29. ตอนที่ 28
ตอนที่ 28
เป็นดั่งที่พสุธาคาดการณ์เอาไว้ ครอบครัวกิจอนันต์สืบเรื่องของเขา และปฐพี ก็ได้แค่เรื่องที่เขาเป็นพ่อบ้านให้กับปฐพี และตอนนี้ทำงานเป็นพนักงานล้างจานอยู่ที่ร้านอาหารของเพื่อนสนิทปฐพีเท่านั้น
“ก็คิดว่าไอ้เด็กสกปรกนั่นจับคุณปฐพีได้ ที่ไหนได้ มันไปเป็นขี้ข้าเขานี่เอง พ่อ พวกเราต้องรีบตัดขาดจากมันนะ ไม่อย่างนั้นถ้าคนอื่นรู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับเรา เราได้อับอายขายขี้หน้าตายแน่” เด่นคุณพูดเสียงเหยีดหยาม เด่นหล้าที่อยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้า ส่วนดุจฝันนั้นหลุบตาลงแวบหนึ่ง ซ่อนประกายตาดีใจเอาไว้ จากนั้นก็พูดเสียงเบาว่า
“แต่ยังไง ดินก็เป็นลูกชายและน้องชายที่แท้จริงของคุณพ่อ และพี่ ๆ นะครับ ดุจต่างหากที่มาแย่งที่เขา ถ้าเกิดว่าไม่มีการอุ้มสลับตัวกัน สิ่งที่ดินทำในวันนี้ ก็อาจจะเป็นดุจที่ต้องทำ” ดุจฝันพูดเสียงกลัว และน้อยใจ
“ไม่มีทาง ตั้งแต่ที่อุ้มผิดตัว ก็หมายความว่ามันไม่มีวาสนากับครอบครัวของเรา น้องดุจต่างหากที่ควรจะเป็นครอบครัวของเรา สวรรค์คงทนเห็นไม่ได้ จึงทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง หรือต่อให้ไม่ถูกอุ้มผิดตัวจริง ๆ น้องดุจทั้งเก่ง ทั้งฉลาดแบบนี้ ต้องหางานที่ดีทำได้แน่ ๆ ไม่มีทางเป็นขี้ข้าคนอื่นเขาหรอก” เด่นคุณรีบพูดทันที
ถ้าพสุธามาได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาคงจะอดหัวเราะไม่ได้
ฝั่งดุจฝัน เมื่อได้ยินคำพูดของเด่นคุณ ก็แสร้งก้มหน้าอีกครั้ง เก็บซ่อนใบหน้าของความพึงพอใจ แววตาทอประกายเยาะเย้ย
ฮึ ต่อให้แกเป็นลูกชายที่แท้จริงแล้วยังไงล่ะ พ่อแม่และพี่ชายของแก ก็ไม่ต้องการแกอยู่ดี คนที่พวกเขารักก็คือฉัน แกมันก็เป็นได้แค่ไอ้ขี้ข้าชั้นต่ำเท่านั้น
“พ่อ เมื่อมันเป็นแค่ขี้ข้า คุณปฐพีก็ไม่มีทางออกหน้าปกป้องมัน จนต้องมีปัญหากับเจ้าของตึกเกรซแน่ ๆ ดังนั้นแล้ว เราหวังพึ่งคุณปฐพีไม่ได้หรอก เราต้องทำให้เจ้าของตึกเกรซพอใจ”
“เราลากมันไปขอโทษดีไหม” เด่นคุณเสนอ
“ไม่มีประโยชน์หรอก ทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้เจ้าของตึกเกรซมั่นใจว่ามันเป็นคนในครอบครัวของเขา ผมคิดว่าเราตัดขาดกับมันไปเลยดีกว่า จะได้เป็นการบอกเจ้าของตึกเกรซว่าเราไม่เกี่ยวข้องกับมัน อีกอย่างไม่แน่ว่าในอนาคตข้างหน้า มันจะไปสร้างเรื่องเดือดร้อนอะไรอีก เพื่อไม่ให้เสียหายมาถึงพวกเรา พวกเราต้องตัดขาดจากมันอย่างเด็ดขาด” เด่นหล้าเสนออย่างรวดเร็ว เขารีบร้อนราวกับว่าถ้าตัดขาดกับปฐพีช้าไป บริษัทของพวกเขาจะล้มละลายในทันที
