LNCrawler

28. ตอนที่ 27

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 27

“คุณพสุธาครับ ผมส่งไฟล์หนังสือสัญญาไปแล้วนะครับ รบกวนคุณพสุธาตรวจสอบอีกรอบ หากไม่มีปัญหาอะไร ผมจะทำการส่งไปให้สามีภรรยากิจอนันต์ และสามีภรรยากัมปนาทครับ” เสียงของทนายเกษมดังลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์ออกมา

“คุณจะส่งไปยังไง” พสุธาถาม ขณะเดียวกันก็เปิดไฟล์เอกสารที่ทนายเกษมส่งมา เพื่อตรวจทานดู

“โดยปกติแล้วจะส่งทนายความที่ได้รับมอบอำนาจจากลูกความไปครับ ในกรณีนี้คุณพสุธามอบอำนาจให้ผม และทนายปลื้ม ดังนั้นผมจึงคิดว่าจะให้ทนายปลื้มเป็นคนไปพบพวกเขาครับ หรือว่าคุณพสุธามีคำชี้แนะครับ” ทนายเกษมถามอย่างให้เกียรติพสุธา

“ผมคิดว่าพวกเขาต้องไม่ยินยอมเซ็นโดยง่ายเป็นแน่ ทางฝั่งสองสามีกัมปนาท พวกเขาคิดว่าผมและพี่ชายเป็นตู้เอทีเอ็ม เอาไว้รีดไถเงิน จะยอมปล่อยพวกเราไปง่าย ๆ ได้ยังไง ส่วนอีกครอบครัวหนึ่ง ถึงแม้จะรู้ว่าผมเป็นลูกชายแท้ ๆ และไม่ยอมรับผม แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะตัดขาดกับผม เพราะในอนาคต ผมอาจจะมีประโยชน์กับเขา ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง” พสุธาพูดอย่างเข้าใจความโลภของคนเหล่านั้นดี ดังนั้นแล้ว เขาจึงอยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับคนเหล่านั้น ก่อนที่คนเหล่านั้นจะรู้ว่าเขามีทรัพย์สินในครอบครองอยู่เท่าไร ถ้ารอจนคนพวกนั้นรู้ ชาตินี้ทั้งชาติ เขาก็อย่าคิดจะสลัดคนพวกนั้นพ้นเลย

“คุณพสุธาพูดมีเหตุผลครับ ดังนั้นเราจะต้องหาวิธีการให้พวกเขายอมเซ็นโดยง่าย” ทนายเกษมพูด

“ทั้งสี่คน แม้ว่าจะมีฐานะที่แตกต่างกัน แต่ก็มีจุดที่เหมือนกันอยู่มาก ๆ จุดหนึ่ง นั่นก็คือเห็นแก่ผลประโยชน์ และรังเกียจปัญหา ทำให้พวกเขาเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าผมจะนำความเดือดร้อนมาให้พวกเขา ผมเชื่อว่าพวกเขาจะรีบเซ็นในทันที อืม ขอผมคิดก่อน ว่าจะใช้วิธีการไหนดี รู้แล้ว กับครอบครัวกัมปนาท คุณไปบอกพวกเขาว่าผมสร้างความเสียหายให้กับบริษัทของพวกคุณ ให้พวกเขาเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าเสียหาย แบบนี้ พวกเขาจะต้องรีบร้อนตัดความสัมพันธ์กับผมแน่ ส่วนอีกครอบครัวนั้น บอกไปว่าผมไปสร้างความไม่พอใจแก่เจ้าของตึกเกรซ ทำให้เจ้าของตึกเกรซไม่พอใจ เลยขึ้นค่าเช่าของพวกเขา” พสุธาให้คำแนะนำด้านวิธีการ

ทนายเกษมฟังอย่างสนใจ จนกระทั่งเขาได้ยินวิธีการที่พสุธาเสนอให้ใช้กับครอบครัวกิจอนันต์

คุณสร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าของตึกเกรซ? นั่นไม่ใช่หมายความว่า คุณสร้างความไม่พอใจให้แก่ตัวคุณเองเหรอ

