล้องที่กำลังทำการบันทึกวิดีโออยู่

“ผู้กอง ในคลิปวิดีโอ ตรงกับที่เด็กคนนั้นพูดครับ” นายตำรวจที่เป็นคนตรวจสอบกล้องวิดีโอ เขาก็กระซิบกับหัวหน้าทีมของตัวเอง

เมื่อได้รับการยืนยันจากลูกน้อง ผู้กองหนุ่มก็แววตาวาววับ

“คุมตัวผู้ต้องสงสัยไปส่งโรงพยาบาลการ ส่วนเหยื่อ ก็พาไปตรวจที่โรงพยาบาลด้วย” ผู้กองหนุ่มออกคำสั่ง

“ผม ผมจะติดคุกหรือเปล่าครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ เขา ฮึก เขาจะข่มขืนผม” เด็กหนุ่มพูดเสียงสะอื้นไห้ ถามผู้กองหนุ่ม

“ผมยังตอบไม่ได้ แต่ถ้าพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่คุณพูดเป็นความจริง คุณก็อาจจะไม่ต้องรับโทษทางกฎหมาย”

เมื่อเด็กหนุ่มได้ยินประโยคหลัง เขาก็เริ่มมีประกายตาแห่งความหวังขึ้นมา

เห็นแววตาที่เป็นประกายแห่งความหวังของเด็กหนุ่ม ผู้กองก็รู้สึกอยากจะอัดนายสมพงษ์ให้ช้ำหนักยิ่งกว่าเดิม

ไอ้สารเลวนี่ ทำให้เด็กหนุ่มที่ใสสะอาดต้องมีปมในใจแล้ว

ผู้กองหนุ่มไม่รู้เลยว่า เด็กหนุ่มที่ใสสะอาดนี้ แท้จริงแล้วเป็นหัวหน้าระดับภูมิภาคของแก๊งมาเฟีย และมีอายุถึงสามสิบปีแล้ว

ใช่แล้ว เด็กหนุ่มที่กำลังขวัญเสียนี้ ก็คือแฟรงค์นั่นเอง และสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือการสั่งสอนที่นายน้อยของเขาสั่งมานั่นเอง

 

เช้าวันถัดมา พสุธาได้ยินเรื่องนี้จากแฟรงค์ เขาก็เกิดความสงสัยเล็กน้อย

สรุปแล้วอีกฝ่ายเป็นพวกมาเฟีย หรือนักแสดงระดับออสก้ากันแน่ ทำไมถึงได้แสดงละครเก่งขนาดนี้ ประเด็นยังมีเรื่องที่ว่า อีกฝ่ายทำอย่างไร ตำรวจถึงได้เชื่อจริง ๆ ว่าเจ้าตัวเพิ่งจะอายุสิบแปดปี ทั้ง ๆ ที่ความจริงอายุสามสิบปีแล้ว ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะยังดูอายุไม่ถึงสามสิบปีก็ตาม

แต่ประเด็นหลังนี้ พสุธาก็ไม่ได้ถามออกไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายมีวิธีการมากมายในการปลอมแปลงตัวตน

“นายน้อยพอใจไหมครับ หรือว่ายังต้องการให้สั่งสอนมันเพิ่มอีก” แฟรงค์ถามพสุธา

“พอใจแล้ว ขอบคุณมากนะครับ” พสุธาตอบกลับไป

“นายใหญ่ฝากมาบอกว่า เปลี่ยนจากคำขอบคุณ เป็นทำอาหารเลี้ยงนายใหญ่ดีกว่าครับ”

พสุธามุมปากกระตุก ก่อนจะกดตัดสายทิ้งทันที

ไม่เคยเห็นมาเฟียที่ไหนเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ตื๊อเก่งชะมัด!