เด่นชัยได้ยินคำพูดของลูกชาย เขาก็มีสีหน้าลังเลใจ ไม่ใช่เพราะคิดถึงความเป็นพ่อลูกอะไรหรอก แต่เป็นเพราะคิดว่าพสุธาอาจจะมีประโยชน์ต่อตัวเองในอนาคต ถ้าตัดขาดไปเลย ก็ออกจะน่าเสียดายไปสักหน่อย
อย่างน้อยเด็กนั่นก็หน้าตาดี ถึงขนาดหน้าตาดีกว่าสองแฝด และดุจฝัน รูปร่างหน้าตาแบบนั้น ถ้าใช้ประโยชน์ได้ จะต้องมีประโยชน์มากแน่ ๆ
“คุณพ่อลังเลอะไรครับ เด็กสกปรกนั่นยังไม่ทันเหยียบเข้าบ้าน ก็สร้างความเดือดร้อนขนาดนี้แล้ว ในอนาคตไม่รู้ว่าจะสร้างความเดือดร้อนขนาดไหน อีกอย่างดูแล้วมันก็แค้นพวกเราด้วย เรื่องที่อุ้มสลับตัว ไม่แน่ว่าเรื่องที่มันทำให้เจ้าของตึกเกรซไม่พอใจ ก็เป็นแผนการของมัน ทำเพื่อให้ครอบครัวเราเดือดร้อน” เด่นคุณพูดขึ้นมา เมื่อเห็นสีหน้าลังเลใจของผู้เป็นพ่อ
“นั่นสิคะคุณ ต่อให้ไม่มีเรื่องนี้ แต่ถ้าคนนอกรู้ว่าพวกเรามีลูกชายแบบนั้น ได้อับอายขายขี้หน้าพอดีค่ะ” ดาวิกาไม่สนใจเลยว่าคนที่เธอต้องการตัดขาดนั้น ก็คือเด็กที่เธออุ้มท้องมาเกือบสิบเดือน สำหรับเธอแล้ว ลูกของเธอมีแค่สามคนเท่านั้น และก็นั่งอยู่ตรงหน้าเธอทั้งหมดแล้วด้วย
เด่นชัยเมื่อถูกลูกเมียเรียกร้องให้ตัดขาดกับพสุธา เขาก็ลังเลใจต่อชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง ด้วยความคิดที่ว่า อนาคตพสุธาจะมีประโยชน์หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้เจ้าตัวสร้างเรื่องเดือดร้อนให้พวกเขา เป็นความจริงอย่างชัดเจน
“แค่ประกาศตัดขาดไม่น่าเชื่อถือพอ ต้องทำหนังสือรับรองให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย ผมคิดว่าเราควรติดต่อทนายเกษม เพราะนอกจากสสำนักงานของเขาจะอยู่ตึกเดียวกับเรา ผมยังได้ยินมาว่าเจ้าของตึกเกรซ ได้เข้าซื้อหุ้นสำนักงานทนายความของทนายเกษมแล้ว เมื่อเป็นแบบนี้ เรื่องที่เราตัดขาดกับเด็กนั่น จะไปเข้าหูเจ้าของตึกเกรซได้เร็วขึ้น” เด่นหล้าเสนอความคิดทันที เมื่อผู้เป็นพ่อตกลงที่จะตัดขาดกับพสุธาแล้ว
“เป็นความคิดที่ดี พรุ่งนี้พวกเรารีบไปพบทนายเกษมแต่เช้าเลยเถอะ”
“เขาเป็นลูกชายแท้ ๆ ของพวกคุณไม่ใช่เหรอ ถึงจะไม่ได้เลี้ยงดู แต่ก็ให้กำเนิดมา ทำไมถึงจะตัดขาดง่าย ๆ ล่ะ” ทนายเกษมแสร้งทำสีหน้าสับสนมึนงง มองดูสามีภรรยากิจอนันต์
“พวกเราก็ไม่ได้อยากจะตัดขาด แต่เด็กคนนั้นไม่ได้เติบโตมากับพวกเรา นิสัยก้าวร้าว แล้วยังเป็นอันธพาล ทำเรื่องผิดกฎหมาย พวกเรายอมไม่มีลูกเช่นนี้จะดีกว่า” ดาวิกาแสร้งทำเสียงเศร้า ก้มหน้าปาดน้ำตา
ทนายเกษมมีแววตาเยาะหยันชั่วครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินถ้อยคำใส่ร้ายที่สองผัวเมียมีต่อคนเป็นลูก
เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพสุธาถึงได้เด็ดขาดถึงเพียงนี้ เพื่อที่จะตัดขาดกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด
เขาคิดว่าพสุธาต่างหากที่ควรจะเป็นคนที่พูดว่า ‘มีพ่อแม่แบบนี้ สู้ไม่มีเสียยังจะดีกว่า’
“พวกคุณไม่ลองคิดดูอีกสักครั้งเหรอ” ทนายเกษมแกล้งเกลี้ยกล่อม
“พวกเราคิดกันมาทั้งคืนแล้ว ไตร่ตรองกันอย่างรอบคอบ นอกจากนี้แล้ว เด็กคนนั้นก็เข้ากับลูก ๆ อีกสามคนที่บ้านไม่ได้ตัด ดังนั้นพวกเราตัดใจยอมแพ้กับเด็กคนนี้ ต่างคนต่างอยู่ไปเถอะ แสร้งทำเป็นว่าเรื่องสลับตัวไม่เคยเกิดขึ้น” ดาวิกาแสร้งพูดด้วยสีหน้าจนใจ
“ได้ ถ้าอย่างนั้นผมก็จะร่างหนักสือสัญญาให้ คงต้องใช้เวลาสักห้าถึงหกวัน” ทนายเกษมยังแสร้งเล่นละครต่อ
“นานไปหรือเปล่าคะ พวกเราต้องการวันนี้เลย ทนายเกษมช่วยหน่อยได้หรือเปล่าคะ” ดาวิกาโพล่งอย่างร้อนใจทันที วันนี้พวกเธอต้องให้คำตอบแก่คุณวินิจ ถ้ารอไปอีกห้าหกวัน ใครจะรู้ว่าตอนนั้นค่าเช่าจะเพิ่มขึ้นมาอีกกี่เปอร์เซ็นต์
ทนายเกษมเคยเห็นรนหาที่ตาย แต่ไม่เคยรนหาที่ตายมากขนาดนี้มาก่อน รีบร้อนจะตัดขาดกับขาทองคำเสียได้ ดูเหมือนว่าที่บริษัทขาดทุนมาสามไตรมาส จนแทบจะล้มละลายอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร
มีผู้บริหารสายตาคับแคบแบบนี้ จะไปรุ่งเรืองได้ยังไงกัน
ทนายเกษมคิด ก่อนจะทำสีหน้าครุ่นคิดลังเล
“ความจริงถ้าพวกคุณรีบ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เมื่อวานมีลูกความของผมคนหนึ่ง ก็เพิ่งลงนามในหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ไป ถ้าพวกคุณไม่ถือ ผมจะใช้หนังสือสัญญานั้นมาเปลี่ยนเป็นชื่อพวกคุณ พวกคุณเห็นว่ายังไงบ้าง” ทนายเกษมพูดราวกับจนใจมาก ที่เกลี้ยกล่อมสองสามีภรรยาไม่สำเร็จ
“ได้ พวกเราตกลง ไม่มีปัญหา” เมื่อวานเด่นชัยยังมีความลังเลอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขารีบร้อนจะตัดขาดจากลูกชายแท้ ๆ ของตัวเองแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ พวกคุณกลับไปรอที่สำนักงานของพวกคุณ เมื่อหนังสือสัญญาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมจะให้คนเอาไปส่ง”
“ไม่เป็นไร พวกเราจะรออยู่ที่นี่นั่นแหละ” เด่นชัยปฏิเสธ เขากลัวว่าถ้าพวกเขากลับไป ทนายเกษมจะเปลี่ยนใจ ไม่ทำหนังสือสัญญาให้เขาแล้ว
ทนายเกษมส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะแกล้งลงมือพิมพ์เอกสารอยู่สักพักหนึ่ง ก็สั่งพิมพ์หนังสือสัญญาตัดขาดความสัมพันธ์ออกมา
“เอาล่ะ พวกคุณลงนามได้ แต่ผมขอเตือนไว้ก่อน เมื่อพวกคุณลงนามแล้ว หนังสือสัญญานี้ก็ได้ถือว่ามีผลทางกฎหมายแล้วนะ” ทนายเกษมพูด ก่อนหน้านึ้กฎหมายไม่รองรับ แต่ว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ที่กฎหมายรองรับการตัดขาดนี้ เพราะพวกเขาตระหนักว่า คนเราแม้ว่าจะเกิดมามีสายเลือดเดียวกัน แต่ถ้าสันดานไม่เหมือนกัน ก็ยากที่จะอยู่ร่วมกันได้ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถูกทำร้ายจากอีกฝ่าย การตัดขาดกัน เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