เฮ้อ ความคิดของอัจฉริยะนี่ช่างยากจะนิยามจริง ๆ

พสุธาหลังจากที่ให้คำแนะนำไปแล้ว เขาก็กำลังจะวางสาย แต่อยู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้

เมื่อวานนี้ ลูกพี่ลูกน้องของสองแฝดนั่นเห็นเขากับปฐพี และยังย้อนกลับมาแอบถ่ายรูปพวกเขาไปด้วย น่าจะส่งไปให้สองแฝดนั่นดู ปฐพีเป็นคนในวงสังคมเศรษฐี สองแฝดนั่นอาจจะรู้จักก็ได้ หากว่าสองแฝดนั่นเอาไปบอกกับเด่นชัย แบบนั้นเด่นชัยจะต้องคิดว่าเขาสามารถจับปฐพีได้ และสามารถใช้ประโยชน์จากการที่เขาใกล้ชิดปฐพีได้ด้วยเช่นกัน

“บอกครอบครัวกิจอนันต์ไปว่า เหตุผลที่เจ้าของตึกเกรซไม่พอใจผม เพราะผมไปใกล้ชิดกับคุณปฐพี ทายาทสายการบินและโรงพยาบาลรัศมีอินเตอร์”

ทนายเกษมมึนงงอีกครั้ง แต่ก็ตอบรับคำขอของพสุธา

ไม่ต้องสนใจหรอกว่าเรื่องนี้มันชวนให้สับสนขนาดไหน ขอแค่สามารถทำให้สองครอบครัวยอมลงนามในหนังสือสัญญาตัดขาดความสัมพันธ์ได้ก็พอแล้ว

 

ในชุมชนแออัดที่เต็มไปด้วยบ้านที่เบียดเสียดจนหลับคาแทบจะเกยกัน บ้านไม้ที่มุงด้วยแผ่นสังกะสีหลังหนึ่ง ตอนนี้มีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังออกมาจากทางด้านใน

“อีราตรี ทำไมยังไม่ไปหาข้าวให้กูแดกอีกฮะ มึงอยากโดนตีนักใช่ไหม”

“มึงมีมือมีตีนไปเล่นไพ่ ก็ไปหาแดกเอาสิวะ อย่ามากวนเวลากินเหล้ากู”

“มึงไม่ต้องแดกแล้วเหล้า แดกตีนกูนี่ อีฉิบหาย อยากตายนักใช่ไหม เหิมเกริมนักใช่ไหม”

“มึงตบกูอีกแล้ว เชื่อไหมว่ากูจะสู้ตายกับมึง โอ๊ย ทำไมชีวิตอีราตรีมันถึงได้รันทดแบบนี้ มีผัว ผัวก็เฮงซวย มีลูก ลูกก็อกตัญญู ไม่รู้หายหัวไปอยู่ไหน ไม่มาดูดำดูดีแม่มันเลยสักนิด อย่าให้กูหาตัวเจอนะ กูจะด่าให้มุดหัวออกมาไม่ได้เลย”

เสียงด่าทอ เสียงตบตีนี้ ทำให้ชายหนุ่มในชุดสูทซึ่งดูไม่เข้ากับสถานที่เลยสักนิด มีสีหน้าไม่เข้าใจ

ขายในชุดสูทคนนี้ ก็คือปลื้มปีตินั่นเอง เขามาทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากพสุธา แล้วเขาก็เข้าใจว่าทำไมพสุธาถึงได้อยากตัดขาดความสัมพันธ์กับผัวเมียคู่นี้ แต่ที่เขาไม่เข้าใจก็คือ คนแบบนี้ ทำไมถึงสามารถเรียกดูคนแบบคุณพสุธาออกมาได้ สิ่งนี้สมควรถูกนำไปวิจัยจริง ๆ

ทว่าถึงจะไม่เข้าใจอย่างไร ถึงคำด่าทอที่ได้ยินจะทำให้รู้สึกระคายหูอย่างไร แต่ปลื้มปีติก็ยังเคาะประตูบ้านอยู่ดี

“ใครวะ มึงมาเคาะประตูบ้านกูทำไม” เสียงดังหยาบกระด้างดัง ก่อนที่ประตูไม้ผุ ๆ จะถูกกระชากเปิดอย่างแรง