สองสามีภรรยาไม่แม้แต่จะอ่าน พวกเขาลงนามในหนังสือสัญญาสองฉบับทันที
“พวกเราสามารถเก็บไว้หนึ่งฉบับได้ใช่ไหม” เด่นชัยพูดถาม
“ใช่ พวกคุณสามารถเก็บเอาไว้ได้หนึ่งฉบับ อีกหนึ่งฉบับนั้นจะถูกส่งไปให้กับคุณพสุธา” ทนายเกษมพูดตอบ
“ดี เรื่องค่าใช้จ่าย คุณส่งบิลไปที่สำนักงานของผมนะ ตอนนี้พวกเราขอตัวก่อน” เด่นชัยพูดแล้วก็รีบร้อนออกไป พวกเขาจะไปหาคุณวินิจ
ทนายเกษมมองตามสองสามีภรรยา ก่อนที่เขาจะหยิบโทรศัพท์มาติดต่อหาพสุธา
“สองสามีภรรยาเซ็นหนังสือสัญญาตัดขาดเรียบร้อยแล้วครับ และพวกเขาน่าจะรีบไปพบกับคุณวินิจแล้ว”
“ขอบคุณมากนะครับที่จัดการเรื่องนี้ให้ เรื่องค่าใช้จ่าย คุณส่งใบเรียกเก็บเงินมาได้เลยนะครับ” พสุธาพูดเสียงพึงพอใจ
ความจริงหนังสือสัญญาตัดขาด เขาเองก็จำเป็นต้องลงนามด้วย แต่เพราะว่าเขาได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายเกษมไปแล้ว ทนายเกษมจึงสามารถลงนามแทนเขาได้ ทำให้หนังสือสัญญามีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย พสุธาจึงไม่ต้องไปเจอหน้ากับสามีภรรยาทั้งสองคู่
“เรื่องค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นหรอกครับ คุณยังเป็นหุ้นส่วนของสำนักงานเราด้วย” ทนายเกษมรีบพูดทันที
“ได้ ถ้าแบบนั้นถือว่าผมติดหนี้คุณครั้งหนึ่งก็แล้วกัน” พสุธาไม่ได้ดื้อรั้นจะจ่ายเงิน เพราะรู้ว่าทนายเกษมยื่นมิตรภาพครั้งนี้มา เพื่อที่จะได้มีมิตรภาพแน่นแฟ้นกับเขามากกว่าเดิม เขาเองก็ไม่ปฏิเสธ เพราะว่าไม่สามารถทำลายน้ำใจคนที่เพิ่งจะช่วยงานเขาได้
“ขอบคุณคุณพสุธาครับ” ทนายเกษมมีความสุ เขายิ้มกว้าง แล้วพูดเรื่องพินัยกรรมต่อ
“คุณพสุธาครับ เรื่องพินัยกรรมตอนแรกก็ก็ใกล้เสร็จแล้ว แต่คุณพสุธายังมีบริษัทที่กำลังจะก่อตั้งอีก ดังนั้นผมจึงคิดว่ารอให้บริษัทก่อตั้งแล้วเสร็จก่อน จึงค่อยให้คุณพสุธาลงนาม คุณพสุธาคิดเห็นยังไงครับ”
“ได้ครับ” พสุธาก็ไม่มีความคิดเห็นเป็นอื่น เขาตัดขาดกับสองครอบครัวนั้นสำเร็จแล้ว ต่อไปเขาก็มีศิลาเป็นญาติคนเดียว สมบัติของเขา ก็ต้องตกเป็นของศิลาโดยชอบธรรม ไม่มีใครมาแย่งไปได้
พสุธาคุยกับทนายเกษมต่ออีกหลายเรื่อง ก่อนจะวางสาย เมื่อวางสายจากทนายเกษม คุณวินิจก็โทรศัพท์เข้ามาทันที