ปลื้มปีติผงะถอยหลัง เพราะกลิ่นเหม็นที่โชยมาติดจมูก เขามองชายวัยกลางคนตรงหน้าตัวเอง อีกฝ่ายนั้นใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา ผมก็ยุ่งเหยิง เสื้อผ้าเหมือนไม่ได้ซัก และคนก็ไม่ได้อาบน้ำมาเป็นแรมปี

เป็นอีกครั้งที่ปลื้มปีติเชื่อมโยงสองผัวเมียตรงหน้าเขา กับพสุธาไม่ออกเลย

“พวกคุณคือราตรี และธีรดล พ่อแม่ของศิลา และพสุธาใช่ไหม” ปลื้มปีติตีหน้าขรึม พูดถามออกไปเสียงเคร่งเครียด

ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย สีหน้า น้ำเสียง หรือแววตา ก็ทำให้สองผัวเมียนั้นใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ขึ้นมา

“ถามหาพวกมันทำไม อย่าบอกนะว่าพวกมันไปสร้างเรื่องเดือดร้อนอะไร บอกไว้ก่อนเลยว่าพวกเราไม่รับรู้ด้วย ถ้าอยากจะเอาเรื่อง ก็ไปเอาเรื่องกับพวกมันนู่น อย่ามาเกี่ยวข้องกับพวกเขา” ธีรดลรีบปฏิเสธในทันที

“ใช่ พวกมันสร้างปัญหากันเอง ก็ไปตามเอากับพวกมันสิ อย่ามายุ่งกับพวกฉัน” ราตรีก็รีบเห็นด้วยกับคนเป็นสามีทันที ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่นี้ทะเลาะกันราวกับจะฆ่ากันตาย

“พวกเราตามหาตัวพวกเขาไม่เจอ แต่คุณเป็นพ่อแม่ ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาทำ” ปลื้มปีติพูด ก่อนจะหยิบเอกสารออกมา

“นี่คือเอกสารค่าเสียหายที่พวกเขาสร้างขึ้น สิบล้านบาท พวกคุณเซ็นรับทราบ แล้วก็หาเงินมาจ่ายให้พวกเราด้วย ไม่เช่นนั้นพวกเราจะต้องให้กฎหมายดำเนินคดีกับพวกคุณ” ปลื้มปีติอาศัยที่สองสามีภรรยาไม่รู้กฎหมาย ขู่ทั้งคู่

“สิบล้าน บ้าไปแล้ว พวกฉันจะไปมีปัญญาหาเงินสิบล้านมาได้ยังไง ไปเลย ไปตามหาไอ้พวกสารเลวนั่นเอง ไอ้มารหัวขน เกิดมาเพื่อทำให้กูลำบากแท้ ๆ เลยเชียว ถ้ารู้มันโตแล้วจะสร้างเรื่องฉิบหายขนาดนี้ กูน่าจะเอาขี้เถ้ายัดปากพวกมัน” ตอนแรกก็ปฏิเสธปลื้มปีติ ตอนหลังก็สบถด่าพสุธา และศิลา

ปลื้มปีติได้ยินคำพูดนี้ เขาก็มีสีหน้าขยะแขยงทันที

ไม่ใช่ทุกคนที่สมควรจะเป็นพ่อแม่คนจริง ๆ คนพวกนี้ควรถูกจับไปทำหมัน เพื่อที่จะได้ไม่มีเด็กโชคร้ายเกิดมาเป็นลูกคนเหล่านี้อีก

“ผมไม่สนใจว่าพวกคุณจะมีเงินหรือไม่มี แต่ตราบใดที่พวกคุณเป็นพ่อแม่ของพวกเขา หนี้ก้อนนี้ พวกคุณต้องรับผิดชอบ ไม่อยากรับก็ต้องรับ!” ปลื้มปีติพูดเสียงข่มขู่

สองผัวเมียอ้าปากจะด่า แต่ต่อมาก็สะดุดใจกับคำพูดของปลื้มปีติ

“คุณบอกว่าตราบใดที่พวกเราเป็นพ่อแม่ของพวกมัน ก็ต้องรับผิดชอบ ถ้าอย่างนั้นฉันตัดแม่ตัดลูกกับพวกมันล่ะ แบบนี้ก็ได้ใช่ไหม” ราตรีพูดเสียงละล่ำละลัก รู้สึกมีความหวังขึ้นมา ธีรดลก็ตาลุกวาวด้วยเช่นกัน