“ท่านประธาน เด่นชัยและภรรยามาส่งหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ของเขากับคุณพสุธาให้ผมดู ขอให้ผมแจ้งต่อท่านประธาน และขอให้ท่านประธานช่วยผ่อนปรนให้สักครั้ง ได้ไหมครับ” พสุธาฟังแล้ว เขาก็เข้าใจทันทีว่าตอนนี้คุณวินิจนั่งอยู่กับสองผัวเมียนั่น ถึงได้โทรศัพท์มาเล่นละครกับเขาแบบนี้
พสุธายิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดตอบกลับไป
“ได้สิ เห็นแก่ที่พวกเขายอมแม้กระทั่งละทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง ตอนแรกฉันคิดจะปรับค่าเช่าของพวกเขาขึ้นห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าอย่างนั้นจะลดหย่อนให้ เหลือยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ก็พอ” พสุธาพูดด้วยน้ำเสียงราวกับว่าตัวเองใจกว้างมาก แต่สองผัวเมียภรรยาที่นั่งฟังอยู่ด้วย และได้ยินอย่างชัดเจน พวกเขาก็สีหน้าซีดเผือด
ขึ้นเป็นยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ลดค่าเช่าลง
“นี่มัน..” เด่นชัยต้องการทักท้วง เขาพูดเสียงสั่น ปากสั่น ทว่าพูดยังไม่ทันจบประโยค พสุธาก็ตัดสายทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
“คุณได้ยินที่ท่านประธานของผมพูดแล้ว จะตัดสินใจอย่างไรก็แล้วแต่พวกคุณ” คุณวินิจพูดจบแล้ว ก็ผายมือเชิญทั้งคู่กลับออกไป
สองสามีภรรยายังต้องการที่จะทัดทาน แต่เห็นสีหน้าของคุณวินิจ และรู้สึกได้ถึงความหมดความอดทนของเจ้าของตึกเกรซ ที่ตัดสายทิ้งทันที หลังจากให้คำตอบมาสั้น ๆ เด่นชัยก็ไม่กล้าที่จะพูดขอร้องอีกในตอนนี้
ใช่ ไม่กล้าในตอนนี้ เพราะคิดว่าควรจะรอให้เจ้าของตึกเกรซอารมณ์ดี ๆ ก่อน แล้วพวกเขาค่อยมาขอร้องในภายหลัง
แต่ว่าจะทำยังไงให้เจ้าของตึกเกรซอารมณ์ดีล่ะ หรือว่าต้องไปลากไอ้เด็กเวรนั่นมาขอโทษเจ้าของตึกเกรซด้วยตัวเอง
เด่นชัยลืมไปแล้ว ตอนนี้ตัวเองลงนามในหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์กับพสุธาแล้ว เจ้าตัวไม่สิทธิ์อะไรที่จะไปสั่งให้พสุธาทำเรื่องอะไรก็ตาม
หรือต่อให้จำได้ พวกเขาก็ไม่สนใจอยู่ดี หนังสือตัดขาดนี้ พวกเขาทำเพื่อไม่ให้พสุธามาเรียกร้องอะไรจากพวกเขา หรือเพื่อที่หากวันหน้าพสุธาไปสร้างเรื่องเดือดร้อนอะไรมา ก็จะไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา แต่สำหรับพวกเขาที่เป็นพ่อแม่ เป็นผู้ให้กำเนิด สามารถเรียกร้องอะไรจากพสุธาก็ได้
ความหน้าหนาของอีกฝ่ายนี้ พสุธาก็เหมือนจะดูเบาไปด้วยเช่นกัน วันหน้าแม้ว่าจะมีหนังสือตัดขาดแล้ว ก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่มาตอแยสร้างความรำคาญใจให้กับเขา
ฝั่งพสุธา หลังจากที่เขาวางสายจากคุณวินิจ เขาก็ไปลงมือทำสตูว์เนื้อน่องลาย และขนมปังข้าวโอ๊ต เพราะสองอย่างนี้ต้องใช้เวลา เขาจึงลงมือทำตั้งแต่เนิ่น ๆ ส่วนยำมะเขือเทศ และผักย่างนั้น เขาแค่เตรียมวัตถุดิบเอาไว้ก่อน รอให้ใกล้ถึงเวลา ค่อยลงมือทำ เพื่อความสดใหม่