“หึ อย่าหวังเลยว่าจะปัดหนี้ให้พ้นตัว จะตัดขาดความสัมพันธ์ แค่คำพูดปากเปล่าไม่ได้หรอกนะ ต้องมีหนังสือสัญญาที่ผ่านการรับรองด้วย” เห็นว่าปลาติดเบ็ดแล้ว ปลื้มปีติก็ทำการเก็บเบ็ดในทันที

“ใช่ ๆ ต้องทำสัญญา ต้องมีหลักฐาน มีหลักฐานแล้ววันหน้าใครก็มาให้ฉันรับผิดชอบเรื่องฉิบหายของพวกมันไม่ได้อีก” ธีรดลพูดขึ้นมาบ้าง ก่อนจะมองไปยังปลื้มปีติ

“พวกเราจะทำหนังสือตัดขาด คุณต้องเป็นพยานให้พวกเราด้วย” ธีรดลทำหน้าหนา เขาต้องการให้ปลื้มปีติ ที่เขาคิดว่าเป็นเจ้าหนี้ของลูกชายทั้งสองจริง ๆ เป็นพยาน ก็เพราะกลัวว่าตอนหลังปลื้มปีติจะเล่นแง่ บอกว่าหนังสือตัดขาดนั้นใช้การไม่ได้ แล้วมาตามทวงหนี้กับพวกเขาอีก

ปลื้มปีติเข้าใจความคิดของธีรดล เขายิ่งรู้สึกขยะแขยงอีกฝ่ายยิ่งกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้นก็แสร้งทำเป็นพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ

“ถ้าไม่ใช่เพราะต้องมีคำตอบไปให้บริษัท ฉันไม่เสียเวลากับพวกแกหรอก” ปลื้มปีติแกล้งทำเป็นพูดอย่างไม่พอใจ

“ซวยฉิบหายเลย ต้องไปตามตัวสองคนนั้นมารับผิดชอบอีก” ปลื้มปีติยังไม่หยุดเล่นละคร แม้ว่าจะเดินออกจากบ้านมาแล้ว ทำให้สองผัวเมียที่ยืนส่งอยู่หน้าประตู ก็ยิ่งมั่นใจว่าการกระทำของตัวเองเมื่อครู่นี้ เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

 

ในขณะเดียวกัน สองผัวเมียกิจอนันต์ และลูกชายฝาแฝดสองคนของเจ้าตัว ตอนนี้ก็นั่งอยู่ในห้องทำงานภายในสำนักงานที่ตึกเกรซ สีหน้าของทั้งสี่คนเต็มไปด้วยความขุ่นมัว

“สรุปว่าคนที่ทำให้เจ้าของตึกเกรซไม่พอใจ ก็คือไอ้เด็กสกปรกนั่นใช่ไหม พ่อ ผมก็บอกพ่อแล้วว่าไม่ให้รับไอ้เด็กนั่นกลับมา ดูสิ มันถูกเลี้ยงมาจากสลัม สันดานต่ำ ๆ ของมันทำให้พวกเราเดือดร้อนกันแล้ว” เด่นคุณพูดด้วยความเกลียดชัง

“นั่นสิพ่อ ผมก็บอกแล้วว่าเด็กนั่นไม่ควรจะไปรับกลับมา ยังไงบ้านเราก็มีน้องดุจอยู่แล้ว น้องดุจของพวกเราเป็นเด็กดีขนาดนั้น ไม่เคยสร้างปัญหาให้พวกเรา แต่ดูไอ้เด็กสกปรกนั่นสิ ยังไม่ทันกลับมาอยู่บ้าน ก็ทำให้เดือดร้อนขนาดนี้แล้ว ถ้ามันกลับมาอยู่ที่บ้าน ก็ไม่รู้ว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้พวกเรามากแค่ไหน”

คุณวินิจที่ถูกทนายเกษมขอให้มาช่วยเล่นละคร ยิ่งฟัง สีหน้าก็ยิ่งมืดครึ้มขึ้นเรื่อย ๆ อยากจะลุกขึ้นตบปากคนพูดสักฉาด แล้วชี้หน้าถามว่ากล้ามาด่าท่านประธานของเขาได้หรือยัง คนที่ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะถือรองเท้าให้ท่านประธานของเขา เอาความกล้าจากไหนมาดูถูกเหยียดหยามท่านประธานของเขา

“คุณวินิจครับ มีอะไรเข้าใจผิดกันหรือเปล่าครับ เด็กคนนั้น พวกเราเพิ่งเคยเจอเพียงครั้งเดียว ทั้งอีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับพวกเราเป็นพ่อแม่ แต่นั่นก็น่าจะเป็นแค่ความโกรธ ที่พวกเราอุ้มลูกผิดคน ทำให้เขาต้องลำบาก แต่เด็กคนนั้นก็เป็นเพียงแค่เด็กที่โตมาในสลัม จะไปมีโอกาสทำให้ท่านประธานของคุณไม่พอใจได้ยังไงล่ะครับ” คำพูดนี้ของเด่นชัย ถือว่าฉลาดไม่น้อย ทางหนึ่งก็ถามหาสาเหตุความไม่พอใจ แต่อีกทางก็บอกเป็นนัยว่าพวกเขาไม่ได้เลี้ยงดูพสุธามา ทั้งพสุธาก็ไม่ได้ยอมรับพวกเขาเป็นพ่อแม่ กระทั่งเคยเจอแค่เพียงครั้งเดียว ดังนั้นแล้วหากว่าอีกฝ่ายไปสร้างเรื่องอะไรขึ้นมา ก็หวังว่าเจ้านายของคุณวินิจจะไม่เอาความกับพวกเขา

นอกจากนี้แล้ว ตอนนี้เด่นชัยยังมีความคาดหวังต่อพสุธา ตั้งแต่เมื่อวานที่เขาเห็นรูปภาพพสุธาอยู่กับทายาทคนรองของรัศมีภานุมาศ เขาก็นอนไม่หลับเลย วันนี้ยังตั้งใจว่าจะไปคุยกับพสุธา เกลี้ยกล่อมให้เจ้าตัวยอมกลับบ้าน มีเพียงเจ้าตัวยอมกลับบ้านเท่านั้น เขาถึงจะบงการให้เจ้าตัว ไปขอความช่วยเหลือจากปฐพี เอาเงินมากอบกู้ธุรกิจของเขาได้ แต่คาดไม่ถึงว่าวันนี้คุณวินิจจะนัดหมายพวกเขา ทั้งยังบอกว่าพสุธาไปสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่เจ้าของตึกเกรซ และเป็นเหตุผลให้พวกเขาถูกขึ้นค่าเช่าถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์

ทั้ง ๆ ที่มีความหวังแล้วแท้ ๆ แต่อยู่ ๆ กลับกลายเป็นผู้สร้างความเดือดร้อน เด่นชัยยอมรับไม่ได้จริง ๆ เขาคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นความเข้าใจผิด และสามารถปรับความเข้าใจกันได้

“เข้าใจผิดเหรอ ไม่มีเรื่องเข้าใจผิดอะไรหรอก คุณคงจะรู้จักทายาทของตระกูลรัศมีภาณุมาศดีสินะ ท่านประธานของผมถูกใจทายาทของรัศมีภานุมาศ แต่ลูกชายคนนั้นของคุณกลับอยู่ใกล้ชิดคนที่ท่านประธานของผมถูกใจ นี่คิดจะแย่งคนกับท่านประธานของผมใช่ไหม” คุณวินิจพูดเสียงหยัน

ฝั่งเด่นชัย เมื่อได้ยินคำพูดของคุณวินิจ สีหน้าของเขาก็ซีดเซียว

ที่แท้แล้วก็เป็นแบบนี้ ที่แท้แล้วลูกชายคนนั้นของเขาก็เกี่ยวข้องกับทายาทคนรองของรัศมีภาณุมาศจริง ๆ แต่ว่าคนคนนั้นก็ดันเป็นคนที่เจ้าของตึกเกรซหมายตาเอาไว้

ตอนนี้เขาต้องช่างผลดีผลเสีย จะเลือกลูกชายที่ไม่ได้เลี้ยงดูคนนั้น หรือจะเอาใจเจ้าของตึกเกรซดี