ขณะที่ตุ๋นสตูว์เนื้อ และอบขนมปัง พสุธาก็ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยการแปลนิยายให้กับปฐพี
พสุธารู้สึกว่าตัวเองลูกข่างที่หมุนไม่หยุด มีงานให้เขาต้องจัดการมากมาย
ระหว่างที่พสุธากำลังนั่งแปลนิยายอยู่นั้น เขาก็ได้รับข้อความจากนะโม อีกฝ่ายส่งรูปสถานที่ทำงานใหม่มาให้เขาดู รวมถึงถ่ายรูปตัวเองในชุดยูนิฟอร์มของคาร์พิท เซอร์วิสส่งมาด้วย
เมื่อเห็นนะโมส่งข้อความมา พสุธาก็ยิ้ม แล้วนึกถึงเมื่อวานนี้ ตอนที่เขากลับมาบ้าน แล้วถูกนะโมจ้องมองอย่างค้นหา
เป็นเพราะนะโมได้ยินข่าวเรื่องที่เกิดขึ้นกับนายสมพงษ์แล้ว และนะโมก็คิดว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา แน่นอนว่าพสุธาย่อมไม่ยอมรับอยู่แล้ว เขาถามนะโมว่าคนหาเช้ากินค่ำอย่างเขา จะไปทำเรื่องอะไรแบบนั้นได้ยังไงกัน
นะโมก็คล้อยตามพสุธาอย่างง่ายดาย แล้วก็บอกว่าเป็นผลกรรมที่นายสมพงษ์ควรได้รับ
พสุธาเห็นว่านะโมเชื่อตัวเองอย่างง่ายดาย ก็แอบรู้สึกผิดเล็กน้อย คิดว่าถ้าต่อไปในอนาคต นะโม และศิลารู้ว่าเขาโกหกอะไรไปบ้าง จะโกรธเขาหรือเปล่า
ทว่าพสุธาก็กังวลอยู่ไม่นานนักหรอก เพราะเขาไม่อยากกังวลในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง รวมถึงลึก ๆ แล้วเขาเชื่อว่าทั้งสองคนจะเข้าใจเขา และไม่โกรธ เพราะที่เขาโกหกไป ไม่ใช่เพราะต้องการทำร้ายทั้งสองคนเลย
พสุธาตกอยู่ในภวังค์ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบข้อความของนะโม
‘เหมาะกับมึงทั้งสถานที่ ทั้งชุดเลย’ นอกจากข้อความแล้ว พสุธายังส่งสติ๊กเกอร์หมีชูนิ้วโป้งตามไปด้วย
‘กูชอบที่นี่มาก แต่ได้ยินว่ากำลังจะเปลี่ยนเจ้าของ มึงว่าถ้าเจ้าของคนใหม่มา แล้วรู้ว่ามีช่างที่จบแค่เทียบมอสามแบบกู เขาจะไล่กูออกไหม’ พสุธารู้ได้ทันทีเลยว่านะโมกำลังกังวล แต่ว่าสิ่งที่เจ้าตัวกังวล ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้น
เพราะเจ้าของใหม่ของคาร์พิท เซอร์วิส ก็คือเขา และเขาซื้อบริษัทนี้ ก็เพื่อให้นะโมได้เข้าไปทำงานที่นั่น ดังนั้นแล้วอาจจะมีคนถูกไล่ออกมากมาย แต่นะโมไม่มีทางถูกไล่ออกอย่างแน่นอน
ที่สำคัญ พสุธาก็ไม่ได้มีความคิดจะไล่ใครออกด้วย ยกเว้นแต่ว่าคนคนนั้นจะไม่ตั้งใจทำงาน หรือสร้างความเสียหายให้กับบริษัท หรือรังแกนะโม
‘กูว่าไม่หรอก มึงมีฝีมือ เขาไม่ไล่คนเก่งออกแค่เพราะไม่มีวุฒิการศึกษาสูง ๆ หรอก อีกอย่างหนึ่ง เจ้าของบริษัทอยู่ระดับไหนแล้ว เขาจะมาสนใจตำแหน่งช่างเล็ก ๆ เหรอว่ามีกี่คน แต่ละคนจบอะไรมา’ พสุธาส่งข้อความตอบกลับไป
คำตอบของพสุธา ทำให้นะโมที่อยู่ไกลออกไป ยิ้มออกมาได้
‘กูก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น’ นะโมตอบกลับ และตามด้วยสติ๊กเกอร์หมีสวดมนต์
พสุธาหัวเราะ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลง แล้วทำงานต่อ
“อื้อหือ อร่อยไม่แพ้สตูว์ส่วนสันคอเมื่อวานนี้เลย อร่อยจนหยุดกินไม่ได้” พันไมล์พูดชม หลังจากที่เขากินสตูว์เนื้อน่องลาย และขนมปังข้าวโอ๊ตไปได้หนึ่งคำ
“รสชาติแตกต่างจากสตูว์เมื่อวานจริง ๆ เมื่อวานนุ่มละลาย วันนี้มีความหนึบหนับของเอ็นที่แทรกอยู่ในเนื้อ อร่อยขนาดนี้ กูกินติดกันเป็นเดือนยังได้เลย” เฮียโก้พูดขึ้นบ้าง
ส่วนคนที่ออกความคิดให้ทำสตูว์เนื้อทั้งสามวัน ก็มีรอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าเหมือนกัน
“อร่อยมาก นายไม่เคยทำให้พี่ผิดหวังเลยจริง ๆ” ปฐพีพูดชมบ้าง
พสุธายิ้มรับคำชมของทั้งสามคน ในฐานะคนทำอาหาร นอกจากเงินแล้ว ก็มีคำชมจากคนกินนี่แหละ ที่ทำให้ชื่นใจได้
“แล้วสลัดมะเขือเทศล่ะครับ พอจะสู้แตงกวาราดซอสครีมเปรี้ยวได้ไหม” พสุธาถามออกไป
“สู้ได้ สู้ได้อย่างแน่นอน มะเขือเทศมีความหวานอมเปรี้ยว กินแล้วสดชื่นมาก” พันไมล์รีบพูดตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็โล่งใจแล้วครับ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะขอตัวไปที่ห้องล้างจาน เพื่อทำงานของตัวเอง
“วันนี้ดูเหมือนจานจะมีให้ล้างเยอะกว่าทุก ๆ วันนะครับ” พสุธาพูดขึ้นมา มองดูจานชามกองใหญ่ที่ถูกส่งเข้ามาแทบจะทุกห้านาที
“วันนี้ลูกค้าน่าจะเยอะนะ” ป้าแจ๋วพูดตอบ ก่อนจะพูดต่อ
“จริง ๆ ป้าว่าตั้งแต่วันที่เรามาทำงานน่ะ ลูกค้าก็เพิ่มขึ้นทุกวัน นี่ลูกสาวป้าก็บอกว่าเพื่อนอยากจะมาที่ร้านนี้เหมือนกัน เห็นว่าอะไรนะ อาหารอร่อย พ่อค้าก็หล่อ ได้ทั้งอาหารปาก อาหารตา” ป้าแจ๋วพูดเสียงกลั้วหัวเราะ
พสุธาชะงักไป ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
ดูเหมือนว่าภารกิจของเขาจะสำเร็จเร็ว ๆ นี้แล้ว
พสุธาคิดไม่ผิดเลย พอถึงห้าทุ่ม ครัวปิดแล้ว เขาก็ได้ยินเสียงระบบ
‘ยินดีกับโฮสต์ ภารกิจเพิ่มลูกค้าให้ร้านอาหารสนามเด็กเล่นเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งเท่าตัว สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด รับแต้มความลำบากห้าสิบแต้ม รับกล่องสุ่มรางวัลระดับทองคำ โฮสต์ต้องการเปิดกล่องสุ่มเลยหรือไม่’
‘เปิดเลย’ พสุธาตอบระบบอย่างตื่นเต้น เขาถูมือรอแล้ว ในใจก็ภาวนาให้ได้รับทักษะอะไรสักอย่าง ทว่า
‘ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับหุ้นบริษัทเลสต์เน่ สิบเปอร์เซ็นต์ มูลค่าสองหมื่นเจ็ดพันล้านดอลลาร์สหรัฐ’
เมื่อพสุธาได้ยินคำพูดของระบบ เขาก็หน้าม่อยคอตก
ทำไมได้ของไม่มีประโยชน์อีกแล้ว!