ความจริงแล้ว เด่นชัยต้องการเลือกข้อแรกมาก เพราะถ้าเกิดว่าพสุธาสามารถจับปฐพีได้อยู่หมัด ผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับ ก็มากยิ่งกว่าการเอาใจเจ้าของตึกเกรซ แต่ปัญหาอยู่ที่ ความสัมพันธ์ระหว่างพสุธาและปฐพีคืออะไร

รักแท้ หรือแค่คนถูกเลี้ยงดู ถ้าเป็นอย่างแรก เขาพร้อมจะขัดใจเจ้าของตึกเกรซ แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง เขาก็รีบสั่งสอนพสุธา ให้หลีกทางให้เจ้าของตึกเกรซ เพราะถ้าเป็นแค่คนที่ถูกเลี้ยงดู ผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับจากความสัมพันธ์นี้ ย่อมมีไม่มาก อีกอย่าง ปฐพีจะเขี่ยพสุธาทิ้งตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

“เรื่องนี้ ขอผมไปถามเจ้าตัวดูก่อนนะครับ แล้วจะรีบให้คำตอบแก่คุณวินิจแน่นอนครับ” เด่นชัยตัดสินใจที่จะสืบดูก่อน เขาไม่อยากผลีผลามตัดสิน กลัวว่าจะเสียลาภก้อนโตไป

“ได้ แต่ผมให้เวลาคุณแค่วันเดียวเท่านั้น ถ้าหากพรุ่งนี้ยังไม่มีคำตอบให้ ผมจะถือว่าพวกคุณไม่ต่อสัญญากับตึกของเรา และจงใจเป็นศัตรูกับท่านประธานของผม ผมจะบอกให้นะ ท่านประธานของผม ไม่ได้มีทรัพย์สินแค่ตึกเกรซเท่านั้น แต่ยังมีกิจการอีกมากมายที่ท่านถือหุ้นอยู่ มูลค่าทรัพย์สินรวมไม่ต่ำกว่าแสนล้าน พวกคุณคิดให้ดีเถอะ ว่าจะยอมเป็นศัตรูกับท่านประธานของผม เพียงแค่เด็กที่พวกคุณคลอดออกมา แต่ไม่ได้เลี้ยงดูหรือเปล่า” คุณวินิจพูดเสียงหยัน ก่อนจะเดินออกไปอย่างเย่อหยิ่ง

เมื่อคุณวินิจเดินจากไปไกลแล้ว ในห้องก็เต็มไปด้วยเสียงก่นด่า แน่นอนว่าคนที่พวกเขาด่าก็คือพสุธา ทั้งฝาแฝด ทั้งคุณนายดาวิกา ต่างด่าพสุธาราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกับพวกตน

 

“เป็นอย่างที่คุณพสุธาพูดไว้จริง ๆ เลยครับ ฝั่งสามีภรรยากัมปนาทรีบเซ็นตัดขาดดทันที แต่อีกฝั่งยังต้องการไปสืบข้อมูลดูก่อน น่าจะพิจารณาว่าเลือกฝ่ายไหนแล้วได้ผลประโยชน์มากกว่ากัน” ทนายเกษมพูดกับพสุธาผ่านทางโทรศัพท์

หลังจากที่เขาได้ยินคุณวินิจเล่า เขาก็รู้สึกชื่นชมในการมองเห็นธาตุแท้ของคน ของพสุธาเป็นอย่างมาก และอดไม่ได้ที่จะเวทนาสามีภรรยาทั้งสองคู่ เพราะคนพวกนั้นไม่รู้เลยว่า คนที่พวกเขาไม่ต้องการนี้ คือคนที่สามารถมอบผลประโยชน์สูงสุดให้พวกเขาได้

“ให้ไปสืบเถอะ สืบเสร็จแล้วพวกเขาจะรีบเซ็นหนังสือตัดขาดกับผมทันที” พสุธามั่นใจมาก เพราะสิ่งที่คนเหล่านั้นจะสืบได้ ก็คือเรื่องที่เขาเคยเป็นพ่อบ้านให้กับปฐพี และตอนนี้เขาก็เป็นพนักงานล้างจานในร้านอาหารของเพื่อนสนิทของปฐพี ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและปฐพี ไม่มีอะไรเกินกว่านายจ้าง และลูกจ้าง

“ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้ดีครับ คุณพสุธาวางใจได้เลย จริงสิ หนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นผมจัดการเรียบร้อยแล้วนะครับ คุณพสุธาต้องการให้ผมนำไปส่งเลยไหมครับ”

“ได้ครับ รบกวนคุณมาที่คฤหาสน์ของผมที” พสุธาพูดตอบ และทนายเกษมก็รับคำอย่างรวดเร็ว

ทว่าขณะที่ทนายเกษมกำลังจะออกจากห้องทำงานของเขา ลูกชายของเขาที่เพิ่งกลับมาจากชุมชนแออัดที่พสุธาเคยอาศัยอยู่ ก็รีบร้อนเข้ามา

“พ่อ พ่อรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”

“เอะอะเสียงดังอะไร แล้วเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่าสองผัวเมียนั่นยอมเซ็นหนังสือตัดขาดแล้วหรือ” ทนายเกษมตำหนิลูกชาย

“พ่อ ตอนผมไปที่บ้านเก่าของคุณพสุธา ก็ผ่านอู่ที่เพื่อนสนิทของคุณพสุธาทำงานอยู่ ผมเลยแกล้งแวะเข้าไปสักหน่อย แต่ใครจะรู้ว่าผมจะไปได้ยินเรื่องใหญ่มา พ่อลองทายดูว่าเรื่องอะไร”

“อย่ามาลีลา ฉันยังต้องไปพบคุณพสุธา แกรีบบอกมาว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องใหญ่อะไร”

“นายสมพงษ์ คนที่คุกคามเพื่อนของคุณพสุธา เมื่อคืนนี้ก่อเหตุมอมเหล้าเด็กหนุ่มอายุสิบแปด พาไปโรงแรมหวังจะล่วงละเมิดทางเพศ แต่เหยื่อสู้จนไอ้เลวนั่นมือพิการทั้งสองข้าง ที่สำคัญก็คือ ส่วนนั้นถูกตัดจนกลายเป็นขันทีไปแล้ว” ปลื้มปีติพูดให้พ่อฟัง ก่อนที่เขาจะลดน้ำเสียงลง

“พ่อคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณพสุธาไหม” ปลื้มปีติถาม ทั้ง ๆ ที่เขามั่นใจมากว่าต้องเกี่ยวข้องกับพสุธาแน่ ๆ เพราะว่าเวลามันเหมาะเจาะเกินไป หลังจากที่หมอนั่นคุกคามเพื่อนคุณพสุธาได้วันเดียว วันต่อมาก็ถูกเล่นงานจนกลายเป็นขันที มือสองข้างยังพิการจนใช้งานไม่ได้อีกด้วย

ทนายเกษมก็ใจสั่นสะท้าน เขาเชื่อโดยสัญชาตญาณว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพสุธาแน่ ๆ แต่เด็กหนุ่มอย่างพสุธา ใช้วิธีการเช่นนี้ได้อย่างไร

ช่างโหดเหี้ยม และเยือกเย็นดีแท้

“แกเป็นทนาย ควรจะรู้ว่าไม่ควรพูดจาซี้ซั้ว เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับคุณพสุธาได้ยังไง คุณพสุธากำลังจะเป็นนักศึกษาคณะกฎหมาย และยังให้เราจัดการนายเกษมผ่านทางกฎหมายด้วย แบบนี้แล้ว คุณพสุธาจะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง” ถึงจะมั่นใจว่าเป็นฝีมือของพสุธาแน่ ๆ แต่มั่นใจก็ส่วนมั่นใจ ในฐานะหุ้นส่วน และคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเกาะขาทองคำอย่างพสุธา เขาก็ต้องหนักแน่นที่จะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพสุธา

ปลื้มปีติทำท่าจะเถียง แต่เมื่อเห็นสีหน้าแววตาของผู้เป็นพ่อ เขาก็เข้าใจในทันที เขาพูดเสียงดังว่า

“ใช่ คุณพสุธาเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ต้องไม่ทำเรื่องแบบนั้นแน่”